- บทความ
- Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง
หากใครมีโอกาสพูดคุยกับไชยวัฒน์ ชายร่างเล็กผมสีดอกเลาที่มักปรากฎตัวตามงานเสวนาวิชาการประเด็นการเมืองต่างๆอย่างผิวเผินก็อาจคิดว่าเขาเป็นเพียงคนสูงอายุที่มีความตื่นตัวทางการเมืองคนหนึ่ง ทว่าหากใครเคยมีโอกาสพูดคุยกับเขามากขึ้นก็คงอดทึ่งไม่ได้ว่าชีวิตของเขาผ่านอะไรมากเกินกว่าจะจินตนาการ
หนังสือและงานเขียนของรุ่นพี่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์อย่างกุหลาบ สายประดิษฐ์เปิดโลกให้ชัยวัฒน์เริ่มตั้งคำถามถึงความเป็นมาเป็นไปของสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจอมพลถนอมพ้นจากอำนาจในเดือนตุลาคม 2516 บรรยากาศในบ้านเมืองที่เปิดมากขึ้นทำให้ชัยวัฒน์ได้รู้จักกับแนวคิดและทฤษฎีสังคมนิยมที่ทำให้เขาเริ่มมองปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นระบบมากขึ้นจนตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แม้จะยังไม่ทันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
หลังอยู่ในป่าได้ห้าปีไชยวัฒน์ที่อยู่ระหว่างเดินทางกลับมาปฏิบัติภารกิจที่กรุงเทพฯ จำเป็นต้องยุติบทบาทในฐานะ “ทหารป่า” เพราะเขตที่เขาทำงานปิดตัวลงในห้วงเวลาเดียวกับที่อดีตสหายหลายๆคนตัดสินใจเดินทางกลับคืนเมือง แม้จะทิ้งชุดทหารป่าและหมวกดาวแดงไว้เบื้องหลังแล้วแต่ไชยวัฒน์ก็ยังคงติดตามสถานการณ์ทางการเมืองรวมถึงพยายามมีส่วนร่วมทางการเมืองเท่าที่กำลังคนวัยเกษียณอย่างเขาจะทำได้ ทั้งการไปร่วมงานเสวนาทางการเมืองต่างๆรวมถึงเข้ามาเป็นอาสาสมัครในการรณรงค์เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในช่วงปี 2563 รวมถึงการเสนอคำถามประชามติรัฐธรรมนูญในปี 2566
ความเติบโตในยุคเผด็จการ
"ผมเกิดเมื่อปี 2501 ในครอบครัวคนจีน บ้านของผมอยู่ในชุมชนคนจีนแถววรจักร พ่อรับจ้างทำรองเท้า ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน พ่อของผมเป็นคนสนใจการเมืองโดยเฉพาะการเมืองในจีน แต่ความตื่นตัวทางการเมืองของพ่อไม่ได้ส่งผ่านมาถึงผมสักเท่าไหร่เพราะตอนเด็กๆเวลาผมอยู่บ้านพ่อก็มักจะออกไปทำงาน ผมเลยได้คลุกคลีกับแม่มากกว่าซึ่งแม่ก็เป็นแม่บ้านชาวจีนทั่วไปที่ไม่ได้สนใจการเมือง"
"ตัวผมเองเพิ่งเริ่มมาสนใจประเด็นทางสังคมหลังเข้าเรียนมัธยมในปี 2515 เพราะโรงเรียนเทพศิรินทร์มีศิษย์เก่าที่เป็นนักเขียนหลายคน เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ และสด กูรมะโรหิต ผมเลยมีโอกาสอ่านหนังสือของรุ่นอาวุโส อย่าง "ข้างหลังภาพ" และ "คนดีที่โลกไม่ต้องการ" หนังสือที่ผมได้อ่านอาจจะไม่ได้เป็นหนังสือที่ทำให้ผมเข้ามาสนใจประเด็นทางการเมืองโดยตรงแต่ก็ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม"
"ในช่วงที่ผมเกิดและเติบโตสังคมไทยอยู่ภายใต้การปกครองของทหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ มาจนถึงจอมพลถนอม ในยุคจอมพลสฤษดิ์ยังมีคนที่ชอบแกอยู่บ้างเพราะเด็ดขาดดี แต่พอแกตายก็มีประเด็นเรื่องเงินมรดกออกมา พอมาถึงรัฐบาลจอมพลถนอมก็มีประเด็นเกี่ยวกับการคอรัปชันหรือการใช้อำนาจโดยไม่ชอบของทหารออกมามากขึ้น ตัวผมเองรู้สึกไม่ชอบใจการคอรัปชันของทหารอยู่แล้ว ยิ่งพอมาได้ยินข่าวกรณีทุ่งใหญ่ (กรณีเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกตกที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐมในเดือนเมษายน 2516 โดยมีการพบซากสัตว์ป่าอยู่ในเฮลิคอปเตอร์ ทำให้เชื่อกันว่ามีทหารนำเฮลิคอปเตอร์ของราชการไปใช้ในการล่าสัตว์) ก็ยิ่งรู้สึกทนไม่ได้ และรู้สึกไม่ไว้ใจทหาร"
จากผู้ติดตามกลายเป็นผู้เข้าร่วม
"พ้นจากกรณีทุ่งใหญ่ก็เกิดกรณีมหาวิทยาลัยรามคำแหงคัดชื่อนักศึกษาเก้าคน (กรณีอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงให้คัดชื่อนักศึกษาที่ร่วมทำหนังสือ “รามคำแหงมหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ” เชิญออกจากมหาวิทยาลัยจนนำไปสู่การชุมนุมใหญ่) นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้ว่าการชุมนุมเป็นอย่างไร แต่ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม"
"พอถึงช่วงการชุมนุมที่กลายเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา ผมได้เข้าร่วมการชุมนุมด้วย ครั้งนั้นถือเป็นการชุมนุมครั้งแรกในชีวิตของผมเลย ตอนที่ไปผมยังรู้สึกแปลกใจอยู่เลยว่าทำไมมีนักเรียนมาร่วมการชุมนุมเยอะจัง แต่ผมไม่ได้อยู่ร่วมชุมนุมจนมีการปะทะนะ ไปร่วมเดินสักพักพอเห็นว่าสถานการณ์ไม่น่าจะมีอะไรแล้วผมก็แยกจากขบวนเดินมาที่หอสมุดแห่งชาติ ยังจำได้ว่าตอนนั้นผมคิดแต่ว่าระบบนี้ (ถนอม) มันเลว ผู้ปกครองไม่ดี เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น แล้วพอประชาชนออกมาประท้วงเพื่อแสดงความไม่พอใจคุณก็ไปจับเขาอีก"
"ถ้าให้เทียบระหว่างความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในตอนนั้น (2516) กับปี 2563 ก็อาจจะคล้ายกัน แต่ในเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะความเข้าใจต่อสถานการณ์และข้อมูลต่างๆ การเข้าใจทางสังคมในยุคหลังอาจจะดีกว่าเพราะในช่วงนั้นพวกเราออกมาบนท้องถนนเพราะรู้สึกว่าถนอมมันเลว แต่ในยุคหลังคนออกมาไม่ใช่เพราะแค่ผู้นำเลว แต่เขาเข้าใจว่าระบบและโครงสร้างทางการเมืองมันมีปัญหา"
"หลังไปร่วมการชุมนุมครั้งแรกในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ผมก็เริ่มแสดงออกทางการเมืองเยอะขึ้น โดยเฉพาะในโรงเรียน ผมมารู้ทีหลังว่าทางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเองก็ส่งองค์กรสันนิบาตเยาวชนแห่งประเทศไทยเข้ามาทำงานกับนักเรียนในโรงเรียนด้วย แต่กรณีของเทพศิรินทร์ผมคิดว่าความตื่นตัวทางการเมืองน่าจะเกิดขึ้นจากปัจจัยทางสังคมเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักเรียนเทพศิรินทร์รุ่นอาวุโสหลายๆคนเป็นคนหัวก้าวหน้าที่เป็นนักเขียน นักเรียนรุ่นหลังอย่างพวกผมเลยอาศัยเรียนรู้จากหนังสือที่รุ่นอาวุโสเขียนไว้"
"ช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา บรรยากาศทางการเมืองเริ่มเปิดกว้าง เรื่องราวเกี่ยวกับสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ที่ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องต้องห้ามเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น ตัวผมเองก็ได้อานิสงค์จากตรงนี้เพราะแม้จะเคยอ่านงานของรุ่นอาวุโสที่เป็นนักเขียนหัวก้าวหน้ามาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นงานเชิงวิพากษ์สังคมที่พูดถึงในรายประเด็น ไม่ใช่งานทฤษฎีที่อธิบายปัญหาต่างๆอย่างเป็นระบบอย่างที่ผมได้มาอ่านหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ยิ่งได้อ่านหนังสือมากขึ้นผมในเวลานั้นก็รู้สึกว่าแนวทางสังคมนิยมน่าจะเป็นทางออกของปัญหาต่างๆของประเทศในเวลานั้น"

6 ตุลา และการตัดสินใจครั้งสำคัญ
"ช่วงเดือนมีนาคม 2519 ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา การเคลื่อนไหวที่สำคัญของนักศึกษาคือ การทวงสัญญาจากรัฐบาลคึกฤทธิ์ให้เอาฐานทัพอเมริกาออกจากประเทศ มีคนกระจายตัวไปติดใบปลิวขับไล่ฐานทัพสหรัฐตามจังหวัดต่างๆ ที่โคราชมีเด็กนักเรียนชั้น มศ.3 คนหนึ่งถูกยิงจนร่างพรุนเสียชีวิตขณะกำลังติดใบปลิวต่อต้านฐานทัพสหรัฐ เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความสะเทือนใจให้ผมมากเพราะเด็กคนนั้นก็ไม่ได้มีอาวุธอะไร มีแค่มือเปล่ากับใบปลิว แต่เขากลับถูกยิงอย่างโหดเหี้ยม เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่มีทางเลือกอื่นในการต่อสู้แล้วนอกจากการเข้าป่า เพราะตอนนั้นกระแสขวาพิฆาตซ้ายมันแรงจริงๆ ผู้นำนักศึกษา ชาวนาถูกลอบสังหารจำนวนมาก"
"ตอนที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมก็อยู่ในธรรมศาสตร์ด้วย ผมไปชุมนุมค้างคืนในธรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 5 จนถึงเช้าวันที่ 6 แต่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์อะไรมากเพราะผมอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ซึ่งห่างจากจุดที่มีเหตุการณ์หนักๆ ตัวผมเองไม่ได้หนีไปไหนเพราะคิดว่าทั้งฝั่งท่าพระจันทร์แล้วก็ฝั่งที่จะออกไปสะพานพระปิ่นเกล้าน่าจะมีทหารหรือเจ้าหน้าที่ไปดักรอเราไว้หมดแล้ว"
"ตอนนั้นผมไม่ได้คิดว่าจะถูกจับนะ คิดว่าถ้าพวกเจ้าหน้าที่เข้ามาก็คงไม่พ้นถูกยิงเพราะเท่าที่ดูข่าวในเวลานั้นประเทศโลกที่สามก็ใช้ความรุนแรงในการจัดการกับผู้ชุมนุมกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ตัวผม คิดว่าผู้ชุมนุมคนอื่นๆก็คงทำใจรอรับความตายกันแล้วเพราะตรงที่เราอยู่กันร้อยกว่าคน แต่ต่างคนต่างก็นั่งกันเงียบๆเหมือนยอมรับชะตากรรม อาจจะมีผู้ชุมนุมบางคนที่แข็งแรงตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อว่ายไปอีกฝั่งแต่ผมก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะรอดไหมเพราะกลางแม่น้ำก็มีเรือตำรวจลอยลำอยู่"
“พอทหารมาถึงผมถูกจับไปที่สนามฟุตบอลรวมกับคนที่ถูกควบคุมตัวคนอื่นๆ แล้วก็ถูกพาไปขังไว้ที่โรงเรียนตำรวจที่ชลบุรี สุดท้ายผมก็ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกดำเนินคดีอะไร และหลังจากได้รับการปล่อยตัวก็ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่มาติดตามคุกคามอะไรผมที่บ้าน”
"มาถึงวันนี้เวลาที่กลับไปที่ธรรมศาสตร์ภาพเหตุการณ์หลายๆ อย่างเมื่อวันที่ 5 - 6 ตุลา ก็มักจะย้อนกลับมาทุกครั้ง นอกจากนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียใจมาตลอด คือคำให้การที่ผมบอกตำรวจไปว่า ผมไม่ได้มาชุมนุมแต่ถูกจับมาเพราะบังเอิญเดินผ่านแถวนั้น เพราะผมเชื่อว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด และการออกไปชุมนุมครั้งนั้นส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผมอยากสร้างสังคมที่เท่าเทียมซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่อาชญากรรมและไม่จำเป็นต้องหลบซ่อน ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมจะบอกกับตำรวจไปเลยว่าผมมาชุมนุม"
"ผมเริ่มมีความคิดที่จะเข้าป่าไปร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตั้งแต่หลังได้ยินข่าวนักเรียน มศ.3 ที่โคราชถูกยิงเพราะไปติดใบปลิวขับไล่ฐานทัพสหรัฐ ยิ่งได้เห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายๆกรณีที่เกิดขึ้นในกระแส "ขวาพิฆาตซ้าย" จนถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาทำให้ความตั้งใจของผมที่จะเข้าไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยิ่งแจ่มชัดมากขึ้นเพราะดูเหมือนว่าลำพังการต่อสู้ในเมืองน่าจะไม่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไร ส่วนเรื่องอนาคตผมก็ไม่ได้กังวลอะไรไม่ว่าจะเรื่องเข้าเรียนมหาลัยหรือการทำงานเพราะตอนนั้นผมเชื่อว่าถ้าการต่อสู้ของเราจบลงด้วยชัยชนะสังคมก็จะดีขึ้นและชีวิตผมก็จะดีขึ้น"
จากนคราสู่ป่าเขา
"เรื่องการเข้าป่าของผมอาจจะต่างจากคนอื่นอยู่บ้าง เพราะส่วนใหญ่คนอื่นๆจะต้องประสานผ่านจัดตั้ง แต่กรณีของผมนี่ คนที่ประสานให้ผมเข้าป่าไม่ใช่จัดตั้งของพรรคแต่เป็นรุ่นพี่ที่เทพศิรินทร์ คือรุ่นพี่คนนี้เขาเคยชักชวนให้ผมไปช่วยจัดหน้าหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) พอผมจะเข้าป่าเขาก็เป็นประสานให้"
"วันที่จะเดินทางเขานัดรับกันที่เทเวศน์ มีการเช่าบ้านไว้ลวงเจ้าหน้าที่คือจ่ายค่าเช่าไว้สองเดือนแต่จริงๆอยู่ตรงนั้นแค่คืนเดียว การดำเนินการทุกอย่างเกี่ยวกับการเดินทางทำอย่างปิดลับ คนที่ประสานงานกับผมแจ้งแค่ว่าผมจะต้องเดินทางไปภาคเหนือ ตอนแรกผมก็เข้าใจว่าน่าจะได้ไปเขตสามจังหวัด พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย หรือไม่ก็เป็นที่จังหวัดน่าน แต่ปรากฎว่าพอถึงวันเดินทางผมกับคณะเดินทางต้องไปแวะรับคนแถววงเวียนใหญ่ก่อน หลังจากนั้นรถกระบะที่มีผู้โดยสารทั้งหมดเก้าคน ก็วิ่งไปทางนครปฐม เข้าสุพรรณบุรี พอรถไปถึงที่อำเภออู่ทองผมยังนึกในใจอยู่เลยว่าตัวเองขึ้นรถถูกคันหรือเปล่าเพราะเส้นทางที่ใช้ไม่น่าจะเป็นเส้นทางไปภาคเหนือ"
"พอรถวิ่งเลยเขื่อนกระเสียวไปถึงรอยต่อระหว่างอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีกับอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี พวกผมก็ต้องลงจากรถแล้วเดินทางต่อด้วยเท้า ตอนนั้นผมยังนึกในใจว่าขึ้นรถถูกคันหรือเปล่า"
"หลังจากลงรถเราใช้เวลาประมาณหกคืนในการเดินเท้าไปยังจุดหมาย วันแรกยังเดินทางไม่เยอะมากแล้ววันต่อมาถึงเดินเท้าแบบเต็มวัน ใช้เส้นทางผ่านห้วยขาแข้งไปถึงอุ้มผาง พอได้เริ่มเดินป่าจริงๆก็รู้เลยว่าตัวเองเตรียมของมาผิด อย่างเช่น รองเท้านี่ผมใส่ผ้าใบมาซึ่งมันไม่เหมาะกับการเดินป่าในหน้าฝน หรืออย่างกางเกงยีนส์ที่ใส่มาก็หนัก หนาแล้วก็แห้งยากโดยเฉพาะในหน้าฝน"
"ตอนที่ไปถึงจุดหมายก็ไม่ได้มีการตั้งแถวหรือมีพิธีต้อนรับเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะคนที่อยู่ในเขตนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนกะเหรี่ยง ความเข้มข้นในเรื่องพิธีการหรือระเบียบทหารเลยอาจจะไม่เท่ากับเขตงานอื่นๆ"

คอมมิวนิสต์อุ้มผาง
"เขตงานที่อุ้มผางเป็นการขยายตัวมาจากเขตงานที่แม่สอดซึ่งตั้งขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 2508 หรือ 2509 กลุ่มชาติพันธ์กลุ่มแรกที่ก่อตั้งเขตงานที่แม่สอดคือคนม้ง คนม้งที่อยู่ทางเชียงรายและเพชรบูรณ์ได้เข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหลังเห็นคนม้งในลาวเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ลาว จากนั้นก็มีการขยายงานมาในหมู่คนม้งที่แม่สอดและมาที่อุ้มผาง"
"จริงๆ แล้วช่วงแรกที่การเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เข้ามาที่อุ้มผางจะเป็นการทำงานกับหมู่คนม้ง แต่ตอนหลังก็เริ่มมีการเผยแพร่ความคิดกับกลุ่มคนกะเหรี่ยงด้วย"
"คนกะเหรี่ยงที่อุ้มผางจะมีความเชื่อตามคำทำนายของฤาษีที่บ้านเลตองคุว่า การตั้งหลักเมืองของกรุงเทพฯ และการตั้งหมู่บ้านเกิดขึ้นในวันเดียวกัน และในปี 2510 ซึ่งหมู่บ้านก่อตั้งขึ้นได้ราวสองร้อยปีจะมีมิตรเดินทางมาหาจากทางทิศตะวันออก เมื่อมีข่าวว่ามีคอมมิวนิสต์เดินทางเข้ามาในพื้นที่คนกะเหรี่ยงที่ศรัทธาในฤาษีจึงเดินทางมาพบเพื่อทำความรู้จัก"
"การขยายงานพรรคที่อุ้มผางไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนในพื้นที่ถูกกดขี่จากรัฐไทยเหมือนกรณีอื่นเช่นในภาคใต้ จริงๆแล้วรัฐไทยมีปฏิสัมพันธ์กับกะเหรี่ยงที่นั่น (อุ้มผาง) ผมคิดว่าเหตุผลที่ทำให้คนกะเหรี่ยงที่อุ้มผางเข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท. น่าจะเป็นเพราะความสอดคล้องระหว่างความเชื่อท้องถิ่นดั้งเดิมกับแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์มากกว่าความไม่พอใจทางการเมืองที่มีต่อรัฐไทย เช่น คนกะเหรี่ยงที่นับถือฤาษีจะเชื่อในสังคมพระศรีอาริย์ที่ไม่มีการกดขี่ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ พคท. ที่ต้องการสร้างสังคมที่ปราศจากชนชั้น หรืออย่างข้อห้ามดื่มเหล้าของแนวคิดนับถือฤาษีก็ไปสอดคล้องกับข้อห้ามตามวินัยของ ทปท. (กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย)"
'สหายประชา' ในเขตป่าเขา
"ผมเข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคทั้งหมดสี่ปี จากปี 2520 ถึง 2524 พอเข้าไปก็จะมีการอบรมเรื่องแนวคิดทางการเมืองประมาณหนึ่งสัปดาห์ ส่วนการฝึกทหารเขตของผมเป็นเขตเล็กเลยจะมีฝึกขั้นพื้นฐานไม่กี่วัน ส่วนการฝึกรบแบบการโจมตีจะเป็นการฝึกภายในแต่ละหน่วย เช่น กองกำลังหลัก การฝึกทหาร ทปท. ที่เป็นระบบจริงๆ ที่มีแค่บางเขต อย่างเช่น เขตที่สุราษฎร์ น่าน เชียงราย หรือเขตสามจังหวัดพัทลุง-ตรัง-สตูล"
"ช่วงแรกที่ผมเข้าไปเขาให้ผมไปประจำอยู่สำนักกลางที่บ้านหม่องกั๊วะ หน้าที่หลักของสำนักกลางคือทำงานผลิต จัดงานต้อนรับหรืองานรับรองเพราะจัดตั้งหรือสหายนำในเขตจะพักอยู่ที่สำนักกลาง ซึ่งผมรู้สึกว่างานที่นี่ไม่ใช่ทางที่เราชอบ ผมรู้สึกว่าให้ทำงานที่นี่ส่งผมไปเป็นครูสอนหนังสือดีกว่า"
"ผมอยู่ที่สำนักกลางได้ระยะหนึ่งก็ถูกย้ายไปอยู่ที่บ้านโขะทะ ก่อนที่ผมจะย้ายไป บ้านโขะทะเป็นพื้นที่ที่มีปัญหามวลชน จัดตั้งกลัวว่ามวลชนจะหนีออกจากพื้นที่ไปเข้ากับฝั่งอำนาจรัฐ จนถึงขั้นต้องส่งทหารป่ามาประจำอยู่ที่บ้านโขะทะหนึ่งหมู่ แต่สุดท้ายด้วยสถานการณ์ที่ตึงเครียดก็กลายเป็นว่ามีทหารป่าที่หนีไปเสียเอง นอกจากนั้นก็มีความขัดแย้งภายในหมู่คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตจรยุทธ์ (พื้นที่ที่ยังไม่มีฝ่ายใดยึดครองได้อย่างเบ็ดเสร็จ) คือมีกรณีที่มีคนกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่มีภรรยาแล้วแต่ไปข่มขืนน้องสาวของภรรยา ซึ่งคนในชุมชนก็ลงความเห็นร่วมกันว่าให้ลงโทษด้วยการเอาตัวไปยิง หลังคนที่ก่อเหตุถูกยิง น้องชายของเขาก็ไปพา ตชด. เข้ามาในพื้นที่จับแกนนำชาวบ้านไปสังหาร"
"เพราะความกลัวว่าคนในพื้นที่จะหนีไปเข้ากับอำนาจรัฐและความต้องการที่จะเร่งสร้างฐานที่มั่น ทางพรรคจึงใช้วิธีการส่งกำลังเข้าไปกวาดต้อนคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนใกล้เคียงกับน้ำตกทีลอซูให้มารวมกันที่บ้านโขะทะ ตัวผมเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่ได้ยินมาว่าทางพรรคจะส่งกำลังทหารเข้าไปป่าวประกาศว่าถ้าใครเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคก็ให้ตามมาซึ่งตัวผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับการขยายงานด้วยวิธีนี้สักเท่าไหร่"
"มันมีอยู่กรณีหนึ่งที่ผมได้รู้หลังจากมาอยู่ที่บ้านโขะทะแล้ว คือมีคนที่หนีไปคนหนึ่ง เป็นชาวบ้านที่หัวแข็งและมักโต้แย้งกับทหารหน่วยงาน จนทำให้เขาถูกอบรมและตักเตือน ครั้งหนึ่งทหารหน่วยงานเคยตักเตือนเขาโดยใช้วิธีเอาปืนพาดไหล่ของเขาแล้วยิงออกไปซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าเป็นการคุกคามที่เขารับไม่ได้จึงเลือกที่จะหนีออกไป"
"ด้วยปัญหาความขัดแย้งต่างๆที่เล่าไป พอผมเข้ามาที่บ้านโขะทะผมก็ต้องพยายามแก้ปัญหา แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าพยายามคลี่คลายสถานการณ์โดยพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนให้มากที่สุดเช่นไปร่วมทำนาหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชนจนทำให้สถานการณ์ในบ้านโขะทะค่อยๆ คลี่คลาย"
ประสบการณ์จากสนามรบ
"ตั้งแต่ไปอยู่ที่บ้านโขะทะผมก็ต้องถือปืนตลอด ปืนที่ผมใช้คือปืน M16 คนมักเข้าใจว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะใช้ปืน AK แต่ที่เขตงานผมจะไม่นิยมใช้เพราะหากระสุนยาก ส่วนปืน M16 นี่บางส่วนเราก็อาศัยยึดจากทหารของรัฐไทยบ้าง หรือบางส่วนก็จะซื้อจากกองกำลังกะเหรี่ยง KNU เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปว่าคนที่อยู่ในฝั่งพม่าก็มีความนับถือฤาษีรวมถึงในหมู่ KNU ซึ่งความศรัทธาต่อฤๅษีมีความคิดจะเข้าร่วมกับ พคท. ก็ทำให้ทาง KNU มาเจรจาเรื่องดินแดนและเสนอว่าจะเป็นทางผ่านสินค้าให้ซึ่งก็รวมถึงปืนและยุทธภัณฑ์อื่นๆ ด้วย"
"ส่วนเรื่องสถานการณ์การสู้รบถ้าพูดถึงเรื่องการต่อสู้ด้วยอาวุธ สถานการณ์ที่อุ้มผางต้องถือว่าค่อนข้างสงบ ระหว่างอยู่ที่อุ้มผางมีแค่ครั้งเดียวที่ผมได้เข้าร่วมรบไปเป็นหน่วยดักสกัดระวังหลังระหว่างที่ทหารป่าเข้าตีค่ายของทหารไทย เพื่อป้องกันการถูกตีตลบหลัง"
"สถานการณ์การสู้รบระหว่างทหาร ทปท. ที่แม่สอดจะมีความเข้มข้นมากกว่าที่อุ้มผาง ผมย้ายมาที่แม่สอดหลังจากอยู่ที่บ้านโขะทะได้ประมาณสองปี ซึ่งที่แม่สอดก็เป็นที่ผมได้เข้าไปสู่สถานการณ์การปะทะด้วยกำลังอาวุธจริงๆ"
"หลังจากที่อยู่โขะทะสองปี ก็ย้ายขึ้นไปที่แม่สอด มีครั้งหนึ่งหลังจากที่ทหารเคยโจมตีฐานที่มั่นแม่สอด ทางกำลังท้องถิ่นเลยคิดที่จะปฏิบัติการตอบโต้ ครั้งนั้นเลยเป็นครั้งแรกที่โจมตีค่าย อส. ซึ่งค่ายนี้ ความจริงก็เป็นของเจ้าหน้าที่รัฐแต่ว่าไม่ได้เป็นหน่วยรบโดยตรง ยิงเสร็จแล้วเราก็ถอย จนมีชาวบ้านมารายงานว่าตายหนึ่งบาดเจ็บหนึ่ง ตอนนั้นผมคิดว่าน่าจะเป็นกระสุนของผมเพราะวันนั้นผมเป็นคนเดียวที่ถือปืน AK ส่วนคนอื่นใช้ปืน M16 แล้วระยะห่างที่เรายิงปะทะมันอยู่ในระยะยิงหวังผลของกระสุนปืน AK แต่อยู่นอกระยะหวังผลของ M16"
"ปฏิบัติการครั้งนั้น การตัดสินใจของผมยังช่วยหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้ด้วย คือตอนที่เราทำภารกิจเสร็จ ทหารในทีมของผมถามว่าจะเดินกลับทางไหนดี ผมก็เสนอว่าให้ใช้ทางขึ้นเขาแล้วกันแล้วสุดท้ายเราก็กลับมาโดยสวัสดิภาพ หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ชาวบ้านมาบอกผมว่าใน วันที่ผมไปตีค่าย อส. มี อส. กลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธไปดักรอผมที่เส้นทางที่สามารถใช้เดินทางกลับได้อีกเส้นหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปหนึ่งกิโล ถ้าวันนั้นผมไม่ตัดสินใจขึ้นเขา แต่ไปใช้เส้นทางนั้นแทนก็อาจจะมีความสูญเสีย"
แค่ไม่ได้กลับไป
"ปลายปี 2523 ผมถูกย้ายมาอยู่ "ชายเขต" ซึ่งหมายถึงเขตรอยต่อระหว่างเขตยึดครองของพรรคกับเขตป่าสงวนที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐไทย บริเวณนั้นจะมีการนำทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการแล้วบางส่วนมาตั้งถิ่นฐานทำไร่ทำนาปะปนไปกับชาวบ้าน ผมได้แจ้งข้อกังวลกับทางจัดตั้งว่าอยากจะตั้งหน่วยมาประจำที่ชายเขตเพิ่มเติมเพื่อที่เวลาเข้าไปสัมพันธ์หรือไปหาข่าวในจะได้ติดต่อสื่อสารกับทางหน่วยเหนือได้ง่ายขึ้น ทางจัดตั้งก็อนุมัติ"
"หลังข้อเสนอของผมได้รับการอนุมัติผมใช้เวลาประมาณหกเดือนตั้งแต่ปลายปี 2523 ถึงปี 2524 เดินทางไปมาประสานงานกับฝ่ายต่างๆเรื่องการจัดตั้งหน่วยบริเวณชายเขต ซึ่งบางช่วงผมก็ต้องกลับเข้ามาที่กรุงเทพฯ ช่วงที่ลงมากรุงเทพฯแรกๆ ผมพยายามจะไม่ไปอยู่ที่บ้านตัวเองเพราะตอนนั้นตัวผมยังถือว่าทำงานให้พรรคอยู่ในป่า เพียงแต่เข้าเมืองมาเพื่อทำภารกิจ"
"ในปี 2524 ระหว่างที่ผมมาปฏิบัติงานที่กรุงเทพฯ ก็มีคนจากฐานที่มั่นที่แม่สอดมาพักที่เซฟเฮาส์เดียวกับผม ผมเลยรู้ข่าวว่าพรรคจะปิดฐานทัพแม่สอด พวกกะเหรี่ยงที่ยังยืนยันว่าจะสู้ร่วมกับพรรคต่อก็ไปรวมตัวกันที่อุ้มผางหมดแล้ว ตอนนั้นผมเคว้งเลยไม่รู้จะไปไหน เพราะในเวลานั้นก็เป็นช่วง “ป่าแตก” ที่นักศึกษาหรือคนที่ไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ทยอยออกจากป่ากัน ถึงแม้ในหลายๆเขตงานการต่อสู้จะยังดำเนินไป แต่ตัวผมเองทำงานกับเขตที่มีคนกะเหรี่ยงมาโดยตลอด ไม่รู้ถ้าต้องไปนับหนึ่งในเขตงานหรือพื้นที่ที่สภาพแวดล้อมต่างออกไปโดยสิ้นเชิงความสามารถและประสบการณ์ของผมจะเป็นประโยชน์กับตรงนั้นมากน้อยแค่ไหน ส่วนที่อุ้มผางแม้จะยังมีฐานที่มั่นอยู่แต่ถ้าฐานที่มั่นที่แม่สอดยังไปไม่รอด ฐานที่อุ้มผางเองก็คงจะอยู่ได้อีกไม่นาน ท้ายที่สุดผมคิดว่าคงจะไม่มีที่ให้กลับไปแล้ว"
"ผมพอเข้าใจที่ทางพรรคตัดสินใจปิดฐานทัพที่แม่สอดเพราะดูจากสถานการณ์ต่างๆ แล้วก็คงไปไม่รอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์ในระดับสากลมีความขัดแย้งระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคลาวและเวียดนาม ซึ่งเมื่อพรรคไทยเลือกที่จะเดินตามแนวทางของพรรคจีนก็เลยพลอยบาดหมางกับพรรคลาวและเวียดนามไปด้วยขณะที่แม่สอดกำลังสำคัญส่วนหนึ่งก็เป็นคนม้งซึ่งมีความใกล้ชิดกับทางลาว"
มองย้อนหลังเมื่อคืนวันล่วงเลย
"ถ้าถามผมว่าตัดสินใจผิดไหมที่เลือกเข้าป่าไปในตอนนั้น ผมเชื่อว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีแล้วและผมก็ยังเชื่อว่าการต่อสู้ในแนวทางสังคมนิยมคือแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างความเท่าเทียมในสังคม แต่ส่วนหนึ่งที่เราแพ้อาจจะเป็นเพราะความไม่แม่นยำในทฤษฎีและการวิเคราะห์สถานการณ์ของพรรค อย่างในเขตที่ผมอยู่ พรรคยังใช้ทฤษฎีของเหมาในการวิเคราะห์ว่ามีชาวนาร่ำรวย ชาวนาฐานะปานกลางและชาวนายากจน ทั้งๆ ที่ในพื้นที่ของกะเหรี่ยง คนที่นั่นอยู่กันแบบสังคมรวมหมู่ (Commune) ไม่มีเรื่องของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงไม่มีชนชั้นชาวนาจนหรือชาวนารวยแบบที่พรรคใช้วิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่"
"ตัวผมเองหลังออกจากป่าก็ได้กลับเข้าไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ภาคใต้ด้านวิศวกรรม หลังจากนั้นก็ออกมาทำงานเป็นวิศวะ ส่วนการเคลื่อนไหวทางการเมืองผมก็หยุดไปพักใหญ่ๆ เลย เพราะไม่รู้ว่าทิศทางการเปลี่ยนแปลงจะไปทางไหน จนกระทั่งมีการรัฐประหารในปี 2549 ผมถึงได้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้ไปเป็นแกนนำอะไร แค่ช่วยในสิ่งที่ตัวเองพอจะช่วยได้ อย่างช่วงที่ผ่านมาไม่นานงานอาสาสมัครตอนที่มีการรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญ หรือตอนที่มีการชวนคนไปสมัคร สว. ผมก็ไป"
"ส่วนที่อุ้มผางที่ผมเคยไปอยู่ ช่วงหลังป่าแตกก็จำเป็นต้องไปทำการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อขายตามแนวทางทุนนิยมแต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเพราะสินค้าขายได้ราคาไม่ดี ท้ายที่สุดอดีตสหายกะเหรี่ยงก็เลยคุยกันว่าน่าจะลองหวนกลับมาทำการเกษตรตามวิถีดั้งเดิมจนนำไปสู่การก่อตั้งกลุ่มต้นทะเลขึ้นมาเพื่อทำการเกษตรแบบดั้งเดิม และช่วงหลังก็มีการไปดึงทางอภัยภูเบศรเข้ามารับสมุนไพรที่ทางกลุ่มปลูกไปเพื่อทำการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้พอสมควรเลย"
"ที่สำคัญ ทางกลุ่มต้นทะเลยังทำงานอนุรักษ์ป่าในพื้นที่อย่างจริงจังด้วย การก่อกำเนิดและวิธีการทำงานของกลุ่มส่วนหนึ่งอดีตสหายกะเหรี่ยงก็นำประสบการณ์ที่เคยได้รับสมัยที่ร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาปรับใช้กับการทำงานของกลุ่มด้วย"
ฟื้นฝอยหาอดีต ?
"ถ้าถามว่าเรื่องราวการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจบไปนานแล้วและก็เป็นบาดแผลของสังคมไทย จะต้องไปฟื้นฝอยหาตะเข็บมาพูดถึงทำไมอีก ผมคิดว่ามันก็เหมือน 2475 นั่นแหละเพราะเหตุการณ์ทั้งหมดมันส่งผลให้เราเป็นแบบที่เราเป็นในทุกวันนี้ การย้อนกลับไปดูและทำความเข้าใจสิ่งที่เคยเกิดขึ้นสำคัญมากกับการวิเคราะห์ปัจจุบันและหาทางเลือกที่ดีให้อนาคต สำหรับผมการบันทึกเรื่องราวในอดีตมันไม่ได้หยุดแค่ว่าในแต่ละเหตุการณ์ใครทำอะไร แต่มันต้องมองไปถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังและวิเคราะห์ด้วยว่าเพราะอะไรคนเหล่านั้นถึงเลือกทำในสิ่งที่เกิดขึ้น"
"ส่วนที่มีคนวิจารณ์ว่าการจัดงานรำลึกทุกวันนี้เหมือนเป็นงานรวมรุ่นให้คนเก่าๆมารวมตัวกันพูดถึงเรื่องในอดีตแล้วก็จบไป มันก็อาจจะมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยการจัดงานเหล่านั้นก็จะเป็นสิ่งย้ำเตือนไม่ให้เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นลบเลือนไปพร้อมกับลมหายใจของคนที่อยู่ร่วมสมัย ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่ผมติดใจก็คือการเชิญผู้มีอำนาจในฝ่ายรัฐมางานรำลึกของสหายซึ่งถ้าแค่มาร่วมงานในฐานะผู้ร่วมงานคนหนึ่งก็คงไม่เป็นไร แต่ที่รู้สึกติดใจคือบ่อยครั้งคนเหล่านั้นมักถูกให้ความสำคัญเป็นพิเศษหรือเป็นประธานของงาน"
สัมภาษณ์และเรียบเรียง : วริศรา สาอุบล, อานนท์ ชวาลาวัณย์
ภาพ : อานนท์ ชวาลาวัณย์
ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของ พคท. ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่ พคท. ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท. ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน
ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับ พคท. ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆ คนอาจยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆ คนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน "ไดอารีดาวแดง" ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์