- บทความ
- Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง
ความเจ็บแค้นต่อการล้อมปราบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และความรู้สึกว่าชีวิตอยู่ในความไม่ปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักศึกษาหลายคนหนีเข้าป่าไปจับปืนร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเพื่อสู้รบกับรัฐบาลไทย สหายทราย นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ชาวเมืองคอนคือหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาที่พกพาความโกรธและความกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิตเข้าไปร่วมต่อสู้กับพคท. ความจำเป็นของสถานการณ์พาสหายทรายผู้ไม่เคยลิ้มรสข้าวเหนียวและปลาร้ามาก่อนมุ่งหน้าสู่แดนอีสานโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ภูพานซึ่งเป็นพื้นที่ที่การต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและทางการไทยเป็นไปอย่างเข้มข้น จากรั้วมหาวิทยาลัยสหายทรายใช้เวลาอีกสี่ปีครึ่งในมหาลัยชีวิตโดยหลักสูตรสำคัญที่เธอต้องเรียนรู้คือการปรับตัวและการเอาชีวิตรอด แม้จะไม่ได้ทำงานในหน่วยทหาร แต่สถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ก็ทำให้เธอตกอยู่ในสถานการณ์เฉียดตาย

วัยเยาว์ที่เมืองคอน
"เราเกิดเมื่อปี 2496 ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในครอบครัวชาวนา ถึงแม้พื้นฐานครอบครัวจะทำการเกษตร แต่พ่อเราก็เป็นคนที่เห็นความสำคัญของการศึกษา เลยผลักดันให้ลูกๆทุกคนได้เรียนหนังสือทั้งผู้หญิงและผู้ชายเพราะพ่อเชื่อว่า การศึกษาเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ลูกๆมีโอกาสที่ดีขึ้น พ่อมักจะพูดเสมอว่า 'มีความรู้กับตัวกลัวอะไร'"
"ครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่ พื้นเพเดิมอยู่ที่อำเภอปากพนัง พ่อกับแม่มีลูก 10 คน เป็นผู้หญิง 6 คน ผู้ชาย 4 คน ตัวเราเป็นคนที่ 8 อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าพ่อเราเห็นความสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างมาก พอพี่ๆเริ่มโตพ่อก็ตัดสินใจพาครอบครัวนั่งเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่ที่อำเภอเมืองเพื่อให้ลูกๆมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่ดี ตัวเราเองไม่ทันสมัยที่ครอบครัวยังอยู่ที่ปากพนังเพราะเรามาเกิดเอาหลังจากที่ครอบครัวย้ายมาอำเภอเมืองแล้ว"
"ตอนที่ย้ายออกมา พ่อยังชวนให้ญาติๆคนอื่นที่มีลูกหลานอยู่ในวัยเรียนส่งเด็กๆมาอยู่ที่บ้านเราเพื่อให้เด็กๆเหล่านั้นมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาด้วย การให้ความสำคัญกับการศึกษาของพ่อทำให้ลูกๆของพ่อทุกคนทั้งผู้หญิงและผู้ชายจบปริญญาตรีและมีงานการอาชีพที่ดีในภายหลัง พี่น้องเราบางคนก็ไปเป็นครู บางคนก็ไปรับราชการฝ่ายปกครองอยู่แถวบ้าน"
ชีวิตมหาลัย ชีวิตนักกิจกรรม
“เราเข้ากรุงเทพ ในปี 2516 แล้วก็อยู่ที่กรุงเทพเรื่อยมาจนเกษียณ สมัยเด็กๆ เราเคยมีความฝันว่าอยากเป็นผู้พิพากษา แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนั้นไปเพราะเราไม่ชอบเรียนพวกวิชาภาษาหรือวิชาสายสังคมเลยเลือกเรียนสายวิทย์ พอจบชั้นมัธยมเราก็สอบเอ็นทรานซ์เข้าเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ วิชาเอกบัญชี ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี 2517"
"สมัยนั้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบบโซตัสแรงมากเลย พอดีจังหวะนั้นมีรุ่นพี่คนหนึ่งที่คงเห็นว่าเราดูจะเป็นพวก "หัวแข็ง" ไม่ชอบโซตัส ไม่ชอบการรับน้อง ก็เลยมาชวนให้เราไปทำกิจกรรมกับพรรครวมพลังสามัคคี ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของนิสิตฝ่ายซ้ายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เราก็เลยไปเข้าร่วม พอได้เข้าไปทำกิจกรรมกับพรรคเราก็รู้สึกชอบและตั้งใจว่าอยากจะทำกิจกรรมแบบจริงจัง เราถึงกับวางแผนว่าตอนปีหนึ่งจะพยายามเร่งทำเกรดแล้วเรียนให้เต็มทีเพื่อว่าพอขึ้นปีสองจะได้ไปใช้เวลาทำกิจกรรมให้เต็มที่"
"ช่วงที่ขึ้นปีสอง ในปี 2518 เราก็ทำตามที่วางแผนไว้ คือดรอปเรียนทั้งปี ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำกิจกรรม มีช่วงหนึ่งเราได้ไปฝังตัวเรียนรู้ปัญหาอยู่กับชาวนาที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ระหว่างอยู่ในพื้นที่เรายังเคยให้ความรู้เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเช่าที่ดินกับชาวนาด้วยเพื่อที่เขาจะได้เอาไว้ป้องกันตัวไม่ให้ถูกเจ้าของที่ดินเอารัดเอาเปรียบ"
"ปี 19 เราเปิดเทอมมาได้ไม่เท่าไหร่มันก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาแล้วสุดท้ายเราก็ต้องหนีเข้าป่า"
6 ตุลา รอดตายเพราะคนท่าพระจันทร์ช่วย
"เราคิดว่าเราถูกจับตามองเรื่องการทำกิจกรรมมาตั้งแต่ก่อน 6 ตุลาแล้ว เคยมีอาจารย์ที่เป็นคนของ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) เรียกเราไปถามอยู่ว่าใครให้การสนับสนุนพรรครวมพลังฯ หรือมีใครที่เป็นคนจากพรรคคอมมิวนิสต์ เราก็บอกว่าไม่รู้ ก็ไม่รู้จริงๆ ไม่ได้รู้จักใคร จริงๆตั้งแต่สมัยเรียนอาจารย์คนนี้ก็เคยถามเราตั้งแต่ก่อน 6 ตุลาแล้วว่าจะให้ทุนการศึกษา เอาไหม เราก็ตอบไปว่าไม่เอา พอเรากลับจากป่ามาเรียนต่อก็อาจารย์คนเดิมก็มาถามอีกว่าจะเอาทุนไหม เราก็ปฏิเสธไปอีกรอบ"
"ตอนที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาเราอยู่ในธรรมศาสตร์ด้วย โดยเราได้รับมอบหมายให้เป็นทีมการ์ด ช่วงเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาเรานั่งคุยกับเพื่อนสนิทอีกคนที่เป็นการ์ดด้วยกันอยู่แถวๆท่าพระจันทร์ ปรากฎว่า ช่วงประมาณตีห้าก็เริ่มมีกระสุน M79 ยิงเข้ามาในธรรมศาสตร์ พอเริ่มมีการยิงก็มีการประกาศให้ทีมการ์ดเข้าประจำที่ตามที่ได้รับมอบหมาย เพื่อนเราก็วิ่งไปหน้าธรรมศาสตร์ ส่วนเราจะอยู่แถวๆสนามบอล เรามาที่สนามบอลไม่ทันไรก็มี M79 มาลงใกล้ๆ เพื่อนอีกคนที่เป็นการ์ดจากมหิดลถูกกระสุนตายตรงนั้นเลย ส่วนตัวเราเองตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกกลัวตายนะ เพราะพอ M79 ยิงมาลงแล้วก็ไม่ได้แตกตื่น ยังยืนอยู่ตรงนั้น"
"ถามว่าเห็นเพื่อนตายต่อหน้าต่อตาเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลารู้สึกอะไรไหม ? เห็นคนตายมันก็รู้สึกเสียใจเป็นธรรมดา แต่ตอนเราเองไปร่วมชุมนุมบ่อย ซึ่งในเวลานั้นการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยจนในเวลานั้นเรารู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย"
"พอฟ้าเริ่มสาง ก็มีการประกาศให้พวกเรายอมแพ้ ตอนนั้นเรากับผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งที่จับกลุ่มกันอยู่ตรงตึกโดมก็คุยกันว่าจะเอาไงดี ตอนนั้นมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกให้ปักหลักสู้ต่อ ตายเป็นตาย อีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยเพราะเห็นว่าจะสู้จนตัวตายกันตรงนี้ไม่มีประโยชน์ ต้องรักษาชีวิตไว้ก่อนแล้วค่อยไปสู้ต่อข้างหน้า เราคุยกันจนได้ข้อสรุปว่าจะค่อยๆเดินออกไปโดยให้ผู้หญิงออกไปก่อน เรากับผู้ชุมนุมผู้หญิงกลุ่มหนึ่งก็ชูมือสองข้างเดินออกไปทางท่าพระจันทร์ แต่เดินออกประตูท่าพระจันทร์ไปได้หน่อยเดียวก็มีกระสุนยิงสวนมาเลย"
"พอฝ่ายตรงข้ามยิงมาเราก็วิ่งหนีเข้าไปตรงชุมชนแถวท่าพระจันทร์ มีผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่ง แกน่าจะอายุประมาณ 70 กว่าแล้ว แกกำลังล้างจานอยู่ พอเห็นพวกเราเจ็ดแปดคนแตกกระเจิงกันมาแกก็บอกให้พวกเรารีบเข้าไปหลบในบ้านแก พวกเราหลบเข้าไปในบ้านแกได้ไม่นานก็มีพวกฝั่งตรงข้ามสองสามคนถือไม้หน้าสามตามพวกเรามา ในกลุ่มนั้นน่าจะมีคนถือปืนมาด้วย พอคนกลุ่มนั้นเดินมาถึงบ้านคุณยายแล้วก็ทำท่าจะเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถามคุณยายคนนั้นว่าเห็นพวกเราไหม ปรากฎว่าคุณยายแกรีบตะโกนด่าคอมมิวนิสต์สวนออกไปเลย ว่าไม่เห็นหรอกคอมมิวนิสต์ที่ไหน คุณยายแกยังสำทับไปอีกว่าถ้าเห็นนะก็ฆ่ามันให้หมดเลย คนที่ตามเรามาก็เลยถอยกลับไปเพราะคิดว่าพวกเราน่าจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น"
"ที่คุณยายด่าคอมมิวนิสต์คือแกตั้งใจช่วยเรานั่นแหละ ทำให้ไอ้พวกที่วิ่งตามมาเข้าใจว่าคุณยายแกเป็นพวกเดียวกับพวกมันแล้วก็ล่าถอยไปหาพวกเราที่อื่นต่อ พวกเราเลยรอดตาย พอกลุ่มคนที่ตามมากลับออกไปแล้วคุณยายแกก็หาเสื้อผ้ามาให้พวกเราเปลี่ยนเพื่อจะได้หลบออกไปได้ เพราะถ้าตอนนั้นใส่ชุดนักศึกษาออกไปคงไม่รอดแน่"
"ความโหดร้ายของฝ่ายตรงข้ามที่เราเจอกับตัวในเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเข้าป่า เราฝังใจมากเลยเรื่องที่มันหลอกให้เรายอมแพ้ แต่พอชูมือยอมแพ้เดินออกไปกลับระดมยิงใส่"
"หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาเราก็กลับไปเรียนหนังสือต่อ เรายังไม่ได้เข้าป่าทันทีเพราะเราไม่ได้ "แดง" เราก็แค่รักชาติ รักประชาธิปไตย แค่นั้น เรื่องเข้าป่าเราก็เลยไม่รู้ว่าจะไปติดต่อใคร ไม่เหมือนเพื่อนที่ธรรมศาสตร์ที่เขามีคอนเนคชันกับพรรค (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) พอเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาพวกเพื่อนที่ธรรมศาสตร์ก็เข้าป่ากันแทบจะทันที เรายังไม่รู้เลยว่าพวกเพื่อนธรรมศาสตร์ไปไหนกัน เพราะสมัยนั้นการติดต่อมันก็ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนยุคนี้"
"กลายเป็นว่าพอเกิดเหตุการณ์พวกเพื่อนๆธรรมศาสตร์เข้าป่ากันไปหลายคน ส่วนเราต้องรออยู่พักใหญ่ๆถึงมีรุ่นพี่ในพรรครวมพลังสามัคคีที่เกษตรมาเลียบๆเคียงๆว่าเป็นไงบ้าง หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาหายไปไหนมา เราก็ตอบไปว่าก็กลับมาเรียน รุนพีเค้าถามเราว่าอยากหลบที่ที่ปลอดภัยไหม ไปตายเอาดาบหน้า สภาพจิตใจเราตอนนั้นคือมันเหมือนจะเป็นซึมเศร้า เรียนหนังสือไม่รู้เรื่องแล้ว ไม่ใช่แค่เรียนหนังสือ ขนาดดูหนังก็ยังดูไม่รู้เรื่อง สุดท้ายเราเลยตอบรับพี่เขาไปว่าเราจะเข้าป่าด้วย"
สาวใต้ที่ภูพาน
"เรื่องมันนานมาแล้ว เราอาจจะจำรายละเอียดการเดินทางได้ไม่มาก จำได้แค่ว่าพอรถไปถึงที่ชายป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนมรถก็จอดให้พวกเราลง การเดินทางทุกอย่างเป็นความลับหมด ตอนแรกเราเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะพาไปไหน ทุกอย่างถูกปิดเป็นความลับ เพราะตอนนี้เข้าไปแรกๆทางพรรคก็ไม่รู้ว่าคนที่เข้าไปจะอยู่ได้หรือไม่ได้ ถ้าการเดินทางไม่ถูกปิดเป็นความลับแล้วคนที่เข้าไปเกิดอยู่ไม่ได้หนีกลับมาก็อาจจะเสียลับได้ พอลงจากรถที่ชายป่าก็มีสหายที่แต่งชุดทหารมารับ ตอนนั้นเรายังตกใจเลยว่าโอ้โหนี่เหรอคอมมิวนิสต์ ทำไมหล่อจัง ไม่ได้เป็นปีศาจเหมือนที่เขาโฆษณาไว้ สหายที่มารับสุภาพมาก พวกเขายิ้มแย้มต้อนรับพวกเราอย่างดี"
"พอเข้าไปอยู่ในป่าเราก็ต้องเข้าไปเรียนทฤษฎีการเมืองแล้วก็ฝึกวิชาการทหารเบื้องต้นที่โรงเรียนการเมืองและการทหาร ช่วงนี้เองที่เรามีโอกาสฝึกยิงปืนสั้น แล้วก็ฝึกหาถ้ำเพื่อหลบระเบิด ใช้เวลาฝึกน่าจะใช้เวลาฝึกทั้งหมดประมาณ 3 - 4 เดือน เรื่องอาหารการกินน่าจะเป็นเรื่องที่เราต้องปรับตัวเยอะหน่อย เราเป็นคนใต้ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยกินข้าวเหนียวเลย พอเข้าป่าที่ภาคอีสานก็เจอข้าวเหนียวไปหลายมื้อ แรกๆเราเหม็นข้าวเหนียว สหายก็พากันหาข้าวจ้าวหรือข้าวต้มมาให้กิน แต่สุดท้ายสถานการณ์ที่แร้นแค้นระหว่างการสู้รบก็ทำให้เราต้องปรับตัวจนตอนหลังเราก็กินได้หมดทั้งข้าวเหนียวทั้งปลาร้า เรียกว่าอะไรที่เรียกแล้วไม่ขานก็กินได้หมด บางช่วงที่อาหารขาดแคลนต้องกินกบเราก็ผ่านมันมาได้ เพื่อนเราบางคนที่เป็นนักศึกษาพอเข้าป่ามาเจอสภาพแบบนี้อยู่ไม่ไหวขอกลับบ้านก็มี ส่วนตัวเราเองเข้ามาเจอสภาพที่ลำบากแบบนี้ก็เคยรู้สึกอยากกลับบ้านเหมือนกัน แต่สุดท้ายเราก็บอกตัวเองว่าไหนๆเข้ามาแล้วก็ลองอดทนดูสักตั้งเพราะความรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงมันเอาชนะความรู้สึกท้อต่อสถานการณ์ที่ยากลำบาก สุดท้ายเราก็เลยอยู่ในป่ายาวประมาณสี่ปีครึ่ง เหมือนกับไปเรียนปริญญาตรีอีกรอบหนึ่ง"
"เขตที่เราอยู่มันเป็นเขตจรยุทธ์ที่มีการต่อสู้เกือบตลอดเวลา ทำให้เขตของเราไม่มีการก่อสร้างโรงนอนหรือสิ่งปลุกสร้างถาวร การนอนก็อาศัยขึงผ้าใบกันน้ำค้างกันฝนแล้วผูกเปลเอา เสื้อผ้าเราก็มีมีคนละสามชุดต้องเวียนใส่เวียนซัก แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งที่ต้องใส่ซ้ำเพราะมันมีสถานการณ์ ฝนตกบ้างหรือถูกฝ่ายรัฐบุกมาตีบ้างทำให้ซักผ้าไม่ได้ต้องใส่ชุดเดิม เรื่องเสื้อผ้าเราอาจจะไม่ค่อยถูกสุขอนามัยนักแต่เรื่องฟันนี่เป็นอีกเรื่องเลย พวกเราต้องดูแลฟันกันอย่างดีและแปลงฟันเป็นประจำ เพราะในป่าอาหารการกินขาดแคลนทำให้ได้วิตามินไม่ครบถ้วนซึ่งส่งผลต่อสุขภาพฟัน ถ้าดูแลฟันไม่ดีหรือไม่แปลงฟันก็เป็นไปได้ที่ฟันจะหักจนหมดปาก"
"ใจจริงเราเองก็อยากไปอยู่หน่วยรบนะ เพราะเรามีความคับแค้นกับสิ่งที่ทั้งตัวเราเองและเพื่อนๆต้องเผชิญ แต่สุดท้ายแล้วเราก็ได้รับมอบหมายให้ไปทำงานมวลชนกับงานการผลิตเป็นหลัก ถึงเราจะไม่ได้อยู่หน่วยรบแต่สถานการณ์สู้รบก็ทำให้เราผ่านประสบการณ์เฉียดตายอยู่เหมือนกันและเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่เราจำได้ไม่รู้ลืมมาจนถึงวันนี้"
สามวันที่เฉียดตาย
"ตอนที่เกิดเรื่องน่าจะเป็นช่วงประมาณเดือนมีนาปี 2522 มีการล้อมปราบคอมมิวนิสต์ วันนั้นเรากับสหายชาวนาอีกสองคนเป็นหมอผู้หญิงคนหนึ่งกับผู้ชายอีกคนหนึ่งเป็นทหารบ้านออกไปหาไข่มดแดงเพื่อส่งให้ทหารแนวหน้า สหายอีกกลุ่มที่รอพวกเราอยู่ที่ทับเลยพากันล่าถอยไป พอเรากับสหายอีกสองคนกลับมาที่ทับก็กลายเป็นว่าไม่เจอใคร เรากับสหายอีกสองคนก็ปรึกษากันว่าควรจะไปไหนดี เราเสนอไปว่าให้เดินขึ้นภู เพราะเคยได้รับการสอนมาว่าถ้าต้องถอยอย่าลงไปที่ราบเพราะเป็นเขตของศัตรูแต่ให้หนีขึ้นภู เดินขึ้นไปได้ไม่เท่าไหร่เราก็เห็นเหมือนหัวคนโผล่ออกมาจากต้นไม้ริมทางห่างจากพวกเราทั้งสามคนประมาณหนึ่งร้อยเมตร มาคิดย้อนไปอีกทีเราคิดว่าตอนนั้นทหารน่าจะอยากจับเป็นพวกเราทั้งสามเพื่อไปรีดข้อมูล ตอนที่เห็นหัวทหารแว่บแรกเราก็พูดกับสหายอีกสองคนว่า "เหมือนหัวคนนะ" พอเราพูดจบกระสุนจากปากกระบอกปืนของฝ่ายตรงข้ามก็สาดมาราวกับห่าฝน กำลังของฝ่ายรัฐน่าจะประมาณหนึ่งกองร้อย พอเห็นแบบนั้นเราก็รีบบอกให้สหายอีกสองคนหมอบลงตามที่ได้รับการสอนมาแต่ก็ไม่ทันเพราะพวกทหารอยู่บนที่สูง พอพวกเราเดินขึ้นภูเค้าก็เห็นพวกเราได้ไม่ยาก พอเห็นแล้วพวกทหารก็ระดมยิงใส่พวกเราใหญ่เลย ดีว่าไม่มีใครถูกกระสุน"
"ตอนนั้นทุกอย่างชุลมุนมาก สหายอีกสองคนเคลื่อนที่ออกจากจุดปะทะไปโดยที่เค้านึกว่าเราเคลื่อนที่ตามเค้าไป ส่วนตัวเราหมอบคลานตามที่ได้เรียนมาไปหาที่หลบแล้วก็นึกว่าสหายตามมาด้วย ต่างคนต่างทึกทักกันไปสุดท้ายกลายเป็นว่าเราคลาดกับสหาย ระหว่างที่คลานหาที่ซ่อนเราถอดหมวกดาวแดงเก็บไว้เลยเพราะดาวแดงที่อยู่บนหมวกอาจจะสะท้อนแสงแล้วทำให้ศัตรูเห็นตัวเราได้ พอเสียงปืนสงบลงเราก็ได้ยินเสียงทหารประกาศว่าน้องนักศึกษาคนนั้นให้มอบตัวถ้าไม่อยากตาย เราเดาว่าที่เขารู้ว่าเราเป็นนักศึกษาน่าจะเป็นเพราะเราใส่กางเกง และทหารอาจได้ยินเสียงเราพูดตอนแรกเพราะป่าทั้งป่าเงียบมาก ส่วนสหายหญิงอีกคนนุ่งผ้าถุงเหมือนคนพื้นที่ เราหลบจนเสียงปืนของพวกทหารสงบลงก็ต้องรีบหาถ้ำเพื่อใช้เป็นที่ซ่อนตัวตามที่เราเคยถูกสอนมา ระหว่างมองหาที่ซ่อนเรามองหาต้นเลาเพราะมันจะขึ้นอยู่แถวริมห้วย เมื่อมีห้วยก็ต้องมีถ้ำ"
"เรื่องที่ทหารประกาศให้เรามอบตัวถ้าไม่อยากตาย เราตั้งใจว่ายังไงก็ไม่มอบตัวแน่เพราะกลัวจะถูกหลอกอีกครั้งแบบตอน 6 ตุลาที่เขาหลอกให้เราเดินชูมือยอมแพ้ออกมาจากธรรมศาสตร์ แต่พอเราเดินออกมาก็ยิงปืนใส่ กลับมาที่สถานการณ์ในป่าตอนนั้นเรากำปืนของเราไว้แน่นกะว่าถ้าต้องปะทะกันจริงๆเราก็สู้ตายแต่เราจะไม่เป็นฝ่ายแตกเสียงปืน (ยิง) ก่อน เพราะทำแบบนั้นทหารจะรู้ทันทีว่าเราอยู่ไหน เราจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองกำปืนแอบอยู่เงียบๆนานแค่ไหน เรารออยู่แบบนั้นจนกระทั่งได้ยินทหารตะโกนบอกกันว่าให้ถอยกำลังแล้วเดินลงจากภูไป ครั้ังแรกที่ทหารถอยออกไปเราก็ยังไม่รู้ว่าทหารลงจากภูไปแล้วเพราะเราเข้าใจว่าทหารน่าจะยึดหัวภูอยู่ กลายเป็นว่าระหว่างที่ถอยพวกทหารผ่านจุดที่เรานอนหมอบอยู่ไม่เกิน 50 เมตร แต่ก็มองไม่เห็นเราทั้งๆที่ป่าเพิ่งถูกไฟไหม้ใหม่ๆจนมีพื้นที่โล่ง แปลกดีเหมือนกัน เราจำได้ว่าตอนที่ทหารผ่านเราไปก็ไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิดเดียว แถมพอทหารล่าถอยออกไปแล้วเรายังลุกขึ้นยืนนับจำนวนพวกทหารที่มาอยู่เลยซึ่งเท่าที่นับได้พวกทหารน่าจะมีกันประมาณ 80 คน"
"เราโชคดีที่เจอถ้ำเล็กเป็นชะ่อนหินที่พอจะหลบระเบิดได้ การเอาตัวรอดของเรายังไม่จบแค่นั้น เพราะเราหลงกับสหายอยู่ในป่าตัวคนเดียว เป็นเวลาสามวันสามคืนนอนในถ้ำบ้างนอนบนต้นไม้บ้าง วันรุ่งถัดจากวันที่เราพลัดหลงกับสหายเราก็ออกเดินตามหาว่าสหายไปอยู่กันที่ไหน วันนั้นฝ่ายรัฐยังยิงระเบิด T28 มาลงใกล้ๆกับจุดที่มีการปะทะกันเมื่อวันก่อนด้วย แต่โชคดีที่ตอนนั้นเรายังหลบอยู่ในถ้ำเลยไม่เป็นอะไร เรายังงงอยู่เลยว่าแค่หาเราคนเดียว ต้องลงทุนยิงระเบิดยิงกระสุนมาขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"เราหลงกับสหายอยู่ในป่ารวมทั้งหมด 3 วัน โดยที่ไม่มีของกินติดตัว มีแค่น้ำกระติกเล็กๆ ที่เอาไปตักน้ำจากห้วยมากิน ส่วนของกินก็อาศัยหามะละกอ หากล้วยปะทังหิวเอา ช่วงกลางคืนก็อาศัยนอนในถ้ำ จริงๆระหว่างที่เราหลงอยู่ในป่าก็มีสหายพยายามออกตามหาแต่สุดท้ายก็คลาดกัน สหายบางส่วนเองก็คิดว่าเราน่าจะตายไปแล้ว แต่พอได้ยินว่าฝ่ายรัฐใช้เครื่องบินเข้ามาประกาศให้เรามอบตัวสหายก็มีความหวังว่าเราน่าจะยังไม่ตายเพราะถ้าตายไปแล้วทหารก็คงไม่เข้ามาโฆษณา"
"หลังจากหลงป่าได้สามวัน เราก็เดินกลับมาถึงบริเวณทับที่เราเคยพักแรมชั่วคราวอยู่กับพวกสหาย เรายังเจอข้าวของกับกล้วยที่เราเคยเอาซ่อนไว้เลยได้เอามากินประทังหิว มันเหมือนกับว่าเอาจริงๆแล้วตลอดสามวันที่เราหลงป่าเราก็ไม่ได้เดินไปไหนไกล พอวนกลับมาเจอที่ที่ตั้งเก่าเราก็ตัดสินใจหาที่หลบรออยู่แถวนั้นเพราะสหายเคยบอกกันไว้ว่าถ้าหลงป่าให้กลับมาอยู่จุดที่เคยอยู่ด้วยกันแล้วสหายจะมาตามหาเอง ซึ่งในวันที่สามของการหลงป่าพอเราไปรออยู่ตรงจุดที่เคยอยู่กับสหายมาก่อน ปรากฎว่ามีสหายวนกลับมาหาเราตรงนั้นจริงๆ ตอนแรกที่สหายมาก็ส่งสัญญาณเป็นเสียง เก้งร้อง "โป๊ก โป๊กโป๊ก" ตามที่เคยนัดแนะกันไว้ เราที่แอบอยู่ตอนแรกก็ไม่กล้วแสดงตัวออกมาเพราะกลัวเป็นฝ่ายศัตรู แต่พอแอบดูจนมั่นใจแล้วว่าเป็นสหายเราก็ออกมาจากที่ซ่อน จำได้ว่าตอนนั้นตัวเองน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวด้วยความดีใจแล้วก็เข้าไปกอดกับสหาย ทั้งสหายบ้านและทหารและจัดตั้งที่เราสามารถรอดตายมาได้ถ้ามองย้อนกลับไปจากวันนี้ ช่วงเวลาสามวันนี้เป็นช่วงเวลาความเป็นความตายของเราเลย เอาจริงๆตอนนั้นเราไม่เคยคิดเลยว่าเราจะรอดมาจนถึงตอนนี้"
การแต่งงานในเขตจรยุทธ์
"ช่วงเวลา 4 ปีเศษที่อยู่ในป่า เป็นช่วงเวลาที่เราได้เจอกับสหายผาแดง คนที่จะกลายมาเป็นสามีของเราในอนาคต สหายผาแดงเป็นคนกาฬสินธุ์ ก่อนเข้าป่าเขาเคยเป็นนักการเมืองพรรคสังคมนิยม แต่ไม่เคยชนะการเลือกตั้งเป็นสส.หรอกนะ มีแค่ปี 2518 ที่เขาเกือบได้เป็นสส.เพราะตอนนั้นพรรคสังคมนิยมกระแสแรง นอกจากเป็นนักการเมืองแล้วสหายผาแดงก็ยังเป็นจิตรกรวาดรูปด้วยเขาเรียนที่ศิลปากร จริงๆสหายผาแดงถูกพรรคส่งไปปฏิบัติงานที่ภาคเหนือ แต่ช่วงประมาณปี 2522 พรรคส่งเขามาที่ภาคอีสานเพื่อให้ไปปลุกระดมมวลชนที่กาฬสินธุ์ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดของเขา พอเขาผ่านทางมาในทับที่เราอยู่เขาก็เกิดปิ๊งเราเลยเข้ามาจีบ"


ภาพถ่ายสหายผาแดง และลายเส้นฝีมือสหายผาแดง
"จริงๆชื่อสหายทรายนี่สหายผาแดงก็เป็นคนตั้งให้ เพราะก่อนหน้านี้เราใช้ชื่อจัดตั้งว่าสหายกล้าแต่สหายผาแดง บอกว่าเราตาสวย ให้เปลี่ยนชื่อเป็นสหายทรายน่าจะดีกว่า เราก็เลยเปลี่ยนตามที่เขาบอกแล้วก็ใช้ชื่อนั้นเรื่อยมา กลายเป็นว่าชื่อจัดตั้งของเราอันนี้มีที่มาโรแมนติกเอาจริงๆเราเป็นคนที่มีหลายชื่อนะ ที่บ้านเรียกเราเล็ก พอมาเรียนเกษตรเพื่อนๆเรียกเราว่านิด พอเข้าป่ามาก็ใช้ชื่อจัดตั้งว่าสหายกล้า ส่วนทรายนี่มาทีหลังแล้วเราก็ใช้ชื่อนี้เรื่อยมากระทั่งออกจากป่า"
"ตอนแรกที่สหายผาแดงมาจีบเราก็ไม่ได้คิดจะจะรับรักเขาหรอกนะ แถมเขาก็แก่กว่าเราตั้ง 10 ปี แต่เขาก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะจีบเราจริงๆ เขาเคยขอให้เราเป็นแบบให้เขาเขียนรูป แล้วก็หาโอกาสพูดคุยสานสัมพันธ์กับเราอยู่ตลอด บางครั้งเวลาพูดถึงเรื่องความทุกข์ยากของคนจนเขาก็น้ำตาไหลออกมาเพราะเจ็บปวดกับเรื่องราวเหล่านั้น จุดนี้เป็นส่วนหนึ้่งที่ทำให้เราเริ่มใจอ่อน"
“สหายผาแดงเข้ามาสานสัมพันธ์กับเราได้ประมาณปีนึงเราถึงยอมรับความรักจากเขา หลังจากคบหาดูใจและดำเนินการตามขั้นตอนของพรรค เราสองคนก็เข้าพิธีแต่งงานกันในปี 2523 สหายดล สหายนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เป็นนักดนตรีแล้วเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเรามาจนถึงทุกวันนี้ยังแต่งเพลงและเล่นดนตรีในงานแต่งงานของเรากับสหายผาแดงด้วย กระดาษที่มีเนื้อเพลงที่สหายดลเขียนให้เราในวันแต่งงานเรายังเก็บมาจนถึงทุกวันนี้เลย“

ผาแดง..
เนิ่นนานนับหมื่นแสนปี
สายฟ้าฟาด !!
ท้องฟ้าคำราม !!
ทะเลคลั่งดั่งไร้สติ
พายุโหม โถมซัดกระหน่ำ..
แสงอาทิตย์ร้อนแรงแดงฉาน...
เปลวแดดสะท้าน
ระริกอยู่บนหาดทราย
...ยะเยือกลมหนาว
จากอีสานผ่านฟ้า..
หมู่บ้านผองชนในยามเหมันต์
นั่น..ผาแดง ..
ยังยืนทะมึนมหึมา
ดุจนักรบโบราณ..
หาญกล้าอาจองเหม่อมองออกไป
ยังทะเลไกล..
หาดทรายกว้างใหญ่
หมู่บ้านผองชน
..ล้วนสรรค์สร้างจาก
นิรันดร์กาล
ดาวพรายฟ้า..เทพธิดา
แสงธรรมเริงแรงเปลวร้อน..
กับรัตติกาล ซาตานแห่งห้วงโลกันต์
ทุกสิ่งสรรพ์ผ่านกาลเวลา.. ใหม่.. เก่า..ดิน..ฟ้า..
หน้าล้มหลังลุกติดตาม
จิตนักรบโบราณ..
เห็นธรรมที่ใฝ่หา
ชัยชนะได้มา..
ต้องหยัดยืน..
(เนื้อเพลง "ผาแดง" ประพันธ์โดยสหายดน)
”สหายผาแดงเป็นคนที่มีคนรู้จักกว้างขวาง ในงานแต่งงานของเราก็เลยมีสหายที่เป็นคนมีชื่อเสียงมาร่วมงานหลายคน ที่จำได้ก็มีธีรยุทธ์ บุญมี กับหมอเหวง (นพ.เหวง โตจิราการ) ที่มาร่วมในงานแต่ง พิธีแต่งงานในป่าก็ทำแบบง่ายๆ สหายพากันนั่งล้อมเป็นวงกลม จากนั้นก็มีการประกาศว่าสหายทั้งสองคนแต่งงานกันแล้ว แล้วสหายคนอื่นๆก็มาร่วมแสดงความยินดีกัน จริงๆเขตที่เราอยู่ถือเป็นเขตจรยุทธ์ที่มีการสู้รบ การดื่มเหล้าเป็นเรื่องต้องห้าม แต่งานเรามีสหายสักคนหนึ่งเอาเหล้าฝรั่งเข้ามาให้ดื่มฉลองกัน”
“หลังแต่งงาน เรากับสหายผาแดงก็ยังไม่ค่อยได้อยู่ร่วมกัน เพราะเขาได้รับมอบหมายให้ไปเปิดโรงเรียนสอนศิลปะและผลิตสื่อของพรรคสำหรับเด็ก ส่วนตัวเราเองก็ต้องย้ายที่ตั้งไปเรื่อยๆเพราะเขตที่เราอยู่เป็นเขตจรยุทธ์ที่มีการสู้รบอยู่เป็นระยะ กลายเป็นว่าหลังการแต่งงานสหายผาแดงกับเราก็ได้เจอกันแค่ประมาณเดือนละครั้งเท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปตามนโยบาย "สามช้า" ของพรรคคือ ถ้ายังไม่มีความรักก็อย่าเพิ่งมี ถ้ามีแล้วก็อย่ารีบแต่งงาน ถ้าแต่งงานแล้วก็อย่างเพิ่งรีบมีลูก เรากับสามีแต่งงานกันแต่ก็ไม่ค่อยมีโอกาสอยู่ด้วยกันเรื่องมีลูกก็เหมือนต้องชะลอไปก่อนโดยปริยาย"
อดีตสหายท่ามกลางความขัดแย้งการเมืองในการเมืองสีเสื้อ
"เราตัดสินใจออกจากป่าประมาณเดือนเมษายน 2524 มีปัจจัยมากมายที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนั้น ทางหนึ่งความหวังที่จะชนะดูจะริบหรี่เพราะบริบทการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนไป จีนทะเลาะกับโซเวียต ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ของพคท.(พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) กับความสัมพันธ์ที่มีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ลาวและพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่ใกล้ชิดกับโซเวียตแย่ลงไปด้วย โดยเฉพาะเส้นทางในลาวที่ถูกใช้เป็นทางลำเลียงอาวุธและของสนับสนุนจากจีนถูกตัดขาดไปหลังมีความขัดแย้ง”
“นอกจากนั้นในพรรคไทยเองก็มีความขัดแย้งภายในด้วย ทำให้เรารู้สึกว่าอยู่ในป่าต่อไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา ประกอบกับตอนนั้นมีนโยบาย 66/2523 ที่เปิดโอกาสให้เรากลับคืนเมืองไปใช้ชีวิตปกติ เราคิดว่าสถานการณ์ในป่าเวลานั้นมันคล้ายๆกับช่วง 6 ตุลาที่เราจำเป็นต้องไปหาที่ปลอดภัยสักที่แล้วป่าก็เปิดรับ แต่ครั้งนี้มันกลับกันคือในป่ามันเกิดความระส่ำระสายและมีความขัดแย้งแล้วพอในเมืองเปิดรับเราก็เลยตัดสินใจกลับ"
“หลังเราออกจากป่าเราก็ตั้งใจว่าจะกลับไปเรียนต่อ เลยต้องเข้าไปมอบตัวกับทางการเพื่อจะได้เอาเอกสารไปยื่นให้ทางมหาลัยรับเรากลับเข้าไปเรียนต่อ พอเรียนจบเราก็ตระเวนสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์และบัญชีตามบ้านควบคู่กับการขายประกัน เราเปลี่ยนงานไปหลายอย่าง เคยเป็นเซลส์ขายผลิตภัณฑ์ทัปเปอร์แวร์ นอกจากนั้นก็เคยเป็นเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อาหารของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง รวมถึงเคยทำงานกับบริษัทบัญชีของต่างประเทศด้วย ที่เราเปลี่ยนงานบ่อยมาจากหลายเหตุผล งานบางงานเราก็ไม่ถนัดหรือไม่ชอบตัวเนื้องาน แต่ก็มีอยู่เหมือนกันที่เรารู้สึกว่าการจ้างงานไม่เป็นธรรม เราเปลี่ยนงานไปเรื่อยกระทั่งปี 2537 เราก็ได้มาทำงานที่สหกรณ์ออมทรัพย์ของมหาวิทยาลัยรังสิตซึ่งเราก็ทำงานที่นั่นเรื่อยมากระทั่งเกษียณ
ส่วนสหายผาแดงสามีที่แต่งงานอยู่กินกับเราตั้งแต่ในป่าก็ใช้ชีวิตครอบครัวกับเราเรื่อยมา ในปี 2529 เรามีลูกชายกับสหายผาแดงคนหนึ่ง เขายังเอาชื่อจัดตั้ง ”ผาแดง” มาตั้งเป็นชื่อเล่นของลูกด้วย สหายผาแดงเสียชีวิตไปในปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียด ก่อนเสียชีวิตสหายผาแดงเขาก็ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดแล้วก็ดูเหมือนว่าเขาจะผิดหวังกับสถานการณ์อยู่พอสมควรเลย"
"เอาจริงๆในหมู่สหายที่เคยเข้าป่าด้วยกัน ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีความเห็นทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน ช่วงที่มีสถานการณ์การเมืองทั้งสีเหลืองสีแดงและต่อมาสีส้มความเห็นของสหายก็มีความแตกต่างกันไม่น้อย อย่างเราเองก็เคยมีความเห็นไม่ตรงกับเพื่อนอดีตสหายคนหนึ่งจนถึงขั้นไม่ได้ติดต่อกันไปนานประมาณหนึ่ง แต่ตอนหลังเราก็มาเคลียร์ใจกันและกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน"
"เราคิดว่าสิ่งสำคัญคือวิธีการจัดการปัญหาของแต่ละคนว่าเป็นยังไง จะเปิดใจรับฟังความเห็นต่างกันมากน้อยแค่ไหน อย่างสหายที่เคยมีความเห็นต่างจากเราเขาเป็นใจกว้าง แม้ว่าจะเคยมีความเห็นไม่ตรงกับเราแต่เขาก็เป็นฝ่ายเดินกลับมาหาเราชวนเราไปทำกิจกรรมด้วยกันจนสุดท้ายความสัมพันธ์ฉันสหายเราก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม"
"สำหรับเราอาจจะเป็นเพราะเราอายุมากแล้ว เราก็ยังติดตามการเมืองอยู่นะ แต่ไม่ได้อินเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะเราสรุปกับตัวเองได้ว่าไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะชีวิตของเราก็คงเป็นเหมือนเดิม"
"ตอนนี้เราอายุ 70 กว่าแล้ว เรื่องอนาคตของบ้านเมืองก็คงให้เป็นเรื่องของคนรุ่นต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะไปทางไหนเราก็ยินดีไปตามนั้น ก็เหมือนกับสมัยก่อนที่เราออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านค่านิยมของคนรุ่นก่อนในสมัยที่เราเป็นวัยรุ่นนั่นแหละ ตอนนั้นเราก็โดนผู้ใหญ่ต่อว่าแต่เขาก็ยอมรับสิ่งที่พวกเราเป็น มีผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกเราในสมัยนั้นว่าพวกมึงจะเป็น 5 ย (วัฒนธรรมนักกิจกรรมยุคทศวรรษที่ 1970 ไว้ผมยาว ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้ายาง สะพายย่าม) หรือเป็นอะไรก็เป็นไป ตอนนี้เราก็สลับตำแหน่งมาเป็นเหมือนผู้ใหญ่สมัยนั้น ครั้งหนึ่งเราเคยไปคุยกับคนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เราก็ได้แต่บอกพวกเขาว่าให้ดูแลตัวเองให้ดีเพราะต่อไปอนาคตของประเทศจะอยู่ในมือพวกคุณ ถ้าคุณจะเดินไปทางไหนเราก็จะเดินตาม เพราะตอนนี้เวลาของเราในฐานะคนกำหนดอนาคตมันหมดไปแล้ว"
สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อานนท์ ชวาลาวัณย์
ภาพถ่ายส่วนตัว ได้รับความอนุเคราะห์จากสหายทราย
_______________________________________________________________________________________________________________
ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของพคท.ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่พคท.ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับพคท.ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน
ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับพคท.ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆคนอาจ ยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆคนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน “ไดอารีดาวแดง” ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์