• บทความ
  • Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง

แม้เวลาล่วงเลยมาจนอายุเข้าสู่หลัก 70 ปี ‘ณพดน ทัพผดุง’ ก็ยังคงหลงใหลในเสียงดนตรี และชื่นชอบการขบคิดด้านปรัชญาและศาสนาเฉกเช่นในอดีต สมัยที่เขาใช้ชื่อว่า ‘สหายดน’ สมาชิกวง 66 ในหน่วยโฆษณาการ ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เขตงานภูพาน


ความชื่นชอบในการร้องเพลงและเล่นดนตรีของสหายดน ทำให้เขาสร้างห้องซ้อมดนตรีเอาไว้ในบ้าน เพื่อเป็นสถานที่รังสรรค์งานเพลง และเพื่อต้อนรับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะพี่น้องร่วมสถานศึกษาอย่าง ม.ขอนแก่น ที่เขาจบการศึกษาด้านวิศวะมา รวมไปถึง ‘สหาย’ จากป่าเขาลำเนาไพรที่เขาจากมาหลายปี แต่มิตรภาพระหว่างกันดูจะยังไม่ได้เสื่อมคลาย


ชีวิตของสหายดนในปัจจุบัน ดูผิวเผินอาจจะเป็นชายวัย 70 ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่หากได้ลองนั่งสนทนากับเขาแล้วก็จะรู้ว่าชีวิตของเขาผ่านเรื่องราวมาอย่างมากมาย นับตั้งแต่การเป็นเด็กวัดในโรงเรียนต่างจังหวัด ที่วันหนึ่งต้องเดินทางมาเรียนในพื้นที่ต่างถิ่นห่างไกล และผกผันไปสู่การกลายมาเป็นมือเบสในวงดนตรีของ ‘หน่วยโฆษณาการ’ บนฐานที่มั่นภูพาน ซึ่งเป็นศูนย์กลาง พคท. ในเขตอีสานเหนือ

 

จาก ‘เด็กวัด’ หัวเมืองเหนือ สู่ ‘หนุ่มวิศวะ’ แดนอีสาน

“ผมเป็นคนจังหวัดเชียงใหม่ ที่โตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ประกอบอาชีพค้าขายในกาดหลวง (ตลาดวโรรส) ตอนนั้นฐานะที่บ้านยากจนมาก ทำให้ต้องไปเป็น ‘เด็กวัด’ เพื่อเรียนที่โรงเรียนวัดเจดีย์หลวง และด้วยความเป็นเด็กวัดนี่เอง เลยทำให้มีความสนใจเรื่องปรัชญาและศาสนามาตั้งแต่นั้น ผมเรียนอยู่ที่นั่นเรื่อยมาจนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนยุพวิทยาลัย ปรากฏว่าสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำให้ต้องเดินทางจากเชียงใหม่ไปศึกษาที่ขอนแก่น และได้เข้ามาเป็นนักศึกษาปีหนึ่งเมื่อปี 2515”


“ตอนนั้นที่ไปเรียนปีแรกก็เจอว่าที่มหาวิทยาลัยมีการประท้วงกัน เหตุเพราะมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีปัญหาน้ำไม่ไหล ไฟไม่ติด ห่างไกลความเจริญ ในขณะที่เชียงใหม่ที่เราจากมาก็มีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งก่อตั้งมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกลับเจริญกว่า กลุ่มนักศึกษาจึงตั้งข้อสงสัยกับอธิการบดีและผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่ามีการคอร์รัปชั่นหรือไม่ ผมเองก็ได้เข้าร่วมเดินขบวนประท้วงด้วย แม้ในตอนนั้นจะไม่ได้รู้สึกอิน หรือสนใจทางการเมือง เนื่องจากอยู่กับความลำบากมาจนเคยชินก็เลยไม่คิดจะเรียกร้องอะไรสูง แต่เมื่อมีเพื่อนชวนไปประท้วงก็ไปกับเขา  ช่วงนั้นจึงได้รู้จักกับหลาย ๆ คนรวมถึงรุ่นพี่ เช่น ‘สิตา การย์เกรียงไกร’ ที่ตอนนั้นก็ไปเดินขบวนด้วย”

 

ร่วมประท้วงใหญ่ ‘14 ตุลาฯ’ ในฐานะแนวหลัง

“พอผมขึ้นปี 2 ตอนนั้นปี 2516 ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ใหญ่คือการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนที่กรุงเทพฯ แล้วพอดีว่าช่วงนั้นมหาวิทยาลัยปิดเทอมพอดี ซึ่งปกติผมจะเดินทางกลับบ้านที่เชียงใหม่ซึ่งสมัยนั้นลำบากมาก เพราะต้องเดินทางจากขอนแก่นมาที่กรุงเทพฯก่อน และค่อยเดินทางจากกรุงเทพฯกลับเชียงใหม่ จะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง คราวนี้ก็เช่นกัน ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แต่แวะอยู่หอพักกับเพื่อนที่เรียนวิศวะอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อนคนนี้รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนวัด ระหว่างที่อยู่กับเพื่อนนี่เอง เพื่อนผมดันไปเข้าร่วมการประท้วงด้วย ผมก็เลยตามไปโดยไม่ได้รู้เรื่องการเมืองอะไรกับเขาหรอก ตอนนั้นก็รู้แค่ว่าประเทศโดนปกครองโดยทหารมาเป็นสิบปีแล้ว เขาเรียกระบอบนี้ว่า ‘ระบอบถนอม ประภาส ณรงค์’ ซึ่งประชาชนไม่ทนแล้วจึงออกมาต่อต้าน และเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ของประชาชน ตอนนั้นที่ตามไปผมคิดแค่ว่า เขาเฮไหน เราเฮนั่น สนุกดี”


“การประท้วงช่วงนั้น ผู้ชุมนุมให้การสนับสนุนอย่างดี มีข้าวฟรี น้ำฟรี ผู้คนก็มาร่วมชุมนุมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นหลักหลายแสนคน จนวันที่ 13 ตุลาคมก็เกิดการเดินขบวนกันใหญ่โต รัฐบาลเลยมาทำข้อตกลงว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่แล้ววันที่ 14 ตุลาคม ก็เกิดการปิดล้อมและสลายการชุมนุม ตอนนั้นผมอยู่ทันเห็น ‘ไอ้ก้านยาว’ นิสิตจากเกษตรศาสตร์ที่ถือกระบองสู้กับทหาร แต่ช่วงที่สลายหนัก ๆ นั่นผมเป็นแค่พวกตามหลังเลยไม่ได้รับรู้อะไรมากนัก ต้องรอดูข่าวจากหนังสือพิมพ์อย่างเดียวและก็อาศัยการเล่ากันปากต่อปาก  ไม่มีสื่อโซเชียลมีเดียเหมือนทุกวันนี้จึงทำให้เราก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดมาก”
 

 

นักดนตรีหนุ่มที่เริ่มศึกษาแนวคิด ‘คอมมิวนิสต์’

“หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา สังคมไทยเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน มีเสรีภาพมากขึ้น หนังสือต้องห้าม เช่น แนวคิดคอมมิวนิสม์จากจีนก็เริ่มวางขายอย่างแพร่หลาย แม้ผมจะเรียนวิศวะ แต่ด้วยความสนใจเรื่องแนวคิด ปรัชญามาก่อนตั้งแต่สมัยอยู่วัด ก็เลยสนใจความรู้ทางปรัชญาสังคมศาสตร์พวกนี้ พอหยิบมาอ่านจึงทำให้เข้าใจทัศนคติของพวกคอมมิวนิสต์ว่าต้องการปฏิวัติเพื่อประชาชนที่ยากจน แต่ตอนนั้นผมยังไม่ได้รู้สึกอินมากนะ เพราะสิ่งที่ชื่นชอบจริง ๆ สำหรับผมตอนนั้น คือ การเล่นดนตรี”


“ผมหัดเล่นดนตรีตังแต่สมัยมัธยม โดยตอนนั้นเป็นมือเบสให้วงแชโดว์ (Shadow) จนกระทั่งเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยก็เข้าชมรมดนตรี เป็นนักดนตรีของคณะ สมัยนั้นเวลาเล่นดนตรีก็จะเล่นเพลงสากลอย่างวง The Beatles แต่เมื่อไรมีเพื่อนที่อินการเมืองมาแจมด้วย แนวเพลงจะเปลี่ยนเป็น ‘เพื่อชีวิต’ อย่างเพลงของวงคาราวาน, กรรมาชน, จิตร ภูมิศักดิ์, วิสา คัญทัพ ฯลฯ เช่น เพลงคนกับควาย เพลงกระต่ายกับเต่า ยิ่งช่วงไปทำกิจกรรมออกค่ายของคณะ เพื่อนก็จะขอให้ช่วยเล่นดนตรีให้ แม้เราจะไม่ได้กระตือรือร้นเรื่องการเมืองมากเลยก็ตาม แต่กลุ่มพื่อนก็ทำให้เราได้ซึมซับและสนใจการเมืองตาม โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนวิศวะที่ชอบเล่นดนตรีและอ่านหนังสือแนวก้าวหน้า”
 

 

นักดนตรีที่ถูกรัฐไล่ล่า สู่เขตป่า ‘ภูพาน’ ในนาม ‘สหายดน’

“ปี 2519 ผมเรียนปี 4 ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ใหญ่อีกครั้งที่กรุงเทพฯ คือ ‘เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ’ ตอนนั้นผมอยู่ขอนแก่น แต่ก็ได้ข่าวว่าที่กรุงเทพฯมีการล้อมปราบนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะเดียวกันสถานการณ์ในขอนแก่นก็ไม่ปลอดภัย เพราะชื่อของผมกลายเป็นหนึ่งในรายชื่อเป้าหมายที่สันติบาลกำลังไล่ล่า จริง ๆ ผมเป็นแค่นักดนตรีธรรมดา ๆ และไม่ได้เป็นผู้นำแถวหน้าอะไรเลย ตอนนั้นเจ้าหน้าที่รัฐจะปลอมตัวเข้ามา เป็นพ่อค้าบ้างเพื่อแฝงตัวปะปนอยู่ในชุมชนเพื่อสืบดูว่าใครเคลื่อนไหวทางการเมือง สภาวะเช่นนี้ทำให้ผมเหลือทางเลือกเดียวคือ การมุ่งเข้าสู่เขตป่าเขาในภูพานจังหวัดสกลนคร”


“เนื่องจากผมเป็นพวกท้ายแถวไม่ได้เป็นผู้นำความคิดหรือเป็นแกนนำในมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ผมเรียนแต่ผมดันไปสนิทกับเพื่อนคณะวิศวะต่างมหาวิทยาลัยมากกว่า นั่นคือเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้ตอนเดินทางเข้าป่าผมเลยไปกับเพื่อนวิศวะ ม.เกษตรฯ แต่ตอนนั้นเดินทางกันอย่างไรผมจำไม่ค่อยได้แล้ว รู้แค่ว่าหลังจากเดินทางสู่ภูพาน เข้าร่วมกับ พคท. ตามเพื่อน ผมก็ได้ชื่อจัดตั้งว่า ‘สหายดน’ เป็นชื่อเพื่อปิดลับตัวตน แต่เพื่อนกลับตั้งให้อย่างตรงจากชื่อจริงผมคือ ‘ณพดน’ แม้จะดูย้อนแย้งไม่ปิดลับ แต่การที่ทุกคนเปลี่ยนชื่อตนเองในการเคลื่อนไหวก็ดูกลมกลืนราวกับว่าชื่อ ‘ดน’ เป็นชื่อที่ปิดลับแล้ว”
 

 

กลับสู่เส้นทางดนตรีกับ ‘วง 66’ และการประพันธ์เพลงประจำมหาวิทยาลัยสไตล์ ‘สหายป่า’

“หลังเข้าป่าผมก็ไปเข้าร่วมกับหน่วยโฆษณาการ ซึ่งมีหน้าที่ให้ความบันเทิงกับเพื่อน ๆ ในขบวนเพื่อผ่อนคลาย และไม่ให้รู้สึกเบื่อ แม้ว่าสิ่งที่ทำจะดูเป็นเรื่องบันเทิง แต่จริง ๆ มันแฝงไปด้วยการเผยแผ่แนวคิดสังคมนิยมให้กับมวลชนผ่านสื่อดนตรี หนังสือ ภาพยนตร์ โดยทางพรรคจะมอบหมายหน้าที่ให้ตามความถนัด ซึ่งผมถนัดเล่นดนตรีก็เลยทำวงดนตรีขึ้นมาร่วมกับเพื่อน ๆ สหายนักศึกษา และเพราะที่ภูพานเป็นเขตงานใหญ่ที่รวมผู้คนจากหลากหลายแห่งในเขตอีสานเหนือด้วย เช่น เขตงานอุบลราชธานี, มุกดาหาร, สกลนคร, หนองคาย, ขอนแก่น และอุดรธานี จึงมีนักศึกษาจากในเมืองมาเข้าร่วมจำนวนมากจากหลากหลายพื้นที่”


“ประกอบกับตอนนั้นเหตุการณ์ 6 ตุลาฯผ่านมาได้ 6 เดือนแล้ว วงที่เราก่อตั้งกันจึงใช้ชื่อว่า ‘วง 66’ ซึ่งเอามาจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และนับมาถึงตอนนั้นได้ 6 เดือนพอดี ทำให้จำวันตั้งวงได้อย่างแม่นยำว่าเป็นวันที่ 6 เมษายน 2520 และประกอบกับเขตงานเรามีนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยมารวมกัน ตอนนั้นเลยมีความคิดว่าอยากทำเพลงประจำมหาวิทยาลัยสำหรับสหายป่าขึ้นมาบ้าง ตอนนั้นผมเลยแต่งทำนองแล้วให้เพื่อนจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ช่วยแต่งเนื้อร้อง เช่น นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล คือ ‘สหายเข้ม’ (เหวง โตจิราการ) แต่งเพลง ‘ใต้ต้นศรีตรัง’ และ ‘สหายผาแดง’ (ล้วน เขจรศาสตร์) มาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ก็แต่งเนื้อเพลง ‘แคนวาสแห่งชีวิต’ เพลงนี้ผมเอาทำนองเพลง Santa Lucia มาเป็นทำนองหลักด้วย ส่วนผมมาจาก ม.ขอนแก่น เลยแต่งเพลง ‘มอดินแดง’ ขึ้นมา ทุกวันนี้เพลงนี้เป็นเหมือนเพลงประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่นไปกลาย ๆ เพราะนักศึกษาที่เข้ามาจะถูกรุ่นพี่สอนให้ร้องเพลงนี้ เรียกว่าเป็นเพลงฮิตของอัลบั้มก็ได้ ฮ่าฮ่า”
 

 

ความเป็นอยู่ที่ภูพาน และงานในหน่วยโฆษณาการ

“ชีวิตความเป็นอยู่ที่นั่นค่อนข้างลำบาก บางวันแทบไม่มีข้าวกิน ต้องกินนมกระป๋องเล็ก ๆ ที่มีอยู่จำกัด ทั้งยังต้องแบ่งกันต้มกินโดยอาศัยการเติมน้ำเปล่า หัวมันสำปะหลัง และหน่อไม้ลงไปในหม้อ ซึ่งก็ไม่ค่อยพอกินเท่าไรนัก โอกาสที่จะได้กินอาหารดี ๆ ขึ้นหน่อย คือช่วงที่มีการจัดงานรื่นเริงดังกล่าวโดยทางจังหวัดจะนำอาหารมากินเลี้ยงกันและเราต้องทำหน้าที่ต้อนรับผู้คนในงาน”


“ชีวิตนักดนตรีในหน่วยโฆษณาการ นอกจากเล่นดนตรีแล้วอีกหน้าที่หนึ่งคือการเป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ ผมต้องตื่น 6 โมงเช้ามาตั้งแผงไม้ไผ่ขายหนังสือเกี่ยวกับสังคมนิยม -คอมมิวนิสต์ เพื่อเผยแผ่ความรู้ พูดคุย และคอยแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ เช่น หนังสือแนวคิดเหมา เจ๋อ ตง, คาร์ล มาร์กซ์ และเลนิน ให้กับผู้คนในชุมชน ซึ่งผมก็รู้สึกชอบนะ เพราะพื้นฐานผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ตกเย็นก็ไปเล่นดนตรีวงใหญ่ให้กับมวลชนก่อนเข้าสู่ช่วงกิจกรรมฉายหนังกลางแปลงในป่าตอนกลางคืน”


“หนังกลางแปลงที่นำมาฉายส่วนมากเป็นหนังสัญชาติจีนแนวปฏิวัติและสงคราม คนที่รับหน้าที่แผนกฉายหนังก็จะคอยพากย์เสียงภาษาไทย ช่วยกันอยู่ 2 คน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้มักจะจัดขึ้นในรูปแบบงานรื่นเริงของจังหวัดที่จัดขึ้นเดือนละ 2 ครั้งโดยการประชาสัมพันธ์ก็จะเน้นประกาศต่อกันไปเป็นทอด ๆ ตามสายของชุมชนภูพาน ซึ่งหน่วยโฆษณาการก็จะมีบทบาทอย่างมากในการจัดงานนี้”
 

 

การต่อสู้ และการสูญเสียระหว่างทาง

“ชีวิตของนักดนตรีในสงครามปฏิวัติก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์สู้รบไม่ต่างกับหน่วยทหารเช่นกัน ผมเองมีประสบการณ์สู้รบอยู่บ้าง มีครั้งหนึ่งคือคราวที่ต้องเดินทางไปแสดงดนตรีในฐานที่มั่นจังหวัดอุดรธานี ระหว่างเดินทางผ่านบ้านดงสวนเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มนักดนตรีหน่วยโฆษณาการของ พคท. กับเจ้าหน้าที่รัฐ โชคดีที่พรรคได้แจกปืนให้เราคนละกระบอก ผมได้ปืน M16 ก็พกไปพร้อมกับกีตาร์ กระเป๋าเป้ และหนังสือ ตอนที่ยิงปะทะกันผมก็ยิงมั่ว ยิงโดนบ้างไม่โดนบ้าง ในตอนนั้นความรู้สึกกลัวตายมันก็มีนะ แต่ทัศนคติตอนนั้นคิดว่าเรามาเสียสละเพื่อประชาชน ถ้าไม่หนีเข้าป่าก็ถูกจับหรือถูกยิงตาย การมาอยู่ป่าก็แปลว่าเราพร้อมที่จะตายอยู่แล้ว”


“เรื่องการสูญเสียก็มีเหมือนกัน เช่นเพื่อนผมคนหนึ่งเป็นคนที่เชื่อฟังพรรคมาก จนได้รับการเลื่อนขั้นเป็น ส. (สมาชิกพรรค) ในหน่วยทหาร แต่ต่อมาช่วงหลัง ๆ เริ่มจากเหตุการณ์ที่ประเทศจีนเริ่มลดบทบาท และลดการสนับสนุน พคท. ทำให้พรรคต้องปรับการสู้ โดยให้ยึดเอาเขตงานที่น่านเป็นฐานหลักในการบุกโจมตีลงมาทางใต้ ทั้งที่ตอนนั้นเขตงานภูพานก็มีความเข้มแข็ง มีกองทหารที่มีฝีมือที่สามารถส่งไปรบได้ 2 - 3 กองพัน เพื่อนผมเขาไม่เห็นด้วยที่จะให้ไปรวมตัวกันที่น่าน เลยออกมาคัดค้าน แต่เขากลับโดนมองว่าเป็น ‘พวกค้านพรรค’ และกล่าวหาว่าเป็น ‘คนบ้า’ จนไม่มีใครคบค้าหรือต้อนรับ สิ่งนี้ทำให้เขาเครียดจนสุดท้ายเลยเลือกจบชีวิตตนเอง”
 

 

‘ลูกที่ไม่เชื่อฟัง’ ของพรรค

“ก่อนตัดสินใจเข้าป่าร่วมกับ พคท. ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะปฏิวัติได้สำเร็จ เพราะเห็นตัวอย่างจากประเทศรอบข้าง เช่น จีน, เวียดนาม, และเขมรที่ชนะมาแล้ว และเห็นว่าอเมริกาเป็นพวกรุกราน ประกอบกับเมื่อไปโฆษณาที่ไหนก็รู้สึกว่าประชาชนรู้สึกเลื่อมใสและสามารถชวนมาเป็นพวกเราได้จำนวนมาก นอกจากนี้พวกแนวคิดทฤษฎีของเหมา เจ๋อ ตง, เลนนิน, คาร์ล มาร์กซ์ที่สนับสนุนการทำสิ่งต่างๆเพื่อประชาชน ต่อต้านการกดขี่ขูดรีดเราก็เห็นด้วย เพราะยุคนั้นไทยถูกปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการ เราจึงคิดว่าการปฏิวัติร่วมกับ พคท.  คงจะเป็นทางออก”


“ตอนเข้าร่วมกับ พคท. ผมไม่ได้เป็นแกนนำอะไร เป็นเพียงผู้ตาม แต่ถึงจะเป็นผู้ตามก็ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นพวกที่ ‘เชื่อพรรคเชื่อจัดตั้ง’ สักเท่าไร จริง ๆ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเอาพวก ชอบตื่นสาย ขี้เกียจ ไม่ค่อยกระตือรือร้นหรือเป็น ‘ลูกที่เชื่อฟัง’ คนในพรรคจึงมองว่าเราไม่เอาไหน เรียกเราว่า ‘พวกสายเสรี’ ไม่ได้ฝักใฝ่ที่จะเลื่อนขั้นเลื่อนยศเหมือนเพื่อน ๆ นอกจากเรื่องดนตรี ก็มีเรื่องปรัชญาที่ผมสนใจ ตอนกลางคืนก็มักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่น หากพรรคมีหน้าที่อะไรให้ทำ ถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ แตกต่างจากเพื่อนผมที่เป็นนิสิตวิศวะ เกษตรศาสตร์บางเขนที่แวะไปหาอยู่บ่อย ๆ เพื่อนคนนี้ตั้งใจทำงานและเป็นลูกที่เชื่อฟังของพรรคมาเสมอ แต่สุดท้ายกลับต้องจบชีวิตตัวเอง”
 

 

ออกจากป่า สู่สายงาน ‘วิศวะ’

“ต่อมาปี 2523 มีนโยบายจากรัฐบาลคือคำสั่ง 66/2523 ที่เปิดทางให้พวกเราคืนสู่เมืองโดยจะไม่เอาผิด ตอนนั้นหลายคนก็เริ่มวางอาวุธแล้วกลับสู่เมือง แต่ผมยังไม่ได้ออกจากป่า เพราะตอนนั้นมองว่าเรายังอยู่ได้เรื่อย ๆ และเพราะการผ่อนปรนเหล่านี้ทำให้บรรยากาศทางการเมืองไม่รุนแรงเท่าแต่ก่อน ผมเลยเดินทางเข้าเมือง ตอนนั้นตั้งใจว่าจะไปหาซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ เช่น พิมพ์ดีด อุปกรณ์วิทยุเพื่อเอากลับไปทำงานต่อที่ภูพาน แต่พอลงมาแล้วเลยคิดว่าจะแวะกลับไปหาพ่อแม่ที่เชียงใหม่สักหน่อย จำได้ว่าคราวนั้นเรากลับไป พ่อแม่ร้องไห้ทันทีเมื่อเห็นหน้าเรา เพราะเราไม่ได้ติดต่อมาเลยตั้งแต่เข้าป่าไปเมื่อปี 2519 จนที่บ้านคิดว่าเราคงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะช่วงที่นักศึกษาหนีเข้าป่าไปใหม่ ๆ ก็มีข่าวออกมาเรื่อย ๆ ว่าบางคนที่หนีไม่พ้นก็ต้องตายด้วยกระสุนปืนเจ้าหน้าที่รัฐ”


“หลังกลับมาพบพ่อแม่เมื่อปี 2523 ผมก็กลับเข้าป่าไป อยู่ในป่าไปอีกราว ๆ 2 ปี จนกระทั่งปี 2525 จึงเดินทางกลับมากรุงเทพฯอีกครั้งเพื่อหาข้าวของเหมือนเดิม คราวนี้ได้เจอเพื่อน ๆ ในเมือง พวกเขาก็พากันบอกเราว่าไม่ต้องกลับเข้าป่าแล้ว เพื่อน ๆ เขาพากันออกมากลับบ้านหมดแล้ว สงครามก็จบแล้ว การปฏิวัติที่ฝันไว้ไม่สำเร็จแล้ว ผมเลยไม่ได้กลับเข้าป่า แล้วเลือกหางานเพื่อทำมาหากินเหมือนคนอื่น ๆ เพื่อนผมตอนนั้นบางคนไปเป็นนักธุรกิจ เพื่อนในวงดนตรีที่เป็นมือเบสกลับไปเรียนต่อจนจบด็อกเตอร์ ส่วนมือกลองประกอบอาชีพข้าราชการจนขึ้นเป็นปลัดกระทรวง และมือกีตาร์ก็ไปเป็นผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่ง แต่ละคนแยกย้ายไปเติบโตตามเส้นทางของตนเอง ตอนแรกผมตั้งใจจะทำวงดนตรีกับเพื่อนเหมือนวงคาราบาว, วงอมตะ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะหาเงินยากในทางศิลปิน จึงหันหน้าเข้าโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ความรู้ตามวุฒิการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ตนเองมีอยู่หาเลี้ยงชีพ”


 

ชีวิตวัยเกษียณที่ยังคงอยู่กับ ‘ดนตรี’

“นอกจากเป็นวิศวกรในโรงงานอุตสาหกรรม ผมยังเป็นโปรแกรมเมอร์ด้วย รายได้ต่อเดือนหลายแสนบาทนับว่าค่อนข้างสูง ทำให้ทุกวันนี้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับแต่ก่อน สามารถซื้อบ้านหลังใหญ่อยู่อาศัยกับครอบครัว ขณะเดียวกันความหลงใหลในเสียงดนตรียังมีอยู่ ผมเลยสร้างห้องดนตรีเอาไว้ในบ้าน ในวัยเกษียณก็ใช้เวลาไปกับการเล่นเบสและกีตาร์ในห้องซ้อมดนตรีนี้ ผมคิดว่ามันคือกิจกรรมยามว่าง เปรียบเสมือนกับการออกกำลังกาย และห้องซ้อมดนตรีนี้ยังเป็นพื้นที่รวมตัวของอดีตสหายและศิษย์เก่าวิศวะที่รู้จักกันสมัยเรียนด้วย”


“สายเลือดนักดนตรีนี่มันอาจส่งต่อไปยังลูกของผมด้วยมั้ง เพราะในบรรดาลูกผม 3 คนก็มีคนที่ชอบเล่นดนตรีเหมือนกัน เช่น ลูกสาวคนโตก็ถนัดเล่นเปียโน ใช้เวลาฝึกซ้อมเปียโนเพื่อเตรียมตัวไปเล่นในโบสถ์คริสต์ ส่วนลูกสาวคนเล็กเขาถนัดตีกลอง”

 

เสียงแห่งความหวังของสหาย ‘วัยเกษียณ’ ถึงนักสู้ ‘วัยรุ่น’

“ถ้าคิดย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่น การตัดสินใจเข้าป่าไปในเขตภูพานนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี ผมไม่เคยรู้สึกเสียดายเพราะชีวิตวัยรุ่นมีแค่ครั้งเดียว ผมคิดเสมอว่า ‘จงทำตามฝันและจินตนาการของคุณเถอะ’ ประสบการณ์ที่ผ่านมาผมนับว่าเป็นช่วงชีวิตคุ้มค่า เพราะได้มีโอกาสทำงานอยู่กับประชาชน ได้แต่งเพลง ผ่านสงคราม สัมผัสกับเสียงปืนและกลิ่นความตาย นับว่าเป็นประสบการณ์และความทรงจำที่หาไม่ได้ที่ไหน”


“ผมคิดว่าประสบการณ์เข้าป่าจับปืนสู้กับรัฐร่วมกับ พคท. ได้หล่อหลอมให้ผมมีทัศนคติหรือมุมมองต่อโลกที่เป็นกลาง ไม่เชื่ออะไรเพียงด้านเดียว หากแต่เชื่อว่าทุกสิ่งย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ผมมองว่าตัวผมเองไม่ใช่คนที่ฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ฝักใฝ่ในความเป็นธรรม รักประชาชนผู้ยากไร้”
“หลังออกจากป่า ผมกลับมาศึกษาปรัชญาในการดำรงชีวิตจากแนวคิดต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น พุทธ คอมมิวนิสต์ อิสลาม คริสต์ และอื่น ๆ จนต่อมาผมกลายมาเป็นคริสเตียนที่เขียนหนังสือไบเบิลเวอร์ชั่นที่เป็นเหตุเป็นผลตามความเข้าใจของผมเอง แต่ผมไม่ได้คิดว่าผมเป็นเจ้าของลัทธิที่ชวนหรือบังคับผู้คนมานับถือนะ เพียงแต่ต้องการเขียนไว้เพื่อเป็นหลักฐานหนึ่งในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าที่จะแสดงให้เห็นว่าเคยมีคนคิดแบบนี้มาก่อน”


“สมัยอยู่ในป่า ช่วงที่ผมได้รับหน้าที่เป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือมากกว่าเพื่อนคนอื่น หนังสือคอมมิวนิสต์ภาคต่อที่มีอยู่ 4 เล่ม ผมอ่านจนครบและอ่านมาจนถึงเล่มที่ 5 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษด้วย เพราะตอนนั้นยังแปลไม่ครบ และหนังสือเรียนคณะวิศวะสมัยนั้นก็เป็นภาษาอังกฤษล้วน ผมเลยคุ้นชินกับการอ่านภาษาอังกฤษได้อย่างเข้าใจ ทำให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้บางอย่างได้ลึกกว่าหลาย ๆ คน เพราะไม่มีกำแพงทางภาษามากั้น”

“ความพ่ายแพ้ของพรรคคอมมิวนิสต์ผมมองว่าดีแล้ว เพราะถ้าชนะประเทศไทยคงลำบาก ฉะนั้นกับผลที่ออกมาผมจึงไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร แต่อย่างไรก็ตามการมีโลกทัศน์ที่ ‘เป็นกลาง’ ไม่เอียงหนักไปทางใดทางหนึ่งอย่างสุดโต่งเกินไป ผมกลับรู้สึกนับถือเยาวชนที่ออกมาชุมนุมในปี 2563 และรู้สึกเชียร์เด็กเยาวชนในแง่ของ ‘อุดมการณ์’ คนรุ่นใหม่ด้วย แม้จะยังไม่สนับสนุนในบาง ‘วิธีการ’ ที่บางคนแสดงออกอย่างสุดโต่งเกินไป เช่น การทำร้ายตนเองจนนำมาซึ่งความสูญเสีย หรือการอดอาหารประท้วง ผมเชื่อว่านักปฏิวัติควรคำนึงถึงชีวิตตนเองก่อน อย่าอดข้าวหรือปล่อยให้ตัวเองตาย เพราะหากคุณมีชีวิตอยู่จนถึงวันสุดท้าย คุณก็จะได้มีโอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลงที่พึงปรารถนา ซึ่งอาจจะกำลังเกิดขึ้นในสังคมเราก็ได้”


“สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องมี คือ ‘ความหวัง’ ผมต้องการให้เยาวชนเราทำตามความฝันของตนเอง โดยจำไว้ว่าจงมีชีวิตอยู่เพื่อความหวัง และจงมีชีวิตอยู่เพื่อความรักต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะจริง ๆ แล้วบนโลกของเรามีแสงสว่างที่ย่อมเอาชนะความมืดได้เสมอ”

 

บทสัมภาษณ์ 'สหายดน' ณพดน ทัพผดุง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์
ภาพโดย อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์ และธนพล พันธุ์งาม

_______________________________________________________________________________________________________________

ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
 

การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของพคท.ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่พคท.ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับพคท.ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน

ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับพคท.ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆคนอาจ ยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆคนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย

พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน “ไดอารีดาวแดง” ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์