- บทความ
- Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง
พิพิธภัณฑ์สามัญชนกับไดอารีดาวแดงตอนที่ 5 ชวนย้อนความทรงจำการ 'เข้าป่า' ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ (พคท.) หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ของ 'สหายรื่น' หรือที่หลายคนรู้จักเขาในนามว่า 'ใบตองแห้ง - อธึกกิต แสวงสุข' คอลัมนิสต์ชื่อดังในแวดวงสื่อมวลชนที่มาเล่าประสบการณ์ในฐานะ 'คนเดือนตุลา' ที่เคยเข้าป่าตอนเป็นนักศึกษาเนื่องด้วยสถานการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2520 และกลับออกมาในปี 2525
อธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง หนึ่งในอดีตนักศึกษาที่เคยเข้าป่าร่วมกับ พคท. หลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในฐานะผู้อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิตก่อนตัดสินใจเข้าป่า จับปืนสู้กับอำนาจรัฐของบรรดานักศึกษาในยุคนั้นที่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ร่วมสมัยที่ยังคงถูกพูดถึง และมุมมองชีวิตของเขาหลังกลับออกจากป่าใน กับความรู้สึกร่วมที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวของเยาวชนปี 2563
เริ่มสนใจการเมือง
"เดิมผมเป็นคนโคราช แม่เป็นครูโรงเรียนประถมอยู่แถวข้างบ้าน ส่วนพ่อก็เป็นครูโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด สมัยเด็ก ผมก็เป็นเด็กเรียน ชอบอ่านหนังสือแนวประวัติศาสตร์ อ่านนิยายพวกแนวกำลังภายใน ตอน มศ.4 - มศ.5 ก็มาสอบติดโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแถวพญาไท เพราะพ่อแม่อยากให้เรียนที่กรุงเทพฯ แต่หลังย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ กับน้าชายที่ก็ไม่ค่อยมีเวลาดูแลเรามาก สมาธิการเรียนแตก เพราะว่าเราชอบดูหนังสือตามร้านเช่านิยาย ชอบดูหนัง บางทีดูหนังสามเรื่องจบในวันเดียว เราก็รู้สึกอิสระเสรี จนผลการเรียนถดถอย"
"ตอน 14 ตุลา 2516 ผมยังเรียน มศ.5 เตรียมอุดมฯอยู่เลย เราก็ไม่ได้เข้าร่วมหรือติดตามการเมืองมาก รู้แค่ว่าโรงเรียนปิด ช่วงนั้นมันก็มีการเคลื่อนไหวในโรงเรียนเกิดขึ้นแล้วล่ะ มีการตั้งกลุ่มเรียกร้องการเลือกตั้งในโรงเรียน จนกระทั่งผมขึ้นปีหนึ่งสอบเอนทรานซ์ติดที่ธรรมศาสตร์ เพื่อนที่จบจากเตรียมอุดมด้วยกันก็ชวนมาเข้าชุมนุมวรรณศิลป์"
"ชุมนุมวรรณศิลป์ตอนนั้นก็จะทำพวกนิทรรศการจีนแดง นิทรรศการศิลปวัฒนธรรมทาส หรือบางทีก็พิมพ์หนังสือขาย ตั้งแต่ทำกิจกรรมผมก็ไม่สนใจเรียนเลย เพราะเรามาเข้าร่วมเดินขบวนชาวนา กรรมกร เราก็กลายเป็นขบวนนักศึกษาเต็มตัวทำอยู่ได้สองปีครึ่งจนเกิด 6 ตุลาผมก็ลาออกจากมหาลัยเพราะสอบก็ไทร์ไม่สอบก็ไทร์ (หัวเราะ)"
"บรรยากาศขบวนการนักศึกษาในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 2518 ก็มีแนวร่วมที่เคลื่อนไหวร่วมกันจากหลากหลายกลุ่มรวมกันราวยี่สิบกลุ่ม เช่น เศรษฐศึกษา, นิติศึกษา, ชุมนุมอนุรักษ์ธรรมชาติ, โครงการครูช่วยสอนชนบท (คชท.) หลังจากนั้น ก็มีชุมนุมใหม่เกิดขึ้นเพิ่มอีก เช่น ชุมนุมนาฏศิลป์ที่เล่นละครหกตุลาไปจนถึงคณะละครตะวันเพลิงและวงดนตรีกงล้อ, ชุมนุมดนตรีไทย ที่ตอนหลังก็เป็นวงต้นกล้า"
"รวมถึงกลุ่มเพื่อนจากต่างมหาวิทยาลัยที่เชื่อมต่อกัน เช่น จุฬาประชาชนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ( บุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลเพื่อไทย ปี 2567), กลุ่มจากมหาวิทยาลัยมหิดล (เช่น หมอมิ้ง-พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, หมอเหวง โตจิราการ), มหาวิทยาลัยรามคำแหง (เช่น พินิจ จารุสมบัติ), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สวนดุสิต หรือทางเชียงใหม่ก็มีรุ่นพี่ที่เคลื่อนไหวมาก่อนตั้งแต่ปี 2515-16 และบางหน่วยงานอิสระ เช่น สหพันธ์นักศึกษาเสรีที่ตอนหลังไปเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมในประเด็นของชาวนา หรือบางกลุ่มก็ไปเคลื่อนไหวประเด็นกรรมกรอย่างเช่นกลุ่มผู้หญิง ฯลฯ"
"ตอนเกิดม็อบเราก็ไปช่วยเป็นการ์ดบ้างและก็ช่วยติดโปสเตอร์ พวกที่เป็นการ์ดหน่วยพื้นที่ส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มอาชีวะ"
นอนถอดเสื้อกลางสนามฟุตบอล มธ. ในวันที่ 6 ตุลา
"พอเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ตอนนั้นผมอยู่โซนท้ายแถวคณะสังคม ตึกบัญชี ได้ยินเสียงปืนทุกคนก็แตกตื่น แล้วเพื่อนผมตั้งแต่สมัยอยู่เตรียมอุดมที่อยู่ชุมนุมวรรณศิลป์ด้วยกัน ‘อนุวัตร อ่างแก้ว’ ก็ถูกยิงตายขณะพยายามกระแทกประตูคณะบัญชีฯ เพื่อให้ทุกคนเข้าไปหลบกระสุนจากเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนผมก็ถูกตำรวจจับมานอนเรียงถอดเสื้อที่กลางสนามฟุตบอล แล้วค่อยเอาไปโรงเรียนตำรวจบางเขน สุดท้าย น้าชายที่เป็นตำรวจก็มาประกันตัว แล้วพ่อกับแม่รู้ว่าถูกจับ ก็เอาเรากลับไปอยู่บ้านที่โคราชช่วงครึ่งปีหลัง 2519"
"หลังถูกปล่อยตัวครั้งที่ถูกจับเมื่อ 6 ตุลา คนก็ทยอยเข้าป่ากันแล้ว แต่นักศึกษาส่วนนึงที่เข้าป่าไป จริงๆก่อนหน้านั้นก็มี แต่ไม่ค่อยเยอะ ส่วนใหญ่เป็นพวกแกนนำที่มีชื่อเสียงเพราะถูกตกเป็นเป้า เช่น จรัล ดิษฐาอภิชัย หรือธีรยุทธ์ บุญมี, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เข้าใจว่าเขาเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ฯไปก่อนทุกคนแล้ว"
ตัดสินใจเข้าป่า เพราะละอายใจเหมือนเรายอมแพ้
"ส่วนผม แรกๆ ติดต่อใครไม่ได้เลย จนมีเพื่อนอีกคนที่เป็นรองนายก อมธ. ซึ่งเขาถูกปล่อยตัวจากตอน 6 ตุลาเป็นรุ่นสุดท้าย ก่อนชุดที่เหลือสิบแปดผู้ต้องหา เช่น ธงชัย วินิจจะกูล, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ฯลฯ จะออกมา เราก็ตัดสินใจว่าจะไปกัน พร้อมกับเพื่อนที่ตกค้างอีกสองคน รวมเป็นสี่คน ตอนนั้น เราไปแบบไม่ได้บอกพ่อด้วย แต่ผมส่งจดหมายฝากคนส่งให้พ่อทีหลัง พ่อผมก็ร้องไห้ตามหาผมในธรรมศาสตร์"
"เหตุผลที่ผมตัดสินใจเข้าป่า ก่อนหน้านั้น หลังจากเราเรียนได้สองปีแล้วเราก็ลาออก เพราะเราทำกิจกรรมอย่างเดียวไม่เรียนเลย พอปีสองเราก็ติดโปร ไม่ได้เลือกคณะ หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา"
"ผมก็กลับบ้านที่โคราช จนกระทั่งปี 2520 พ่อกับแม่ให้มาสอบเอนทรานซ์ใหม่ รอบนี้เราอ่านหนังสือเยอะหน่อยก็ติดวิศวะ จุฬา แต่เรียนได้ไม่นานก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ประกอบกับช่วงนั้นเพื่อนเราบางคนก็ตาย และก็เข้าป่ากันไปเยอะ เราก็มาย้อนดูตัวเองก็รู้สึกเคว้งคว้าง ว่านี่เราทำอะไรอยู่ เรากลัว หรือขี้ขลาดรึเปล่า มันเหมือนเราหนีอะ แล้วอุดมกรณ์ของเราที่ตั้งใจสู้มาสองสามปีล่ะ (2517-19) เราก็ละอายว่าจะอยู่แบบนี้หรอ และใจมันก็ไม่ค่อยอยากเรียนด้วย จึงตัดสินใจเข้าป่า"
การเดินทางสู่เขต 8 ภูชี้ฟ้า (พ.ศ. 2520 - 2523)
"ผมเริ่มเข้าป่าไปช่วงตุลาคม 2520 ที่จังหวัดเชียงราย เขต 8 หรือภูชี้ฟ้าในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ชาติพันธ์ุม้ง ตอนนั้นเราก็เดินทางด้วยรถไฟไปเชียงใหม่ต่อเชียงราย ที่จุดนัดหมายสมัยนั้นมีหน่วยเมล์ เป็นรถสองแถวมารับ เราก็ทำตัวปกติธรรมดา พอไปถึงจุดนัดพบก็จะส่งเราลงตรงถนนระหว่างอำเภอเทิงกับอำเภอเชียงขอม แล้วพวกข้างบนก็จะลงมารับเรา"
"นักศึกษาที่ทยอยเข้าป่ากันส่วนใหญ่จะไปทางใต้ รองลงมาก็ทางอีสานใต้ เพราะไปง่าย เดินทางสะดวกโดยเฉพาะทางใต้ที่พรรคคอมมิวนิสต์แผ่อิทธิพลมาจนถึงตัวอำเภอ มีการจัดตั้งค่ายในป่า และมวลชนก็เป็นของเขา ถึงขั้นที่เคยมีคนเปรียบเทียบเลยว่า “ทันทีที่คุณลงสถานีรถไฟ ‘นาสาร’ก็ถือว่าเข้าสู่พื้นที่คอมมิวนิสต์แล้ว” ส่วนที่ไปยากคือทางภาคเหนือ เพราะเขตพื้นที่มันเล็ก และถูกบล็อกด้วยทหาร โดยเฉพาะเขตชาติพันธ์ุ
เพราะฉะนั้น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็จะเข้มแข็งมากโดยเฉพาะทางใต้และทางอีสาน"
"ผมไปอยู่ที่เขต 8 ภูชี้ฟ้าประมาณสามปี ตั้งแต่ 2520-2523 แล้วก็ย้ายลงมาอยู่ที่เขต 7 อำเภอพาน จังหวัดเชียงรายด้วย ซึ่งเป็นเขตงานชาวนา ก่อนป่าแตกช่วงต้นปี 2525"
ยึดอำนาจรัฐด้วยกำลังอาวุธ กระแสป่าล้อมเมือง แนวคิดของจีนที่แผ่มาสู่ประเทศรอบข้าง
"ในความเชื่อเราเข้าใจว่า มันเป็นการปฏิวัติโค่นล้มสังคมแบบเก่าเพื่อเปลี่ยนไปปกครองในระบบสังคมนิยม ด้วยการทำลายระบบทุนนิยมตามลัทธิมาร์กซ์ที่ชี้ให้เห็นว่าทุนนิยมมันทำให้คนเอาเปรียบกัน ขณะที่แนวคิดสังคมนิยมสอนให้เราไม่นิยมสะสมทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อให้นำไปสู่สังคมที่สันติสุขซึ่งเป็นแนวคิดที่ใฝ่ฝันให้เป็นเหมือนสังคมพระศรีอารย์ นั่นแหล่ะ (หัวเราะ)"
"ทีนี้ ประเทศจีนทำสำเร็จ ในการรวมศูนย์อำนาจปกครองแบบคอมมิวนิสต์ในยุคของเหมาเจ๋อตง เนื่องจากในยุคก่อนเหมาเจ๋อตงพบว่าการต่อสู้ในเมืองมันทำให้ประชาชนถูกปราบตายกันเยอะ เหมาจึงเสนอวิธีการ 'ชนบทล้อมเมือง' มีการสร้างฐานที่มั่นในพื้นที่ต่างๆซึ่งเหมาะกับสังคมจีนสมัยนั้นที่มีความเป็น 'กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา' ด้วยสภาพสังคมเกษตรกรรม หรือสังคมชนบท เหมาก็ใช้วิธีการยึดพื้นที่ในชนบทแล้วแบ่งที่ดินให้ชาวนา เพื่อไม่ให้ชาวนาตกเป็นทาสแรงงานติดที่ดิน ไม่ต้องมาเช่าที่นาในการทำนา เหมาก็เลยจับเจ้าที่ดินฆ่าทิ้ง ซึ่งชาวนาก็ตกลงร่วมและปลุกระดมลูกหลานมาเข้าร่วมกับเหมาเจ๋อตงด้วย"
ป่าล้อมเมือง วิธีคิดที่อาจไม่เหมาะกับสังคมไทย
"แต่ในสังคมไทย วิธีคิดแบบป่าล้อมเมืองมาใช้กับเราไม่ได้ การปฏิวัติมันต้องยึดหลักว่าถ้าจะนำชาวนาได้คุณต้องมีผลประโยชน์เฉพาะหน้า หรือมีอะไรให้เขาเห็น แล้วเขาจึงจะร่วมต่อสู้กับเรา ซึ่งเขตชาวม้ง ที่ภูชี้ฟ้า และเขตชาวนา อำเภอพาน ที่ผมไปอยู่ก็พบว่าไม่สามารถขยายเขตอิทธิพล หรือไม่สามารถสร้างฐานที่มั่นแบบเดิมได้อีกแล้ว เพราะอาวุธสมัยนั้นของฝั่งรัฐบาลก็ทันสมัยแล้ว มีทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มาทุกวัน การสร้างเขตงานชาวนาแบบเดิมตามผู้นำก็เกิดขึ้นลำบาก ซึ่งต่างจากจีน"
"ไทยปฏิวัติไม่สำเร็จเพราะสภาพสังคมแบบระบบทุนนิยมแผ่ขยายมากแล้วในสังคมไทยตั้งแต่ปี 2520"
"แต่ในโลกยุคนั้นจริงๆ ถ้าถามว่าทำไมเราเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องอธิบายว่ามันไม่มีโลกเสรีจริงๆ อย่างกรณี ชาร์ลี แชปลินที่ถูกขับไล่ออกจากอเมริกา เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายซ้าย อุดมการณ์ฝั่งเสรีนิยมมีที่ยืนน้อยจนกระทั่งช่วงสงครามเวียดนามช่วงปี 1960-70 ก็เกิดแนวคิดเสรีนิยมขึ้นมาในลักษณะการต่อต้านการเหยียดผิว เพศ ฯลฯ ส่วนในโลกประเทศที่ด้อยพัฒนาส่วนใหญ่ก็จะถูกปกครองแบบเผด็จการ เช่น ประเทศเราก็มีเผด็จการจอมพลสฤษดิ์-ถนอม, ฟิลิปปินส์ก็มีมาร์กอช, อินโดนีเซียก็มีซูฮาร์โต้ที่ปราบคอมมิวนิสต์ฆ่าคนเป็นล้าน แถบละตินอเมริกาก็เยอะ เรียกได้ว่าใครมีแนวคิดโน้มเอียงแบบสังคมนิยมก็จะถูกรัฐประหารหรือถูกฆ่าหมด"
"ยุคนั้น ประชาธิปไตยไม่มีที่ยืน และรัฐไทยก็กลัวทฤษฏีโดมิโน คนก็เลยถูกปราบเหมือนหกตุลา จนเกิดการหยิบอาวุธขึ้นสู้กับอำนาจรัฐ ร่วมกับคอมมิวนิสต์"
งานปฏิวัติ และประสบการณ์เข้าป่า จับปืนครั้งแรกในเขตม้ง ของ ‘สหายรื่น’
"ในพรรคเขาจะให้ใช้ชื่อจัดตั้ง เพื่อปิดลับตัวตน ซึ่งของผมชื่อ ‘สหายรื่น’ ผมตั้งชื่อนี้เอง ความหมายก็คือรื่นเริงอะไรแบบนี้ เราคิดงั้น ที่มาชื่อนี้ พอดีมาจาก 'ป่อง ต้นกล้า' ที่ตั้งชื่อตัวเองว่า 'สหายชื่น' เคยทำงานอยู่วรรณศิลป์ด้วยกัน แต่ตอนเข้าป่าผมไม่เจอเขานะ ถามใครชื่ออะไรบ้างนึกไม่ออกก็เลยเอาตามป่องว่าชื่อรื่นแล้วกัน"
"ภาพรวมการปกครองของพรรคฯ จะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ คล้ายกับบริษัท คือ ให้คนที่มีอุดมการณ์เพื่อสังคมขึ้นไปมาเป็นสมาชิกพรรค พรรคจะเลือกคนที่มีศักยภาพ ซึ่งสมาชิกก็จะมีตั้งแต่คนบริหารไปจนถึงคนกวาดพื้น โดยมี ‘เลขาธิการ’ของหน่วยพรรคเป็นผู้ที่ชี้นำการทำงานว่าคุณจะทำงานยังไง"
"หลักๆ งานปฏิวัติช่วงนั้นจะมีสองอย่าง 1. งานทหาร- ปกป้องพื้นที่ กับ 2.งานมวลชน - ทำหน้าที่ไปขยายเขตด้วยการปลุกระดม จัดการศึกษาอบรม เพื่อหามวลชนที่เลื่อมใสมาเข้าร่วมเพิ่ม"

ภาพถ่ายของสหายรื่น (ใบตองแห้ง) และเหล่าสหายของเขาในเขต 8
(ชื่อเรียงจากซ้ายไปขวาแถวแรกที่นั่งอยู่: น้อย, บูรณ์, มนัส/แถวสอง: รื่น, ฤทธิ์/ แถวสุดท้ายที่ยืนอยู่: จารุพงษ์, ยง)
ที่มา: เฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk
"แต่ในเขต 8 เชียงราย จะมีลักษณะเฉพาะเนื่องจากเป็นเขตชาติพันธุ์ที่มีชาวม้งอาศัยอยู่ ก่อนหน้านี้ ในปี 2510 คนม้งถูกกดขี่โดยคนพื้นราบ กำนันผู้ใหญ่ หรือตำรวจ ทีนี้ 'เสียงปืนแตก' วันที่ 8 พฤษภาคม 2510 เกิดการต่อสู้ด้วยอาวุธกับเจ้าหน้าที่รัฐ ขับไล่คนลงจากดอย ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขา ฝ่ายทหารขึ้นไปไม่ได้ ขึ้นไปก็ถูกซุ่มยิงพ่ายแพ้สูญเสีย และยิ่งพอมี พคท. มาปลุกระดมให้คนม้งสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐและตั้งเขตฐานที่มั่น และก็กลายเป็นเขตของคนม้งจริงๆ ประชาชนตั้งค่าย ตั้งสำนักกันอย่างมั่นคงปลอดภัย อยู่ใต้ป่าไผ่ บังการถูกมองเห็นจากเครื่องบิน"
"เมื่อมวลชนตีนดอยไม่ถูกกันกับคนม้ง ก็ทำให้การทำงานมวลชนไม่สามารถชวนคนมาเป็นพวกได้ ต่างคนต่างอยู่ แต่เหตุผลที่ทางเหนือมาขยายมวลชนได้บ้าง เพราะการเคลื่อนไหวประเด็นชาวนาของขบวนการนักศึกษาที่ทำไว้ในปี 2517-19 ทำให้ชาวนาตื่นตัวกันเยอะ และหลังเกิด 6 ตุลานักศึกษาก็อพยพเข้าป่ากัน เขต 8 ที่ผมอยู่มันติดกับชายแดนลาว เดินไปนิดนึงก็เจอท่าเรือ แม่น้ำโขง เพราะฉะนั้นการขนส่งเสบียงอาวุธก็สะดวกมาก สามารถเดินทางข้ามไปจีน ไปลาวได้ ซึ่งความสะดวกตรงนี้ก็ทำให้กลายเป็นที่ตั้งฐาน งานมวลชนหลักๆ ของเราก็เลยอาศัยเอามวลชนที่ข้ามเขตมาฝึกอบรมแทน มีการจัดโรงเรียนสำหรับชาวนาในภาคเหนือและส่งกลับไปทำงานในพื้นที่ขยาย เช่น เขตในลำปาง เชียงราย"
"ส่วนงานด้านการทหาร คือไปเป็นทหาร เพื่อถ่วงเวลา รบกวนการสร้างทางให้ทำได้น้อยที่สุด เพราะฝ่ายรัฐจะใช้วิธีสร้างถนนผ่ากลางเพื่อสลายฐานที่มั่นของเราและถนนนี้สร้างเสร็จตอนต้นปี 2525 ซึ่งก็คือถนนที่คนไปเที่ยวภูชี้ฟ้าทุกวันนี้"
"แต่ตอนรบก็ไม่ได้เป็นลักษณะตะลุมบอนนะ จะเป็นแนวดักซุ่มยิงรายวันมากกว่า ซึ่งฝ่ายตรงข้ามบางทีก็ไม่ใช่ทหารหรอก แต่เป็นพวกฮ่อ ก๊กมินตั๋ง หรือพวกชาวเขาที่ถูกเกณฑ์มาด้วยการทำสัญญาแลกกับที่ดิน หรือสัญชาติ"
ความรู้สึกกลัวตายที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านการบู๊ ตะลุมบอน
"ความรู้สึกกลัวตายก็มีนะ ความลำบากไม่ได้กลัว เราเตรียมใจมาลำบากอยู่แล้ว อาจจะพูดว่า เราไม่ได้อยู่จุดที่จะไปเสี่ยงตายอะไรมาก แต่ถ้าจิตตก ขวัญกำลังใจตกมันก็จะกลัว"
"ครั้งนึงที่จะประจัญบานกัน ฝั่งนั้นอยู่ข้างล่าง ส่วนเราอยู่บนเนินพอได้เวลายิงก็ยิงสาละโวกันเลย พอเขาระดมยิงแล้วลูกปืน ค. มันตกห่างจากปลายเท้าผมไปฟุตนึงเองมั้งขณะที่ผมนอนหมอบอยู่ ตอนนั้นผมไม่ได้รู้สึกกลัวเลยนะตอนบู๊ ตะลุมบอนอยู่ในสนามรบ แต่พอหลังจากนั้นที่เราได้มานั่งนิ่งๆคิดย้อนไป ก็คิดว่า เออ เกือบไปละเว้ย อะไรทำนองนี้ ยิ่งถ้าช่วงจิตตก หดหู่ เราก็จะรู้สึกว่าตอนมีปัญหาขัดแย้งก็ไม่เอาแล้ว กลัวเจ็บ กลัวตาย ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะกล้าพุ่งไปขนาดนั้น"
คนม้งชำนาญภูมิประเทศ รบเก่ง แถมยัง ‘ชอบหล่อ’
"ผมก็ไปอยู่หน่วยทหาร นับว่าเป็นการจับปืนครั้งแรก แต่ผมไม่เคยยิงใครนะ มันมีแค่ครั้งสองครั้งที่เราดักรอแล้วเขาบุกมาเราก็ยิงเลยไม่รู้ใครเป็นใครบ้าง แต่พื้นที่นั้นคนที่รบเก่งคือ คนม้ง ก็จะเป็นแนวหน้าร่วมกับสหายชาวนา ส่วนปีกคุ้มกันก็จะเป็นเรา สหายนักศึกษา (หัวเราะ) แต่นักศึกษาด้วยกันที่รบเก่งๆก็มี เขาก็จะใช้ปืน ค.และอาศัยการคำนวณ ก่อนหน้าลงสนามจริงเขาก็จะมีสอนยิงปืน"
"นอกจากรบเก่งแล้ว คนม้งนี่เขาชอบหล่อด้วยนะ เป๊ะ เวลาเขาแต่งตัวนี่เนี้ยบเลย ปืนก็ขัดสะอาด เสื้อผ้าถ้าเก่าหน่อยบางทีซักจนแบบ… เขาจะใช้เครือสะบ้า เป็นเครือเถาวัลย์เส้นใหญ่ น้ำยางของมันมีฤทธิ์คล้ายผงซักฟอกแต่ต้องออกแรงถูหน่อย"
"ถ้าถามชีวิตความเป็นอยู่เขตผมไม่ได้แย่มาก ยกเว้นเรื่องอาหาร เพราะคนมันเยอะ เช่น ข้าวที่กินนี่เป็นข้าวปนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อะ หุงให้มันนิ่มที่สุดก็กินได้แล้ว บางทีแกงอะไรนี่ก็เหลือแต่วิญญาณหมู วิญญาณไก่ (หัวเราะ) หน่อไม้กินตั้งแต่มันยังอยู่ใต้ดิน ต้นมะละกอก็กินมาแล้ว กินหมดทุกอย่าง"
เชื่อพรรค เชื่อจัดตั้ง ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีสมอง
"ก่อนจะแยกย้ายไปทำหน้าที่อะไรต่างๆจะมีโรงเรียนสอนการเมืองการทหาร สอนทฤษฏีปฏิวัติเบี้องต้น สอนยิงปืน ส่วนใหญ่เขาไม่ได้ให้เราเลือก เขาจะมอบหมายให้เราเอง ซึ่งสมาชิก พคท. ช่วงแรกๆเรานี่เลื่อมใสในอุดมการณ์สูง ให้ความเคารพ ยกย่องผู้นำพรรคในฐานะที่ต่อสู้มามีเกียรติภูมิสูง มีลักษณะ ‘เชื่อพรรค เชื่อจัดตั้ง’ หมายถึงให้เชื่อผู้นำ เชื่อในการคิดการออกคำสั่งเป็นลำดับขั้น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีสมอง แต่เราจะรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง พรรคให้เราทำอะไรเราก็ทำตาม และเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่เขาเลือกให้เรา จนกระทั่งขัดแย้งกันตอนหลัง"
ยุทธศาสตร์ที่ไม่ตรงกัน นำมาสู่จุดแตกหักระหว่าง พคท. กับนักศึกษา พ.ศ.2523
"ที่ภูชี้ฟ้า ผมอยู่ได้สามปีกว่า แล้วมาย้ายอยู่อำเภอพาน เชียงราย อีกปีกว่าๆ ในปี 2523 ขบวนการนักศึกษากับผู้นำ พคท. ก็ถึงจุดล่มสลายเพราะมาขัดแย้งกันภายในเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี"
"สมัยนั้นก็มีกระแสเม้าท์กันผ่านนิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์ที่เถียงกันดุเดือดระหว่างผู้นำพรรคกับนักศึกษาเรื่องยุทธศาสตร์ ‘ชนบทล้อมเมือง’ ที่มันใช้ไม่ได้แล้วในไทย เพราะสภาพสังคมไทยมันกลายเป็นทุนนิยมไปแล้ว ซึ่งทางสายนำพรรคก็ไม่เคยโดนโต้เถียงแรงจากนักศึกษาขนาดนี้มาก่อน เพราะเชื่อในเรื่องเชื่อพรรค เชื่อจัดตั้ง ขณะที่ฝั่งนักศึกษาก็วิพากษ์วิจารณ์เรื่องยุทธศาสตร์ และตำหนิวิธีการทำงานของผู้นำประจำเขตด้วย"
"ความขัดแย้งภายในระหว่างพรรคฯ กับนักศึกษานำมาสู่การล่มสลาย สาเหตุไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์โดยตรงนะ แต่เป็นเรื่องแนวทาง และระเบียบอะไรต่างๆของพรรคในลักษณะที่คุณต้องเชื่อฟัง แม้จะรับฟังอยู่บ้างแต่มติออกมาเป็นไงต้องยอมรับมติ ขณะที่นักศึกษาก็มีความคิดเสรีเยอะ แต่จริงๆก็เริ่มต้นมาจากเรื่องเล็กๆก่อนอย่างวิถีชีวิตที่ไม่ยอมรับพวกปัญญาชนนักศึกษาที่ทำอะไรก็ไม่เป็น เพราะไม่เคยใช้ชีวิตในป่า ไม่เคยสู้รบ
อย่างที่เขาว่ากันน่ะ (หัวเราะ) บางคนไปถอนต้นถั่วเพราะคิดว่าเป็นวัชพืช ซึ่งคนที่เขียนอธิบายตรงนี้ได้ดี คือ อาจารย์ยิ้ม-สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ที่เขียนหนังสือ 'น้ำป่า' "
จาก 'วนาสู่นาคร'
"คำสั่งนายกรัฐมนตรี 66/2523 เป็นนโยบายที่เปิดช่องให้เราทยอยกลับบ้านได้โดยไม่ถูกดำเนินคดี เป็นการปรับตัวของรัฐไทย จากบทเรียนเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ผลักให้คนหนีเข้าป่า จากการใช้อำนาจแบบขวาจัดในสมัยรัฐบาลธานินทร์ มีการเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดในหนังสือพิมพ์ เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ เมื่อก่อนหน้าที่ห้าของหนังสือพิมพ์จะมีเนื้อหาวิจารณ์การเมือง แต่สมัยนั้นรัฐเซ็นเซอร์ด้วยการเอานิยายกำลังภายในมาใส่แทน เช่น นิยาย ว.ณ. เมืองลุง กับ น.นพรัตน์ ที่ต่อมากลายเป็นละครทีวีต่างๆ พอเซ็นเซอร์หนักมากก็ถูก Sanction รัฐก็เลยปรับตัว"
"พอเกรียงศักดิ์ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลธานินทร์ ช่วงตุลาคม 2520 ก็มีการประกาศว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และนิรโทษกรรมให้ 18 ผู้ต้องหา และในสมัยรัฐบาลเปรมก็มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี 66/2523 เพื่อให้คนที่หนีเข้าป่ากลับออกมา และเป็นวิธีที่ทำให้สังคมกลับมาสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบ"
"ที่จริง สหายปัญญาชนที่หมดศรัทธาพรรคก็เริ่มทยอยกันออกป่าแบบเงียบๆตั้งแต่ 2521-2522 แล้ว ระหว่างเดินทางเข้ามาในเมือง ทางทหารก็ปล่อยให้เรากลับมาเรียน มีการพูดคุยกับแกนนำนักศึกษาคนสำคัญหรือถ้าเราถูกจับได้ ทหารก็จะส่งเราไปขัดเกลาที่ศูนย์การุณยเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ของ กอ.รมน. แม้บางคนจะกลับเข้าป่าอีกก็เป็นที่รู้กัน"
"พอเข้าสู่ยุคเปรมมีการปรับตัวหลายอย่าง มีการดึงกลุ่มทุนกลับมาหรือให้พื้นที่ในการกำหนดนโยบายต่างๆร่วมกับรัฐ ในอีกด้านหนึ่งก็เปิดให้องค์กรเอกชนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางด้วย และเป็นยุคที่เริ่มมีกลุ่ม NGO สถานการณ์ผ่อนคลายมากขึ้นซึ่งมันก็ประสบความสำเร็จนะ เพราะ 1.ภายในพรรคคอมมิวนิสต์กับนักศึกษาก็ขัดแย้งกันเอง และ 2.นักศึกหรือหลายๆคนก็เริ่มเห็นแล้วว่าการปฏิวัติมันเป็นไปไม่ได้เพราะสหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย"
อำเภอพาน เขตจรยุทธมอเตอร์ไซต์
"ทุกคนก็ทยอยกันลงกลับกรุงเทพฯ แต่ผมไม่ได้ลงทีเดียว ผมมาอำเภอพาน แต่ก่อนไปอำเภอพานก็แวะมาเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านโคราชสัก 7- 8 วัน พ่อกับแม่เจอเราก็ดีใจที่เรากลับมา เขาก็อยากให้เราอยู่นั่นแหล่ะแต่เขาก็รู้ว่าห้ามเราไม่ได้ ทั้งที่ ผมเองก็เห็นปัญหาของพรรคและวิจารณ์หนัก แค่ผมอาจจะไม่ได้โกรธหรือผิดหวังมากเหมือนคนอื่น พอมีสหายชวนไปเมืองพานเลยคิดว่าลองไปดูหน่อยสิว่าเป็นยังไง พราะเห็นว่าทำสำเร็จ ขยายเขตได้ แปลกใหม่ น่าสนใจ มีการส่งสหายชาวนามาเรียนและมาเป็นนักรบจำนวนมาก และกำลังต้องการคนที่มีประสบการณ์ผมก็เลยลองไปดู"
"แล้วก็พบว่ามันเป็นการรื้อทฤษฏีเดิมของผู้นำพรรคที่พยายามให้ไปสร้างเขตฐานที่มั่นในที่สูงๆ หรือบนดอย ก่อนหน้านี้ เคยมีสหายชาวนาเมืองพาน นำโดย ‘อินทร’ ซึ่งเป็นนักศึกษาเทคนิคเชียงใหม่ เขาเป็นคนบ้านหนองผักจิก อำเภอพาน พาเพื่อนชาวนาตั้งกลุ่มก้าวหน้าในหมู่บ้าน เมื่อเกิด 6 ตุลาก็เข้าป่าไปทั้งกลุ่ม แล้วสหายนำ(จัดตั้ง) ก็ส่งพวกเขาไปตั้งเขตจรยุทธ์ที่ดอยนางแก้วซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างเชียงใหม่กับเชียงราย ปรากฏว่าสู้ฝ่าฟันความยากลำบากยังไงก็ไม่สำเร็จสักที พวกเขาจึงพลิกยุทธศาสตร์ใหม่ กลับไปทำงานมวลชนที่บ้านอำเภอพานที่มีแต่ภูเขาเตี้ยๆ อยู่หลังบ้าน ป่าไม่ลึก ซึ่งสหายนำ(จัดตั้ง)เชื่อว่าทำขยายพื้นที่ไม่ได้"
"แต่สหายชาวนาเมืองพานอาศัยฐานมวลชนที่มีแต่เดิม ตั้งเขตงานใหม่แบบไม่ต้องมีป่า โดยใช้วิธีสร้างเขตพื้นที่สีแดง ด้วยการซุ่มยิงผู้ใหญ่บ้านอิทธิพลที่ชาวบ้านเกลียด อำเภอพานเป็นเขตจรยุทธมอเตอร์ไซต์ ใช้แค่ปืนสั้น กลางคืนเราก็นอนตามเถียงนา ไม่ก็บ้านของชาวบ้าน ย้ายที่นอนไปเรื่อย หลายร้อยหลังคาเรือนเป็นของเราเกือบหมด นอนได้ทุกที่ นอนบนฟูกผ้านวมอย่างดี เย็นกินลาบ ไม่ได้ลำบาก"
"สมัยนั้นชาวบ้านต้มเหล้าเถื่อนกันเป็นปกติ พอสรรพสามิตรจะเข้ามาจับ ชาวบ้านก็จะระดมมวลชนไปล้อมรถเอาหญ้าคาโยนใส่และขู่ว่าจะเผาถ้าไม่ไป สรรพสามิตก็ไม่กล้าเข้า เผ่นหนี กลายเป็นเขตปลอดสรรพสามิต ที่นั่นเลยต้มเหล้ากันสนุกสนาน ตอนนั้นขายขวดละสิบห้าบาท พอเสรีขายกันเหลือขวดละแปดบาท ถ้าชาวบ้านโดนจับ ชาวบ้านก็จัดม็อบไปล้อมโรงพักกดดันให้ปล่อยตัว กลายเป็นเขตอิทธิพล มันทำให้เราสู้กับอำนาจเจ้าหน้าที่รัฐได้ แต่หลังๆเราก็ช่วยชาวบ้านได้แค่บางเรื่อง เช่น กลไกตลาด เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ที่เราก็ช่วยชาวบ้านไม่ได้ และอยู่ได้แค่สองสามปี อำเภอพานเป็นที่สนใจ ทหารยกกำลังมาตั้งค่ายเต็มไปหมด แม้ไม่มีการปะทะกันด้วยอาวุธตรงๆแต่เหล่าสหายก็อยู่กันไม่ได้ เคลื่อนไหวลำบาก ต้องคอยระวังการตรวจค้น ซึ่งมีคนโดนจับไปหลายราย"
"ต่อมาฝั่งชาวนาก็ไปเจรจากับทหาร กอ.รมน.ของจังหวัด และเขตพานที่ผมอยู่ก็ตกลงกันว่าจะสลาย เนื่องจากเขตที่อื่นแตกก่อนแล้ว ไม่เห็นอนาคต หมดกำลังใจ ก็เลยออกตอนปี 2525 แยกย้ายกลับบ้าน ไปทำมาหากิน"
ตะกอนความฝัน และแนวคิดแบบมาร์กซิสที่ติดตัว ‘อธึกกิต’ มาถึงทุกวันนี้
"ถ้าถามที่ผ่านมาว่าคิดผิดไหม ไม่นะ หลายๆคนก็คิดว่าสถานการณ์มันบีบให้เราตัดสินใจเข้าป่าอยู่ดี ในยุคนั้นมันไม่ได้มีทางเลือกให้กับเรามาก และบางทีสิ่งที่คิด ถ้ามันไม่ใช่ก็เป็นบทเรียน ในตอนนั้นเหมือนกับว่าอุดมการณ์ความใฝ่ฝันของเรา มันไม่ได้ลึกซึ้งกับมันมากตั้งแต่ต้น เราเป็นฝ่ายซ้ายที่ก็มีความใฝ่ฝัน แต่ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา เราเรียนจบชีวิตเราก็คงเป็นอีกแบบ แต่เมื่อชีวิตมันผลักให้เราเข้าป่า เราก็ไปเติบโตในป่า ไปเรียนรู้ ส่วนการปฏิวัติสังคมจะนำไปสู่อะไรก็พึ่งมาตั้งคำถามตอนหลังนี่เอง เพราะจุดเริ่มต้นมันยังไม่ชัด มันลอยๆ"
"สิ่งที่ติดตัวมาหลังจากออกจากป่าของผมคือ ทฤษฏีของมาร์กซ์ พวกวัตถุนิยมวิพากษ์อะไรนี่กลายเป็นหลักคิดของเราทุกวันนี้ แต่เราก็ไม่ได้มองว่าแนวคิดของมาร์กซ์จะสมบูรณ์ที่สุดนะ ตอนหลังก็มีนักปรัชญาหลายคนที่นำแนวคิดมาร์กซิสม์มาพัฒนาเรื่อยๆ การมองแนวคิดแบบมาร์กซิสม์มันทำให้ผมมองอะไรเป็นเหตุเป็นผล เราจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ หรือไม่ถล้ำไปหมด จะมองว่าเรื่องต่างๆมันมีอีกด้านหนึ่งของปัญหาเสมอ เชื่อในหลักเหตุผลที่พิสูจน์ได้ และคิดว่าขบวนการนักศึกษาที่ออกจากป่าหลายๆคน ก็ได้หลักคิดนี้กลับมาแบบเดียวกัน ออกมาทำมาหากิน ทำธุรกิจ"
"หลังออกจากป่า อีกอย่างที่ติดตัวมาด้วยของผมก็คือ เรื่องการใช้ชีวิตง่ายๆ ความเคยชินกับความยากลำบากมาก่อนทำให้เราเป็นคนใช้ชีวิตง่ายๆ ไม่ค่อยแต่งตัว แต่บางคนก็รักษาหน้าตาให้ดูดีอยู่นะ แต่ผมนี่ไม่ (หัวเราะ)ผมกระเซิง และสังเกตว่าพวกที่ออกจากป่ามาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยกินเหลือกันนะ กินง่าย อยู่ง่าย ไม่เรื่องมาก อันนี้แล้วแต่คนด้วย มีส่วนน้อยที่จะกินเหลือหรือแบบฟุ่มเฟือย"
ออกป่ามาเปิดธุรกิจโรงพิมพ์ สู่แวดวงสื่อมวลชน
"หลังออกจากอำเภอพาน ผมก็กลับมาเรียนต่อวิศวะจุฬาได้เทอมนึงก็ไม่เอาแล้ว ไปเปิดธุรกิจทำโรงพิมพ์กับเพื่อนสามคน พิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊ก หนังสืองานศพบ้าง ทำอาร์ตเวิร์ก เย็บเล่ม แต่ผมไม่มีความสามารถทางธุรกิจไง คนซื้อก็เป็นสำนักพิมพ์เพื่อนๆกันขายให้ราคาถูกหน่อย สุดท้ายก็เจ๊ง"
"เหมือนตอนนั้นเราไม่รู้จะตั้งชีวิตใหม่ยังไง เคว้งคว้างไม่มีจุดหมายจริงๆจังๆเท่าไหร่ ก็มาทำนิตยสารธุรกิจที่ดิน และก็รับจ้างทั่วไป ไปเป็นอาสาช่วยหาเสียงให้ สส.ประชาธิปัตย์อยู่ช่วงนึงตอนปี 2529 พวกออกป่ามาด้วยกันก็ไปเป็นอาสาสมัคร NGO หรือช่วยสส. กันเยอะ ไปช่วยวางแผนไรงี้ ปี 2530 ผมก็กลับมาทำนิตยสาร"
"หลังออกจากป่ามาเจ็ดปี ในปี 2532-2533 ก็มาทำหนังสือพิมพ์ 'แนวหน้า' พอปี 2535 ก็ย้ายมาอยู่สำนักข่าว INN ตอนนั้นสมชาย แสวงการ เป็นหัวหน้าบรรณาธิการ เรียกว่าช่วงนั้นผมก็ทำหนังสือพิมพ์อยู่กับงานสื่อตลอด รู้สึกว่างานหนังสือมันใช่กับเรา ยิ่งหนังสือการเมือง ยิ่งรู้สึกกระตือรือร้น"
แนวคิดเสรีนิยม ความรู้สึกร่วมกันระหว่าง คนเดือนตุลา กับคนรุ่น 63
"สรุปตอนหลังมาคิดว่ามันเป็นเรื่องของสงครามปลดแอกประเทศ ถ้ามองให้ลึกประเทศรอบข้างอย่างเวียดนาม มันคืออุดมการณ์ความเป็นชาติที่นำโดยพรรคอมมิวนิสต์ที่เขาต้องการปลดแอกตัวเองจากฝรั่งเศส แต่ของไทยเรามันเป็นเรื่องการปกครองอะ มันมาทีหลังเขา เหลือแค่สังคมนิยมประชาธิปไตย แนวคิดสังคมนิยมแบบชนชั้นกรรมาชีพที่เราฝันมันเป็นไปไม่ได้แล้ว มันก็ตกอยู่ตรงนั้นปฏิวัติไม่สำเร็จ"
"ถ้าเราจะไปวิจารณ์คนที่เคยเข้าป่าที่ปัจจุบันนี้มีบทบาทในสภาแล้วเขามีอุดมการณ์ที่พลิกข้ามขั้ว เราจะไปประณามเขาไม่ได้หรอกผมว่า เอาเรื่องอดีตมาใช้ไม่ได้เลยนะ มันต้องดูเรื่องหลักการ อุดมการณ์ประชาธิปไตยในปัจจุบัน คือถ้าคุณข้ามขั้วมันผิดอยู่แล้วไง ไม่เกี่ยวกับความเป็นฝ่ายซ้ายในอดีต"
"ขณะเดียวกัน คนรุ่นผมบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับคนรุ่นใหม่ ก็จะไปด่าคนรุ่นใหม่ว่าไร้เดียงสา หรือบอกว่าคุณอาบน้ำร้อนมาก่อนไม่ได้ ไม่ควรล้ำเส้นกัน อย่าเอาความเป็นซ้ายเก่ามาสาดใส่คนอื่น เรื่องพวกนี้ให้คนตัดสิน อย่าประณามคนอื่น ถ้าคุณข้ามขั้ว หรือจุดยืนเพื่อเอาอำนาจและแก้ปัญหาประเทศได้ก็รอพิสูจน์ตัวเองว่าทำได้จริง และค่อยพูด ไม่ใช่มาด่าคนอื่นว่าอ่อนด้อย ไร้เดียงสา ไม่ฉลาด"
"ถ้าพูดถึงคนรุ่นผม กับคนรุ่นนี้ มันมีจุดคล้ายกันอยู่นะ คือ การตื่นตัวมาจากกระแสโลก พวกเราไม่ได้ตื่นตัวจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือพรรคคอมมิวนิสต์ไทย มันตื่นตัวมาจากกระแสโลกช่วงทศวรรษ 1960 ที่อเมริกามีขบวนการนักศึกษาออกมาประท้วงต่อต้านการทำงสงครามเวียดนาม ต่อต้านการเหยียดสีผิว เรียกร้องความเท่าเทียม ช่วงยุคบุปผาชน มันก็ส่งผลมายังเพลง หนัง ซึ่งแนวคิดเสรีนิยมที่แผ่อิทธิพลมาผมคิดว่ามันคือจุดที่ทำให้เกิดขบวนการนักศึกษาในประเทศไทย เพียงแต่สถานการณ์ บริบทมันต่างออกไป"
"การตื่นตัวของคนรุ่น 63 ก็คล้ายๆกัน แนวคิดเรื่องความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน ความคิดใหม่ๆ มันค่อนข้างแผ่กว้างในโลกออนไลน์ และมันไปเร็วกว่าด้วย ซึ่งมาปะทะกับช่วงเวลาของเผด็จการเหมือนกัน และมันยิ่งเพิ่มขึ้นอีกจากเหตุการณ์ยุบพรรคอนาคตใหม่ หรือตัดสิทธิ์การเมือง การใช้อำนาจไรต่างๆ ที่ทำให้คนรู้สึกแอนตี้ที่เพดานประชาธิปไตยถูกกดลงให้ต่ำกว่าเดิม ประกอบกับมันเป็นช่วง woke ด้วย และจริงๆก่อนหน้านี้เรายังมีเสรีภาพมากกว่านี้นะถ้าพูดเรื่อง 112 แต่ก่อนปี 2549 ไม่ได้หนักขนาดนี้"
"ความต่างก็คือ รุ่นผม ขบวนการนักศึกษาก็ส่งผลสะเทือนได้ แต่ไม่ได้กว้างเท่ารุ่น 63 ในแง่ของการสื่อสาร และช่วงนั้นก็มีเด็กมัธยมออกมาเรียกร้องเรื่องทรงผมด้วยเหมือนกัน เคยมีคนไปขุดว่ามีตั้งแต่ปี 2518 แล้ว แต่มันทำเป็นลืมมาโดยตลอด มีการสู้เรื่องสวัสดิการคนทำงาน กรรมกร ค่าเช่าที่นา และจริงๆยกระดับขึ้นหลัง 14 ตุลานะ ยุคนั้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมทางเพศก็มีและดีขึ้น เพียงแต่ว่าทางการเมืองเราพ่ายแพ้"
"ที่ต่างอีกอย่างคือ รุ่น 63 มีความคิดที่เสรีภาพมากกว่า สมัยนี้มันไม่มีทฤษฏีสมบูรณ์แบบที่บอกว่าคุณจะต้องไปทางไหนเหมือนยุคนั้นที่ต้องทำตามทฤษฏีเป๊ะๆ เคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ ต้องสามัคคีกัน เน้นการจัดตั้ง แต่รุ่นหลังมันไม่มีใครยึดหลักตายตัวแล้ว ผมว่ามันเป็นผลดีนะ คือ มันมีความหลากหลายสูง มีอิสระในตัวเองสูง เถียงกันได้ตลอด บางทีก็ทะเลาะกันเอง (หัวเราะ) ซึ่งมันก็มีชีวิตของมันเป็นช่วงๆ และเป็นธรรมชาติกว่า"
"ไอ้คนเดือนตุลา มันมีความประหลาดอย่างนึงก็คือ เราจะรู้สึกผูกพัน เพราะผ่านประสบการณ์ชีวิตอะไรต่างๆมาเหมือนกัน แม้ว่าบางคนจะไปเข้าป่าทางใต้ ทางเหนือก็ยังรู้สึกพวกเดียวกัน แม้อุดมการณ์ตอนนี้บางคนอาจจะต่างกันไปแล้ว"
"อุดมการณ์คนเดือนตุลามันจบไปแล้ว ต่างคนต่างไปใช้ชีวิต เหลือไว้แค่อารมณ์ร่วมที่มีในอดีต แต่งานรำลึกปีที่มันเริ่มมาคึกคักขึ้นจริงๆคือตุลาคมปี 2549 หลังรัฐประหาร (ในเดือนกันยายน) แม้กระทั่งคนที่เฉยๆทางการเมืองไม่ได้เข้าป่ามาก่อนเลยก็ไปร่วมงานด้วยเพราะคนรู้สึกรับไม่ได้กับรัฐประหาร รวมถึงยุคเสื้อแดง 53 คนรุ่นผมก็รู้สึกเชื่อมโยงกับมวลชนเสื้อแดงด้วยในเรื่องถูกกดปราบเหมือนกัน"
"มาจนถึงคนรุ่นใหม่ปี 63 ยิ่งมีอารมณ์ร่วมเลย เพราะเหมือนเห็นตัวเอง คนรุ่นใหม่เหมือนคนรุ่นเรา ถึงแม้ทัศนะไม่ได้เหมือนกันหมดแต่มีความตื่นตัวก้าวหน้าเหมือนกันในช่วงวัยรุ่น ฉะนั้น คนรุ่นผมที่ออกจากป่ามาประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์รู้สึกสนับสนุนคนรุ่นใหม่"
ให้มันจบที่รุ่นเรา
"สำหรับผมมองว่าคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวนี่ชีวิตเขาผันผวนมากนะ บางคนก็รู้สึกว่าจะไปต่อยังไงในยุคปัจจุบันที่ชีวิตก็บีบรัด คล้ายๆกับว่ากูต้องใช้ชีวิตไปด้วย ต้องทำงาน ต้องเรียนให้จบ ความกดดันมันเยอะกว่ารุ่นผม และเป็นซึมเศร้าได้ง่ายกว่า ผมเลยอยากบอกว่า คนรุ่นผมมันหวังกันมาได้ตั้งนาน (หัวเราะ) ยังเชื่อในคำว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” แม้มันจะเป็นคำสั้นๆแต่มันทรงพลังนะ ผมคิดว่า มันจะจบที่รุ่นเราแหล่ะ แต่มันจะจบตรงไหน ยังไงมันก็จบอะ"
สัมภาษณ์และเรียบเรียง : อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์
ภาพ : อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์, อธึกกิต แสวงสุข
ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของ พคท. ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่ พคท. ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท. ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน
ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับ พคท. ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆ คนอาจยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆ คนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน "ไดอารีดาวแดง" ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์