• บทความ
  • Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง

วิภา ดาวมณี อดีตนิสิตพรรคจุฬาประชาชน แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบุตรสาวของครอบครัวเจ้าของโรงพิมพ์สายก้าวหน้า เติบโตขึ้นท่ามกลางโลกที่กำลังปะทะกับระบอบเผด็จการและปิตาธิปไตย บริบททางการเมืองและสังคมที่กดทับผู้คนเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นเฟมินิสต์ผู้ตั้งคำถามต่อความไม่เป็นธรรม เรื่องสิทธิสตรีตั้งแต่วัยมัธยมต้น เธอถ่ายทอดการต่อสู้กับความอัปลักษณ์ของระบอบที่ทำให้คนไม่เท่ากัน ผ่านบทกวีและงานเขียนเชิงวิพากษ์ที่ชวนขบคิดและชวนฝันถึงสังคมที่ดีกว่า ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องปกปิดตัวตนเพื่อความปลอดภัย สถานะการงานอาชีพ และอิสรภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ชีวิตของเธอพลิกผัน ต้องออกจากเมืองสู่เขตป่าเขาพร้อมกับความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่ง… ธงแดงจะปักกลางนคร

 

วัยเยาว์กับหนังสือก้าวหน้า

เราเกิดปี 2498  เป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนดคืออายุครรภ์เจ็ดเดือน ทำให้มีปัญหาสุขภาพตลอด หมอเพียร เวชบุล ผู้ทำคลอดให้แวะเยี่ยมเยียนร้านเครื่องเขียนพ่อแม่เป็นประจำ และก็จะชอบเล่ารื่องของเราทุกครั้ง 'คลอดออกมาตัวเล็กเท่าไก่ 1.8 กิโล นึกว่าจะตายซะแล้ว'

ครอบครัวเราเป็นชนชั้นกลางที่ทำค้าขาย พ่อมาจากเมืองจีนตอนอายุแค่ 15-16 ปี  ทำงานรับจ้างทั่วไป และอาศัยอยู่กับอากงที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาลงหลักปักฐานก่อนหน้า อากงมีร้านเครื่องเขียนอยู่ย่านบางรัก ส่วนแม่เป็นลูกสาวคนเล็กของร้านขายข้าวต้มกุ๊ยที่หลังบ้านอยู่ติดกัน แม่ดูจะมีฐานะดีกว่า เนื่องจากเรามีพี่น้องเยอะ มาคาดการณ์เอาทีหลังว่าพ่อและแม่คงหวังท้องลูกชายอีกสักคน จึงไม่มีการคุมกำเนิด วัยเด็กเราเดินไปโรงเรียนกับพี่สาวตั้งแต่เริ่มชั้นอนุบาล  พอโตขึ้นก็เดินไปกลับบ้านได้เองคนเดียว ไม่ต้องเสียเวลากับรถติด บ้านไกลเหมือนเด็กยุคนี้ทำให้มีเพื่อนเล่นในเวลาว่าง ไม่ต้องขนการบ้านกลับมาทำมากมาย ไม่ต้องเรียนพิเศษที่ไหน แค่วิ่งไปตามซอยข้างบ้านและจินตนาการกับสิ่งรอบตัว ข้อดีก็คืออิสระ ข้อเสียก็มี อย่างเด็กโตที่มาขอ 'จูบแรก' เราหวาดกลัวมากแต่ก็ยอม เล่าให้พี่สาวฟังว่าต้องท้องแน่เลยทั้ง ๆ ที่อายุแค่เก้าขวบ เป็นความทุกข์ที่เพิ่งประสบ และคิดกับไปกลับมาทั้ง ๆ ที่ยังเด็ก

ถ้าถามว่าได้รับอิทธิพลหรือแนวคิดการเมืองมาจากไหน ก็คิดว่าน่าจะมาจากที่โรงเรียนนะ เพราะไม่เห็นพ่อแม่สอนอะไรเลย เขาทำแต่งานโรงพิมพ์ ฟังเสียงแท่นพิมพ์ดังฉึบฉับ ฉึบฉับในตึกแถวสองห้องจนเคยชิน สมัยนั้น พิมพ์ระบบที่เรียกว่า Letterpress ใช้มือเรียงตัวพิมพ์

พี่ชายเล่าให้ฟังว่าพ่อเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ต.ม.ธ.ก (โรงเรียนเตรียมปริญญามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง) ที่มาพิมพ์หนังสือ เราเคยเห็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนงานเก็บเล่มเอง เดาเอาว่าพ่อก็น่าจะได้รับอิทธิพลความคิดมาจากกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนหนังสืออื่น ๆ ในบ้านก็มีหลายประเภทที่พี่ชายและพี่สาวซื้อไว้ เราได้ช่วยตรวจพรูฟงานพิมพ์บ้าง ทำให้คุ้นเคยกับพื้นฐานและการสะกดคำในภาษาไทยต้องคอยตรวจคำ สะกดคำ

อิทธิพลทางศาสนาคริสต์จากโรงเรียนที่เรียนอยู่น่าจะอยู่ในเนื้อเพลงที่ต้องร้องประจำ ไม่แน่ใจว่าอยู่ในวิชาอะไร วัยเรียนไม่หนัก งานบ้านก็ไม่ต้องทำ เล่นกับเพื่อนตะลอนไปทั่ว เก็บสายไฟไปขาย หรือบางทีก็แอบหยิบตัวพิมพ์ที่บ้านไปขายบ้างเพื่อมาซื้อโอเลี้ยงกินกับเพื่อน

เรื่องที่สะดุดใจวัยเด็กคือ ครอบครัวเราเวลากินข้าว แม่จะทำกับข้าวหลายอย่าง น้ำซุปหนึ่งชามใหญ่ต้องมี หมู ไก่ ปลา และสารพัดผักไม่เคยขาด ปรุงรสชาติอร่อยแบบกับข้าวจีนแต้จิ๋ว ยิ่งวันไหว้วันตรุษกับข้าวจะล้นเหลือจนต้องแจกจ่ายคนงาน และข้างบ้าน มีวันหนึ่ง เราไปเล่นบ้านเพื่อนเป็นร้านตัดเสื้อเล็ก ๆ เพื่อนคนนี้ตัวผอมมาก เธอชวนเรากินข้าว มีกับข้าวแค่อย่างเดียว เราเห็นแล้วก็งงมาก 'เขากินกับข้าวกันอย่างเดียวจริง ๆ หรือ ?'

พอขึ้น ป.3 เริ่มสนใจอ่านหนังสือ ที่เคยสอบเกือบที่โหล่ก็เลื่อนขึ้นมา เริ่มคิดได้ว่าเรียนให้ดีไม่ใช่เรื่องยากเลย แล้วก็ไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเรียนได้ที่หนึ่งที่สองในช่วงมัธยมต้น จนมีครูสอนพีชคณิตใช้ให้ตรวจการบ้านแทน ทั้งเพื่อนในห้องเดียวกัน และเพื่อนต่างห้อง นึกย้อนไปก็สงสัยว่าทำไมครูเอาเปรียบจัง และที่บ้านพี่ชายพี่สาวเราก็ชอบซื้อหนังสือเยอะ หนังสือ ทรัพย์ในดิน (The Good Earth) ของ เพิร์ล เอส.บัค (Pearl S. Buck) อ่านตอน ป.4 เราสะเทือนใจกับชีวิตชาวนาในชนบทจีนที่ยากไร้ โดนบีบบังคับไปทำงานเสมือนทาสในบ้านเศรษฐี ความลำบากในการคลอดลูกใส่ถังไม้ของหญิงชาวนา และคลอดเสร็จก็ไปทำงานต่อทันที ได้รู้เรื่องการแบ่งชนชั้นของคนจากการดูเท้า หญิงผิวคล้ำเพราะกรำแดด และเท้าแบนใหญ่เป็นพวกไพร่ ส่วนหญิงผิวขาวซีดและเท้าถูกมัดให้เล็กลีบคือผู้ดี ยิ่งเดินไม่ได้มีคนรับใช้คอยพยุง หิ้วปีกยิ่งสะท้อนศักดิ์ศรีความร่ำรวย

หนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่มใหญ่มาก ยืมเพื่อนที่บ้านอยู่ใกล้กันมาอ่านช่วงปิดเทอม เพลินจนอ่านข้ามวันข้ามคืนไม่ต้องกินไม่ต้องนอน เห็นว่าชนชั้นสูงเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร แล้วยังอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา ความรักและกามารมณ์ในวัยเด็ก เพื่อรู้จักตัวเอง ประวัติศาสตร์การเมืองเรื่อง ยุคทมิฬ ก็อ่าน เรื่องนักการเมืองถูกจำขังอย่างไม่เป็นธรรมก็ได้อ่าน เทพนิยายนายกริมส์ นิทานภาษาอังกฤษที่พี่สะสมไว้ก็ได้อ่าน ข่าวสารบนถุงกล้วยแขกก็อ่าน  ส่วน พล นิกร กิมหงวน อ่านแค่บางเล่ม

ปลายสมัยมัธยมศึกษาปีที่ 3 เราได้เป็นสาราณียกร ถูกมอบหมายให้ทำหนังสือรุ่นก่อนจบและได้เขียนบทความปกิณกะแนวซุบซิบคนรอบข้าง รวมถึงครูบางคน จำได้ว่าครูโกรธมาก จนไม่อนุญาตให้แจกหนังสือรุ่นของปีนั้น แกเอาปากกามาร์กเกอร์สีดำมาขีดฆ่าข้อความในหนังสือที่ออกแบบอย่างสวยงามซึ่งเราตั้งใจทำ เราก็โกรธมาก ร้องไห้เสียงดังลั่น ปีเดียวกันนั้นเราอ่านหนังสือของ วิทยากร เชียงกูล อ่านเรื่องสั้นและมีคำถามในหัวมากมาย รู้ว่าพี่เขาทำงานแบงค์กรุงเทพ ก็เขียนไปถาม เขาก็ตอบมา ส่งไปมาอยู่อย่างนั้นจนพี่วิทยากรย้ายที่ทำงาน และตอบเป็นไปรษณียบัตรสั้น ๆ แทนจดหมาย

พอขึ้น มศ.4 มศ.5 หรือ ม.7 ม.8 เราสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เช่นเดียวกับพี่ ๆ ทุกคนถือว่าค่าเล่าเรียนถูก ค่าเทอมเพียงสามร้อยบาท และอยู่ใกล้บ้าน นั่งรถเมล์ต่อเดียว เป็นการเปลี่ยนแปลงในขีวิตอีกครั้งจากที่เคยเรียนโรงเรียนหญิงล้วนแถวสีลมมาเรียนเตรียมอุดมที่เป็นสหศึกษา ตอนเรียน มศ.4 อยู่ในห้องที่เรียกว่าห้องคิง มีการแข่งเรียนกันสูง ครูก็เรียกร้องสูง เราแก้เบื่อด้วยการทำ 'หนังสือพิมพ์รายสะดวก' โดย 'บ.ก.นิรนาม' ไม่ให้เพื่อน ๆ รู้ว่าใครทำ โดยเลียนแบบลายมือเพื่อน เนื้อหาก้าวหน้ามีบทแซวผู้ชายเรื่องแข่งเรียน มีกลอน 'ผิดหรือ ?'

ผิดด้วยหรือที่สตรีจะมีสิทธิ์

ผิดด้วยหรือที่จิตจะถวิล

ผิดด้วยหรือที่สตรีจะมาวิน

ผิดด้วยหรือที่มีจินตนาไกล

 

ผิดด้วยหรือที่จะอยู่อย่างมีเสียง

ผิดด้วยหรือที่จะเสี่ยงอะไรก็ได้

ผิดด้วยหรือที่จะทำเยี่ยงอย่างชาย

ผิดด้วยหรือที่มีกายและวิญญาณ....

จำได้แค่นี้ ไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดไง และก็ไปเอาแนวคิดของพวก เหมา เจ๋อ ตง (Mao Zedong), เช กูวารา (Ernesto Guevara - Che) มาสอดแทรกด้วย คือชอบก็เอามาลง เนื่องจากว่า สมัยนั้นสังคมชายเป็นใหญ่มาก เราก็จะรู้สึกรำคาญว่าทำไมผู้ชายต้องมาที่หนึ่งตลอด ก็คืออายุสิบหกสิบเจ็ด เริ่มมีความคิดทางการเมืองแล้ว แต่ตอนนั้นไม่รู้เรียกว่าอะไร หนังสือนี้ก็เขียนทีละเล่ม สองเล่ม แอบวางไว้ในห้องเรียน เพื่อนเห็นก็จะเวียนกันอ่าน ก็ตื่นเต้นมากแต่ไม่มีใครรู้ว่าเราเขียน เพราะในห้องเราจะดูเจี๋ยมเจี้ยมมาก หน้าตาเด๋อ ๆ เงียบ ๆ เรียบร้อย ตอนนั้นมีฝันอยากเป็นนักบินอวกาศ เขียนเรียงความภาษาอังกฤษเพื่อชิงรางวัลไปร่วมการปล่อย ยานอพอลโล ที่ ฮุสตัน (Houston) แต่ไม่ได้ ก็ยังดีที่ อ.ระวี ภาวิไล สอนอยู่จุฬาฯ ติดกับเตรียมอุดม เลิกเรียนก็ไปคุยกับท่าน ตั้งแต่เรื่องอวกาศ ดวงดาวไปยันปรัชญา ได้หนังสือมาอ่าน อย่าง หิ่งห้อย (Fireflies) ของ รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Thakur)

ปี 2517 เราสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว สอบทั้งวิทยาศาสตร์และสถาปัตย์ มาติดคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ตรงกับช่วงหลัง ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ออกไป เราก็รู้สึกว่าบรรยากาศประเทศมันผ่อนคลายนะจากที่อึมครึมมานาน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา เราก็รู้สึกเสรีมากขึ้นในมหาวิทยาลัย ระบบโซตัส (SOTUS) ที่เคยบังคับน้องใหม่เข้าห้องเชียร์ มีโว้กว้าก ก็ผ่อนคลายลง ยุคล้มม้าหินหมดไป ไม่ใส่ถุงเท้าสีขาว ไม่ใส่กระโปรงสีน้ำเงินก็ไม่โดนใครว่า เราใส่ประโปรงสีเขียวไปเรียนเพราะใส่สบายไม่เกี่ยวกับสี เรียกว่าแหวกขนบไปเลย ตอนวันรับน้องเรากำช็อกเขียนกระดานไปเขียนตามถนนในมหาวิทยาลัยว่า 'มัวทำอะไรกันอยู่ชาวนาไม่มีจะกิน มีความสุขอยู่ได้อย่างไร' สมัยนั้นเราคิดอยากทำอะไรก็ทำ เชื่อมั่นตัวเองสูง ก่อนที่จะมาสนใจการเมือง เราสนใจศาสนามาก่อน และคิดว่าได้บรรลุธรรมแล้ว


โลกที่ไม่เท่าเทียม

ปลาย ม.ศ.5 มุ่งอ่านแต่หนังสือธรรมะ ทำใจผ่องแผ้วไม่โกรธใคร ยิ้มตลอด รู้สึกว่าตนเองบรรลุโสดาปัตติผล เคยชวนเพื่อนผู้ชายไปบวชได้สามคนเพราะตัวเองเป็นผู้หญิงบวชไม่ได้  เราก็อธิบายว่าพุทธดียังไงจนเพื่อนเลื่อมใสศรัทธามาก แต่ที่มาสนใจการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัยเพราะรู้สึกไม่พอใจระบบโซตัส เห็นรุ่นพี่ดึงแขนเพื่อนผู้หญิงเรา เห็นความไม่เท่าเทียมด้วย ประกอบกับช่วงนั้น มีหนังสือก้าวหน้าเข้ามาให้เราได้อ่านอย่างแพร่หลาย พวก โซตัสใหม่, ลอมฟาง หนังสือเล่มเล็กที่พี่ ๆ แจก และก็ได้ไปร่วมงานที่ศาลาพระเกี้ยว เจอศิลปินหงา คาราวานร้องเพลง ‘คนกับควาย’ ฟังลำตัดล้อการเมือง และก็เจอเพื่อน ใหม่ชื่อ เรืองเดช จันทรคีรี ตอนนั้นเขาเรียนคณะสถาปัตย์ เราก็ไปร่วมกลุ่มเรียกว่า กลุ่มแนวร่วมนิสิตจุฬาปีหนึ่ง

สมัยนั้นกิจกรรมเพื่อสังคมตามชมรม ทั้งในคณะและนอกคณะ คึกคักมาก เราทำหน้าที่ประสัมพันธ์ดึงคนเข้ากลุ่ม ให้ห้องสภานิสิตเป็นที่ทำงาน และยังไปเข้ากลุ่มอิสระเพิ่ม อย่างกลุ่มผู้หญิงจุฬา, ชมรมสังคมศาสตร์ของคณะวิทยาศาสตร์, ชมรมรัฐศาสตร์ศึกษา ที่ใต้ถุนศาลาพระเกี้ยว

พูดถึงบรรยากาศชมรมสังคมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ที่จุฬาฯ เทียบกับธรรมศาสตร์ต่างกันมาก เพราะว่าที่จุฬาฯเวลาทำกิจกรรมอะไรจะมีรุ่นพี่คอยดูแล แต่ก็ยังต้องมีอาจารย์มานั่งดูเราด้วย ขณะที่ธรรมศาสตร์จะมีพรรคมีกลุ่มของเขา

ปี 2518 - 2519 ช่วงที่กระแสแนวคิดก้าวหน้าขึ้นสูง ออกค่ายพัฒนาตนเองต่อเนื่องปีละหลายค่าย การทำกิจกรรมคืองานหลัก ส่วนการเรียนเป็นแค่งานอดิเรก พอจะสอบก็ให้เพื่อนช่วยติวให้ บางวิชาไม่เข้าเรียน แต่สอบได้ A  แต่เพื่อนที่ติวให้สอบได้ C เพื่อนเกลียดมากเลย (หัวเราะ) ส่วนพ่อก็กลัวมากที่เห็นเราไปทำกิจกรรมบ้านก็ไม่กลับ  ไปนอนค้างที่มหาลัย บางทีก็นอนที่กลางสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ บ่อยจนคนคิดว่าเราเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ แล้วพี่สาวเราเป็นกรรมการ อมธ. ก็ให้เราช่วยทำหนังสือ อย่างเช่น เขียนคำนำใน ผ่าตัดพุทธศาสนา ประกอบนิทรรศการ คำนำนิทรรศการจีนแดง  เขียนแถลงการณ์ของจุฬาฯ ของคณะวิทยาศาสตร์ และก็ออกแถลงการณ์อิสระของตัวเองเอาไปโรเนียวที่ธรรมศาสตร์ก็บ่อย

แม้ว่าเราจะเรียนคณะวิทยาศาสตร์มาแต่เราก็คงอ่านหนังสือสายศิลป์ สายสังคมมาด้วย มันเลยเขียนได้ อ่านหนังสือปรัชญานิพนธ์ ของเหมา เจ๋อ ตง อ่านวิภาษวิธีต่าง ๆ และก็ได้พิมพ์บทความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ของ อนุช อาภาภิรมย์ ขาย ใช้โรงพิมพ์ที่บ้านตัวเองนี่แหละ เราเป็นคนรวมเล่ม แต่เพื่อนเอาไปขายไม่คืนตังค์เรา ก็ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่

 

กลุ่มผู้หญิง 10 สถาบัน

นอกจากอยู่กลุ่มผู้หญิงจุฬาฯ เราก็มาที่ห้อง กลุ่มผู้หญิง 10 สถาบัน ที่มี พี่จี๊ด - สุชีลา ตันชัยนันท์ เป็นประธานกลุ่มอยู่บ่อย  ในตอนนั้น กลุ่มผู้หญิง 10 สถาบันจะออกแนวสายก้าวหน้า สู้ทั้งเรื่องสิทธิสตรีและประเด็นการเมืองด้วย ซึ่งในกลุ่มผู้หญิงก็ไม่ได้มีแต่ผู้หญิงนะ ในกลุ่มก็มีผู้ชายเป็นด้วย

กลุ่มผู้หญิงในจุฬาฯ ของเราคงผสมกับพุทธด้วยรึไงไม่รู้ เราบอกให้เพื่อนผู้หญิงในกลุ่มทุกคนตัดผมสั้น ตอนนั้นคิดว่าการมีผมยาวมันแสดงถึงลักษณะเพศหญิง มันยั่วยวน หมกมุ่นความสวยความงาม ก็เลยให้ตัดผมสั้นซะ (หัวเราะ) นี่มันลัทธิอะไรไม่รู้ เราไม่ได้บังคับใครนะ แต่เหมือนทำตามๆกัน

 

กระแสขวาพิฆาตซ้ายปี 2519

ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มันมีการสังหารผู้นำตลอด เช่น แสง รุ่งนิรันดรกุล นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่ปี 2517 พอช่วงปลายปี 2518 ผู้นำชาวนาจะถูกสังหารตายหลายคน เช่น อินถา ศรีบุญเรือง  และอีกหลายคนพอเข้าต้นปี 2519 ก็มีสังหารเพิ่มอีก เช่น อ.บุญสนอง บุณโยทยาน ที่เป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยมก็ถูกลอบยิง  มีนักกิจกรรมถูกผลักตกรถไฟ  บางคนถูกรถชนตายที่หน้ามหาวิทยาลัย กระแสขวาพิฆาตซ้ายมาแรงทำให้แกนนำที่เป็นตัวเปิดหลายคนก็ถูกกำจัดและแกนนำหลายคนก็เริ่มหนีเข้าป่าไปก่อนแล้วตั้งแต่มิถุนายน 2519  ขณะนั้นก็มีชุมนุมเดินขบวนที่แหลมคม มีคนตายด้วย ก็คือชุมนุมคัดค้านฐานทัพอเมริกา วันที่ 21 มีนาคม 2519 ด้วย ที่มีระเบิดลงแถวสยามแควร์ จำได้ว่าเราขี้เกียจเดินเลยไปขอนั่งอยู่ในรถพยาบาลหลังเสียงระบิดดังสนั่นเห็นควันระเบิดเป็นควันสีม่วงคล้ำ ๆ ลอยเต็มท้องฟ้าน่ากลัวมาก

 

 

ช่วงนั้นมีการเคลื่อนไหวเยอะ แม่เราเคยเอาแถลงการณ์ที่เราอุตส่าห์เขียนและโรเนียวที่ธรรมศาสตร์กะว่าจะเอาไปแจกตอนเช้า ปรากฏแม่เอาไปซ่อนในตู้ล็อกและโยนกุญแจทิ้ง เราโมโหมาก ทุบอกพ่อ หนีออกจากบ้านไปนอนที่มหาวิทยาลัยอยู่หลายวัน ไม่ค่อยกลับบ้าน คือตอนนั้นพ่อก็คงกลัวตำรวจสันติบาลมาจับเรา เพราะชอบทำอะไรแหลมคม

ช่วง 6 ตุลา เราอยู่ปีสามนั่งทำงานที่ตึกจักรฯเพราะมันใกล้สอบ มีกระแสเข้าป่ากัน มีคนบอกว่าไปมาแล้ว เขตสีชมพู เราก็มารู้ทีหลังว่ามันมีคนที่หายหน้าหายตาไปตั้งแต่เดือนมิถุนายนแล้วโดยเฉพาะบรรดาแกนนำ จำได้ว่ามีกิจกรรมต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนเราก็ไปช่วยแปะโปสเตอร์ และก็มีส่วนช่วยเสนอคำขวัญ ตั้งชื่องาน หรืองานที่ต้องใช้ทักษะภาษา และก็ช่วยเขียนหนังสือพิมพ์กำแพงซึ่งมันจะเป็นกระดานใหญ่ ๆ ติดที่รั้วมหาลัยหน้าคณะบัญชี เขียนหนังสือตัวโต ๆ ขนาด 3 - 4 นิ้ว  เขียนกันสองคนกับเพื่อนชื่อ ‘กวิน’ ซึ่งลายมือเหมือนกันเป๊ะเลย

6 ตุลาฯ วันฆ่าพิราบ ปราบปรามนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ เราไม่ได้อยู่ที่ธรรมศาสตร์ เพราะเช้าวันที่ 5 มาเตรียมสอบที่คณะวิทยาศาสตร์ และช่วงค่ำอยู่เวรฟังวิทยุที่จุฬาฯ เราถอดรหัสได้อาจจะเป็นคนจำแม่น รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เวลาเขารายงานว่า 'วอ 2' แปลว่า 'ตรวจ' ส่วน 'วอ 10' แปลว่า 'ที่นี่' หรือคำว่า สบ.1, สบ.2 หมายถึง 'ชื่อย่อตำรวจ' และคำว่า 'เฟื่องฟ้า' แปลว่า 'รัฐบาล'  เช่น 'เฟื่องฟ้าเข้าควบคุมแล้ว' ซึ่งเราจะฟังรหัสที่เขาพูดออกมาก่อนค่อยแปล เราเคยให้สัมภาษณ์ในหนังสือ อาชญากรรมรัฐ แต่ไม่ได้บอกชื่อจริงตัวเองเพราะว่าแอบฟังแบบนี้ผิดกฏหมาย เลยไม่บอกชื่อจริง

เมื่อเหตุการณ์เขม็งเกลียว รุ่นพี่บางคนเตือนให้แยกย้ายกลับบ้าน ที่จริง เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็เตือนตั้งแต่เย็นวันที่ 4 - 5 ตุลาแล้ว เพราะเริ่มอันตรายมากแล้ว ขณะนั้นเราคาดเดาไม่ถูก คิดว่าน่าจะมีอันธพาลการเมืองไปก่อกวนเหมือนทุกครั้ง ตอนถอดรหัสแปลแล้วเอามาประกอบร่างพอรู้แบบนั้นก็หนีเลย กลับบ้าน เพราะน่าจะมาจุฬาฯแน่ รีบเก็บข้าวของกับ บุญเลิศ ช้างใหญ่ (คชายุทธเดช) ตั้งแต่หกโมงเช้า – เรากลับบ้านมาพิมพ์แถลงการณ์ก่อนเลย ซึ่งเป็นแถลงการณ์ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ฉบับสุดท้ายเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเนื้อหาก็เป็นการประณามการฆ่า ปิดล้อมธรรมศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่กรรมการ ศนท.  เขียนเสร็จก็ให้เพื่อนคณะนิเทศที่หนีออกมาจากจุฬาฯด้วยกันไปโรเนียวและแจกประชาชน

ช่วงนั้น เราจะมีเตือนเรื่องการปราบปรามบ่อย พวกเราถูกฝึกวินัยมาก เวลาระเบิดลงจะนั่งเฉย ๆ 'อย่าแตกตื่น อย่าตกใจ' เสียงของเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ พูดบนเวที หรือ เสียงปืนแบบนี้ก็มี เราฟังวิทยุอยู่ได้ยินเสียง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พูด 'พี่ๆตำรวจครับ อย่ายิงครับ' พอทำกิจกรรมเสร็จกลับมานอนที่ตึกจักรฯ ก็นอนเรียงกันเละเทะตุ้มเป๊ะเลย ไอ้คนที่จะจีบเรา มานอนใกล้เราบ้าง (หัวเราะ) เกลี๊ยดเกลียด  แต่จริง ๆ เป็นเรื่องดีที่ไปไหนก็มีคนคอยเดินข้าง ๆ เรา เพราะมีผู้หญิงบางคนโดนฝ่ายขวาข่มขืน มันเล่นทุกวิถีทางให้คนไม่กล้าเข้าร่วม

กลับมาอยู่บ้านสีลมพักนึง แล้วย้ายไปแอบตามบ้านญาติ พี่สาว พี่ชาย หลัง 6 ตุลาฯผ่านไปหลายวัน ระหว่างนั้น ข่าวหนังสือพิมพ์อะไรเราไม่ได้ดูเลย ไม่รู้เลยมีเพื่อนตายไหม และไม่รู้เลยว่ามีเหตุการณ์ลากคอ-แขวนคอ ฟังข่าวกระท่อนกระแท่น เราก็ต้องเก็บของที่เป็นหลักฐานก่อนพวกวิทยุอะไรเก็บมาไว้ที่บ้านหมด ณ ตอนนั้นคนที่แตกตื่นคือญาติเราที่เขาเห็นภาพข่าวคนตาย มีวันหนึ่งหลบที่บ้านพี่ชาย เราพึ่งจะเห็นภาพข่าวในหนังสือพิมพ์ดาวสยามรายงานภาพศพ และคนถูกจับมากมาย เห็นแล้วตกใจมากร้องไห้โฮเลย ไม่ได้รู้สึกกลัวนะ แต่มันแค้น เกือบหนึ่งเดือนผ่านไป ไปซ่อนตัวบ้านเพื่อนที่มีหลายคนเตรียมตัวจะเข้าป่า

เพื่อนบางคนนั่งรถไฟลงใต้ แต่ลงผิดสถานีก็กลับขึ้นมาใหม่ เราเองยังไม่ตัดสินใจ ไม่เคยมีสายอะไรเลย เราจินตนาการว่าเข้าป่าคงจะไปอยู่บนบ้านต้นไม้ และคนที่เราไปชวนก็คงได้เข้าป่าที่เดียวกัน ไม่รู้เลยว่าที่จริงเขตจรยุทธ์มีทั่วทุกภาค ตอนตัดสินใจเข้าป่าก็ไม่ได้คิดอะไร คิดในแง่ดีว่าอีกห้าปีข้างหน้าอาจจะชนะ  จบแล้วเหมือนเพลงธงแดงปักกลางนคร (หัวเราะ) เพลงปฏิวัติ  ไม่ได้คิดว่าจะไปจับอาวุธต่อสู้อะไร แค่ย้ายพื้นที่เพื่อความปลอดภัยเฉย ๆ เพราะในเมืองไม่ปลอดภัย มีสันติบาลมีหูตาฝ่ายทางการ ถ้าเพื่อนบ้านหรือใครพบเบาะแสแจ้งรัฐบาล แม้ตัวเราไม่ได้มีใครมาตามล่าหรอก แต่ถ้าขืนหลบอยู่บ้านก็ไม่ได้ทำอะไร จนมีเพื่อนสนิทสมัยเรียนโรงเรียนประถมมาชวนเราเข้าป่า เราก็เลยจะไปด้วย ไม่ปรึกษาใคร เราก็ออกเดินทางโดยไม่ได้บอกครอบครัวแบบหายไปเลยสี่ปี แล้วไม่เขียนจดหมายถึงบ้านด้วยนะ ไม่คิดถึงบ้าน ไม่เศร้า ไม่ไรเลย ก็แย่อยู่นะ

 

4 ปี ในตะนาวศรี

เริ่มเข้าป่าวันที่ 14 พฤศจิกายน 2519 ของเรานั่งรถ บขส. ไปลงหัวหินแล้วมีคนขับรถกระบะมารับไปเขตชายป่าเขา อารมณ์เหมือนหนังสายลับแต่งตัวแบบที่ไม่เคยแต่งคือ สวยทันสมัย ไม่หลงเหลือคำว่า 5 ย. (ผมยาว, เสื้อยืด, กางเกงยีนส์, สะพายย่าม และรองเท้ายาง) แล้วไปดัดผมซื้อแว่นตากันแดด รองเท้าใหม่ มีคนแจ้งว่าต้องไปพบใคร ที่ไหน เจอผู้ชายใส่เสื้อสีฟ้า ใช้รหัสถามแบบนี้ ต้องตอบอย่างไร

ระหว่างเดินทาง ต้องขับทะลุสวนสับปะรดแล้วต้องเดินเท้าต่อไปอีก มืดแล้วด้วย และทางเดินก็ชันมากฝนตกลุยโคลน ประมาณสามวันถึงค่าย ข้ามเขาตะนาวศรีไปอยู่ฝั่งพม่า เนื่องจากเขตประจวบ-หัวหิน-ราชบุรีเป็นค่ายทหาร เราเลยได้ไปอยู่หลังเขาจริง ๆ ช่วงกลับออกมาก็เคยล้อตัวเองว่าไปเป็นชนกลุ่มน้อยในพม่าอยู่ที่นั่น 4 ปี แต่ไม่ได้ไปรบกับใครนะ เนื่องจากบรรดาสหายที่ไปรบก็ตายเยอะ เขตนี้เลยจัดแต่งานศพ เราก็ช่วยจัดพวงหรีด เขียนบทกวีไว้อาลัยพวกเขา เอาผ้าหมึกพิมพ์ดีดมาทำเป็นดอกไม้ เอาใบไม้มาเรียงเป็นวง เราแปรตัวเป็นนักประดิดประดอยเป็นออแกไนเซอร์ และพิธีกร

ภาพวาดอนุสรณ์สถานวีรชนประชาชนแห่งตะนาวศรี ที่ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี (วาดโดยธนาพร นาคเจือ)

สหายซัง นักประดิษฐ์  ครูสอนหนังสือ และหัวหน้ากองละครในหน่วยบันเทิงแห่งตะนาวศรี

“เขตงานตะนาวศรีมีรอยต่อกับเขตกุยบุรี สมัยก่อนคอมมิวนิสต์กุยบุรีดุมาก ยิงหัวเป็นการสั่งสอนฝ่ายอำนาจรัฐ ชาวบ้านที่ถูกรังแก ถูกฉุกลูกสาวไปทำมิดีมิร้ายจากฝ่ายทางการที่นั่นก็พอใจ มองว่ารัฐมันก่อกรรมทำเข็ญไว้  ปี 2506  มีคำสั่งบุกปราบปรามคอมมิวนิสต์ยุครัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยสหายรุ่นแรกที่ถูกจับข้อหาเป็นขบถ ก็เช่น คุณสัมผัส พึ่งประดิษฐ์, ผิน บัวอ่อน สหายที่เคยฝังตัวแถบนี้ก็เข้าไปบุกเบิกป่า เพื่อใช้รองรับการปราบ ใครจะคิดว่าจากสหายที่เคยอยู่กันไม่กี่สิบคน จะมีนักเรียนนักศึกษามาเพิ่มจนเป็นกองร้อย ส่วนเขตงานอื่น ๆ บางเขตก็ทะยอยเข้าไปเป็นหลักพัน ต่อมาช่วงหลัง 6 ตุลาฯ สหายที่นี่ก็อยากแก้แค้นให้เยาวชน แต่ว่าก็ตายกันเยอะเพราะอาวุธไม่ทันสมัย”

“ในป่าเราเคยจับปืน เป็นปืนคาร์บินเก่าที่เคยจมน้ำอยู่หลายปี สนิมขึ้นจนเป็นตะปุ่มตะป่ำ ด้วยความที่ไม่ได้เป็นสมาชิก เป็นแค่ ทปท. (กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย) จัดตั้งคงไม่อนุญาตให้ใช้ปืนที่พร้อมใช้งาน อีกอย่างเขตนี้มันจนมาก ทรัพยากรเข้าถึงยาก ไปปีแรกปลูกข้าวไร่แบบชาวกระเหรี่ยงซึ่งผลผลิตน้อย ปีถัดมาจึงปลูกข้าวในกระทงนา มีการหว่านกล้า ปักดำ ช่วงที่ข้าวมันแล้งมาก   และถูกยาเคมีจากเครื่องบินทางการโปรยลงมาข้าวเสียหมดเลย ต้องกินกล้วยดิบ ซึ่งต้องหุงก่อนค่อยกิน ขาดแคลนสุด ๆ เสื้อผ้าขาดทีต้องปะ 10-20 ครั้ง”

"สำหรับสหายหญิงที่มีประจำเดือนมาทุกดือน อย่าหวังว่าจะได้ใช้ผ้าอนามัย ไม่มีขนส่งที่ไหนจะขนผ้าอนามัยมาให้ใช้แน่นอน ที่ใช้กันอยู่เป็นผ้าสำลี กับผ้ามุ้งที่พับให้พอเหมาะ กลัดเข็มกลัดกับกางเกงชั้นใน ใช้แล้วก็เอาไปซักในห้วย หรือต้มผ้าในกระป๋องนมผงตราหมีจนกลายเป็นกิจวัตรของสหายหญิง"

“ระหว่างที่อยู่ที่ตะนาวศรีได้เจอคอมมิวนิสต์พม่าด้วย เพราะการแพทย์เราดีกว่า เดาว่าเขาล่องแพผ่านมาตามตะเข็บชายแดนฝั่งพม่า จนถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่รู้จักทางการป่าอย่างพวกเรา นายทหารพม่าคนนั้นกระสุนเต็มต้นขาเละ ร่างกายบึกบึนมาก ได้มีโอกาสคุยกับเขา และข้อความไม่กี่คำนั้นกลายมาเป็นคติสอนใจเรา 'เจ็บไม่ตาย ตายไม่เจ็บ' ที่เค้ากล้าหาญทรหดแบบนั้น เพราะไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตายนั่นเอง”

“ตอนไปอยู่ป่า เราใช้ชื่อ สหายซัง เป็นชื่อจัดตั้ง มาจากชื่อเพื่อนของพี่สาวเห็นเพราะดี แต่ตอนหลังก็พยายามอธิบายว่ามาจากซังข้าว แต่เรื่องชื่อนี่บางทีเราก็เผลอเรียกชื่อเดิมกันด้วย ยิ่งถ้าเพื่อนกันรู้จักกันมานาน”

“ตลอดเวลาสี่ปี นอกจากทำไร่ ทำนา ปลูกมัน ปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด เลี้ยงหมู สร้างฝาย ขุดหลุมเพลาะ โค่นป่า ล้างท้องไม้ กระทั่งถอนหญ้าในกระทงนา ที่เราถือว่าเป็นงานปฏิวัติแล้ว เรายังเป็นครูสอนเด็กประถมห้าคน ทำหนังสือคู่มือแทงเข็ม ดูแลห้องสมุดที่เป็นเพิงหมาแหงนกับชั้นวางหนังสือเล็ก ๆ การฝึกร่างกายในกองทัพปลดแอก ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้ามาวิ่งรอบสนาม ฝึกเล็งปืนด้วยไม้ ส่วนหน้าที่นักประดิษฐ์ เย็บจักรซ่อมถุงเป้ ปะเสื้อผ้าขาด ทำถุงเท้าที่ไม่มีตะเข็บให้สหายได้ใส่ เพราะสหายบอกว่าเวลาเดินจะโดนรอยตะเข็บกัดตีนจนเลือดออก แต่งานที่ชอบคือเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของเขตงาน ที่ออก 2-3 เดือนครั้ง คอยหาบทความจากสหายมาลง เวลาไม่มีใครส่งงานก็ต้องเขียนเองแต่ใช้หลายสำนวนหลายนามปากกา เขียนบทละคร เพลงพื้นบ้าน ทำงานศิลปะตั้งแต่ภาพวาดปกหนังสือพิมพ์ไปยันภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ใช้ไม้ไผ่กิ่งเล็ก ๆ มาทุบปลายจิ้มหมึกจีน ที่สนุกมากคือวาดรูปเหมือนมาร์กซ, เลนิน, สตาลิน และเหมา เจ๋อ ตง หัวหน้าหน่วยศิลป์หรือหน่วยบันเทิงก่อนหน้าเราเขาชื่อ สหายนิพนธ์ ให้ดินสอแลเงากับแว่นขยายมา เขาคอยมาดูว่าเราวาดถึงไหน จากภาพเล็กสองนิ้ว กลายเป็นภาพเหมือนขนาด 12 x 15 นิ้ว เห็นภาพแล้วก็ยิ้มเผล่กลับไปเพราะฝีมือน่าจะดีเกินคาด กลายเป็นผลงานน่าทึ่ง นี่ก็คงเรียกว่างานปฏิวัติเหมือนกัน”

“งานรื่นเริงมักจัดเมื่อมีสหายเข้ามาใหม่ เราได้ทำละคร ทำงิ้วจนปีที่สามของการเข้าป่าก็ได้เป็นหัวหน้าหน่วยบันเทิง มีลูกหน่วยเป็นนักเรียน นักศึกษา เน้นทำละคร ทำงิ้ว และลิเก ทุกปีจะมีงานฉลองวันพรรค 1 ธันวาคม กับวัน 7 สิงหาวันเสียงปืนแตก มีงานใหญ่ที่ทุกคนจะได้กินของหวานอย่างข้าวเหนียวต้มน้ำตาล ที่เรียกว่า ปุ๊ดลุด มีรำวง มีอนุชนมาเริงระบำ มวลชนและสหายติดอกติดใจการแสดง ประทับใจกับฉากสีแดงบนเวทีลานดิน แม้ออกจากป่ามาแล้วอดีตสหายก็ยังอยากได้ยินเสียงเราพูดหน้าเวที เพราะมันคือความบันเทิงอย่างเดียวที่มีในป่า”

"นอกจากนั้นเราก็ไปเป็นครูสอนหนังสือเด็กกะเหรี่ยง ป.2 ถึง ป.4 วิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความทรงจำที่มีความสุขมากตอนอยู่กับเด็กเราพาเด็ก ๆ ไปดูรุ้งกินน้ำว่ามันทำไง เอากระจกไปตั้ง 45 องศาไว้ตรงลำธารตรงพุ่มไม้ใหญ่ ๆ เด็กมันก็ตื่นเต้นมาก ชีวิตโคตรสนุกเลย ไม่ได้คิดว่าจะอยากกลับแล้ว ตอนนั้นเราอายุประมาณ 22-23 เอง”

"ช่วงไปพักฟื้นจิตใจต่างค่าย เพราะเพื่อนประถมที่ชวนเรามาเข้าป่าเสียชีวิตลงจากไข้มาลาเรีย เราก็ไปสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ A B C D ให้สหายต่างค่าย พร้อมทำภาพประกอบตำราแทงเข็ม สหายชายบางคนที่แวะเวียนมาบ่อย ก็ได้คุยกันบ่อย คิดอีกทีอาจเป็นความหวังดีที่จัดตั้งอยากให้เราสนใจเพศตรงข้ามแทนหมกมุ่นอยู่กับการพลัดพราก


บทบาทสหายผู้หญิง

"ตอนนั้นเราไม่ได้คิดตั้งคำถามเลยว่าสิ่งที่ทำอยู่จะนำไปสู่อะไร คิดว่านี่คืองานปฏิวัติ ขึ้นอยู่กับว่าพรรคให้ทำอะไรเราก็ทำ ใครจะขัดแย้งก็ขัดไป พอมาตกตะกอนตอนนี้ เราคิดว่า แนวเหมาอิสต์ (Maoist) นี่คล้ายแนวพุทธ คือมีวินัยเป็นศีล ผู้หญิงแต่งตัวมิดชิด  พับแขนเสื้อเลยข้อศอกยังไม่ได้แลย สหายหญิงผมสั้นไม่มีเครื่องหอม เครื่องประดับ ไม่มียาสีฟัน ไม่มีแชมพูสระผม สบู่จากฝั่งพม่าก็นาน ๆ ทีเป็นสบู่แบบทำเองไม่มีกลิ่นหอม ใครอยู่แนวหน้าหรือเป็นลูกหลานสหายเก่าอาจจะได้ของเครื่องใช้ ขวดน้ำ สบู่ก่อน  อยู่มาสี่ปีในป่า เราไม่เคยมีถุงน้ำเกลือที่ดัดแปลงเป็นกล่องใส่ของสักถุงเดียว นอกจากได้หนังสือดิกชันนารีเล่มหนึ่ง"

"เรื่องเส้นสาย เครือญาติ อภิสิทธิ์ผ่านสายเลือด ไม่ได้เป็นศูนย์ ที่เห็นได้ชัดก็เรื่องการจัดงานแต่งงานนี่แหล่ะ คนที่เป็นระดับสมาชิกพรรค หรือเป็นสหายนักรบมีผลงาน ได้สิทธิแต่งงานก่อน แม้จะมีระบบ สามช้า ให้ท่องจำกัน สาวที่เก่งที่สุดในเขตงานนอกจากสวย แข็งแรง ต้องมีความคิดการเมืองที่ 'แจ่มชัด' มีความภักดีต่อพรรคและจัดตั้งแบบสั่ง-เดิน ห้าม-หยุด เรายังไม่นึกรักใครเป็นพิเศษ เพียงแต่ประทับใจเพื่อนในหมู่สหายหญิงด้วยกัน เพราะความที่เธอมีน้ำใจ และใส่ใจเราดีมาก  แต่เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมเราถูกจับแยกไปอยู่คนละหมู่ เธอคงถูกวิจารณ์มากมายจนเราสองคนค่อย ๆ เหินห่างกันไป แม้จะเจอกันบ้าง ก็ไม่มีการสบตาหรือทักทาย บางครั้งเราขึ้นเวทีจัดงานบันเทิง หลังฉากกำลังร้องไห้เพราะทุกข์ใจที่สหายหญิงหมางเมิน แต่พออกมาหน้าฉากก็ยิ้มร่าทำหน้าที่พิธีกรต่อไป"

"เข้าสู่ปีที่สี่ของเราในเขตนี้ก็มาถึงจุดที่นักศึกษาหลัง 6 ตุลาฯขัดแย้งกับจัดตั้งและสหายเก่า กลุ่มนักศึกษาตั้งคำถามกับพรรคเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี การปลุกระดมมวลชนแบบเดิม ๆ ต่อไป ในสายตาจัดตั้งคงคิดว่าเราเป็น 'เด็กดี' เพราะไม่แสดงอาการต่อต้านพรรค ไม่ซักถาม ไม่สงสัย กดเก็บสิ่งที่เป็นตัวตนของเราไว้ มุ่งทำงานสร้างสรรค์ งานเทคนิค งานฝีมือ และศิลปะหลากหลาย แล้วข่าวดีก็มาถึง จัดตั้งบอกว่าจะรับเราเข้าเป็นสันนิบาตเยาวชน ทั้งที่คนอื่นได้เป็นกันหมดแล้วตั้งแต่ปีสองปีแรก ปลายปีที่สี่ ท้ายที่สุดเราก็ตัดสินใจจะกลับคืนเมืองโดยหวังว่าจะได้ไปต่อในเขตงานอื่น เพราะอยากรู้ว่าที่อื่นเป็นอย่างไร  ขณะที่นักศึกษาหลายเขตงานทะยอยกันกลับเข้าเมือง จำได้ว่าออกมาวันที่ 14 ตุลาคม 2523 แล้วมาพักอยู่บ้านองค์การในเมืองอีกหลายวันก่อนกลับเข้าบ้าน ได้เจอสหายหญิงที่เรารัก เธอไม่พูดด้วยแม้แต่คำเดียว และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน

มาทราบข่าวอีกทีว่าเธอจมน้ำตายที่หัวหินเสียแล้ว"

 

กลับคืนสู่นาคร

“พอไปถึงบ้านเจอพ่อ พ่อร้องไห้ใหญ่เลย แล้วน้องชายเราที่ไม่ได้เจอกัน เขาไปญี่ปุ่นเราเลยไปนอนห้องน้องชาย เขากลับมาเจอเราในห้องก็ถีบเราตกเตียง จำเราไม่ได้ ด่าใหญ่เลยว่าไอพวกคนป่างี่เง่า เหมือนคนไม่เจริญ แต่งตัวโทรม ๆ อะ”

"ด้วยคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523  เรากลับมาเรียนต่อที่คณะวิทยาศาสตร์อีกปีครึ่ง ตอนแรกมีคนแนะนำให้ไปเรียนโปรแกรมอาชีวะเพื่อทำอาชีพเลขานุการ แต่ไม่ได้ไปเพราะอาจารย์ที่จุฬาฯใจดีมาก บรรจุเราเข้าเรียนต่อที่ภาควิชาถ่ายภาพการพิมพ์และภาพยนตร์ คณะวิทยาศาสตร์ทั่วไป คงเพราะผ่านเรื่องยาก ๆ มามากแล้ว การเรียนไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เรียนได้ A เกือบทุกตัว โดยเฉพาะวิชาเลือกด้านปรัชญา ศิลปะ หรือจิตวิทยา คะแนนจะมาเป็นอันดับต้น ๆ บางวิชาเป็นวิชาพื้นฐานที่มีการบังคับเรียน อาจารย์สอนอารยธรรมบอกในห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ว่า วิชานี้มี 100 คะแนน แต่อาจารย์อยากให้ 300 คะแนนสำหรับ นิสิตรหัส 17  และทำงานไปเรียนไปเพื่อเสริมรายได้ โดยอาจารย์ที่คณะเชิญมาสอนทำรายการสารคดี 'ท่องไปในโลกกว้าง Wide World Tour' ทางช่อง 5 ทำอยู่ครึ่งปีเงินเดือนตกเบิกหกเดือน ทั้งทำสคริปต์โดยหาข้อมูลเอง และคุมตัดต่อ คุมการลงเสียงกับฝ่ายผลิตข่าวช่อง 5 กลับบ้านตีสองตีสาม เช้าก็ไปเข้าชั้นเรียนที่จุฬาฯ

พอเรียนจบก็ยังไม่รู้จะทำอะไร หน้าบ้านสีลมเห็นป้ายรับสมัครพนักงานจำนวนมาก และมีการอบรมให้ฟรี เราเลยไปอบรมอยู่สามวัน หัวข้อคืออบรมการขายตรง ขายหนังสือ Encyclopedia Britannica เราหอบหิ้วตัวอย่างหนังสือมาขายอาจารย์ที่จุฬาฯก่อนเลย ถูกอาจารย์ดุว่า 'วิภา เธอเรียนเก่งขนาดนี้จะมาขายหนังสือทำไม ?' อาจารย์บอกให้เอาไปคืน หลังจากนั้นรุ่นน้องที่เรียนจบก่อนเราก็มาชวนไปทำงานกับอาจารย์พิชัย วาศนาส่ง เขาอยากได้ก็อปปี้ไรท์เตอร์เขียนข้อความโฆษณา เราก็ไปทำงานเป็นอยู่สองปี สตาร์ทเงินเดือนเดือนละ 2,000 บาท ทำปฏิทินโรงแรมเอราวัณ โฆษณามาบุญครอง ทำหนังสือพิมพ์ Newsletter ให้แบงค์ไทยพาณิชย์ และเขียนโฆษณาขายบ้านที่เมืองเอก คิดคำขวัญโฆษณาต่าง ๆ ตามถนัด มีแปลข่าว และทำสคริต์รายการ 'พบโลก' ด้วยช่วงที่อาจารย์พิชัยป่วย และมีลูกสาวมาอ่านข่าวแทน พวกบทกลอนวันสำคัญก็ต้องเขียนให้ลูกค้า งานก้าวหน้าดี แต่เงินเดือนน้อยมาก”

“เราเห็นประกาศรับสมัครฝ่ายส่งเสริมการขายและโฆษณาห้างเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว ในหน้าคลาสซิฟายของหนังสือพิมพ์ ก็มาสมัครงาน วันสัมภาษณ์คุณ สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ไม่ถามอะไรมาก สัมภาษณ์แล้วก็รับเลย  อ.พิชัย บอกไม่อยากให้ลาออก แต่เงินเดือนสูงกว่ามาก งานท้าทายกว่ามีทีมทำงานร่วมกันหลายคน ได้คูปองกินข้าวกลางวันอีกต่างหาก ทำเดือนเดียวก็บรรจุแล้ว เวลาประชุมบรีฟงานกับทีมโฆษณาบางทีเราก็เผลอเรียกคุณสุทธิธรรมว่า ‘จัดตั้ง’ เรียกเพื่อนร่วมงานว่า ‘สหาย’  เหมือนคนที่เคยไปรบแล้วกลับมาอยู่ในสังคมเมือง

ห้างเซ็นทรัลใช้เราคุ้ม ตอกบัตรเข้างานเก้าโมงเช้า เลิกหกโมงเย็น แต่เราเลิกงานเกือบสองทุ่มประจำทำหนังสือช้อปปิ้งชื่อมุมมองของเซ็นทรัลพลาซ่า ทำคอนเทนท์เองทั้งหมด งานเขียนคำโฆษณาเป็นเรื่องสนุกไม่ซ้ำซากจำเจ จากทำงานห้างสี่ปี ก็เข้าไปทำงานบริษัทเอเจนซี่โฆษณา บรรยากาศเก่า ๆ เริ่มกลับมา เราซุ่มซ่อนยาวนานไม่แพร่งพรายประวัติการเข้าป่ากับเพื่อนร่วมงานเลย พอกระแสการเมืองและการชุมนุม การตระบัดสัตย์ การยึดอำนาจเป็นข่าวปี 2534-35 มีการชุมนุมคัดค้านรัฐประหารเราก็ไปด้วย ช่วงเป็นครีเอทีพไดเรคเตอร์ของบริษัทโฆษณาแถวสาธรเป็นช่วงรุ่งที่สุดในงานอาชีพ  เพื่อนๆไปชุมนุมกัน ส่วนเราก็เขียนแถลงการณ์ใช้นามแฝง เขียนคัดค้านการรัฐประหารและการสืบทอดเผด็จการของสุจินดา  ซึ่ง 2 ปีถัดมาได้ทำสคริปท์สไลด์มัลติวิชั่นในงานครบรอบ 2 ปีพฤษภาประชาธรรม ให้กับ สสนท. ขณะนั้น เจอ อ.ปริญญา  เทวานฤมิตกุลที่ยังเป็นนักศึกษา และ กรุณา บัวคำศรี ทั้งสองไม่รู้ว่าเราเคยเป็นนักกิจกรรมเคยเคลื่อนไหว และเคยเข้าป่า คิดว่าเป็นก๊อปปี้ไรเตอร์เอเจนซี่ดังคนหนึ่ง 

จากวันนั้นชีวิตเราก็เข้าสู่วงจรการต่อสู้ทางการเมืองอีกครั้ง  เมื่อมีกระแสการจัดงาน 20 ปี 6 ตุลา  ก็เข้าร่วมเต็มตัว และได้เป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์  ได้เจอหมอสงวน  นิตยารัมภ์พงษ์ ซึ่งพี่สาวรู้จักดี  และคนเดือนตุลาอีกหลายคน”

 

ต้มยำกุ้ง และชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

"ระหว่างทำงานก็เรียนป.โทรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครองไปด้วย ตอนเรียนก็เถียงกับอาจารย์เป็นประจำ  โกรธมากเวลาที่อาจารย์เรียกจีนว่า 'เผด็จการคอมมิวนิสต์' เรียนจบก็พอดีกับวิกฤติต้มยำกุ้ง  บริษัทปลดพนักงานจำนวนมาก และทยอยปิดบริษัทในเครือ เราเองอยู่เป็นคนท้าย ๆ ได้ค่าชดเชยมาหกเดือนนับว่ามากโข มีวันว่างมากขึ้นก็ไปเตร็ดเตร่แถวธรรมศาสตร์ และได้มารู้จักอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ประมาณปี 2541 เพราะเห็นโปสเตอร์เสวนา 'สังคมนิยม' ในประเทศอินโดนีเซีย โดยกลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน เป็นโปสเตอร์ A4 เล็ก ๆ  เราตื่นเต้นมากที่มีคำว่า 'สังคมนิยม' แปลกใจว่ามันยังมีอีกหรือ ต้องไปฟังให้ได้ ฟังแล้วก็สมัครสมาชิก และมีจดหมายเชิญประชุมที่สหพันธ์แรงงานรถไฟ มีกรรมกรอยู่ 10 กว่าคน กำลังทุ่มเถียงกันใหญ่ว่าเรื่องภววิสัย อัตวิสัย ใช้ศัพท์ฝ่ายซ้ายเป็นคำคุ้นเคยที่ไม่ได้ยินมา 20 ปี

พอมารู้จักกับอาจารย์ใจ หลังจากอาจาร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์เสียชีวิต เราก็คิดกันว่าสิ่งหนึ่งที่อาจารย์ป๋วยยังไม่ได้ทำคือการชำระประวัติศาสตร์ เราได้เข้าร่วมในทีมงานวิจัยของ คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

การเข้าร่วมกลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน (กปร.) เปลี่ยนชีวิตเราไปทั้งชีวิต  แม้สามีก็บอกว่าเราไม่ใช่คนเดิม  เราเขียนเรื่องของตัวเองในป่าใช้ชื่อสหายซัง ลงหนังสือการเมืองไทยในมุมมองมาร์กซิสต์ และทำสิ่งที่เราถนัด เช่น จัดอีเว้นท์ จัดเสวนา วิจารณ์ศาสนา บทความเชิงวิพากษ์การใช้คำว่าแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง เขียนบทวิเคราะห์ “ใครหนอกดขี่สตรี” ร่วมกับสหายลงในหนังสือเล่มเล็ก จากนั้นงานอะไรที่เกี่ยวข้องกับ 6 ตุลา 2519 จะมีเราเข้าไปจัด ไปผลักดันเสมอ  หลังเปิดชิ้นงานประติมากรรม 6 ตุลา ที่หน้าหอใหญ่ ธรรมศาสตร์ ปื 2544 อ.นิคม จันทรวิทุร เชิญมาเป็นเลขามูลนิธิ 14 ตุลา 


 

ได้เจอแกนนำในรัฐบาลยุคนั้นหลายคน  ซึ่งมีท่าทีต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา แบบน่าผิดหวังมาก ทุกภาพที่จำได้ทำให้เรายิ่งทุ่มเทเพื่อรื้อฟื้นเจตนารมณ์เดือนตุลา

ปี 2546-48 ได้มาทำงานกับ อ.วิทยากร  เชียงกูล และ อ.ชลธิรา สัตยาวัฒนา ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ไปช่วยจัดเสวนา และอีเว้นท์โปรโมทวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมซึ่งไม่ได้เน้นหนักวิชาการ ทำอยู่ 2 ปีมีผลงาน ก็ไปนั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานการตลาดของมหาวิทยาลัยรังสิต  ได้ชักชวนสมาชิกในกลุ่มประชาธิปไตยแรงงานมาเป็นผู้ช่วยสอนบางวิชา  และบางคนก็มาช่วยงานสำนักงาน  

ปลายปี 2549 กลุ่มประชาธิปไตยแรงงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนจัดงาน Thai Social Forum เป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้ห้องประชุม และห้องสัมมนาจำนวนมาก สถานที่จัดที่เหมาะสมที่สุดคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก่อนจะออกจาก ม.รังสิต มาสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีสิ่งที่ต้องตัดสินใจอีกครั้ง งานที่ธรรมศาสตร์ทำให้เรามีโอกาสร่วมในหลักสูตรปริญญาโทสตรีศึกษาด้วย ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ และเป็นกรรมการโครงการสตรีศึกษา ธรรมศาสตร์  กับเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมเพศวิถีศึกษา เป็นกรรมการ Committee of Asian Women ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีสัมมนาเวียนไปในประเทศต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นประเทศยากจน

ชีวิตผู้หญิงในบังคลาเทศ ในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ในเวียตนาม ในมองโกล ลำบากสาหัสมากกว่าจะมาเป็นกรรมการ หรือสมาชิกองค์กร ทำให้เราได้ตอกย้ำกับตัวเองในเรื่องสิทธิสตรีกับการต่อสู้ทางชนชั้น  ปี 2549 เดือนกันยา มีรัฐประหารที่ไม่มีใครคาดถึง ทหารไม่ได้กลับเข้ากรมกองเป็นทหารอาชีพ  ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เราก็ยังเดินหน้าจัดงานรำลึก 6 ตุลาต่อไปอย่างไม่ลังเล  

ทุกครั้งที่ตัดสินใจจะไม่ได้เอาความเห็นของครอบครัวมาเป็นตัวตั้งเลย  ต้องขอบคุณสามีที่พยายามเข้าใจ และช่วยประคับประคองครอบครัวอย่างอดทน  ปี 2556 การสร้างประติมากรรมประวัติศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสำเร็จเสร็จสิ้นไปแล้ว การจัดงานรำลึก 6 ตุลาที่มหาลัยก็เรียกได้ว่าราบรื่น รองอธิการบดีถึงกับกล่าวในที่ประชุมเตรียมงานว่า จะให้วันที่ 6 ตุลาทุกปีเป็นวันหยุดเพื่อให้นักศึกษาได้เข้าร่วม  จนเมื่อจัดงาน 40 ปี 14 ตุลาเป็นงานใหญ่ที่ต้องขับเคลื่อนตลอดทั้งปี เรารับเป็นเลขาการจัดงาน โดยมี อ.จรัล ดิษฐาอภิชัยเป็นประธาน  คนเดือนตุลาและนักกิจกรรมมารวมตัวกันเป็นกรรมการ ซึ่งเราเองเน้นมากว่าต้องมีญาติวีรชน 14 ตุลาในคณะกรรมการด้วย  งานนี้ลุล่วงไปด้วยดี จะมีติดขัดก็เรื่องการแสดงละคร ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีผลให้ผู้แสดงต้องติดคุก ติดตะราง  เราเองก็ถูกตั้งคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตรวจสอบ  และ 6 เดือนต่อมา ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก็มีรัฐประหารอีก 

 

คำถามสุดท้าย "ทำไมเรายังเชื่อในสังคมนิยมมาร์กซิสม์"

นึกถึงนักปฏิวัติรุ่นเก่า ๆ เราไม่ได้ขี้เล็บของพวกเขา นึกถึงเยาวชนรุ่นใหม่ เราก็ได้ไม่ถึงครึ่ง  เรามองว่าเยาวชนในยุคนี้มีความกล้าหาญ และเสียสละมาก  ทั้งๆที่สังคมไทยตกอยู่ในวังวนรัฐประหารซ้ำซาก  ในบรรยากาศการใส่ร้ายป้ายสี ในบรรยากาศที่ผู้อ้างใช้กฎหมายกลับกลายเป็นพวกทำลายกฎหมายและความยุติธรรมเสียเอง ที่ผ่านมาในกลุ่มสังคมนิยมแรงงานที่เปลี่ยนชื่อมาหลายครั้งวิเคราะห์อะไรก็จะสอดรับกับสถานการณ์ ปีนี้อายุขึ้นเลข 7 แล้วหวังว่าบางประสบการณ์ในอดีตจะมีประโยชน์กับคนรุ่นหลังบ้าง เรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯและพรรคคอมมิวนิสต์ไทยมันมีความเชื่อมโยงและผูกพันธ์กับชีวิตเรา เพื่อนเราตายทั้งในเหตุการณ์ และตายในป่า ซึ่งความจริงต่างๆ พวกนี้ก็ไม่มีในตำราเรียน น่ายินดีที่คนรุ่นใหม่ ๆ ก็หันมาสนใจประวัติศาสตร์มากขึ้นอีกครั้ง ในแง่หนึ่งมันก็เป็นการคืนชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับคนเหล่านั้นที่สู้มาก่อนเรา

ในฐานะคนเดือนตุลาที่ประสานงานเครือข่ายเดือนตุลา มาเกินกว่า 25 ปี เราต้องยอมรับความจริงที่เสื่อมสลาย และยุบองค์กรนี้ไป เนื่องจากบรรดาสมาชิกที่ร่วมเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงล้มหายตายจาก  และต้องลี้ภัยทางการเมืองอยู่เนือง ๆ

 

สัมภาษณ์ โดย อานนท์ ชวาลาวัณย์

เรียบเรียงโดย อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์

ภาพโดย วิภา ดาวมณี
 

_______________________________________________________________________________________________________________

ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
 

การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของพคท.ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่พคท.ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับพคท.ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน

ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับพคท.ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆคนอาจ ยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆคนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย

พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน “ไดอารีดาวแดง” ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์