- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
5 เมษายน 2568 พิพิธภัณฑ์สามัญชน ร่วมกับ KINJAI CONTEMPORARY จัดวงสนทนาในหัวข้อ “The Red’s Way- จากก้าวแรกสู่ฤดูร้อน 53” พูดคุยกับจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธานนปช. และ วีรภัทร คันธะ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการสะท้อนบทเรียนจากขบวนการคนเสื้อแดง โดยเสวนานี้เป็นส่วนนึงของงานแสดงสะสมคอลเลชัน
ก่อนเข้าสู่เสวนา ทั้งคู่ได้แชร์ความรู้สึกหลังชมนิทรรศการด้วยว่ารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นสิ่งของจัดแสดงเหล่านี้ที่สามารถพาย้อนให้นึกถึงภาพความทรงจำ และหลายชิ้นก็เป็นหลักฐานทางประวติศาสตร์การต่อสู้ที่ทั้งน่าจดจำและไม่น่าจดจำที่มีร่วมกันของชาติ
จตุพร: จุดเริ่มต้นขบวนการเสื้อแดง หลังรัฐประหาร 2549
จตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธาน นปช. เริ่มต้นเล่าจุดเริ่มต้นของขบวนการเสื้อแดงที่เกิดขึ้นหลังจากสนธิ บุญยรัตกลินยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 จากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ได้เสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่กลับเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอมากที่สุด ขณะนั้นจตุพรมีตำแหน่งเป็นรองโฆษกก็ได้รับรายงานว่าในวันนั้นมีการเคลื่อนกำลังทหารจากกองทัพภาคที่สาม และมีสายโทรศัพท์เข้ามาหลายสาย ผมจึงโทรไปถามภูมิธรรม เวชชยชัย (บิ๊กอ้วน) เพื่อให้ไปถามพลเอกธรรมรักษ์ กระทรวงกลาโหมหน่อยว่าเป็นเรื่องจริงตามที่ประชาชนเขาบอกรึเปล่า แต่เขาก็ตอบกลับมาว่าไม่มี
หลังจากนั้นตกเย็น วีระ มุกสิกพงศ์ก็มาชวนไปเตะบอลกับทีมหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในค่ายทหาร แข่งกับอีกทีมคือทหาร ซึ่งเราก็สังเกตเห็นแล้วว่าทหารพวกนี้ยิ้มแปลกๆเหมือนมองว่าเราไม่รู้นรก สวรรค์เลยที่มาเตะบอลในค่ายทหาร เมื่อเตะบอลเสร็จก็ชวนให้ไปอาบน้ำและบอกว่าจะมีงานเลี้ยง ผมจึงตัดสินใจโทรหาเสธ.ไอซ์ นายทหารเสนาธิการประจำกระทรวงกลาโหม ตอนนั้นเขายังไม่เสียชีวิต บอกว่าสถานการณ์มันแปลกๆให้บอกชัดๆเลยว่ามีการยึดอำนาจรึเปล่า เสธ.ไอซ์ตอบว่าพี่คุมไม่อยู่แล้วให้น้องตัดสินใจเลย หลังจากนั้นผมกับวีระก็ไม่อาบน้ำกินข้าวกับทหารพวกนี้ เราออกไปตั้งหลักกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใกล้แถวหนังสือพิมพ์มติชน คิดวางแผนกันว่าวันรุ่งขึ้นจะต้านรัฐประหารอย่างไรดี ตอนนั้นยังไม่มีประกาศทันทีแต่รู้ว่ามียึดอำนาจแน่ๆ
จตุพรเล่าต่อไปว่า เขานัดผู้สื่อข่าวที่ทำการอยู่พรรคไทยรักไทยในตอนนั้น ความน่าสนใจคือ เมื่อเกิดการยึดอำนาจบรรดาสมาชิกพรรคการเมืองที่เต็มไปด้วยท่านทั้งหลายก็หายวับไปกับตา ทั้งที่พรรคไทยรักไทยมีโหวตเตอร์ถึง 19 ล้านเสียง มีสมาชิกพรรค 14 ล้านคนแต่กลับไม่มีใครสักคนออกมาคัดค้านรัฐประหารไม่ถึง 19 คน กระทั่งจตุพรตัดสินใจไปทำช่องรายการโทรทัศน์เพื่อสู้กับการรัฐประหาร
จตุพรเล่าต่อไปว่าในขณะนั้นได้จาตุรนต์ ฉายแสงมารับหน้าที่เป็นรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ส่วนตัวเขาก็ลาออกจากตำแหน่งรองโฆษก และเริ่มหาพรรคพวกมาทำเอ็มทีวี เมื่อคณะยึดอำนาจเห็นการวิจารณ์ของพวกเราก็พยายามไม่ให้ออกอากาศ พวกเราจึงออกไปจัดปราศรัยที่ท้องสนามหลวง พร้อมกับประชาชนหลากหลายกลุ่ม นี่คือจุดเริ่มต้น
โมเดิลไนน์ทีวี สื่อช่องสุดท้ายที่ถูกแทรกแซงจากคณะรัฐประหาร
จตุพรให้เล่าต่อถึงตอนรัฐประหารว่า ขณะนั้น นายกรัฐมนตรี ทักษิณอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และสถานการณ์ก็ไม่ได้วางแผนรองรับว่าจะเกิดการยึดอำนาจ เขาเล่าว่ามีกลุ่มทหารที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารได้ติดต่อมาเจรจากับทักษิณว่าจะช่วยสู้กับคณะรัฐประหารให้โดยแลกกับการแต่งตั้งนายทหารคนหนึ่ง (ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ) ให้เป็นผู้บรรชาการทหารบก หากทำสำเร็จ แต่ทว่าทักษิณไม่ทำข้อตกลงนี้ และเลือกนายตำรวจวิชาการ พลตำรวจเอกชิดชัย วรรณสถิตย์ และคุณหมอพรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช ส่งผลให้คณะยึดอำนาจใช้เวลาไม่กี่นาทีจับสองคนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย
จตุพรเล่าต่อไปว่าเขาเคยถามทักษิณตอนที่ไปนอนอยู่ปักกิ่งด้วยกัน ช่วงหลังจากยึดอำนาจว่า คิดว่าความผิดพลาดอยู่ตรงไหน ก็ได้คำตอบมาว่า คณะรัฐมนตรีสมัยทักษิณเกินครึ่งได้ไปจากทักษิณหรือย้ายฝั่งไปแล้ว เช่นรองนายกคนหนึ่งก็ไปรับเป็นนายกมาตรา 7 ซึ่งทักษิณรับรู้ในส่วนนี้ จตุพรก็ถามต่อไปว่า รู้แล้วทำไมไม่จัดการ ทักษิณก็ตอบในทำนองว่าเพราะมีการเจรจากับผู้มีอำนาจโดยทาบทามให้บุคคลคนหนึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนเขา
จตุพรเล่าถึงสื่อโทรทัศน์ช่องเก้า(อสมท.) ที่เป็นช่องสุดท้ายที่ถูกแทรกแซงจากคณะรัฐประหารด้วยว่าขณะนั้นคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ผอ.ช่องเก้า(อสมท.) ใช้ความสามารถในช่วงไม่กี่นาทีสั้นๆให้ทักษิณได้สื่อความก่อนจะถูกตัดเข้าคลื่นรายการทีวีของคณะรัฐประหาร โดยจตุพรเล่าถึงเหตุผลที่ช่องเก้าถูกแทรกแซงช้ากว่าช่องอื่นด้วยน้ำเสียงตลกกับคณะรัฐประหารชุดนี้ว่า พวกทหารที่ขับรถถังไปที่อาคารช่องเก้า ยังไปติดไฟแดงจรจรอยู่เลย แถมยังขึ้นอาคารผิด เพราะไปขึ้นอาคารประกันภัย ซึ่งมันสะท้อนถึงความเละเทะของคณะรัฐประหารชุดนี้ แต่ถึงกระนั้น เขาก็มองว่ารัฐบาลก็เละเทะกว่า
ระเบิดเวลาจากอำนาจที่ไม่สร้างรูระบาย บทเรียนจากเหตุการณ์รัฐประหาร
จตุพรสะท้อนให้ฟังว่าเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 นั้น เกิดจากการไม่สร้างรูระบายทางสังคม หรือ อำนาจ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์รัฐประหาร ช่วงนั้นก็มีการรณรงค์รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (ฉบับที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน) และธงเขียวต่างๆ ซึ่งเขาระบุว่าแม้รัฐธรรมนูญจะดีแค่ไหนแต่ถ้าคนไม่เข้าใจก็นำไปสู่การล่มสลายของประชาธิปไตยได้ โดยในขณะนั้น รัฐบาลทักษิณได้ 377 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด และหากจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีก็ต้องใช้เสียง 200 หรือ ถ้าจะอภิรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในประเด็นทุจริต คอร์รัปชันต้องใช้ 125 เสียง ทว่า ฝ่ายค้านขณะนั้นมีเพียง 123 เสียง ซึ่งน้อยกว่าจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ตรวจสอบรัฐบาลได้ยากหากเกิดการบริหารที่ผิดพลาด
จตุพรเล่าโดยสรุปว่า เมื่อเอาความนิยมของรัฐบาลไปกลบ ก็จะเกิดอำนาจที่ไม่สามารถสร้างรูระบายให้แต่ละภาคส่วนได้ตรวจสอบและก็เป็นเหมือนระเบิดเวลา แม้ว่าในตอนนั้นฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยอมรับว่าเสียงเขาไม่ถึง เมื่อมองย้อนกลับไปหากทักษิณเซ็นเพิ่มอีกหน่อยให้สิทธิอภิปรายหรือเคลียร์กันเพื่อแสดงความสุจริตจริงหรือเป็นนักประชาธิปไตยก็คงจะประคับประคองกันไปได้ และก็คงไม่เกิดบทเรียนซ้ำสองในวันรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
จุดเริ่มต้นของ สีแดง สัญลักษณ์การต่อสู้
จตุพรเล่าว่าที่จริงแล้วคนเสื้อเหลือง กับเสื้อแดงก็เคยร่วมยืนต่อสู้บนเวทีเดียวกันในเหตุการณ์พฤษภา 2535 มาก่อน ตอนนั้นเขาเป็นโฆษกร่วมกับสมาน ลูกหยี ร่วมต่อสู้มาด้วยกันไม่คิดว่าวันนึงจะเกิดแบ่งแยกเสื้อเหลือง เสื้อแดง เขาเล่าว่าปรากกฏการณ์เสื้อแดงเกิดขึ้นจากกรณีกลุ่มเสื้อเหลืองที่นำมาสู่การชุมนุมของ นปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) ในขณะนั้นประธานคือ อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตอธิบดีศาลอาญากรุงเทพใต้ และหัวหน้าคณะศาลฏีกาซึ่งต่อมาก็ถูกจับคุมขัง และต่อมาสมบัติ บุญงามอนงค์ก็ตั้งกลุ่มชื่อว่า อาทิตย์สีแดง บรรดานักเคลื่อนไหวต่างๆก็เห็นตรงกันว่า สีแดงควรเป็นสัญลักษณ์ในกาตต่อสู้เพราะการต่อสู้ทั้งโลกก็ใช้สีแดงเป็นหลัก
จากนั้น จตุพรเล่าต่อไปด้วยว่าช่วงที่รัฐธรรมนูญฉบับ คมช. ได้รับไฟเขียวให้ผ่านบังคับใช้ คนที่ไม่เห็นด้วยก็จะใส่เสื้อแดง we vote no ตอนสมัยเคลื่อนไหวกับกลุ่ม นปก. สังเกตว่า นปก.ตอนนั้นบางคนก็ยังใส่เสื้อเหลือง หรือมีผ้าคาดสีเหลืองอยู่เลย ก่อนที่จะมาเป็นกระแสเสื้อแดงจริงๆก็คือช่วงเป็นกลุ่ม นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) โดยเฉพาะช่วงที่จัดรายการ ความจริงวันนี้สัญจร ปี 2550-51 เขาเล่าว่าไปที่ไหนวิปแตกที่นั่น เช่น ธันเดอร์โดม วัดสวนแก้ว สนามศุภชลาสัย และราชมังคลากีฬาสถาน
จตุพรเล่าว่าสมัยนั้นยังไม่มีสื่อโซเชียลเช่น ติ้กต้อก ยูทูป เหมือนทุกวันนี้ รายการโทรทัศน์ “ความจริงวันนี้” ที่คุณสมัคร สุนทรเวชาเป็นคนคิดชื่อรายการให้ ก็ได้รับความนิยมเรตติ้งอันดับหนึ่ง นับว่าขบวนการเสื้อแดงก็เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นในช่วงนั้น กระทั่งนำมาสู่ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิยุบสภาในเหตุการณ์สงกรานต์เลือดเมษา 2553
การต่อสู้กับ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ที่มาของอำมาตยาธิปไตย
ในช่วงการต่อสู้คนเสื้อแดงเคยมีกระแสการใช้คำว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ที่สื่อถึงพลเอกเปรม ติณณสูลานนท์ ซึ่งจตุพรเล่าให้ฟังว่าที่จริงแล้วคำนี้ถูกใช้ครั้งแรกโดยทักษิณ ชินวัตร ทว่าทุกวันนี้ทักษิณเองก็กำลังตามรอยพลเอกเปรมเหมือนกัน จตุพรเล่าว่าคำนี้กลายเป็นความเชื่อหลักที่คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมต่อต้านพลเอกเปรม เพื่อปกป้องทักษิณจากการถูกรังแกหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นที่มาของคำว่า “อำมาตยาธิปไตย” ที่คนเสื้อแดงใช้เป็นคอนเซปสื่อถึงการต่อสู้โดยเปรียบเทียบตนว่าเป็น ไพร่ ที่กำลังต่อสู้กับบรรดาอำมาตย์ เมื่อช่วงปี 2553
ความตายที่ไม่ได้รับความยุติธรรม
จตุพรเล่าถึงช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจในฐานะแกนนำคนเสื้อแดงด้วยว่ารู้สึกถึงแรงกดดันจากความตายของประชาชนในช่วงสลายการชุมนุม 10 เมษายนและโดยเฉพาะ 19 พฤษภาคม 2553 เขาเล่าว่าทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนักสู้ธุลีดิน ที่ขับร้องโดยจิ้นกรรมาชน นั้นเป็นเหมือนเพลงสัญลักษณ์ที่ทำให้นึกถึงภาพความตายคนเสื้อแดงที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์อันน่าสะเทือนใจที่สุด
จตุพรเล่าว่าเขาได้ประกาศยุติการชุมนุม หลังรัฐบาลอภิสิทธิ์มีประกาศให้จัดเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน แต่ถึงกระนั้น พี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมก็ไม่พร้อมที่จะกลับบ้านเนื่องจากเพื่อนที่มาด้วยเสียชีวิตกันไปแล้วนับร้อยคน โดยเฉพาะวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 วันที่บีบหัวใจเขามากที่สุด เนื่องจากจตุพรเคยเป็นแกนนำนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงที่เคยนำทัพต่อสู้กับคณะรัฐประหาร (รสช.) หลังมีการฆ่าประชาชนที่ราชดำเนิน ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 และในวันเดียวกันปี 2553 เขาต้องกล่าวประกาศยุติการชุมนุมบนเวทีคนเสื้อแดงที่ในขณะนั้นเหลืออยู่หน้าเวทีราวห้าร้อยคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และตามจุดต่างๆอีกสามพันกว่าคน เขาระบุว่าถ้าวันนั้นไม่สั่งยุติชุมนุมก็อาจนำมาสู่การสูญเสียอีกห้าร้อยศพก็เป็นไปได้ถ้าทหารบุกมาถึงหน้าเวที
จตุพรระบุว่าบริเวณพื้นที่ชุมนุมระงมไปด้วยเสียงปืนจากเจ้าหน้าที่รัฐและเสียงร่ำไห้ของประชาชน เขาระบุด้วยว่าในคืนก่อนวันที่ 19 พ.ค. พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช และคณะมาเจรจาและขอเป็นตัวกลางในฐานะสมาชิกวุฒิสภาแถลงการณ์ขอให้ยุติการสลายชุมนุม แต่รัฐบาลก็สั่งยุติประชาชนทันทีด้วยกระสุนปืน
ทั้งนี้ จตุพรเล่าว่าตัวเขาเองได้มีประชุมเจรจากับผู้มีอำนาจเพื่อขอให้ประชาชนได้เดินทางกลับผ่านเส้นถนนพระรามหก แต่ในวันนั้น ปรากฏว่าแกนนำในขบวนถูกจับไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยกเว้นเขาคนเดียวเพราะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในสมัยประชุม ส่วนแกนนำคนอื่นที่ไม่ได้เป็น สส.ถูกจับไปอยู่ค่ายนเรศวร ขณะที่เส้นทางถนนดังกล่าวที่ตกลงไว้ก็ถูกบล็อก จนประชาชนไม่สามารถเดินทางออกได้พวกเขาจึงเลี้ยวขวาเข้าวัดปทุมวนาราม เขตอภัยทานที่กลายเป็นเหตุการณ์ 6 ศพ จากการส่องปืนของทหารด้านบนรถไฟฟ้า
จตุพรเล่าต่อไปว่าดีเอสไอมาแจ้งข้อกล่าวหากับเขาแต่ไม่สำเร็จเพราะไม่พบอัยการ เป็นการแจ้งเพื่อทราบแล้วก็จับตัวเขาออกนอกพื้นที่ชุมนุม เขาเล่าว่าระหว่างทางได้เห็นสภาพบ้านเมือง และความตายของประชาชนคนเสื้อแดงที่มักจะถูกกลบด้วยข้อครหาเรื่องเผาบ้านเผาเมือง, ล้มสถาบันและผู้ก่อการร้ายจากสื่อหรือสังคมซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าประวัติศาสตร์ของคนเสื้อแดงก็ไม่ต่างจากคนหกตุลาที่ไม่ได้รับความยุติธรรมใดๆทั้งสิ้น เมื่อเทียบการต่อสู้ในประวัติศาสตร์ 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภาทมิฬ จนถึงคนเสื้อแดง นับว่าคนเสื้อแดงเป็นเหตุการณ์ที่มีการสูญเสียมากที่สุด
ประชาชน เป็นเครื่องมือของนักการเมือง
จตุพรเล่าต่อไปว่าหลังจากจบขบวนการต่อสู้คนเสื้อแดง ก็รู้สึกเหมือนไม่เหลือใคร เขาเป็นคนเดียวที่ถูกดำเนินคดีมากที่สุดในบรรดาแกนนำ แต่กลับถูกสังคมกล่าวหาว่าตนเปลี่ยนไป โดยเขาระบุว่าในช่วงชีวิตได้เข้าออกเรือนจำถึงห้าครั้ง ตอนที่เขาถูกดำเนินคดีมาตรา 112 หลังออกมาขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาต้องสู้คดีมา 11 ปี กว่าศาลจะตัดสิน นอกจากนั้นยังเล่าประสบการณ์ได้พบเจอนักโทษการเมืองหลากหลายคนตั้งแต่คดีสมยศ พฤกษาเกษมสุข รวมไปถึงยกตัวอย่างคดีอานนท์ นำภาที่ถูกตัดสินให้จำคุกยาวนานกว่าคดีโทษประหารชีวิตเสียอีกซึ่งเห็นว่าไม่ยุติธรรม ฉะนั้น การนิรโทษกรรมคดีการเมืองโดยไม่ทิ้งเด็กเยาวชนด้วยจะช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งได้อย่างดีที่สุด
จตุพรระบุทิ้งท้ายว่ามาถึงในวันนี้ ประเทศเราเดินมาในจุดที่ประชาชนทุกสีเสื้อต่างรู้สึกว่าถูกหักหลังกัน หลังได้รัฐบาลข้ามขั้ว ตระบัดสัตย์ สะท้อนให้เห็นว่านักการเมืองมีความจำสั้นและมักจะใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือเพราะเมื่อเสร็จสงคราม นักการเมืองก็ได้เป็นรัฐบาล ประชาชนกลับไปเป็นประชาชน ถ้าตายก็จัดงานศพ และบางรายก็ติดคุก ซึ่งเป็นโลกแห่งความเป็นจริงที่คนรุ่นต่อไปจะได้เรียนรู้จากบทเรียนนี้ต่อไป
ความทรงจำสมัยมัธยมของสส.เดียร์ กับ สติ๊กเกอร์ “เรารักทักษิณ”
สส.เดียร์ พรรคประชาชน เล่าถึงประสบการณ์ตอนร่วมคัดค้านรัฐประหารในสมัยที่เขาเรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมว่าเดิมเขาเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์และติดตามข่าวการเมืองอยู่แล้ว บวกกับเติบโตมากับคุณพ่อของเขาที่เชียร์ทักษิณ เวลามีเรื่องอะไรคุณพ่อก็มักจะมาเล่าให้เขาฟังเสมอ และก็จะได้ยินวิสัยทัศน์ของนายกทักษิณบ่อย สส.เดียร์เล่าว่าบริบทช่วงนั้นมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรซึ่งเพื่อนวัยเดียวกันหรือเด็กชนชั้นกลางก็จะชื่นชอบฝั่งพันธมิตรกันฯเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับเขามองว่ามุมมองทางฝั่งดังกล่าวไม่ค่อยเมคเซ้น เขารู้สึกไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรในหลายๆเรื่องจากการอ่านหรือที่เขาศึกษาบริบทมา
สส.เดียร์เล่าต่อไปว่าในโรงเรียนเขาก็จะค่อนข้างแปลกแยก ที่โต๊ะเรียนของเขาก็จะแปะสติ๊กเกอร์ “เรารักทักษิณ” อยู่โต๊ะเดียว แม้ว่ากระแสต่อต้านทักษิณจะค่อนข้างแรงในยุคนั้น ขณะที่เพื่อนสนิทของเขาก็กลายเป็นแกนนำกลุ่ม Young PAD (ยุวชนพันธมิตร) ซึ่งตลกมาก ตรงที่เด็กกลุ่มคนรักทักษิณกับกลุ่มพันธมิตรจะชอบมาปะทะกันทางความคิด แนวแลกเปลี่ยนกัน เมื่อเรื่องไปถึงครู ซึ่งก็ค่อนข้างมีทัศนคติเอียงมาทางฝั่งพันธมิตร ทำให้เขารู้สึกตั้งคำถามว่าทำไมครูสังคมเห็นด้วยกับอะไรแบบนี้ ครูไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์หรอ ตอนนั้นก็คิดแบบเด็กๆ เพราะผมคิดว่ามันต้องศึกษาบริบทด้วย
สส.เดียร์เล่าต่อไปว่าวันที่เกิดรัฐประหาร 2549 มีนายเรืออากาศที่รู้จักกันจากการเล่นเกมออนไลน์
“วันนั้นเขาโทรมาหาผมแปลกๆ ตอนทุ่มสองทุ่ม ว่าคืนนี้อย่าออกจากบ้านนะ ผมถามทำไมอะพี่ แต่ผมไม่ได้คิดอะไรไงคิดว่าพี่ชายห่วงน้อง ประมาณสามสี่ทุ่มจำได้ว่าพ่อแม่ไปนอนแล้ว ผมก็นั่งเปิดทีวีอยู่ก็ตัดเข้ารวมการเฉพาะกิจ รัฐประหาร ผมเดินไปปลุกพ่อ พ่อหลับงัวเงียขึ้นมาบอกว่า “บ้า สมัยนี้รัฐประหารเนี่ยนะ” ผมบอกพ่อไปดูทีวีๆ ไม่ใช่รายการตลกแน่ๆ แต่เราก็เห็นแล้วล่ะว่าสถานการณ์มันค่อนข้างสุกงอมมาประมาณนึง ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจขนาดนั้น แต่ในมุมมองของเด็กที่โตมารัฐประหาร 2535 ผมอายุสามขวบ ก็ไม่ได้สัมผัสหรืออินอะไร และไม่คิดว่ายุคพรรคไทยรักไทยในโลกยุคใหม่จะมีการรัฐประหารออกมา”
หลังจากนั้น เราก็รู้สึกไม่โอเค เราก็ติดตามข่าวว่ามันมีต้านรัฐประหารที่ไหน เป็นคนอินเลยฮะ ก็หนีพ่อหนีแม่ไปชุมนุมที่สนามหลวง หลังจากนั้นสามสี่วันโรงเรียนก็หยุด ให้กลับบ้าน และติดตามข่าว ตอนนั้นเด็กก็อยากออกมาแสดงพลัง”
พัฒนาการของขบวนการคนเสื้อแดง และประสบการณ์ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
เมื่อมีการชุมนุมคนเสื้อแดง สส.เดียร์เล่าว่าเขามักจะเข้าร่วมชุมนุมกับคุณพ่อตามที่ต่างๆ แม้จะมีการห้ามด้วยความเป็นห่วงจากแม่ หรือผู้ใหญ่คนอื่นๆบ้าง แต่เขาเชื่อมั่นว่า รัฐประหารคือการพรากอำนาจออกไปจากประชาชนและไม่เป็นผลดีต่อประชาธิปไตย ถ้ามองเชิงกฏหมายก็นับว่าทักษิณไม่ผิดได้ทำผิดอะไร และ 377 เสียงก็เป็นเสียงบริสุทธิ์ของประชาชน ซึ่งสิทธิและหน้าที่ของคนไทยเราก็คือต้องยืนยันว่าหลักการประชาธิปไตยละเมิดไม่ได้
สส.เดียร์เล่าต่อไปว่าเมื่อเทียบบรรยากาศการชุมนุมคนเสื้อแดงกับคณะราษฏร 2563 มีความต่างกันมาก เขาเล่าว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้า คนจน ในตอนนั้นเขาแทบไม่เห็นคนรุ่นเดียวกันเลย เพราะคนมองว่าการมาม็อบมันอันตราย เพราะการรัฐประหาร 2549 นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบสิบห้าปี (นับจาก 2534) ที่หลายคนคิดว่าไม่น่าเกิดขึ้น สมัยนั้นพอเรียนจบมัธยมเขาก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สส.เดียร์เล่าต่อไปว่าตอนอยู่ในรั้วธรรมศาสตร์ ก็เจอเพื่อนที่เหมือนพวกเดียวกันที่ชอบคุยเรื่องการเมืองยามว่าง บางเวลาก็ชวนกันไปไล่อธิการ ทำกิจกรรมหลายอย่างจำได้ว่าเขาเคยขึ้นปราศรัยครั้งแรกบนเวทีที่ท่าน้ำนนท์เมื่อปี 2551 และแน่นอนว่าอาจารย์ก็มีเรียกไปเตือนด้วยความเป็นห่วง
สส.เดียร์เล่าต่อไปว่ายุคนั้นเป็นยุคของโทรศัพท์แบล็กเบอร์รี่ ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารของบรรดาเด็กมธ. ชนชั้นกลางไปจนถึงระดับไฮโซ หลายคนก็เป็นลูกทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เติบโตมากับเส้นทางประชาธิปไตยก็จะนัดพบกันที่ชุมนุมแยกราชประสงค์ เมื่อเห็นแนวร่วมจำนวนมากเขาก็รู้สึกดีที่ว่าตนไม่ได้คิดไปเองคนเดียว กระทั่งต่อมาก็มีการจัดตั้งกลุ่มกันหลากหลายตั้งแต่ก่อนจะเป็นเสื้อแดง โดยพัฒนาการก็จะไล่เรียงจากยุคแรกในชื่อ “ฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” ก่อนจะเป็นกลุ่ม นปก.และกลุ่ม นปช. ตามลำดับ
สส.เดียร์เล่าด้วยว่าตอนไปชุมนุมก็ได้ถ่ายรูปกับแกนนำหลายๆคนแต่เสียดายที่ลบรูปเหล่านั้นไปหมดแล้วเพราะเขาถูกเรียกตัวไปที่ราบ 11 ตอนสลายการชุมนุม เนื่องด้วยความเป็นคนที่แอคทีฟทางการเมืองมากและด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัยจากคนที่บ้านที่บอกให้เราลบทุกอย่าง อุปกรณ์ตีนตบที่ใช้ในม็อบก็โยนทิ้งไปเหมือนทำลายหลักฐานโดยเฉพาะเวลาที่มีเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมตรวจที่บ้าน สิ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่คือ บัตร นปช. ที่เคยซ่อนไว้ซึ่งเขามาพบในภายหลัง
บทบาทคนเสื้อแดง Before it was cool สู่ผู้แทนราษฏรในสภา
อย่างไรก็ตาม สส.เดียร์เล่าว่าในยุคนั้น การเป็นเสื้อแดงไม่เท่ คุณต้องใจแข็งมากในสิ่งที่คุณเชื่อโดยเฉพาะจุดยืนประชาธิปไตย ปี 2549 - 53 ถ้ายอมรับว่าเป็นเสื้อแดง คุณจะโดนประณามหยามเหยียด อีกทั้งยังอันตรายด้วยเพราะคนต่อต้านที่หัวรุนแรงก็มีจำนวนมาก
ถ้าถามว่าชุมนุมครั้งไหนประทับใจที่สุดสำหรับสส.เดียร์ คือ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน เนื่องจากเขาก็ติดตามรายการความจริงวันนี้มาก่อนอยู่แล้ว และนับว่าเป็นปรากฏการณ์ยุคก่อนโซเชียลมีเดียที่เขาเล่าประสบการณ์ว่าเคยเดินเท้าจากแยกพระขโนงไปร่วมชุมนุมที่ราชมัง เพราะรถติดมาก นอกจากนั้น อีกที่ที่ประทับใจคือ เสียมราฐ กัมพูชา เมื่อปี 2555 ตอนที่ทักษิณร้องเพลง let it be บนเวที โดย สส.เดียร์ เล่าว่าครั้งนั้นถ้าใครได้ไปร่วมจะถือว่าเป็นแดงแท้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงได้ กระทั่ง ปี 2563 จุดยืนของคนเสื้อแดงก็ได้รับการยอมรับจริงๆในเวลาต่อมา
สส.เดียร์เล่าว่าก่อนจะมาเป็นผู้แทนราษฏร เขาเคยหมดหวังกับประเทศไปแล้วช่วงที่เกิดรัฐประหาร 2557 เพราะรู้สึกว่าเหมือนประเทศวนลูปเดิม ทว่าช่วงนั้นเขาไปทำงานนักข่าวอยู่ Voice TV ก็เจอคนสายประชาธิปไตยหลายคนมากจนเหมือนปลุกเชื้อไฟในใจด้วย ประกอบกับช่วงปี 2563 ที่มีกระแสย้ายประเทศ เกิดภาวะสมองไหลเพราะความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เขาก็ได้ย้ายไปต่างประเทศ
ช่วงโควิด สส.เดียร์กลับมาไทยก็ได้รับโอกาสทางการเมือง ประกอบกับการบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาลในยุคนั้นก็เป็นไปอย่างไม่เป็นธรรมเนื่องจากบางคนมีอภิสิทธิ์ได้เข้าถึงวัคซีนที่ดีก่อนประชาชนธรรมดาที่ต้องรอ จึงได้ไปเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร ช่วยเรื่องวัคซีน ช่วงนั้นก็รู้สึกว่าอยากให้สังคมเกิดความเป็นธรรมจึงได้ไปเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับม็อบราษฏรด้วย พร้อมๆกับการเกิดขึ้นของ พรรคอนาคตใหม่ ที่ทำให้เขารู้สึกว่านี่เป็นพรรคการเมืองที่รอคอย ก่อนที่ต่อมาจะถูกยุบและกลายเป็นพรรคก้าวไกล
สส.เดียร์เล่าต่อไปอีกว่าเหตุผลที่เข้ามาเป็นสภาผู้แทน ก็เพราะมองว่ากลไกของสภาผู้แทนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เสียงของเราดังกว่าเดิม และรู้สึกอยากต่อสูัเพื่อคนตัวเล็กจึงตัดสินใจมาลองลงเลือกตั้งเป็น สส. ดูเพื่อพิสูจน์ตนเองไปด้วยว่าเขาจะลืมรากเหง้าความเป็นไพร่เสื้อแดงมาก่อนรึเปล่า
เมื่อถามถึงช่วงสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง สส.เดียร์เล่าว่าเขาก็อยู่ทันเห็นเหตุการณ์ ตอนนั้นเขาเป็นนักศึกษาฝึกงานที่ซีพี แถวสีลม ก็เริ่มเห็นสถานการณ์ว่ามีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเห็นมีการแปะป้ายว่า พื้นที่ใช้กระสุนจริง หรือมีการยิงผู้ชุมนุมเสียชีวิตซึ่งทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม
สส.เดียร์เล่าต่อไปว่าวันที่มีการสลายการชุมนุมเป็นเหตุการณ์ที่ชุลมุนมาก เขาจำได้ว่าต้องรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุดแล้วค่อยไปตามข่าวทีหลังตอนถึงบ้าน ซึ่งในยุคนั้นสื่อกระแสหลักกับสื่อท้องถิ่นรายงานข่าวคนละทิศทาง แต่เราก็เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้าว่ามันมีการคนตายจากเหตุการณ์ ซึ่งสภาวะตอนนั้นทำให้เราคิดว่าต้องหาโอกาสคืนความเป็นธรรมให้คนเสื้อแดง และทุกๆวันที่ 10 เมษายนที่เป็นวันรำลึกคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ สส.เดียร์ก็จะไปร่วมงานเสมอ
หัวใจของนักสู้ประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง คุณค่าที่ส่งต่อมายังปัจจุบัน
เมื่อพูดถึงคุณูปการหรือมรดกที่คนเสื้อแดงส่งต่อมายังปัจจุบัน สส.เดียร์มองว่าเป็นเรื่องของคุณค่าในความเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง การเคลื่อนไหวเพื่อได้มาซึ่งประชาธิปไตยในประเทศกว่าที่จะสำเร็จได้ก็แลกมาด้วยเลือดเนื้อของประชาชนมากมาย และปรากฏการณ์คนเสื้อแดงนับว่าเป็นบทเรียนหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ถึงความเป็นคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย และความยุติธรรมอย่างแท้จริงแม้ว่าพวกเขาจะถูกแปะป้ายจากสังคมอย่างเสียหาย ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นแบบอย่างให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงการรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ให้ได้อย่างศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด และคนเสื้อแดงก็ทำให้สังคมไทยทุกวันนี้ได้รู้จักคุณค่าความเท่าเทียมกันของคน
สำหรับงานแสดงคอลเลคชันสะสม “เสื้อตัวนี้สีแดง Red’s Objects Dialogue” จะจัดแสดงระหว่างวันที่ 29 มีนาคม - 10 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. - 19.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์) ผู้ที่สนใจสามารถแวะมาชมได้ที่ Kinjai Contemporary ใกล้ MRT สิรินธร ทางออก 1