- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
10 มกราคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ร้าน Hope Space พิพิธภัณฑ์สามัญชนจัดวงเสวนาเปิดนิทรรศการ Elect ฉัน: โปรด เลือก ฉัน ในหัวข้อ #8กุมภากาเห็นชอบ: ถอดบทเรียนประมติรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ กรกช แสงเย็นพันธ์ จากกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ผู้ร่วมรณรงค์ Vote No ประชามติเมื่อปี 2559 และ ชยพล ดโนทัย จากไอลอว์ ผู้ร่วมรณรงค์ Vote Yes ประชามติในปี 2569 เพื่อพูดคุยแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวและความท้าทายในการรณรงค์ รวมไปถึงความสำคัญในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง
ใน #การเลือกตั้ง69 นอกจากประชาชนจะมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนราษฎรแล้ว ยังมีการตัดสินใจครั้งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งด้วย คือการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับ 60 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ของการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนโดยคณะรัฐประหารนำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลินหลังยึดอำนาจจากทักษิณ ชินวัตรได้สำเร็จเมื่อ 19 กันยายน 2549 แม้จะละเมิดต่อข้อกฏหมายในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมก็ตาม ซึ่งต่อมาถูกยกเลิกและเขียนฉบับใหม่ที่เป็นของคณะรัฐประหาร จนนำมาสู่การรวมตัวกันของเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร หรือกลุ่มประชาชนที่รณรงค์โหวตไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 50 สุดท้ายมีการเจรจาว่าให้ประชาชนใช้รัฐธรรมนูญ 50 นั้นไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขในภายหลัง ทว่าในปี 2557 ก็มีรัฐประหารอีกครั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 50 ไป และร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 60 มาใช้แทน แม้รัฐธรรมนูญ 60 จะผ่านการทำประชามติ แต่ขั้นตอนตั้งแต่ที่มา เนื้อหา และการรณรงค์ในปี 59 ก่อนจะนำมาใช้จริงนั้นไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย หรือคุ้มครองสิทธิของประชาชนในประเทศอย่างเท่าเทียม เพราะมีการดำเนิคดีกับประชาชนที่ออกมารณรงค์ไม่เห็นชอบช่วงก่อนทำประชามติ ซึ่ง ปอ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาจะมาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังต่อไป
รวมไปถึงทางออกจากวงจรของรัฐธรรมนูญ 60 มรดกจากระบอบเผด็จการที่เป็นต้นตอปัญหาของสังคมไทยด้วยการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าคูหากาช่อง “เห็นชอบ” เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
รัฐธรรมนูญ 60 มรดกที่ระบอบเผด็จการฝากทิ้งไว้
กรกช หรือ ปอ นักกิจกรรมทางการเมืองผู้เคยถูกคุมขังเมื่อปี 2559 จากการรณรงค์ Vote No ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 60 เริ่มต้นเล่าว่า
“ตอนปี 57 ที่มีรัฐประหารโดยคสช. ก็มีคนกลุ่มนึงที่ต่อต้านรัฐประหารซึ่งก็คือขบวนการนักศึกษา ซึ่งเราก็เรียนอยู่ ม.เกษตร ตอนนั้นเราก็ได้มีส่วนร่วมกลุ่มเยาวชนต่อต้านรัฐประหารด้วย เช่น กิจกรรมกินแซนวิชจุดเทียน ตั้งแต่ตอน กปปส.ชุมนุมเลย ก็เลยนำมาสู่กิจกรรมครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร ที่หน้าหอศิลป์ในปี 58 ไม่รู้ใครเคยเห็นภาพหรือจำได้มั้ย ที่มีกำลังตำรวจและทหารเข้าสลายการชุมนุมของนักศึกษาที่หน้าหอศิลป์ ซึ่งมีนักศึกษา 37 คนโดนจับ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย”
“หลังได้ออกจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่แล้ว ก็มีการพูดคุยกันของนักศึกษาและเพื่อนๆอีกหลายขบวนการว่าเราจะจัดการกับการรัฐประหารยังไงดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาดียวกันที่ คสช.เปิดไทม์ไลน์ว่าเขาจะออกจากอำนาจยังไง ซึ่งก็คือต้องร่างรัฐธรรมูญใหม่ก่อนออกจากสมการทางการเมือง ซึ่งก่อนไปประชามติปี 59 มันมีร่างรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นโดยกระบวนการของคสช. เองซึ่งคนยกร่างก็คือคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ”
“เราก็เลยออกไปค้านตั้งแต่ตอนนั้นจำได้ว่ามีการเอาศพไปวางหน้ารัฐสภาเก่า (ใกล้สวนสัตว์ดุสิต) เพื่อคัดค้านรัฐธรมนูญฉบับนี้ที่ไม่เห็นหัวประชาชน และมันทำให้เรารู้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่กำลังจะถูกร่าง มันเป็นไปเพื่อการสืบทอดอำนาจ ฉะนั้นการออกมารณรงค์คือการต่อต้านรัฐประหารด้วยจึงเป็นที่มาของการเข้ามาร่วมรณรงค์โหวต No ในปี 2559 ก่อนการทำประชามติ”
“เราเห็นร่างรัฐธรรมนูญในฉบับ 60 ของอาจารย์บวรศักดิ์ ว่ามีเค้าโครงบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น เรื่องรัฐข้าราชการเป็นใหญ่ที่เห็นทุกวันนี้ว่าองค์กรอิสระเราไม่สามารถตรวจสอบได้ ศาลรัฐธรรมที่มีอำนาจมากกว่าในการชี้ขาด
การให้อำนาจ สว.ที่มาจากการแต่งตั้งสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้
และบทเฉพาะการที่ให้อำนาจคสช. แม้จะผ่านประชามติไปแล้วก็ตาม”
“โดยเครื่องมือสำคัญของคสช.ในขณะนั้น คือ คำสั่ง ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป ซึ่งเป็นอาวุธของคสช.ที่ใช้ควบคุมเราช่วงรณรงค์ประชามติ แต่เขาจะอนุญาตให้เราไปชุมนุมแค่พื้นที่ในมหาวิทยาลัย ทำให้การจัดกิจกรรมก็มีความยากลำบากในจุดนี้ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารคอยยืนประกบทุกกิจกรรม จนทำให้คนแถวนั้นไม่กล้ารับเอกสารที่เราแจก แม้ตำรวจจะบอกว่าไม่ได้จะทำอะไร แต่บรรยากาศมันก็ทำให้คนรู้สึกกลัว”
Vote No ไม่รับ กับอนาคตที่ไม่ได้เลือก จนกลายเป็นผู้ต้องขัง !?
“นอกจากนั้น ช่วงที่มีการทำประชามติปี 59 ก็มี พรบ.ประชามติ ข้อนึงด้วยที่บอกว่าห้ามชี้นำให้ไปโหวตแบบใดแบบหนึ่ง ให้ระวังโทษจำคุก 10 ปี ซึ่งระหว่างรณรงค์ก็จะมีเจ้าหน้าที่ติดตามไปบ้านของนักกิจกรรม ของผมนี่เจ้าหน้าที่มาที่บ้านทุกเดือน ยุคนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ”
จนต่อมาปอถูกจับไปฝากขังที่ศาลทหาร กรณีแจกเอกสารรณรงค์ประชามติ และเอกสารวิธีการลงทะเบียนทำประชามตินอกเขตซึ่งเป็นเอกสารที่จัดทำโดย กกต. โดยปอได้นำเอกสารไปช่วยแจกให้ประชาชนร่วมกับพี่น้องขบวนแรงงานที่ตลาดบางพลี เพื่อกระจายข่าวสารเรื่องการทำประชามติให้ได้มากที่สุดภายใต้บรรยากาศการรณรงค์ที่ปิดกั้น แม้ว่าปอจะได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องการแจกเอกสารไปแล้ว และเหตุการณ์ดูจะเป็นไปอย่างเรียบร้อยดี แต่ต่อมาไม่นานก็มีทหารนาวิกโยธินเข้ามาห้ามแจกเอกสารหรือจัดกิจกรรมบริเวณพื้นที่เขตทหาร จนท้ายที่สุดปอ และคนที่มารณรงค์ ทั้งหมด 13 คน (นักศึกษา 10 คน และพี่น้องจากขบวนแรงงานอีก 3 คน) ก็ถูกดำเนินคดีที่ สภ.บางพลีก่อนส่งไปที่ศาลทหารด้วยข้อกล่าวหาเรื่องฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. และพรบ.ประชามติ
ช่วงที่ปอถูกส่งตัวไปศาลทหารก็มีผู้คนราว 100-200 คน มาชุมนุมเพื่อยืนยันว่าการแจกเอกสารรณรงค์นั้นไม่ผิด และ “ประชาชนก็ควรจะมีสิทธิแสดงจุดยืนว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบได้ ก็เริ่มคิดกันว่าเราจะประกันตัวดีมั้ย แต่ยืนยันว่าเราไม่ผิดก็เลยไม่ได้ประกันตัว และศาลก็ไม่ยอมปล่อยตัว เราก็เลยถูกขังไป 15 วัน”
อย่างไรก็ตาม เดฟ จากไอลอว์เสริมว่า สำหรับในการออกเสียงประชามติรอบนี้ในปี 2569 คนทั่วไปก็สามารถรณรงค์ได้แล้ว จะชวนไปเห็นชอบ หรือไม่ก็ได้โดยไม่ผิดกฏหมาย ยกเว้นเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่จะไม่สามารถทำได้ นอกจากนั้น เงื่อนไขในการแก้รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสว. ในรอบนี้ก็เปลี่ยนไป หลังสว.ชุดเก่าที่มีที่มาจากการแต่งตั้งโดยคสช.ได้หมดวาระลง และถูกแทนที่ด้วยกลุ่มสว.ชุดใหม่ หรือ สว. 67 ที่มาจากระบบเลือกกันเองจะมีอำนาจหลักอยู่สองส่วน คือ การให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระเช่น กกต. ปปช. คตง. กตง. ศาลรัฐธรรมนูญ และข้าราชการระดับสูง เช่น อัยการสูงสุด ประธานศาลปกครองสูงสุด และ กสทช. เป็นต้น
“อีกส่วนนึงที่เป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ คือ อำนาจการร่วมพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับ สส. โดยสส. และสว.จะมาประชุมร่วมกันเพื่อลงมติ และทุกครั้งที่ลงมติจะต้องมีเสียงของ สว. 1 ใน3 หมายความว่าจำนวน สว.ทั้งหมด 200 คน ต้องการมีเสียง สว. อย่างน้อย 67 เสียงจึงจะผ่านหรืออนุมัติให้มีการแก่ไขรัฐธรรมนูญ”
กลับมาที่ปอ เมื่อถูกขังในเรือนจำ “ก็เข้าไปแบบนักรณรงค์ เราก็ไปชวนคนข้างในเรือนจำต่อ เพราะคิดว่าอย่างน้อยถ้าคนเหล่านี้ได้ออกมา เขาก็ยังมีสิทธิทางการเมืองไปลงประชามติ เราก็เริ่มคุยเรื่องนี้กับคนข้างใน ได้เจอคนใหม่ๆ แต่สิ่งที่เจอคือ คนในเรือนจำเขาไม่รู้ว่าประยุทธ์คือใคร เนื่องจากหนังสือพิมพ์มันถูกบล็อกตั้งแต่ช่วงรัฐประหาร ก็เลยไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ข่าวการเมือง หรือข่าวประชามติเลย มีแต่ข่าวกีฬาฟุตบอล ช่วงนั้นเป็นบอลยูโร เราก็พยายามสู้ต่อว่ารัฐธรรมนูญนี้มันไม่ดียังไง เผื่อเขาได้มีโอกาสออกมาโหวตต่อ”
“สิ่งที่น่าตกใจอีกอันคือ เพื่อนผู้ต้องขังเขาถามเราว่า โดนคดีอะไร เราก็ตอบประชามติ โทษ 10 ปี ทุกคนที่ได้ยินก็ตกใจว่า 10 ปีเลยหรอไปทำอะไรอะ เราก็ตอบว่า ไปแจกเอกสาร… ”
บรรยากาศการรณรงค์ประชามติปี 59 ในแง่ของสถานที่พบว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะจัดกิจกรรมได้ง่ายกว่าไปหาวิทยาลัยอื่นหรือสถานที่อื่น เป็นพื้นที่ที่บางทีตำรวจเขาก็ชินแล้ว ดีใจที่จัดที่นี่เพราะไม่ได้ออกมาข้างนอก และต่างจังหวัดน่าจะหนักกว่า บางคนโดนคดี แต่ออกข่าวน้อย
“สุดท้ายผลการลงประชามติ vote No ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยทหาร ก็แพ้ไป”
ผ่านประชามติไปแล้ว จะแก้รัฐธรรมนูญอีกทำไม
“ถ้าถามว่า ก็เห็นชอบละนิ จะไปแก้รัฐธรรมนูญอีกทำไม ก็ต้องบอกว่าอย่างแรก กฏหมายมันสร้างโดยมนุษย์ สังคมเปลี่ยน ความต้องการของมนุษย์เปลี่ยนก็ต้องแก้ได้ อีกอย่างคือรัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ มันไม่ใช่ฉบับที่เราไปลงประชามติในวันนั้น เพราะภายหลังลงประชามติไปแล้วมันยังถูกแก้ต่ออีก 3 ครั้งก่อนจะประกาศ ใช้ในวันที่ 6 เมษายน 2560 ไม่ว่าจะแก้คำ อรัมภบทโดยศาลรัฐธรรมนูญ หรือดีเทลบางอย่างโดยประยุทธ์ที่ใช้มาตรา 44 อ้างว่าแก้ตามข้อสังเกตพระราชทาน เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้โดยประชาชนก็ต้องย่อมทำได้ เรื่องสำคัญอีกอย่างคือ
“รัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศที่เราใช้กัน ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้รัฐธรรมนูญ อำนาจสถาปนาของมันก็ต้องเป็นของประชาชน แต่เมื่อรัฐธรรมนูญชุดนี้มันถูกแก้ไปสามครั้งก่อนประกาศใช้ก็แปลว่าอำนาจในการสร้างมันไม่ใช่ของประชาชนอีกแล้ว ฉะนั้นการแก้ไขครั้งนี้ก็จะเป็นการที่ประชาชนได้กลับมาสถาปนาเองอีกครั้งนึงว่ามันควรจะออกมาหน้าตายังไง”
ต้อนรับด้วยแบริเออร์ (ฺBarrier) ขวางถนน และการฉีดน้ำ
ชยพล ดโนทัย หรือ เดฟ จากไอลอว์ เล่าประสบการณ์เมื่อครั้นเป็นนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองทั้งการชุมนุมของเยาวชนและร่วมตั้งบูธเชิญชวนประชาชนมาลงชื่อเพื่อผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่บูธของไอลอว์เมื่อเดือนสิงหาคม - ตุลาคม 2563 จนสามารถรวบรวมได้ 100,732 รายชื่อ และนำมาสู่การยื่นบรรจุวาระในสภาได้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 17- 18 พฤศจิกายน 2563
“วันนั้นเราก็ตั้งใจว่าจะไปชุมนุมเพื่อแสดงพลังให้เห็นว่ามันมีประชาชนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ไม่อยากทนใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ (60) แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีการเอาแบริเออร์ปูนมาตั้งขวางถนนฝั่งเกียกกายและถนนบุญรอด และพอผู้ชุมนุมเข้าใกล้แบริเออร์ เขาก็ยิงแก๊สน้ำตา ฉีดน้ำใส่เราตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงหกโมงเย็น ผมก็คิดว่าตำรวจก็คงเหนื่อยแล้วแหล่ะ เขาคงจะหยุดแล้ว เราก็เลยได้ไปหยุดที่หน้ารัฐสภา แต่ผลลัพธ์คือร่างฉบับนั้นถูกปัดตกไป เพราะเขาไม่เห็นชอบ”
แคมเปญ เขียนใหม่ทั้งฉบับ เลือกตั้งร้อยเปอร์เซนต์
“เข้าสู่อีกแคมเปญหนึ่งที่เกิดขึ้นช่วงหลังการเลือกตั้งปี 2566 แคมเปญที่เราไปใช้สิทธิเสนอคำถามประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญให้กับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งสมัยนั้น เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยคำถามตอนนั้นคือ ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่รัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน”
เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยมี สสร. ที่มาจาการเลือกตั้งโดยประชาชนเลย บวกกับในรัฐธรรมนูญหมวด 15 ซึ่งระบุวิธีแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา 256 ได้ระบุถึงการแก้รัฐธรรมนูญแค่รายมาตรา แต่ไม่ได้ระบุว่าถ้าจะทำใหม่ต้องทำอย่างไร เราจึงต้องการเพิ่มรายละเอียดในส่วนนี้ โดยระบุให้ชัดเจนว่าถ้าแก้ใหม่ทั้งฉบับต้องทำยังไงบ้าง ใครจะเป็นคนร่าง เนื้อหาจะเป็นอย่างไร และใช้เวลาเท่าไหร่ จึงเป็นที่มาของคำถามประชามตินั้น ผ่านแคมเปญ เขียนใหม่ทั้งฉบับ เลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ไอลอว์ได้ไปรวบรวมรายชื่อประชาชน โดยรวบรวมได้ 50,000 กว่ารายชื่อบนกระดาษ กับอีก 40,000 รายชื่อของประชาชนที่ร่วมลงผ่านระบบออนไลน์ แต่ปรากฏว่าเมื่อส่งไปแล้ว กกต. ดันไม่รับรายชื่อออนไลน์ ขณะที่ทางกลุ่มเหลือเวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้นในการส่งรายชื่อ ประชาชนก็โกรธมาก จนเกิดปรากฏการณ์ที่ประชาชนรวบรวมรายชื่อทะลุไปจนถึง 211,904 รายชื่อภายในระยะเวลาอันสั้นและเสนอเข้าสภาได้สำเร็จ
แต่จนทุกวันนี้ก็ไม่มีอะไรกิดขึ้น (หัวเราะ) เขาก็พยายามรีแอคสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องอยู่บ้างผ่านการจัดตั้งกรรมการต่างๆ แต่ว่าสิ่งนี้มันก็แสดงถึงพลังของประชาชนที่ต้องการลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง
รัฐธรรมนูญ 60: ให้อำนาจล้นเกินของ สว. และระบบตรวจสอบแบบงูกินหาง
นอกจากนั้น เดฟได้ตอบคำถามที่หลายคนอาจจะยังสงสัยเรื่องเหตุผลที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญโดยยกตัวอย่างประเด็นกลไกที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.67) ที่ผ่านมา พบว่า
“กระบวนการแบ่งกลุ่มตามสายอาชีพและระบบการเลือกกันเองของผู้สมัครตำแหน่ง สว.นั้นไม่ได้สะท้อนถึงความเป็นตัวแทนใดๆ เพราะผู้สมัครต่างลงสมัครไม่ตรงกลุ่มอาชีพของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น ระบบเลือกกันเองของสว. ที่ผ่านมายังที่เอื้อให้ผู้สมัครที่มีเงิน มีอิทธิพล หรือมีเครือข่ายมากกว่าถึงจะมีโอกาสได้ครองตำแหน่ง สว. ซึ่งก็พบว่ามีการโกงเกิดขึ้น และนำมาสู่คดีโกงเลือกสว. ที่ ณ วันนี้่ คดีก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการสืบสวนสอบสวน พบว่ามี สว.ราว 138 ราย รวมถึงผู้บริหารระดับนำ และเครือข่ายอีกกว่า 91 รายที่เป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ และหนึ่งในนั้นก็มี อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือนายกรัฐมนตรีของเราในขณะนี้รวมอยู่ด้วย”
“ คำถามคือ ใครทำหน้าที่ตัดสินว่าคดีนี้ควรฟ้องศาลหรือไม่ คำตอบก็คือ กกต. แต่ความพิเศษคือ ในปี 2568 สว.ชุดนี้จะมีโอกาสได้เลือก กกต. เองจำนวน 5 คนจากทั้งหมด 7 คน –นั่นหมายความว่าเสียงสว.นับเป็นเสียงข้างมากแบบเด็ดขาดเลย ณ วันนี้ สว.เลือกกกต.ไปแล้ว 3 คน เหลืออีก 2 คนที่จะถูกเลือกในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งภายในเดือนมีนาคม 2569 นี้ จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ กกต.จะได้ตัดสินใจว่าจะฟ้องคดีกับสว.เหล่านี้หรือไม่”
“การให้อำนาจสว. เป็นผู้เลือกองค์กรอิสระดังกล่าวมาตรวจสอบตนเอง ก็จะกลายเป็นปัญหาเรื่องความชอบธรรม คล้ายกับ งูกินหางที่เลื้อยวนไปพอมันเห็นหางตัวเองมันก็จะไม่กัดตัวเอง ทั้งๆที่ตามปกติแล้วมันควรจะกัดเวลาเห็นอะไรกระดิก หรือผิดปกติ ในอนาคตอีก 5-10 ปี เราอาจมีโอกาสได้เห็นสว. เทาๆก็ได้ เพราะสว.ทำอะไรก็ไม่ผิด มีอำนาจ มีเงิน มีอิทธิพลมาก
“เนื่องจากรัฐธรรมนูญ60 เขียนกติกาสนับสนุนให้ คนเทาๆ เข้ามามีอำนาจทางการเมืองมากเกินจนไม่มีใครตรวจสอบได้ และถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญใหม่ระบบแบบนี้ก็ยังจะดำเนินต่อไป”
แก้รัฐธรรมนูญทำไม ทำไมไม่แก้แค่รายมาตรา
เดฟโต้ประเด็นวาทกรรมที่ว่า “อ้าว ถ้า สว. ไม่ดี / กกต. ไม่ดี ก็ไปแก้มาตราในส่วนของ สว. หรือกกต.สิ จะแก้ทั้งหมดทำไม… อย่าลืมว่าในมาตรา 256 หมวด 15 ระบุว่าการที่คุณจะแก้รายมาตราได้คุณต้องมี เสียงสว.เห็นชอบประเด็นต่างๆด้วยอย่างน้อยหนึ่งในสาม ที่ผ่านมาเราพยายามเสนอแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาแล้ว 26 ครั้ง ไม่ผ่าน 25 ครั้งเพราะเสียงสว. ไม่ให้ผ่าน”
“ผ่านเรื่องเดียวคือเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากบัตรหนึ่งใบเป็นสองใบ เพราะสว.เห็นชอบ เท่ากับในอนาคต ถ้าเราจะเสนอแก้สิ่งนี้ เขาก็ไม่ให้ผ่านอยู่แล้ว เพราะเขาเสียผลประโยชน์ ดังนั้น การแก้รายมาตราจึงทำไม่ได้”
ที่มาของ สสร. และการทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง 69
ก่อนยุบสภาก็มีการเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยพรรคการเมืองต่างๆ โดยเดฟอธิบายว่าจุดตัดของร่างรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับคือ ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)
“ฝั่งพรรคภูมิใจไทยพยายามเสนอให้ สสร. ไม่ได้มาจากประชาชนเลือกเลย แต่ให้รัฐสภาเป็นคนเลือก ขณะที่พรรคประชาชนเสนอให้มีการเลือกตั้งก่อน และมีข้อถกเถียงเรื่องสูตร 20 หยิบ 1 คือ เสียง สว.+สส. หยิบ 1 คนมาเป็น สสร.
แต่เมื่อพิจารณา ก็มีสว.สีน้ำเงินตุกติกอีกว่าโอเคกับสูตรนี้ แต่มีเงื่อนไขว่าหาก สสร. ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วต้องให้ สว. ออกเสียงโหวตเห็นชอบหนึ่งในสามด้วย ทำให้คุณเท้ง หัวหน้าพรรคประชาชนลุกขึ้นเสนอว่า อนุทิน ต้องยุบสภา เพราะละเมิดข้อตกลง MOA”
“นำมาซึ่งการยุบสภา แต่ วินาทีก่อนยุบ มีหลายพรรครวมถึง สว.ลุกขึ้นเสนอว่าให้มีประชามติด้วยได้มั้ย เพื่อให้มีการทำประชามติก่อนหนึ่งครั้งว่า ท่านเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ประชาชนก็ต้องไปโหวตพร้อมกับการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569”
การประกาศยุบสภาและเลือกตั้งในรอบนี้นับว่าเกิดขึ้นอย่างสายฟ้าแลบ ทันทีเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.ของวันที่ 12 ธันวาคม 2568 การเลือกตั้งพร้อมประชามติจะเริ่มขึ้นภายใน 60 วัน โดยการเลือกตั้งประชาชนจะสามารถใช้สิทธิล่วงหน้าได้ ขณะที่การทำประชามติครั้งนี้จะไม่สามารถใช้สิทธิล่วงหน้าได้ตามที่ระบุไว้ในพรบ. ประชามติเมื่อปี 2564 แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2568
ยิ่งไปกว่านั้นความยุ่งยากคือ “แม้ประชามติจะไม่มีล่วงหน้า แต่ระบุให้ประชาชนสามารถไปใช้สิทธิลงประชามติ “นอกเขตจังหวัด” หมายความว่า ผมต้องไปใช้สิทธินอกเขตเฉยๆไม่ได้ แต่ต้องขับรถไกลไปนอกเขตจังหวัด เช่น ถ้าผมเป็นคนกรุงเทพ ผมต้องขับรถไปใช้สิทธิในเขตอื่นของจังหวัดนนทบุรี อย่างงี้ คืออะไรที่ไม่มีดันมี แต่อะไรที่ไม่อยากให้มีเสือกมี (หัวเราะ)”
ปัญหาเว็บล่ม เพราะมี กกต. แบบเดิม
“จริง ๆ มันผ่านการเลือกตั้งสองสามครั้ง กกต.เขาก็น่าจะพอคาดการณ์ได้ว่าเว็บมันต้องล่มแน่นอน คนราวๆสองล้านเข้าเว็บภายในไม่กี่วัน มันต้องรู้อยู่แล้วว่าจะทำเว็บยังไงก็ได้ให้รองรับคนเข้าเว็บให้ได้มากที่สุด แต่เขาก็ไม่ทำ และมันก็ล่มมาเรื่อยๆ สองสามชั่วโมง เพราะเรามี กกต. แบบเดิม มันก็จะมีแบบนี้ต่อไป ถ้าไม่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่”
อีกปัญหาคือระยะเวลาที่เปิดให้คนลงทะเบียนประชามติภายในเวลาแค่สามวัน ตั้งแต่วันที่ 3-5 มกราคม 2569 “ถ้าถามว่าทำไมให้เวลาน้อยจัง จริงๆก็จะโทษ กกต. อย่างเดียวไม่ได้ ต้องถามว่าทำไมมันเริ่มช้าจัง ในเมื่อลงทะเบียนเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้านอกเขตมันเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนมาก่อนหน้านั้นแล้ว เหตุผลเพราะอนุทิน ชาญวีรกุล ประกาศช้า ตามกฏหมายแล้วอนุทินต้องประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาว่าจะกำหนดให้มีทำประชามติเมื่อไหร่ พอประกาศแล้วจึงจะมอบอำนาจให้ กกต.ไปปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่อนุทินพึ่งจะมาประกาศวันที่ 2 มกรา เราก็เลยต้องเริ่มลงทะเบียนวันที่ 3 มกรา คือถ้าเขาขยันกว่านี้ ไม่หยุดปีใหม่ ก็คงจะช่วยประชาชนได้มากกว่านี้”
“และเอาจริงๆ ถ้ากกต.จะขอขยายเวลาลงทะเบียนเพิ่มให้มันถึงวันที่ 8 ก็ทำได้ เพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่เขาแค่ไม่ทำ มันก็เลยเหลือเวลาแค่สามวันในการลงทะเบียน หรือที่แสวง บุญมีคำนวนเวลามาให้แล้วว่า 4,320 นาที” ส่วนสำหรับใครที่แจ้งขอไม่ไปใช้สิทธิประชามติเนื่องจากติดธุระ แต่ถ้าวันจริงคุณเคลียร์ภารกิจเสร็จแล้ว ก็ยังสามารถเดินไปคูหาเพื่อใช้สิทธิได้
นอกจากนั้น ก็มี สิ่งที่สร้างความสับสนให้กับประชาชนอีกอย่างคือ ระบบตรวจสอบสิทธิบนหน้าเว็บที่ปรากฏข้อความว่า “คุณไม่มีสิทธิเลือกตั้ง” ซึ่งเข้าใจว่า กกต. น่าจะอยู่ระหว่างการจัดทำบัญชีรายชื่อของประชาชน ซึ่งหากยังไม่เสร็จก็ไม่เป็นไรแต่ก็ไม่จำเป็นต้องปรากฏข้อความนั้นให้ประชาชนงงก็ได้
อีกปัญหาที่พบก็คือ การออกแบบหน้าเว็บเมื่อใช้งานบนโทรศัพท์ เช่น พบว่า ปุ่มบันทึก แก้ไข และปุ่มยกเลิกอยู่ใกล้กัน ซึ่งทำให้เมื่อกดปุ่มบันทึกตอนลงทะเบียน ดันไปโดนปุ่มย้อนกลับจนทำให้ลงทะเบียนไม่สำเร็จ บางคนก็งงว่าตนได้ลงทะเบียนไปแล้วทำไมยังไม่พบรายชื่อของตน โดยทางไอลอว์ก็ได้รับแจ้งข้อความถามว่า เว็บล่มต้องทำยังไง ซึ่งเราก็หวังว่าในอนาคต กกต.หรือหน่วยงานที่มีอำนาจแก้ไขสิ่งนี้ได้โดยตรงจะนำไปปรับปรุงเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งถัดไปราบรื่นมากกว่านี้
โต้วาทกรรม แก้รัฐธรรมนูญ จะไปแก้ 112 ล้มระบอบการปกครอง ใช่มั้ย
สำหรับวาทกรรมที่คนมักจะเข้าใจผิด คือ “มันยังมีคนที่เชื่ออยู่ว่าพวกที่อยากแก้รัฐธรรมนูญคือพวกที่ต้องการจะแก้ 112 ตอนแรกเดฟก็ไม่คิดว่าจะมีคนเชื่อแต่ก็มี ความจริงคือ รัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดที่วางโครงสร้างหลักๆ ของประเทศ แต่ มาตรา 112 มันคือประมวลกฏหมายอาญา คนละฉบับกัน ที่ผ่านมาเราเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมากี่ฉบับแล้ว ม.112 ก็ยังอยู่นะครับ ยังเหมือนเดิมไม่ได้หายไปไหน”
“และบางคนก็เข้าใจว่า พวกที่จะแก้รัฐธรรมนูญเพราะว่าจะทำลายระบอบปราบโกงที่ห้ามไม่ให้คนโกงนั่งเครื่องบิน First Class (หัวเราะ) ละพออ่านปุ๊บ กูก็บังเอิญเห็นด้วยอีก แล้วคิดว่า จริงๆ มันก็ต้องอย่าไปจบแค่ First Class มั้ย มันต้องห้ามหมดเลยมั้ยว่า ห้ามสมัครยูทูปพรีเมี่ยม ทินเดอร์โกล ห้ามขึ้นทางด่วน (หัวเราะ) แต่คุณรู้มั้ยว่าสิ่งที่คุณอยากห้ามมันไม่มีในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าคุณอยากห้ามสิ่งเหล่านี้ คุณก็ไปเสนอได้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
“กับอีกข้อนึงที่คนเข้าใจผิดคือ เรื่องล้มล้างระบอบการปกครอง มาตรา 256 เราจะไปแก้เพื่อให้มีกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ใช่มั้ยครับ ถัดขึ้นไปเป็นมาตรา 255 ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นทำไม่ได้ เพราะงั้นการแก้รัฐธรรมนูญ คือเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่เปลี่ยนระบอบการปกครอง การทำใหม่ไม่ได้กระทบสองสิ่้งนี้”
#8กุมภากาเห็นชอบ ล้มระบอบ คสช.
สำหรับบรรยากาศภาพรวมของการรณรงค์เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกับการเลือกตั้งที่นำโดยไอลอว์และเครือข่ายภาคประชาสังคมเดฟมองว่าเป็นไปอยากคึกคักทั้งออนไซด์และออนไลน์ มีคนพูดถึงความสำคัญในการทำประชามติและประชาชนที่สนใจอยากร่วมรณรงค์ โดยเดฟระบุว่า “หลักๆ เราก็อยากชวนทุกคนนัดใส่เสื้อสีเขียวไปร่วมกิจกรรมวิ่งที่สวนสาธารณะทุกวันพุธ ใครสะดวกไปที่ไหนก็สามารถไปร่วมได้เลยตามรายละเอียดที่หน้าเพจไอลอว์ หรือสามารถติดต่อขออุปกรณ์จากเรา เช่น สติ๊กเกอร์ เอกสาร ธง เสื้อ ไปจัดกิจกรรมด้วยตัวเองก็ได้”
โดยทางกรุงเทพมหานคร ได้ประกาศเรื่องสถานที่สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งและรณรงค์ประชามติมาแล้วว่าไม่มีค่าใช้จ่าย หรืออาจมีค่าใช้จ่ายบ้างบางที่ถ้าเราไปใช้ไฟเขา เราแค่ต้องทำเอกสารแจ้งมาว่าจะจัดที่ไหน เมื่อไหร่ และยื่นเอกสารก่อน 3 วัน ที่สำนักงานสิ่งแวดล้อม ตรงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร2 ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง หรือถ้าใครมีกลุ่มวิ่งแล้วก็ทักบอกไอลอว์ได้เลย เราจะทำเอกสารพร้อมอุปกรณ์และไปร่วมกิจกรรมด้วย
“หรือร่วมเป็นอาสาสมัครไปเดินแจกแผ่นพับที่ตลาด มหาวิทยาลัยเพื่อชวนคนมาโหวตเห็นชอบ หรือถ้าเป็นร้านคาเฟ่ ก็สามารถร่วมเป็นจุดรณรงค์ แปะโปสเตอร์ สติ๊กเกอร์ก็ได้เช่นกัน ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้สามารถดูได้ที่เว็บ Conforall”
นอกจากนั้น เรายังต้องการอาสาสมัคร 300,000 คน ที่หน่วยเลือกตั้ง 100,000 หน่วยเพื่อจับตาเลือกตั้งและประชามติ ช่วยกันดูการขานนับคะแนนของ กกต. ว่าถูกต้องมั้ย ก็ถือว่าเป็นการช่วย กปน. ทำงานไปด้วยในตัว ซึ่งในครั้งนี้ เราสามารถถ่ายคลิป ถ่ายรูปการนับคะแนนที่คูหาได้เลย เจ้าหน้าที่จะมาห้ามไม่ได้ รายละเอียดการสมัครดูได้ที่เว็บไซต์ Vote 62.com
สุดท้ายนี้ “เพื่อให้เสียงที่โหวตเห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่มีความชอบธรรมมากที่สุด เราต้องไปใช้สิทธิโหวตเห็นชอบไม่ต่ำกว่า 16 ล้านเสียง ฟังดูเยอะ และยังไม่มีพรรคการเมืองไหนทำได้ แต่ถ้าเราไปดูการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อปี 2566 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52 ล้านคน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 32 ล้านคน และ 25 ล้านคนก็เป็นโหวตเตอร์พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ซึ่งในตอนนั้นก็เป็นโหวตเตอร์ที่อยากเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่ออนาคตที่ดีทั้งนั้น เราก็รู้สึกว่ามันเป็นไปได้ ที่ผลประชามติ ‘เห็นชอบ’ มันจะชนะแบบขาดลอย
เผื่อว่าในอนาคตวันที่เราอาจจะไปเจอแก๊สน้ำตาหน้าสภาอีกรอบ เราจะได้มีความชอบธรรม เพราะเรามีเครื่องยืนยันแล้วว่าความต้องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่นี้มาจากมติเสียงของประชาชนในประเทศนี้จริงๆ ”
ก่อนจบเสวนา ทั้งสองฝากแคมเปญ 8กุมภากาเห็นชอบ ถึงเวลาแล้วที่เราจะไปกาเห็นชอบเพื่อล้มระบอบ คสช. พร้อมกันในวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และร่วมกันสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่กันอีกครั้งด้วยอำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง:
The Movements: เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ปฐมบทการต่อต้านรัฐประหาร 2549
The Red's Way ถอดบทเรียนประวัติศาสตร์บาดแผลจากการรัฐประหาร และคุณูปการของคนเสื้อแดง
The Movements: กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญกับภารกิจหา 50,000 รายชื่อในสามวัน
