• บทความ
  • Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง

หากกล่าวถึงประวัติศาสตร์บาดแผลที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 'เหตุการณ์ 6 ตุลา' จะต้องเป็นเหตุการณ์ต้นๆ ที่ใครหลายคนนึกถึง เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ใช่เพียงการใช้ความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชน แต่ยังพบกระบวนการหลายอย่างที่ทับซ้อนกันอยู่ในเหตุการณ์นั้น เช่น การทำร้ายศพ การโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายรัฐอย่างหนักหน่วง การปลุกปั่นกระแสชาตินิยมอย่างเข้มข้น จนประชาชนสามารถลุกขึ้นมาใช้กำลังห้ำหั่นกันเองได้

สุเทพ สุริยะมงคล คือนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ร่วมเคลื่อนไหวในช่วงนั้น แม้เขาจะรอดพ้นจากการล้อมสังหารในย่ำรุ่งวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์มาได้ แต่เขากลับต้องสูญเสียเพื่อนหลายคนไปในเหตุการณ์นั้น และเมื่อการรัฐประหารเกิดขึ้นในเย็นวันเดียวกัน การเมืองที่นำโดยนายกรัฐมนตรีที่ขึ้นชื่อว่า 'ขวาตกขอบ' อย่าง 'ธานินทร์ กรัยวิเชียร' ประกอบกับการตามล่าฝ่ายซ้ายอย่างเข้มข้นทำให้สุเทพตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ โดยในเวลานั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปยังพื้นที่ใด อย่างไรก็ตามเมื่อตัดสินใจเข้าป่าแล้ว ชีวิตของสุเทพก็ต้องเผชิญกับความทายท้าหลายอย่างที่เข้ามาทดสอบกำลังใจของเขา และกลายมาเป็นบทเรียนของชีวิตที่หล่อหลอมให้เขายังคงยืนเด่นโดยท้าทายแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี
 

การเมืองเมื่อยังเยาว์วัย

"เดิมทีผมเป็นคนบางน้ำเปรี้ยว เกิดปี 2497 แต่ที่บ้านเขามาแจ้งเกิดช้าล่วงเข้ามาปี 2499 แล้ว ตอนเด็กๆ ผมเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนสุธรรมวงศ์วิทยา ตลาดคลอง 16 ดอนฉิมพลี ที่บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา แล้วต่อมาเข้ามาอยู่กรุงเทพฯเพราะจะไปสอบเข้าเรียนที่สวนกุหลาบ แต่สอบไม่ติดเลยไปเรียนที่ราชโอรส ทีนี้พอเรียนไปได้ราวหนึ่งสัปดาห์ พี่ชายเขาสงสารว่าเป็นคนต่างจังหวัดเลยหาทางวิ่งเต้นให้จนได้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนปทุมคงคาแถวเอกมัย ในช่วงที่เรียน ม.ต้นนี้เองก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งคือปี 2514 จอมพลถนอม กิตติขจรปฏิวัติยึดอำนาจตัวเอง ตอนนั้นเราก็งงว่ามันยังไงนะ ไอ้การปฏิวัติตัวเอง ในเมื่อมีอำนาจอยู่แล้ว แล้วจะยึดอำนาจตัวเองทำไม ?"

"จนปี 2516 ผมได้เข้าเรียน ม.ปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก็ไปตรงกับช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ตอนนั้นผมยังไปร่วมเดินขบวนกับเขา แต่ไม่ได้มีบทบาทอะไรนะแค่ไปสังเกตการณ์ แต่ตอนนั้นผมจำได้ว่าผู้อำนวยการโรงเรียนผมเขาออกมาเรี่ยไรเงิน โดยเขาชี้แจงว่าจะเอาไปช่วยเหลือ 14 ตุลา แต่ปรากฏว่าเอาเงินไปเข้ามูลนิธิอะไรสักอย่างของพวกกันเอง พวกนักเรียนก็ไม่พอใจเพราะเขาฉวยโอกาสหาประโยชน์จากเหตุการณ์ 14 ตุลาที่เกิดขึ้น"

"แล้วช่วงนั้นมีข่าวเรื่องเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันแพง ข้าวของก็แพง ผมเห็นคนต้องเข้าแถวรับข้าวสารที่สวนลุมซึ่งผมไปอ่านหนังสือที่นั่น พอได้เห็นก็คิดในใจว่ามันถึงขนาดนั้นเลยหรอ แล้วต่อมาถ้าจำไม่ผิด มีการออกมาเผยแพร่ความคิดว่าสามารถเอาน้ำเปล่ามาแปลงเป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันได้ พอบอกกันอย่างนี้ก็เกิดการเรี่ยไรบริจาค ผมยังเสียไปเลยบาทนึง แต่หลังจากนั้นไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้เลยนะ"

 

สุเทพ สมัยเรียนที่โรงเรียนสุธรรมวงศ์วิทยา ตลาดคลอง 16 ดอนฉิมพลี ที่บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา

 

'เขาชื่อกานต์'

"ผมมีความสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เพราะตอนเด็กผมได้ดูหนังเรื่อง 'เขาชื่อกานต์' แล้วซาบซึ้งกับบทบาทของหมอกานต์มากเลยนะ ทำให้ในตอนที่ผมต้องวางแผนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็คิดอยู่ว่าอยากเรียนหมอเหมือนกัน ที่คิดไว้คืออยากเป็นหมอหรือไม่ก็นักปกครอง เป็นนายอำเภออะไรอย่างนี้ ตอนผมเอนทรานซ์ปรากฏว่าสอบติดรัฐศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ สมัยนั้นคนที่เรียนสายวิทย์มาเขาจะให้เข้า มธ. 2 แล้วค่อยแยกไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ตอนปีสอง"

"ตอนนั้นเขาบอกกันว่าที่ธรรมศาสตร์ ทุกพื้นที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คำนี้ฝังในหัวผมทันที ทำให้พอเข้ามาเรียนก็ทำกิจกรรมเลย โดยไปเข้ากับพรรคการเมืองในมหาวิทยาลัย สมัยก่อนจะมีการเลือกตั้งของพรรคนักศึกษา ผมก็เข้าร่วมกับพรรคพลังธรรม ซึ่งเป็นพรรคที่เกิดมาจากกลุ่มกิจกรรมรวมตัวกัน มีกลุ่มเศรษฐธรรม, กลุ่มรัฐศึกษา, กลุ่มผู้หญิง รวมตัวกันก่อตั้งพรรคการเมืองนักศึกษา ตอนนั้นก็ลงชิงตำแหน่ง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) โดยผมก็ไปสมัครตั้งแต่ปี 1 เลย แล้วพอปี 2 ก็ได้เป็นเลขาธิการพรรค"

"แล้วช่วงนั้นก็ประกอบกับหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็เป็นช่วงที่สังคมตื่นตัวกันมาก กรรมกร ชาวนาก็จัดกิจกรรมชุมนุมกันอยู่เรื่อย โดยสถานที่ประจำที่มาชุมนุมกันก็คือสนามหลวง ซึ่งอยู่ใกล้กับธรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ก็เลยถูกใช้เป็นสถานที่พักผ่อนบ้าง เข้าห้องน้ำบ้าง นักศึกษาซึ่งรวมถึงผมก็ต้องมีความใกล้ชิดและได้เรียนรู้จากกรรมกร ชาวนา ประชาชนที่มาเคลื่อนไหวจากความทุกข์ร้อนไปโดยปริยาย"

 

 

สังคมตื่นตัวหลัง 14 ตุลา

"ปัญหาหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือ สมัยก่อนนี้เวลาชาวนาทำนาได้เขาต้องแบ่งครึ่ง ชาวนาแบ่งไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งต้องให้เจ้าที่ดินแบ่งไป แล้วบางทีนายทุนเขาก็ยังมา 'ตกเขียว' อีก การตกเขียวก็คือชาวนาเขาทำนาต้องใส่ปุ๋ย ใส่ยาปราบศัตรูพืช หรือใช้แรงงานเกี่ยวข้าว ซึ่งในระหว่างนี้เขาไม่มีรายได้แต่ก็ยังต้องใช้เงิน ทำให้ชาวนาต้องไปกู้ยืมเงินจากนายทุน พอนายทุนให้เงินมาแล้ว เวลาชาวนาเขาเกี่ยวข้าวมาได้ก็ต้องเอาไปใช้คืนนายทุน ซึ่งดอกเบี้ยมันโหดมากร้อยละสองบาทสามบาทบ้าง แล้วเก็บต่อเดือนนะ ฉะนั้นสภาพของชาวบ้านเนี่ยลำบาก"

"ผมเคยไปออกค่ายกับชาวบ้านครั้งหนึ่งแถวสามชุกจำได้ว่าไปถึงบ้านเขานะ มีปลาทูเค็มอยู่ชิ้นหนึ่งกินกันทั้งบ้าน เขาอยู่กันแบบนี้ ไม่ได้มีอะไรกินมากมาย ไปออกค่ายที่อำเภอคีรีมาศ สุโขทัยอีกครั้ง อาหารหลักคือน้ำพริกกับพืชผัก ไม่ค่อยมีเนื้อสัตว์ ตอนตามชาวบ้านไปทำไร่ที่ก็ได้รู้ว่าเขาลำบาก แค่ชีวิตความเป็นอยู่ก็ลำบากอยู่แล้ว ฉะนั้นการที่จะมาสนใจเรื่องข้างนอกมันไม่มีโอกาสเลย เพราะหาอยู่หากินก็ลำบากมากแล้ว"

"จนหลัง 14 ตุลาที่เกิดการตื่นตัวเนี่ยมันก็เป็นพลังนะ ทำให้ชาวนา ชาวไร่ กรรมกรเขาก็ตื่นตัวตาม สมัยก่อนค่าแรงวันละสิบกว่าบาท พอหลัง 14 ตุลาผู้นำกรรมกรที่ขายแรงงานตามโรงงาน เขาเลยตื่นตัว และออกมาเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง"

 

การกลับมาของ 'ถนอม - ประภาส'

"หลัง 14 ตุลาเป็นช่วงที่สังคมตื่นตัว แต่พลังฝ่ายขวาเขาก็พยายามบ่อนทำลายอยู่เรื่อยๆ จนมาถึงปี 2519 มีความพยายามของเผด็จการที่จะเดินทางกลับเข้ามาในประเทศเริ่มจาก 'จอมพลประภาส' เดินทางเข้ามาก่อนแต่โดนต่อต้านจากนักศึกษาประชาชนเลยต้องเดินทางออกนอกประเทศไป แล้วต่อมา 'จอมพลถนอม' ก็เข้ามาอีก แต่มาในรูปของสามเณร คือบวชเข้ามา แล้วมาอยู่ที่วัดบวรฯ ซึ่งขอถามว่าตามปกติแล้วเนี่ย การที่ตาสีตาสาจะเดินดุ่มๆ ไปอยู่ที่วัดบวรฯเลยได้ไหม ก็ไม่ได้ แสดงว่าการที่ถนอมกลับมาแล้วไปอยู่วัดมันต้องมีคนจัดการ แล้วตอนนั้นก็มีการปล่อยข่าวว่าให้มีการระวังคนใจร้ายจะมาเผาวัดด้วย"

"การต่อต้านถนอมในตอนนั้นพวกเรามันต้องต่อต้านอยู่แล้ว เพราะถนอมเป็นคนก่ออาชญากรรมกับประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลา มีการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมากแล้วก็หนีไป การหนีไปนี่มารู้กันทีหลังว่าให้ออกไปก่อน แต่ก็ยังมีคนมีอำนาจคอยค้ำจุนอยู่นะ ตรงนี้อยากให้ไปเปิดดูวีดีทัศน์ที่พวกผมทำ ว่าใครที่ดูแลเขาอยู่"

 

ปฐมเหตุนองเลือด

"การกลับมาของถนอมนี่เกิดการต่อต้านอย่างหนัก แล้วมีเหตุการณ์หนึ่งคือพนักงานไฟฟ้าที่นครปฐมเขาออกติดประกาศต่อต้านถนอม ปรากฏว่าเช้ามามีคนพบว่ากลายเป็นศพถูกแขวนคอไว้ที่ประตู เรื่องนี้ทำให้ชมรมนาฏศิลป์และการละครซึ่งเป็นฝ่ายก้าวหน้าที่มีประธานชมรมคือ 'อนุพงษ์ พงษ์สุวรรณ' ก็เอาเรื่องนี้มาจัดการแสดงที่ลานโพธิ์ คนที่เขียนบทหรือมีบทบาทในการเขียนบทการแสดงก็น่าจะมี 'สุขุม เลาหพูนรังษี' "

"เหตุการณ์ละครนี้ต่อมาฝ่ายขวาไปปลุกปั่นว่าเป็นการหมิ่นพระบรมโอรสาธิราช โดยที่เราก็ไม่นึกว่าจะมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงแล้วนำมาสู่การสังหารโหดได้ ไอ้การที่สร้างข่าวมาบิดเบือนว่าจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งจุดตั้งต้นการทำละครมันไม่เกี่ยวเลย เพราะเราอยู่ในเหตุการณ์ เราตั้งใจทำเรื่องกรรมกรไฟฟ้าที่ถูกแขวนคอ แต่ว่าทางรัฐบิดเบือนข้อเท็จจริงแล้วปลุกกระแสให้คนมาฆ่ากัน คนที่อยู่ในเหตุการณ์รับไม่ได้หรอก จะยี่สิบปี สามสิบปี สี่สิบปีเขาก็ยังจำได้ เพราะมันยังไม่มีการทำความให้กระจ่างต่อสังคม"

 

 

6 ตุลา

"ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมอยู่ปี 3 แล้ว และเนื่องจากว่าพรรคพลังธรรมที่ผมอยู่ได้เป็นนายก อมธ. ก็เลยทำให้มีส่วนในการนำร่วมเคลื่อนไหวกับมหาวิทยาลัยอื่น อย่างในกรุงเทพฯก็มีทั้งเกษตรศาสตร์ มหิดล จุฬา ธรรมศาสตร์ ฯลฯ ที่ต่างจังหวัดก็มีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตอนนั้นยังเห็นคุณ 'สิตา การย์เกรียงไกร' และ 'ธีระชัย มฤคพิทักษ์' จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาร่วมประชุมด้วย"

"ช่วงนั้นผมได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยประชาสัมพันธ์ ถ้ามีเหตุเกิดอะไร เช่น เกิดการขว้างระเบิดเข้ามหาวิทยาลัย ผมต้องพาหน่วยประชาสัมพันธ์ไปแจกใบปลิวโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพราะยุคนั้นไม่มีเครื่องมือสื่อสาร เราจึงได้รับมอบหมายให้อยู่ข้างนอกถ้ามีเรื่องอะไรจะได้เผยแพร่ข้อเท็จจริงได้ แต่ใครจะไปคิดว่าวันที่ 6 ตุลา เช้าวันนั้นจะมีการฆ่าคน"

"แต่ในช่วงเกิดเหตุวันที่ 6 ตุลาผมไม่ได้อยู่ในธรรมศาสตร์นะ เพราะคืนวันที่ 5 ตุลาผมเกิดท้องเสียเรียกว่าท้องร่วงเลย ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยจนอยู่ไม่ได้ ต้องกลับมาบ้านแถวรองเมืองก่อน แต่ตอนนั้นก็มีการนัดหมายกันว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรให้ไปเจอกันที่ตึกสันทนาการของมหาวิทยาลัยมหิดล พอเกิดเรื่องปราบปรามเราก็ไปพบกันที่นั่นแล้วคุยกันว่าต้องแยกย้าย ถ้าอยู่ไม่ปลอดภัยแล้ว สันติบาลคงตามมาไล่ล่าได้ก็แยกย้ายกันไป"

"ตอนจะแยกย้ายกัน ผมก็ไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวกับเพื่อนคนหนึ่ง ขณะที่ผมนั่งกินก๋วยเตี๋ยว ปรากฏว่าทีวีถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ ผมเห็นภาพคนถูกฆ่ารัดคอ เผายาง ผมกินไม่ลงจริงๆ ผมรู้มาก่อนแล้วว่ามันมีเหตุการณ์ปราบปรามแต่ไม่คิดว่ามันจะรุนแรงขนาดนี้"

"หลังจากเหตุการณ์นั้นที่มหาวิทยาลัยก็มีการประกาศปิดเรียน ต่อมาก็มีการทำความสะอาดปรับปรุงพื้นที่ เพื่อนผมบางคนยังเก็บลูกปืนได้เลยที่กลางสนาม เขาเก็บไว้เพราะมันเป็นกระสุนที่เจอในสนามฟุตบอลหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา"

 

สุเทพ ถ่ายภาพร่วมกับ Neal Ulevich ช่างภาพเจ้าของภาพการทำร้ายศพด้วยเก้าอี้ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งได้รับรางวัล Pulitzer ปี 1977

 

จดหมายลา

"หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็มีการพยายามกวาดจับกลุ่มนักศึกษาประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว เพราะเย็นนั้นมีการรัฐประหาร แล้วต่อมาก็ได้ 'ธานินทร์ กรัยวิเชียร' มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งธานินทร์เขาขวาตกขอบเลย แนวนโยบายกวาดล้างฝ่ายซ้ายอย่างหนัก แกนนำหลายๆ คนที่โดดเด่นฝั่งเราเลยต้องหนีเข้าป่า ส่วนผมนี่ยังไม่ได้หนีไปไหนเพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้โดดเด่นอะไร จนช่วงปลายปีนั่นแหละเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์มันไม่สู้ดีนัก เพื่อความปลอดภัยผมกับเพื่อนก็เลยคิดว่าต้องเข้าป่า"

"ตอนออกจากบ้าน ผมเขียนจดหมายบอกทางบ้าน แม่ผมอ่านภาษาไทยไม่ได้เพราะเป็นคนจีน พี่เขาก็อ่านให้ฟัง ในจดหมายผมบอกว่า ผมเนี่ยยังอยู่ ในขณะที่เพื่อนของผมตาย ผมอยากให้แม่สบายใจ ผมกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง"

 

จดหมายของสุเทพที่เขียนถึงแม่ก่อนตัดสินใจเข้าป่า

 

เริ่มต้นชีวิตใหม่

"ผมไปเริ่มต้นชีวิตใหม่วันที่ 1 มกราคม 2520"

"ผมเดินทางจากกรุงเทพฯคืนวันที่ 29 ธันวาคม นั่งรถทัวร์ไปลงที่ลำปางตอนเช้าวันที่ 30 แล้วมีคนที่ทำหน้าที่หน่วยเมล์มารับไปอยู่ที่เชียงรายในวันที่ 31 และในคืนวันที่ 31 ก็เดินทางไปที่ อำเภอพาน และขึ้นภูที่นั่น คืนนั้นต้องนอนชายป่า จำได้ว่าฝนตก และเราไม่รู้ว่าเข้าป่าต้องทำยังไง วันที่เดินทางก็ใส่รองเท้าคัทชูส์ไป เรียกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย พอวันที่ 1 มกราคมเราก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ฐานที่มั่นเลย พอไปถึงที่นั่น ทหารที่มารับคนหนึ่งเป็นคนที่เรารู้จักสมัยอยู่เมือง ชื่อ 'เจี๊ยบ ธรรมวิทย์' เป็นคนรุ่นเดียวกับผม แต่เขาเข้าป่าไปก่อน"

 

กูบอกแล้วข้างบนของกินเยอะ

"ความเป็นอยู่ตอนอยู่ที่ในป่า จำได้ว่าอาหารมื้อแรกที่ได้กินเป็นขนมปังจากแนวหลังจากประเทศจีน อร่อยมาก หอมกลิ่นนมเยอะมาก ตอนนั้นยังพูดเล่นกับเพื่อนว่า 'เห็นไหม กูบอกแล้วข้างบนของกินเยอะ' "

"จากนั้นพอต้องเริ่มทำงานผมต้องไปพักที่หัวไร่ของชาวบ้าน เขาทำไก่ต้มฟักให้เรากินเป็นมื้อที่ดีเชียวล่ะ แต่หลังจากมื้อนั้นไป เรื่องอาหารการกินที่ใช้ได้ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว เราต้องใช้ชีวิตเหมือนชาวบ้านทั่วไป การกินการอยู่เรียกได้ว่าอัตคัด เหตุเพราะว่าการทำการผลิตของชาวไร่ชาวม้งมันคือการผลิตแบบหนึ่งคนทำเพื่อให้สองคนกิน วันดีคืนดีนักศึกษาเข้ามากันหลายร้อยคน การผลิตมันก็ไม่สามารถรองรับได้ เมื่อรองรับไม่ได้เขาก็แก้ปัญหาโดยการเอาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาผสม ซึ่งมันแข็งมาก เวลาเอามาทำให้คนกินได้ก็ต้องเอาไปโม่ก่อน แล้วก็ต้มนานๆ มันถึงจะกินได้"

"อีกมื้อที่จำได้คือเขามอบหมายให้เราไปฟันป่ากล้วยเพื่อทำไร่ มื้อแรกที่ได้กินคืออะไรคุณรู้ไหม ? สหายเขาให้ข้าวเหนียวนึ่งมาคนละก้อน แล้วก็เนื้อหมา โดยหมานี่เขาฆ่าแล้วกำลังปิ้งอยู่แถวสนามบาสเกตบอลในค่าย เราก็รู้นะว่าเนื้อหมาแต่ต้องกิน คำแรกที่กินเข้าไปก็รู้สึกสาบกลิ่นหมามากจนใคร่อ้วก แต่ก็ต้องกิน เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่มีแรงทำงาน"

"อีกเหตุการณ์ที่ทำให้รู้ถึงความยากลำบากในการอยู่ป่านะ มีวันหนึ่งผมลงมาจากป่าวันแรก หน่วยเมล์เขาเอาเป๊ปซี่ใส่น้ำแข็งให้กิน พอกินไปคำแรกเราก็รู้สึก 'เห้ย ! น้ำแข็งมันใส่น้ำตาลหรือเปล่าวะ โอ้โหทำไมมันหวานขนาดนี้วะ' เพราะอยู่ในนั้นเราไม่เคยกินของหวาน อาหารการกินในป่ามันไม่ได้ดีมากนัก เครื่องปรุงก็มีจำกัด เราจะเรียกกันว่ามีแก้ววิเศษสามประการ คือ เกลือ ชูรส แล้วก็พริก อาหารดีนานๆ ทีจะมี ต้องไปลุ้นเอาช่วงวันปีใหม่ วันก่อตั้งพรรคอาจจะได้กินสักทีหนึ่ง ตอนนั้นถึงจะได้กินของหวาน กินนม นมข้นหวาน อย่างนมข้นหวานนี่นะ คนไม่สบายถึงจะได้กิน คนปกติไม่ค่อยได้กิน"
 

 

อย่างคุณเนี่ยหรอมาหางานทำ

"อยู่ที่นั่นช่วงแรกเขาจะส่งเราไปเรียนโรงเรียนการเมืองการทหารก่อน สถานที่เรียนมันอยู่ทางเทือกเขาฝั่งลาวก็ต้องข้ามไป แต่มันอยู่ใกล้ชายแดนไทย เขาให้เรียนวิชาการทหารเป็นหลัก วิชาการเมืองมีนิดหน่อยเพราะเราเป็นนักศึกษา ตอนเข้าไปก็ตื่นตัวมากอยู่แล้ว ความเข้าใจด้านการเมืองเรามีมากกว่าชาวนาเพราะอย่างเราไม่ใช่คนเดือดร้อนแต่ยังทิ้งฐานะทางสังคมทุกอย่างที่มีอยู่ไปคลุกคลีกับเขา"

"หลังจากนั้นเขาก็ให้ลงมาทำงานขยายฐานมวลชนข้างล่างที่พื้นราบแต่ทำอะไรไม่ได้มาก เคยคุยกับหน่วยที่รับผิดชอบว่าบ้านที่เราพักเนี่ยนะ กลางคืนมันมีคนเข้าออก แต่กลางวันปิดประตู ถ้าคนที่เขาสังเกตหน่อยก็จะสงสัยว่าบ้านนี้ทำอะไร เพราะเข้าออกกลางคืน แต่กลางวันปิดเงียบ เป็นเรื่องผิดปกติ ผมเลยบอกหน่วยว่าทำแบบนี้ไม่ได้ เขาจะมองเราไม่ดี เราต้องทำอะไรสักอย่างแต่ตอนนั้นก็ไม่รู้จะทำอะไร ผมเลยลองไปคุยกับคนข้างบ้าน พยายามตีซี้กับเขา ผมบอกเขาไปว่าผมมาจากกรุงเทพฯนะ มาหางานทำ เขาก็มองหน้าแล้วหัวเราะ บอกว่า 'อย่างคุณเนี่ยหรอมาหางานทำ' คือเขาก็ดูเราออก"
 

มองปัญหาจากสายตาชาวบ้าน

"หลังจากที่ถูกส่งไปอยู่ในเมือง ผมก็รู้สึกว่าแบบนี้ไม่ได้เรื่องแน่ เลยขอเขากลับไปทำงานในป่าดีกว่า ทางพรรคเขาเลยส่งผมไปอยู่ที่เขตงานแถวอำเภอห้างฉัตร อำเภอเสริมงาม ที่จังหวัดลำปาง และอำเภอลี้  จังหวัดลำพูน มันจะอยู่แถวๆ เหมืองแร่แม่เรียง ซึ่งตรงนั้นเป็นเขตงานใหญ่และชาวบ้านก็ตื่นตัวมาก คราวนี้ผมได้อยู่หน่วยเคลื่อนไหวข้างนอก ทำงานมวลชน ขยายแนวร่วมตีนภู ตีนดอย เพื่อจะได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ว่ามันก็เป็นข้อจำกัดนิดหนึ่ง เพราะว่าลักษณะชนชาติม้งกับคนเมืองเนี่ยเข้ากันไม่ค่อยได้ คนเมืองเขาจะมีความรู้สึกดูถูกคนชาติพันธุ์ แล้วเรานี่คนกรุงพูดภาษาม้งก็ไม่ได้ ภาษาเมืองก็ไม่ดี ฉะนั้นโอกาสที่จะทำงานได้อย่างที่หวังจึงลำบาก"

"สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคในการสร้างมวลชนคือชาวบ้านเขาก็ยังมีบ้างที่หวาดกลัวเราอยู่ ครั้งหนึ่งก่อนมาทำงานมวลชนตรงนี้ ผมได้ทำงานอยู่หน่วยเดียวกับไอ้รื่น (สหายรื่น - อธึกกิต แสวงสุข) จำได้ว่าลงมาตีนดอยด้วยกัน 2 คน เจอชาวบ้านกำลังขุดตุ่น ชาวบ้านแก่แล้วนะอายุมากน่าจะมี 50 กว่า พอเขาเห็นเรา เขาตัวสั่นเลย เพราะเราแต่งเครื่องแบบคอมมิวนิสต์ซึ่งคล้ายพวกทหาร ซึ่งชาวบ้านเขาไม่ค่อยถูกกับพวกเจ้าหน้าที่รัฐ"

"หากถามว่าระหว่างคอมมิวนิสต์กับคนจากรัฐ ชาวบ้านเข้าได้กับพวกไหนมากกว่ากัน ผมว่าเขาเป็นมิตรกับพรรคคอมมิวนิสต์มากกว่าทางรัฐนะ เพราะชาวบ้านพวกนี้เขาโดนกดขี่ข่มเหงจากรัฐ ทั้งภาษี ทั้งขูดรีดอะไร ยิ่งเป็นคนม้ง คนชาติพันธุ์ก็ยิ่งโดน เป็นคนที่เดือดร้อนมาก ทำให้เรามักเห็นพวกนักเคลื่อนไหวในยุคก่อนหน้านั้นเขาถึงเข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้านเหล่านี้ เพื่อให้เข้าใจความเดือดร้อนความยากลำบาก และการโดนกดขี่ที่อำนาจรัฐได้กระทำ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมี คุณเคยเห็นข่าวไหม เวลาทหารหรือตำรวจไม่ดี เขาจับส่งไปอยู่ชายแดนหมด แล้วพวกนี้ก็ไปทำระยำตำบอนให้ชาวบ้านอีก คือเดิมมันแย่อยู่แล้วแทนที่จะส่งคนเก่งๆ มีความสามารถไปแก้ปัญหา ดันส่งแต่เจ้าหน้าที่แย่ๆ มา มันยิ่งซ้ำเติมชาวบ้าน"

 

สหายชัด - ชูชัย

"การอยู่ในป่ากับพรรคนั้นมันจะมีกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกัน สิ่งหนึ่งที่พรรคเขาห้ามอย่างเคร่งครัดคือการห้าม 'สัมพันธ์ขวาง' หมายความว่า ในกลุ่มพวกเรากันเองเนี่ย เขาจะพยายามให้หลีกเลี่ยงการรู้จักกันส่วนตัว อย่างเพื่อนบางคนจากธรรมศาสตร์ที่ไปเข้าป่าเขตงานเดียวกันกับที่ผมอยู่ ผมยังไม่รู้เลยว่าเขามา ที่มารู้นี่ก็รู้เอาทีหลัง เพราะเราไปถึงปั๊บเขาก็ให้เปลี่ยนชื่อทันที ตอนผมไปอยู่เชียงรายกับเพื่อนสามคนที่เข้ามาพร้อมกัน ปรากฏว่าคนหนึ่งเขาจะใช้ชื่อว่า 'นำชัย' ผมก็เลยบอกว่างั้นกูชื่อ 'ชูชัย' ก็แล้วกัน แล้วพอย้ายมาเขตงานทางลำปาง ผมก็ต้องเปลี่ยนชื่ออีก โดยที่ลำปางผมใช้ชื่อว่า 'สหายชัด' มาจากชัดเจน"

"สาเหตุที่เขาจะให้เปลี่ยนชื่อจัดตั้งทุกครั้งที่ย้ายสถานที่ก็เพื่อไม่ให้คนรู้ตัวตนว่าเราเป็นใคร แต่ก็ยกเว้นว่าเราไปเจอคนที่เคยเจอเราที่เขตงานอื่นมาก่อนเขาก็อาจจะรู้ อย่างผมไปเจอคนจากเขตงานเชียงรายแล้วมาพบกันอีกทีที่ลำปางเขาก็จะรู้ว่าสหายชัด กับสหายชูชัยนี่คนเดียวกัน ซึ่งทางพรรคเขาไม่อยากให้รู้จักกันแนวขวางเพราะถ้ามีใครพลาดพลั้งถูกรัฐจับได้ เจ้าหน้าที่เขาก็ไม่สามารถขยายผลอะไรได้เพราะถ้าเราย้ายที่ คนรู้จักเรามันก็ขาดช่วงไป เพราะชื่อเราแต่ละที่ไม่เหมือนกัน"

 

 

แตกเสียงปืน

"พอมาอยู่ที่ลำปางผมก็ยังทำงานมวลชน เพราะผมเป็นคนไม่แข็งแรง เลยไม่ค่อยได้ออกรบเท่าไร มีแค่ครั้งเดียว จริงๆ ไม่ใช่ออกรบด้วย เป็นการซุ่มโจมตี ตอนนั้นยังอยู่เชียงราย แล้วเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์มาตรวจทางภาคเหนือ เขามาที่ค่ายปางค่า ก็มีสหายจำนวนหนึ่งเอาทุ่นระเบิดไปวางไว้ แล้วค่ายมันอยู่บนเนิน ทหารก็จะลงมาลาดตระเวน แล้วช่วงนั้นมันหน้าฝน พอทหารเดินมาตรวจตราลาดตระเวนก็เห็นรอยตีนคอมมิวนิสต์ เราก็ต้องหลบลงข้างทาง ความลับก็แตก ตอนนั้นมีแตกเสียงปืน เราก็วิ่งหนีกระเซอะกระเซิงลงคูลงห้วย"

"แล้วมีอีกครั้งหนึ่ง มีการตั้งปืน ค. เตรียมยิงเข้าค่ายทหาร แต่ยังไม่ทันได้ยิง เพราะพอตั้งปืนเสร็จ พวกเราเงยหน้ามองดูปรากฏว่าเห็นกิ่งไม้ขวางเต็มเลย ระยะการยิงมันหลบกิ่งไม้ไม่พ้น ถ้ายิงไปกระสุนมันก็แตกอยู่ข้างหน้าเราแน่ๆ เลยไม่ได้ยิง"

 

บาดแผลจากป่า

"ถึงแม้ประสบการณ์เผชิญหน้าของผมช่วงเข้าป่าจะมีไม่มากนัก แต่ผมก็ยังได้รับบาดแผลมาจากในป่านะ เรื่องของเรื่องคือผมเนี่ยเป็นคนเหงื่อออกง่าย เวลาเดินทางก็จะมีกลิ่นขี้เต่า แล้ววันหนึ่งเป็นวันหยุด จำได้ว่าทางกองทัพที่ผมสังกัดเขาก็มีหนังจากแนวหลังจากประเทศจีนมาฉาย ผมก็สบโอกาสไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อะไร ตัดสินใจไปหาหมอในกองทัพ หมอพวกนี้ก็เป็นชาวบ้านธรรมดานี่แหละ แต่เขาถูกส่งไปฝึกการแพทย์ที่จีน ผมไปเจอหมอแล้วก็ขอให้เขาช่วยผ่ารักแร้ทั้งสองข้างเอาต่อมเหงื่อออกให้หน่อย เขาก็ทำให้ พอผ่าเสร็จก็เอาชิ้นเนื้อสองชิ้นไปโยนให้ไก่กิน พอหลังจากผ่ามาแล้ว เวลาไปไหนมาไหนผมต้องเดินกางแขนสองข้าง เพื่อไม่ให้แผลมันอับ แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อสหายวินัยเขาเดินตามหลังผมอยู่ เขาก็บอกกับผมว่า 'ดีแล้วสหาย ก่อนนี้ผมเดินตามหลังคุณมันเหม็นจริงๆ' "

"มาได้แผลอีกครั้งหนึ่งตอนไปฟันไร่ แล้วพร้าแฉลบเข้าหัวเข่า ตอนนั้นผมนึกถึงชาวบ้านกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่ผมรู้จักชื่อ 'พ่อแปลง' ขาเขาเสียเพราะเคยบาดเจ็บแล้วติดเชื้อมาจากการรักษา ผมก็คิดว่ากูจะเป็นเหมือนเขาไหมวะ"

"ประสบการณ์ทางการแพทย์ที่เราเจอตอนนั้นเตี้ยต่ำติดดินคนละเรื่องกับในเมืองเลย เพราะในป่าเนี่ย จริงๆ มันไม่ได้วิลิศมาหราอะไร เรือนพยาบาลมันเป็นหลังคามุงจาก แต่พวกยาอุปกรณ์อะไรก็พอมีเพราะทางจีนเขาสนับสนุนมาให้ เพื่อนบางคนยังผ่าไส้ติ่งได้เลยนะ แต่มันก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าสะอาดปลอดเชื้ออะไร เวลาจะผ่าตัดเขาก็จะรดน้ำรอบพื้นที่เพื่อกันฝุ่น แต่พอตอนนี้มองย้อนกลับไปก็คิดเหมือนกันนะว่า ‘ชีวิตกูผ่านมาได้ยังไงวะเนี่ย’ แต่ก็ผ่านมาได้"

 

ความขัดแย้งในแนวทาง

"ตอนเข้าป่า มันก็มีความขัดแย้งอยู่ภายในเหมือนกัน พรรคพวกบางคนเขาตอบสนองไวก็กลับออกมาก่อน สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่เชื่อมั่นว่าการนำมันถูกต้อง คือพรรคคอมมิวนิสต์เนี่ย จริงๆ แล้วมันพังเพราะนักศึกษาเข้าไป และนักศึกษาเนี่ยไม่ได้ว่านอนสอนง่าย เขามีความคิดความอ่านของตัวเอง มันพังเพราะอย่างนี้จริงๆ นะ ไม่ได้พังเพราะนโยบาย 66/2523 นโยบายนี้มันแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดผลในช่วงท้ายๆ แล้ว แต่ภาวะล้มเหลวจริงๆ มันมาจากการที่ภายในมันมีความขัดแย้งจากการที่นักศึกษาเข้าไป เลยทำให้บางคนขอถอยออกไป"

"มีเพื่อนผมคนหนึ่งเขาก็จะออกจากป่าเพื่อกลับมาเรียนหนังสือ แล้วเขาก็ฝากเพื่อนอีกคนที่อยู่หน่วยเมล์มาชวนผมออกจากป่าไปด้วย ตอนนั้นผมอยู่ในเขตลำปางแล้ว พวกเขาคุยกันว่าเดี๋ยวจะไปเจอไอ้เทพแล้วจะบอกมันให้กลับ ส่วนจะกลับไม่กลับก็เรื่องของมัน"

 

 

กลับบ้าน

"ผมมาออกจากป่าก็ช่วงปี 2523 - 2524 น่าจะช่วงที่มีการประกาศใช้นโยบาย 66/2523 ช่วงนั้นทางพรรคเขามีความพยายามที่จะ recruit ผมไปเป็นสมาชิกพรรคเพราะเขาต้องการหาคนมาช่วยงาน เนื่องว่าตอนนั้นคนมันกระจัดกระจายกันแล้ว แต่ผมไม่เอา เพราะเป็นช่วงที่พรรคเขาเริ่มแตกกันกับนักศึกษาแล้ว มีแนวโน้มแยกทางเดินกัน ผมเลยไม่ขอรับตำแหน่งเป็นสมาชิกพรรคอะไร"

"จริงๆ ปัญหามันก็มีหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการปิดสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) เพราะตอนนั้นรัฐบาลไทยและจีนเขาเจรจากัน จีนเขาต้องการเดินทางผ่านลาวผ่านไทยไปกัมพูชาเพื่อจัดการเวียดนามแลกกับการตัดหางเราทิ้ง จีนเนี่ยเหนืออื่นใดเขาเอาผลประโยชน์ของประเทศมาก่อน พอขาด สปท. ก็ขาดตัวกลางประชาสัมพันธ์แจ้งข่าว"

"พอผมออกจากป่าก็กลับมาเรียนที่เดิมสองปีกับอีกสองซัมเมอร์ ตอนกลับเข้าไปเรียนใหม่ก็ขำตัวเอง เพราะสี่ปีที่หายไปเราไปเป็นชาวบ้านแล้ว ไม่เคยจับปากกา มีแต่จับจอบจับเสียมทำงาน พอมาจับปากกามือมันแข็งหมดเขียนไม่ออกลายมือไม่ไป"

"ตอนนั้นมีรุ่นน้องสมัยก่อนที่พวกผมจะเข้าป่า เขาเรียนจบไปก่อนแล้วกลับมาเป็นอาจารย์ ครั้งหนึ่งเขาเจอเพื่อนผมคือคุณสุขุม เลาหพูนรังษีเขาก็ยกมือไหว้ นักศึกษาใหม่ๆ เห็นเข้าก็งงว่าเห้ย คนนี้มาใหม่อาจารย์ยังยกมือไหว้เรียกพี่เลย"

"พอเรียนจบแรกๆ ผมก็ทำงานเป็นคนขายพวกเคมีภัณฑ์ จากนั้นมาช่วยที่บ้านทำอุปกรณ์ติดตั้งแอร์รถยนต์ แล้วก็มาขายประกันจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งก็ดีที่มาทำงานขายประกันเพราะทำให้มีเวลาเยอะเพราะไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เลยทำให้มีเวลามาจัดงานหรือร่วมงานเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ"

"ย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้นตอนเด็กที่ฝันว่าอยากเป็นหมอ เป็นนักปกครองอะไรนั่นก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะเรามีประวัติมันจะไปหวังรับราชการยาก ไม่มีโอกาสแล้ว แต่บางคนเขาก็หาทางไปได้นะ อย่างประธาน สว. นี่เขาเคยเป็นนักกิจกรรม อดีตสหาย แต่ต่อมาก็ไปเป็นข้าราชการ"

 

เบ้าหลอมจากป่าสร้างความแกร่งกล้าในตัวตน

"ผมคิดว่าบทเรียนจากในป่าที่มันหล่อหลอมตัวตนของผมมาจนถึงปัจจุบัน คือมันทำให้ผมแกร่งขึ้น ผมนึกถึงตอนที่เราลำบากที่สุดเราทำได้ทุกอย่าง มีอยู่วันหนึ่งหมามันมาที่ไร่ ผมจัดการมันเลยโดยการเอาข้าวเหนียวโยนให้มันก้อนหนึ่ง พอมันเผลอก็เอาไม้ฟาดป้าบๆๆ แล้วผมก็ลากลงกองไฟที่ก่อไว้เอามาทำอาหารกิน คือ ชีวิตเราไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาฆ่าหมากิน ชีวิตที่บางวันต้องกินข้าวบูด เพราะเดินป่าแล้วข้าวที่ห่อใบตองมันโดนฝน แต่เราผ่านมาได้เพราะจิตใจเข้มแข็ง ถ้าเราไม่เข้มแข็งมันก้าวไม่ออกหรอกเพราะมันลำบาก มันอยู่ได้ที่ทุกฝีก้าวที่พาเดินขึ้นภูมันต้องใช้ความคิด ความคิดแข็งขาก็แข็งได้ แต่ถ้าขาแข็งแต่ความคิดไม่แข็งวันหนึ่งก็ต้องลง"

"ฉะนั้นความคิดต้องแข็งแรงต้องมีเจตจำนงค์ที่แน่วแน่มันถึงผ่านไปได้ เหมือนกันเวลาเรากลับมาอยู่ในเมือง เราก็ไม่รู้สึกว่ามันเดือดร้อน ถ้าเลือกได้เราก็ได้เลือก แต่ถ้าเลือกไม่ได้เราก็ยังไงก็ได้เพราะเคยผ่านเรื่องยากๆ มาแล้วทั้งกินข้าวบูด กินเนื้อหมา ไอ้อย่างในเมืองนี่ง่ายนิดเดียว กินข้าวคลุกน้ำปลาก็ยังได้"

 

จากคอมมิวนิสต์ลายพราง ถึงศูนย์กลางทุนนิยม

"ผมนึกถึงเรื่องของพ่อแปลง คิดขึ้นมาแล้วตลก ผมเคยเจอแกที่กลางป่าแล้วแกจะก่อไฟแต่แกไม่มีไฟแช็ค ก็เลยเอาหินสองก้อนมาเคาะใส่ขี้หญ้า ผมเห็นก็เลยบอกแกว่าใช้อันนี้สิ แล้วยื่นไฟแช็คให้แก ตอนนั้นผมคิดนะว่า เออ เรามาอยู่ในสังคมยุคดึกดำบรรพ์ได้ยังไง เพราะเขาเอาหินมาตีเพื่อก่อไฟ"

"แล้ววันหนึ่งเมื่อสักห้าปีที่แล้ว ผมกับพี่ชายไปอเมริกาหนึ่งเดือนเต็ม ความคิดนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัวผมอีกตอนที่ผมยืนอยู่ที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์ค ผมนึกไปว่าวันหนึ่งในอดีตผมยังดูชาวบ้านเอาหินกระเทาะก่อไฟแต่นี่ผมยืนอยู่กลางเมืองซึ่งเป็นที่สุดของโลกทุนนิยมนะ ผมที่ครั้งหนึ่งเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่วันนี้มายืนอยู่ที่นิวยอร์ค ศูนย์กลางโลกทุนนิยม"

 

 

ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และแรงใจที่ยังไม่หมด

"เวลามันผ่านมา 50 ปีแล้ว ผมก็ยังคงคิดว่าต้องทำต่อไป เพราะเมื่อเรามองเห็นคนรุ่นใหม่ตอนนี้แล้วมันทำให้เรามองเห็นตัวเอง เขายังคงต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกันกับตอนที่เรายังอายุพอๆ กับเขา ฉะนั้นในบางทีถ้ามีโอกาสที่เราสามารถช่วยประคองเราก็จะประคองมือให้ไม่ให้เขารู้สึกเดียวดายในฐานะคนที่เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มา"

"ในยุคสมัยผมการบิดเบือนมันทำได้ง่าย เพราะสื่อมันอยู่ในมือของรัฐไม่มีโซเชียลมีเดีย เขาบิดเบือนว่าเราจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่าแสดงละครแขวนคอเจ้าฟ้าชาย ไอ้เรากว่าจะออกไปเคลื่อนไหวทำความเข้าใจก็มีแค่รถกระบะแจกใบปลิว ฉะนั้นการตอบโต้ข้อกล่าวหานี้ไม่มีผลเลย เขาออกสถานีวิทยุกระจายเสียงยานเกราะอย่าง 'พ.อ.อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา' หรือ 'สมัคร สุนทรเวช' เราไม่มีทางสู้ได้เลย"

"แต่ในปัจจุบันมีโซเชียลมีเดีย ถึงเราจะเป็นรองแต่ก็มีเครื่องมือที่เราสามารถตอบโต้ได้ แล้วคนรุ่นหลังก็อยู่ในโซเชียลมีเดียเยอะ ซึ่งผมคิดว่าบ้านเมืองเราที่แม้จะมีสะดุดบ้างแต่เราไม่น่าจะพ่ายแพ้ เพราะดูจากคลื่นการเคลื่อนไหวนี้มันไปไกลแล้ว การต่อสู้ประเด็นนี้มันปะทุจนทะลุเพดาน สมัยก่อนเวลาเราพูดถึงฝ่ายอำนาจนิยม - อนุรักษ์นิยม เราก็พูดได้แค่ในระดับหนึ่ง พูดมากกว่านี้ก็เจอตอบโต้รุนแรงใช่ไหม แต่เดี๋ยวนี้เด็กก็พูดกันอย่างกว้างขวาง"

"แต่ถึงอย่างนั้นพวกผมก็ยังคงจัดงานถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาอยู่ ทุกครั้งที่เราจัดก็เพื่อรำลึกถึงเรื่องและผู้คนเหล่านั้นที่สูญเสียไป ส่วนที่เรายังคงจัดก็เพราะเรายังรู้สึกว่ายังลากกระชากคนที่ก่อเหตุนี้ได้ไม่เต็มที่ แต่ถามว่าคนในสังคมรู้ไหม เขารู้ แต่ก็พูดไม่ได้ อย่างเรื่องใกล้ๆ อย่างปี 2553 ที่บอกว่าขอเอาขึ้น ICC (International Criminal Court) นี่พวกผู้มีอำนาจก็ไม่กล้าเหมือนกัน เพราะเขากลัวโดนลากเข้าไปด้วย ซึ่ง 6 ตุลาก็ลากได้นะ"

"เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ สิ่งที่ผมและเพื่อนๆ ทำมันก็แค่การทิ้งเชื้อตั้งคำถามอะไรบางอย่างไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้ขบคิดต่อ อย่างพวกผมทำวีดีทัศน์ 6 ตุลาก็ทำเพื่อเล่าแค่ว่าเหตุการณ์ในวันนั้นมีอะไร เล่าเรื่องไปว่ามีการเคลื่อนไหวอะไรบ้าง ลำดับเหตุการณ์ให้เขาดู แล้วผมว่านะ คนที่ติดตามดู เขาจะสามารถประมวลได้เองว่าใครคือผู้บงการที่แท้จริง"

 

สัมภาษณ์และเรียบเรียง : ธนพล พันธุ์งาม

ภาพ : ธนพล พันธุ์งาม และภาพถ่ายส่วนตัวของสุเทพ สุริยะมงคล


ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา

การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของ พคท. ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่ พคท. ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท. ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน

ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับ พคท. ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆ คนอาจยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆ คนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย

พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน "ไดอารีดาวแดง" ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์