• บทความ
  • Commoner’s Voice สามัญชนสนทนา

5 กรกฎาคม 2568 วงการณ์เฟมินิสต์ไทยสูญเสียบุคลากรคนสำคัญที่มีคุณูปการต่อการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิสตรี และประชาธิปไตยอย่างไม่มีวันหวนกลับ ซึ่งนอกจากการผลักดันประเด็นความเท่าเทียมทางเพศแล้ว ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วง 6 ตุลาคม 2519 เธอผู้นี้ยังเป็นหนึ่งในนักโทษหญิงที่ถูกจับกุมในเหตุการณ์นั้น และในเวลาต่อมาหลังได้รับอิสรภาพเธอได้ผันตัวมาเป็นนักวิชาการสายสตรีนิยมที่ยังคงมุ่งมั่นผลักดันประเด็นสิทธิและบทบาทของผู้หญิงมาโดยตลอด ชื่อของเธอคือ สุชีลา ตันชัยนันท์


ก่อนการเสียชีวิตของสุชีลาไม่นาน พิพิธภัณฑ์สามัญชนได้มีโอกาสสัมภาษณ์เธอ ซึ่งบทความชิ้นนี้อาจจะเป็นบทสัมภาษณ์ชิ้นสุดท้ายของสุชีลา ซึ่ง ‘สามัญชนสนทนา’ จะพามาทำความรู้จักกับชีวิตของเธอนับตั้งแต่วัยเด็ก กระทั่งการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง จนถูกจับเป็นจำเลยจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 และถูกจำคุกเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี หลังได้รับการปล่อยตัวจึงได้เขียนบทความเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ของตนในอดีตจนได้ตีพิมพ์ในโอกาสครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาฯ เมื่อปี 2545 โดยหนังสือมีชื่อว่า ‘เปิดบันทึกนักโทษหญิง 6 ตุลา’

 

พื้นเพชีวิต


สุชีลา ตันชัยนันท์ เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางที่ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ย่า อา โดยมีพี่น้อง 4 คน คือ พี่ชายคนโต พี่สาวคนรอง สุชีลา และน้องชายคนเล็ก ซึ่งคนเหล่านี้เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเธอเป็นอย่างมาก สภาพแวดล้อมภายในครอบครัวต่างหล่อหลอมให้เธอเติบโตมาเป็น ‘สุชีลา’ อย่างทุกวันนี้ เริ่มตั้งแต่แม่ของเธอที่เป็นผู้หญิงเก่งทั้งงานบ้าน งานเรือน หรือแม้กระทั่งงานที่ สำนักพิมพ์เดลินิวส์ ที่เคยทำก่อนที่จะแต่งงาน และตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นครูสอนที่ โรงเรียนโกศลวิทยา ส่วนคุณย่าก็มีความเป็นกุลสตรี ทั้งยังมีความรู้ในเรื่องภาษาจีนในระดับดีมาก เนื่องจากบิดาของคุณย่าเป็นคนจีนที่ได้ลี้ภัยสงครามกลางเมืองมาอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย และต่อมาจึงรับราชการอยู่ในวัง สุชีลาได้เขียนไว้ในงานเขียนของเธอว่า

‘… ด้วยนิสัยปัญญาชนของย่าได้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในลักษณะเดียวกับท่านในเวลาต่อมา ผู้เขียนชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ โดยส่วนใหญ่ชอบอ่านหนังสือเกือบทุกประเภทและสามารถอ่านได้อย่างรวดเร็ว…’

และผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเธอคือคุณอา ผู้ซึ่งเป็นน้องสาวของพ่อ คุณอาเป็นนักบัญชีที่เก่งภาษาอังกฤษและมีความเป็นผู้นำครอบครัวค่อนข้างสูง ก่อนที่คุณอาจะแต่งงาน คุณอามักจะทำหน้าที่ดูแลหลานสาวในเรื่องเกี่ยวกับการแต่งตัว การเข้าสังคม ครั้งหนึ่งสุชีลาเคยถูกครูประจำชั้นตำหนิในงานกีฬาสีของโรงเรียน เพราะเธอใส่กระโปรงเชียร์กีฬาที่คุณอาแนะนำสั้นเกินไป
การอบรมบ่มเพาะ และประสบการณ์ที่ได้รับจากคนในครอบครัวทั้งหมดนี้ จึงเป็นสิ่งที่หล่อหลอมทำให้สุชีลา เป็นคนที่ช่างคิดและตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว ตั้งแต่ในบ้านจนถึงเรื่องภายในสังคม

ด้วยความที่สุชีลาถูกเลี้ยงดูให้อยู่ในกรอบของสังคมไทยที่ผู้หญิงต้องเป็นแม่ศรีเรือน หลายครั้งที่บางสิ่งที่เธอต้องการจะทำกลับทำไม่ได้ดั่งใจหวัง เช่น การที่คุณพ่อมักจะไปรับไปส่งและไม่อนุญาตให้เธอฝึกขับรถ เนื่องจากอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ หรือการทำอาหารที่สุชีลาไม่สนใจเท่าไรนัก แต่ก็ต้องช่วยคุณแม่ทำอาหารทุกวัน  ในขณะที่หากเทียบกับพี่ชายคนโตและน้องชายคนเล็กแล้วมักจะได้ออกไปวิ่งเล่นข้างนอกเสมอ จนทำให้เธอตั้งคำถามเพราะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างชายหญิง แต่ถึงอย่างนั้นสุชีลาก็ยังมีทางเลือกในชีวิตมากพอที่จะกำหนดทิศทางตามที่ใจปรารถนาได้

ในวัยเด็ก สุชีลาเข้าเรียนช้าไปหนึ่งปี เพราะที่บ้านมีครูหลายคน ไม่ว่าจะเป็น คุณแม่ คุณย่า คุณอา จึงคิดว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนไม่น่ามีความหมายนัก แต่ท้ายที่สุดสุชีลาก็ได้เรียนที่โรงเรียนพระแม่มารีพร้อมกับน้องชาย จนกระทั่งจบชั้น ม.ศ.3 จากนั้นจึงสอบเข้าโรงเรียนสตรีมหาพฤฒารามในแผนกศิลป์ เพราะคุณพ่ออยากให้เรียนหนังสืออยู่ใกล้ ๆ บ้านคุณย่า ถึงแม้ความต้องการจริง ๆ จะอยากเรียนโรงเรียนเซ็นโยเซฟคอนแวนต์ เพราะเพื่อนสนิทเข้าเรียนที่นั่นก็ตาม

เมื่อถึงเวลาที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย สุชีลาต้องการจะสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เนื่องจากการแข่งขันของคณะอักษรฯ นั้นสูงมาก พี่ชายที่เป็นลูกของคุณป้าจึงแนะนำให้เลือกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สุชีลาจึงได้ยื่นที่ธรรมศาสตร์เป็นอันดับหนึ่ง และได้เข้าเรียนในปี 2516 ในฐานะ ‘เพื่อนใหม่’ ไม่ใช่ ‘น้องใหม่’ เหมือนมหาวิทยาลัยอื่น ระหว่างที่ดำรงชีวิตเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งอยู่ที่ธรรมศาสตร์ สุชีลาก็ยังคงติดต่อกับเพื่อนต่างมหาวิทยาลัยอยู่เสมอ โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ในจุฬาฯ ที่ส่วนหนึ่งได้เข้าร่วมชมรมเพื่อสังคม และบางส่วนได้เข้าร่วมกลุ่มโซตัสใหม่เพื่อต่อต้านการใช้ระบบอาวุโสภายในมหาวิทยาลัย เช่น การห้ามน้องใหม่นั่งโต๊ะบางส่วนของคณะ หากไม่ทำตามก็จะถูกลงโทษ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มักไม่เห็นในธรรมศาสตร์เท่าไร

 

สุชีลาคือเด็กที่กำลังโดนอุ้ม

 


การเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง


การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทำให้มีเวลาว่างค่อนข้างมากหากเทียบกับช่วงมัธยมที่ผ่านมา เวลาจากคาบเรียนของสุชีลาคือการเข้าร่วมชมรมเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมปาฐกถาและโต้วาที และได้ออกงานของชมรมที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งสุชีลาก็ทำออกมาได้ดีเยี่ยมจนประธานชมรมจะปั้นให้เธอมีทักษะที่แข็งแกร่งขึ้น แต่สุดท้ายเธอก็ต้องออกจากชมรมเพราะว่าความเข้าใจผิดของคู่รักของประธานชมรมที่มีต่อเธอ แต่ถึงอย่างนั้นสุชีลาก็ยังแสวงหาที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเกิดขึ้นของกลุ่มอิสระหลาย ๆ กลุ่ม เช่น กลุ่มสภาหน้าโดม ทั้งยังมีการเชื่อมต่อทางความคิดกับกลุ่มอื่นภายนอกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยุวชนสยาม ศึกษิตเสวนา และสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์สังคมโดยกว้างเพราะ ในขณะนั้นสังคมไทยอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการทหารอย่าง จอมพลถนอม กิตติขจร และเมื่อสุชีลาได้คุ้นเคยกับกลุ่มอิสระเหล่านี้ ทั้งยังได้ร่วมกิจกรรมของกลุ่มผู้หญิงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงปีการศึกษา 2516 จึงทำให้รับรู้ถึงปัญหาสังคมและปัญหาของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

 

จุดเปลี่ยนในเรื่องความคิด


“ตอนที่เราได้ไปออกค่ายที่โคราช พ่อเราไม่อยากให้ไปเพราะอุบัติเหตุเยอะ แต่สุดท้ายก็ได้ไปกับเพื่อนผู้หญิงอีก 5 คน และเพื่อนผู้ชายอีกประมาณ 20 คน เหตุผลที่ทำให้เราได้ไปออกค่ายที่โคราชคือเพื่อนผู้ชายเขามาชวนเราไปแนะนำเรื่องการคุมกำเนิดกับผู้หญิงในนั้น เพราะหากจะให้ผู้ชายไปพูดเรื่องอย่างนี้ เขาก็กลัวว่าผู้หญิงจะรู้สึกลำบากใจ”

“แต่การออกค่ายครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้ออกต่างจังหวัด มันทำให้เราเปลี่ยนความคิดไปเลย เพราะว่าเราใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิด พอออกนอกเมืองมาก็ทำให้เราเห็นคนยากจนมากขึ้น เลยทำให้เรามีมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม ตอนที่เราไปโคราช เราได้ไปช่วยชาวบ้านดำนา แล้วได้รู้ความจริงว่าการปลูกข้าวมันเหนื่อยมาก จึงได้ข้อสรุปว่า การมองว่าคนจนขี้เกียจมันไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งที่เราเจอคือความขยันขันแข็งของชาวบ้าน เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ได้เข้าถึงทรัพยากรเท่าที่ควร ความยากจนจึงยังอยู่” สุชีลากล่าว

 

14 ตุลาฯ


ช่วงการสอบไล่ภาคแรกในปี 2516 อยู่ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งได้เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญนั่นก็คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ สถานการณ์ภายในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัยมีความตึงเครียดพอสมควร สุชีลาและเพื่อน ๆ บางส่วน ได้ติดตามสถานการณ์ต่างๆด้วยความสนใจ

ภายในมหาวิทยาลัยตอนนั้นเต็มไปด้วยโปสเตอร์ที่เปิดข้อเท็จจริงต่าง ๆ โดยเฉพาะกรณีกฎหมายโบว์ดำและทุ่งใหญ่นเรศวร สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นคือมีกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่อยู่ภายใต้การประสานงานของ ธีรยุทธ บุญมี และมีการระดมชื่อคนกว่า 100 คน แต่สุดท้ายจอมพลถนอมไม่ได้ยอมรับข้อเรียกร้องและได้มีการสั่งจับกุมแกนนำในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญไป 13 คน และให้ควบคุมตัวไปจนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น

วันที่ 8 ตุลาคม 2516 ทางมหาวิทยาลัยได้มีการประกาศเลื่อนการสอบออกไปอย่างไม่มีกำหนด วันนั้นสุชีลาและเพื่อน ๆ จึงชวนกันไปนั่งฟัง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ขึ้นปราศรัยเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ 13 คนที่ถูกควบคุมตัว และในเวลาต่อมาศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้แถลงการณ์ให้รัฐบาลปล่อยผู้ต้องหาทั้งหมดอย่างไม่มีเงื่อนไขภายใน 24 ชั่วโมง หรือภายในวันที่ 13 ตุลาคม 2516

เพื่อน ๆ ของสุชีลาได้ชวนเธอให้ไปเข้าร่วมการชุมนุมในวันที่ 13 ตุลาคม เนื่องจากทางศูนย์นิสิตฯ ต้องการอาสาสมัครจำนวนมาก สุดท้ายสุชีลาก็ได้รับอนุญาตจากคุณพ่อ โดยคุณพ่อขอเป็นผู้พาไปที่ชุมนุมเองเท่านั้น ในคืนวันที่ 12 ตุลาคม พ่อและพี่ชาย รวมถึงตัวเธอเองก็ได้มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งเวลาผ่านมาถึงช่วงตีสอง คุณพ่อจึงบอกให้ทุกคนเตรียมตัวกลับบ้าน ท้ายที่สุดสุชีลาได้กลับมาจากพื้นที่การชุมนุมพร้อมกับความกังวลใจลึก ๆ

เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ศูนย์นิสิตฯได้กำหนดเอาไว้ แต่รัฐบาลยังไม่ทำตามข้อเรียกร้อง นิสิต นักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเคลื่อนขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ครั้งนั้นเพื่อน ๆ ของสุชีลา ก็ส่งข่าวมาหาตลอดและชักชวนให้เธอมาร่วมเดินขบวนด้วย แต่ครั้งนี้พ่อของเธอไม่อนุญาต สุชีลาจึงไม่ได้เข้าร่วมขบวนในครั้งนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังได้รับข่าวสารจากเพื่อน ๆ ผ่านทางโทรศัพท์ และได้ข่าวว่าธีรยุทธ บุญมีกับเพื่อนที่ถูกจับถูกยิงเสียชีวิตแล้ว แต่ในเวลานั้น ข่าวสารที่มาจากทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์สร้างความสับสนให้เธอพอสมควร จนกระทั่งเช้าวันที่ 15 ตุลาคม สถานีวิทยุและโทรทัศน์ได้ออกประกาศว่าจอมพลถนอม และจอมพลประภาส จารุเสถียร ได้ลาออกจากตำแหน่งและเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว การจราจลที่เกิดขึ้นจึงสิ้นสุดลง สุชีลามีความยินดีและมีความหวังว่าต่อไปนี้บ้านเมืองจะมีความเป็นประชาธิปไตยเสียที

 

กลุ่มผู้หญิง


หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ยามที่มีเวลาว่างจากการเรียน กลุ่มเพื่อนบางส่วนก็ได้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตย ตามโครงการของศูนย์นิสิตฯ ขณะเดียวกันกับเพื่อน ๆ ที่จุฬาฯ ได้เข้าร่วมกลุ่มผู้หญิงจุฬาฯ ด้วย เพื่อน ๆ ในธรรมศาสตร์จึงทำให้ชักชวนให้สุชีลาเข้าร่วมกลุ่มผู้หญิงของธรรมศาสตร์

“แนวคิดในการต่อสู้ของกลุ่มผู้หญิงในช่วง 14 ตุลาฯเป็นต้นมา มีการอ่านงานบุกเบิกของ จิตร ภูมิศักดิ์ จริง ๆ แล้ว กลุ่มผู้หญิงมีตั้งแต่ปี 2515 เริ่มจากคณะศิลปศาสตร์ที่ตอนหลังขยายตัวออกมาเป็นคณะต่าง ๆ แนวคิดในการเรียกร้องสิทธิก็มักจะมาจากหนังสือจิตร ภูมิศักดิ์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้ในสังคมมากนัก มุมมองของเราในการมองเรื่องเฟมินิสต์ เราใช้กรอบความเป็นมาร์กซิสต์มอง ซึ่งมันก็อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเฟมินิสต์ก็มีหลายสาย มีทั้งหัวรุนแรง บางสายก็อธิบายสถานะของผู้หญิงโดยไม่ขึ้นต่อทฤษฎีมาร์กซิสม์ สายมนุษยธรรม เมื่อเรามีไปเรียนต่อในภายหลังก็มองว่า เขาก็ยังสนใจนำทฤษฎีมาร์กซิสม์มาอธิบายความเป็นเฟมินิสต์อยู่ แต่มันก็มีทฤษฎีใหม่ ๆ  ขึ้นหลายสายในภายหลัง มันอยู่ที่ว่าเราเข้าใจพื้นฐานของสังคมไทยมากน้อยแค่ไหน”

“วัตถุประสงค์ในการตั้งกลุ่มผู้หญิงขึ้นก็เพื่อสร้างความตื่นตัวในหมู่นักศึกษาหญิงที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เพื่อสร้างความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย และเพื่อช่วยเหลือสังคม ปัญหาโสเภณี กิจกรรมของกลุ่มผู้หญิงเน้นไปที่การบำเพ็ญประโยชน์ เช่น การจัดกลุ่มศึกษาปัญหาทำแท้ง การเข้าร่วมค่ายอาสาพัฒนาชนบทในหลาย ๆ พื้นที่ ในระยะแรกก็ยังมีทัศนะคติที่ไม่เปิดกว้างเท่าไร เพราะการแบ่งฝั่งระหว่างผู้หญิงดีและผู้หญิงเลวยังคงฝังรากอยู่ในความคิด จนได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ชีวิตของผู้หญิงพวกนั้น จึงเข้าใจถึงปัญหาที่พวกเธอเผชิญ และเราเองก็มีความคิดที่เปลี่ยนไป”

“ในปี 2518 ได้เกิดการจัดตั้งกลุ่มผู้หญิง 10 สถาบันขึ้น โดยมีเราเป็นผู้ประสานงานหลัก โดยบทบาทของกลุ่มสตรี 10 สถาบันคือกลุ่มที่มีเป้าหมายเพื่อพิทักษ์และต่อสู้เพื่อสิทธิอันพึงมีของสตรีที่ถูกกดขี่มาอย่างยาวนาน”

 “ศาสนาผีในอุษาคเนย์ ระบอบมาตาธิปไตย (หญิงเป็นใหญ่) จะกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค มีการสืบเชื้อสายจากสายแม่เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้หญิงในอุษาคเนย์ค่อนข้างมีบทบาทที่สำคัญในครัวเรือน แม้อำนาจในระบอบมาตาธิปไตยจะไม่เป็นทางการแต่มีอำนาจอยู่จริง พอศาสนาพุทธ-พราหมณ์เข้ามา จึงมีการปะทะกันระหว่างความคิด แต่ในที่สุดแล้วศาสนาพุทธก็ถูกสถาปนาขึ้นมาให้เหนือศาสนาผี แล้วความเชื่อดั้งเดิมก็ยอมรับพุทธในฐานะที่พุทธเหนือกว่าศาสนาผี เลยทำให้คนไทยส่วนใหญ่เชื่อพุทธ พราหมณ์ ผี ผู้ชายเข้ามาควบคุมพื้นที่สาธารณะ ทำให้การที่ผู้หญิงจะเข้าไปสู่อำนาจอย่างเป็นทางการก็จะถูกต่อต้านอยู่แล้ว”

 

 

ก่อน 6 ตุลาฯ


“บริบทโลกในตอนนั้นได้เข้าสู่ช่วงสงครามเย็นเรียบร้อยแล้ว อเมริกาได้ใช้ประเทศต่าง ๆ ในการจัดการคอมมิวนิสต์โดยไม่สนว่าวิธีการจะเป็นอย่างไร ความรุนแรงจากการ ‘จัดการคอมมิวนิสต์’ จึงได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนที่รับรู้ข้อมูลนี้กลับมีไม่มาก เนื่องจากสื่อที่มีอยู่ในเวลานั้นไม่ได้เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่รัฐได้ทำกับประชาชน”

“ในปี 2517 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เราได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่มผู้หญิงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกันกับการเกิดการประท้วงของแรงงานชายหญิง บางครั้งก็มีการชุมนุมจากสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยในธรรมศาสตร์ เนื่องจากกลุ่มอิสระหลาย ๆ กลุ่มให้ความช่วยเหลือในการชุมนุม และในช่วงนี้ก็เริ่มเกิดกระแสการต่อต้านนักศึกษาจนทำให้เกิดกลุ่มนวพล กลุ่มรักชาติ ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง ฯลฯ เรียกร้องให้เหล่านักศึกษากลับเข้าไปเรียน ห้ามออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำให้กลุ่มอิสระหลายกลุ่มในธรรมศาสตร์ถูกจับตามองอย่างหนัก และยังมีความพยายามจากภายนอกที่จะเชื่อมโยงกลุ่มนักศึกษาเข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ด้วย”

“หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ทำให้เกิดการแบ่งเป็น 2 ขั้วตั้งแต่กลางปี 2517 คือกลุ่มปฏิรูปที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลงสถาบันทางการเมืองอย่างรวดเร็ว ส่วนอีกขั้วหนึ่งคือกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงที่อีกฝ่ายต้องการ เป็นสิ่งที่สังคมไทยรับไม่ได้ และมองว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาประชาชนสร้างความวุ่นวายให้สังคม ทั้งยังถูกว่าร้ายให้เป็นพวกเดียวกับคอมมิวนิสต์”

“นับตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา นักศึกษาและขบวนการประชาชนเริ่มถูกฝั่งตรงข้ามใช้ความรุนแรงเข้าทำลาย เช่น การลอบสังหารผู้นำชาวนากว่า 40 คน หรือการลอบสังหารแกนนำนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงตอนกลางวันแสก ๆ จนเข้าปี 2519 ความรุนแรงยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหาร อมเรศ ชัยสะอาด อดีตกรรมการศูนย์นิสิตฯ การสังหาร ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ตลอดจนถึงการขว้างระเบิดใส่การชุมนุมต่อต้านฐานทัพอเมริกา”

 

ประสบการณ์ตรงในการชุมนุมเมื่อ 6 ตุลา


“ช่วงปี 2519 เราเป็นรองเลขาธิการ ศนท. ซึ่งมีหน้าที่ดูแลด้านวิเทศสัมพันธ์ และเกี่ยวกับการระดมนักศึกษาจากต่างมหาวิทยาลัยและจากต่างประเทศที่มาแลกเปลี่ยนให้เข้าร่วมเป็นทีมงานของศูนย์นิสิตฯ  หน้าที่ของเราคือการคิดว่าจะช่วยให้คนรอดชีวิตได้อย่างไร เพราะในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ สถานการณ์มันรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน จนกระทั่งมาถึงช่วงที่มีข่าวเกี่ยวกับการแสดงละครที่ลานโพธิ์ ข่าวลือเริ่มแพร่กระจาย ทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับละครเรื่องนี้ต้องเตรียมตัวไปชี้แจงกับเสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ทำให้คนที่เหลือที่ไม่ได้เล่นละครต้องคอยดูแลซึ่งกันและกัน”

“เหตุการณ์ตอนนั้น เราต้องแยกคนในสนามฟุตบอลที่มีมากกว่า 3,000 คนเป็น 2 ส่วน ต้องบอกให้พวกเขาค่อย ๆ กลิ้งเข้าตึกเพื่อหลีกเลี่ยงกระสุนจากทหาร และต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยให้อยู่ในระเบียบ เพื่อจะได้ไม่ถูกอันตรายจากทหารที่เฝ้ามองพวกเราอยู่ เราเห็นน้อง ๆ ปีหนึ่ง ปีสองขวัญเสีย ร้องไห้ จึงคิดว่าหากเรามัวฟูมฟายก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา เลยต้องลุกมาจับโทรโข่งและเป็นคนนำทุกคน”

“มีคนจำนวนหนึ่งที่ขึ้นตึกไม่ได้ ทำให้ต้องทะลุตึกโดมเพื่อออกไปท่าพระจันทร์ แต่ตอนนั้นตัวตึกถูกล็อคเอาไว้เลยต้องใช้ขวานจาม เราเองก็ไม่มีแรงเพราะอยู่ในการชุมนุมมาหลายวัน ข้าวก็ไม่ค่อยได้กิน เพื่อนผู้ชายก็จะให้เราใช้ขวานจามกับโซ่ที่คล้องประตูอยู่ แต่สุดท้ายโซ่ไม่หลุด เลยตัดสินใจให้ทุกคนค่อย ๆ คลานผ่านหน้าตึกโดมเพื่อไปออกที่ “สามแยกปากหมา” ถึงแม้ว่าจะมีทหารอยู่ในหลาย ๆ จุดก็ตาม”

“ตัวเราเองเป็นคนเดินนำยกธงขาว ทำให้มีเพื่อนมาคุ้มกันในฐานะผู้นำนักศึกษา เรายกธงขาวออกทางท่าพระจันทร์ ถึงการเคลื่อนกลุ่มคนออกจากมหาวิทยาลัยจะอันตรายมากเพราะมีทหารคอยเฝ้าดู เราเองมีเพื่อนมาคุ้มกันในฐานะผู้นำนักศึกษา แล้วยกธงขาวออกทางท่าพระจันทร์ ถึงจะมีทหารอยู่เยอะก็ตาม แล้วก็ไปนอนคว่ำหน้าอยู่ตรงวัดมหาธาตุ เขาให้เอามือประสานเอาไว้ ห้ามเงยหน้า แล้วให้โยนกระเป๋าออกมา แต่เราก็หยิบของสำคัญออกมาก่อน เขาอาจจะกลัวว่าเรามีอาวุธ ซึ่งความจริงเราไม่มี เขาอาจจะกลัวอย่างที่ฝ่ายขวาสร้างภาพให้ฝั่งเรา เราไม่มีอะไรเลยนอกจากสองมือเปล่า”

“ในช่วงสายของวันที่ 6 ตุลาคม ตอนที่ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เราถูกต้อนให้ขึ้นรถเมล์สาย 53 ก่อนจะวิ่งรถวนรอบสนามหลวงและตรงไปยังถนนราชดำเนิน ระหว่างทางคนบนรถถูกย่ำยีศักดิ์ศรีโดยเจ้าหน้าที่รัฐนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งถึงโรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขน ผู้ที่ถูกจับกุมมาทั้งหมดถูกนำไปยังเรือนจำชั่วคราวที่เคยคุมขังนักโทษทางการเมือง ซึ่งตอนนั้นมีคนอยู่ในเรือนจำนี้เกือบ 3,000 คน”

“และในช่วง 18.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีเสียงประกาศจากเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ดังผ่านลำโพงวิทยุเครื่องเล็กว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศและสถานการณ์ทั้งหลายตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะปฏิรูปประเทศโดยทั่วไปแล้ว”

 

ก้าวเข้าสู่กรงขังอิสระภาพ


ในวันที่ 8 ตุลาคม 2519 เจ้าหน้าที่ได้ย้ายผู้ต้องหาหญิงทั้งหมดลงไปไว้ที่โรงยิมเนเซี่ยม ระหว่างนั้นก็ได้มีทั้งเพื่อน อาจารย์ ผลัดเข้ามาเยี่ยมเยือนอย่างไม่ขาดสาย จนกระทั่งเวลา 23.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ประกาศชื่อสุชีลาให้เตรียมตัวเดินทางโดยไม่บอกจุดหมายที่จะไป ซึ่งครั้งนั้นเธอได้ออกเดินทางร่วมกับ เชาวลิต วินิจจะกูล อรรถการ อุปถัมภากุล และคงศักดิ์ อาษาภักดิ์ รวมตัวสุชีลาด้วยแล้ว ทั้ง 4 คนนี้เป็นผู้ต้องหาที่ถูกตำราจอาญัติตัวเอาไว้ และถูกแยกขังไว้ในเรือนจำ เป็นเวลาทั้งหมด 7 วัน ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปที่ทัณฑสถานหญิงลาดยาว

“ในทัณฑสถานลาดยาว ซึ่งเป็นเรือนจำตัวอย่างที่ค่อนข้างโบราณ เขาไม่ค่อยรู้จักนักกิจกรรมหรือต้อนรับคดีการเมืองสักเท่าไร ส่วนใหญ่จะเป็นคดียาเสพติด คดีฉ้อโกงเสียมากกว่า ฉะนั้นเขาเลยเข้มงวดกับเรามาก สามเดือนแรกเราได้ลงไปข้างล่างแค่ตอนอาบน้ำตอนตีสี่ หลังจากนั้นก็ต้อนขึ้นห้องแล้วปิดกุญแจ เขาจะมีห้องของเราโดยเฉพาะ ไม่ให้เรารวมกับคนอื่น ตอนแรกนักโทษการเมืองมี 4 คน แต่อีก 2 คนเป็นนักเรียน เขาเลยต้องปล่อย แต่พอเหลือเรากับเพื่อนอีกคนที่เป็นนักโทษการเมืองโดนขังแยก เพื่อนนักโทษที่ขังรวมกันเขาก็ทนไม่ได้ เขาเลยแอบมากระซิบคุยกับเรา”

“เขาถามเราว่า ไอ้หนู ไปทำความผิดอะไรมาถึงมาโดนขังซอยแบบนี้ ขังซอยคือการขังเดี่ยว การที่จะถูกขังเดี่ยวต้องทำผิดระเบียบเรือนจำก่อนถึงจะถูกขัง ว่ากันไป ตอนนั้นวิทยุก็ห้ามฟัง โทรทัศน์ก็ห้ามดู ปฏิทินก็ห้ามเข้า นาฬิกาก็ห้ามเข้า ต้องทำปฏิทินที่ดูแดดเอา พวกเพื่อนผู้ชายก็บอกเอาไว้ว่าทำใจไว้เลยนะ คุกนั้นเขาเอาไว้ขังจิตร ภูมิศักดิ์ พี่ทองใบ ทองเปาด์ อย่างต่ำ 5 ปี เราฟังแล้วก็เข่าอ่อน เวรกรรมเราจริง ๆ”

“แต่ระหว่างนั้นเขาก็ส่งป้าคนหนึ่งมาดูแลเรา ซึ่งดูแลดีมาก ๆ คอยซื้อข้าวซื้อน้ำให้ เพราะระหว่างนั้นพ่อเราจะต้องไปฝากเงินให้วันละ 30 บาท แต่ตอนที่อยู่ในนั้น มีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกสะเทือนใจ คือคนในคุกไม่ว่าจะเรียนหมอ พยาบาล หรือจะใคร ล้วนเป็นนักศึกษาที่โดนคดีทางการเมืองทั้งนั้นเลย”

“ส่วนคุกชายที่คลองเปรมใหญ่ เขาจะเจอนักการเมืองบ่อย เช่น คุณอุทัย พิมพ์ใจชน ออกมาก็ได้เป็นประธานรัฐสภา ซึ่งพวกนี้เขาก็จะรู้ทิศทางลม เลยไม่ได้เข้มงวดแต่ก็แยกขังเหมือนกัน แล้วก็มีพวกกบฏเดือนมีนาฯ ด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่าทางผู้แทนกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนเขามาเยี่ยมนักโทษทางการเมืองทุกคุก ฝั่งคุกชายเขาได้คุยกันหมดนะ แต่พอเป็นคุกหญิง ผู้บัญชาการเรือนจำบอกว่าให้เข้ามาดูเฉย ๆ ถ้าจะคุยให้ไปขออนุมัติจากกรมราชทัณฑ์ใหม่ ทั้งที่มาเยี่ยมก็ต้องได้คุย เราเลยบุกเข้าไปคุยจนผู้บัญชาการเรือนจำต้องเข้าไปต้อนผู้แทนฯ ออกไปก่อน”

“พี่ทองใบ ทองเปาด์เขาก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าคุกหญิงทั้งป่าเถื่อนและล้าหลัง จนผู้บัญชาการเรือนจำเขาโกรธจัดจนต้องมาลงกับเรา (หัวเราะ) แต่จริง ๆ เราก็เป็นมิตรกับทุกคนมาก ช่วงหลังเขาก็ผ่อนคลายมากขึ้น ได้เล่นกีฬาตามโอกาสต่าง ๆ ปีใหม่บ้าง อะไรบ้าง ในคุกก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเท่าไหร่ เนื่องจากเรามีเพื่อนที่ชื่อพี่เสงี่ยม เขาเป็นนักกีฬาเก่า เขาก็จับเราวิ่งตั้งแต่ตีสี่ วิ่งเสร็จก็ต้องหิ้วน้ำขึ้นเรือนจนกล้ามขึ้นเลยล่ะ เราก็ชวนพวกขาใหญ่มาเล่นกับเรา มีอะไรก็แบ่งปันกัน”

“พวกขาใหญ่ในคุกถือเป็นแขนขาให้กับผู้คุมนั่นแหละ ผู้คุมเขาจะไม่ลงมือเองแต่จะใช้คนพวกนี้ทำ ก็เหมือนกับที่รัฐต้องเลี้ยงนักเลงเอาไว้เพื่อจัดการกับคนที่เรียกร้องสิทธิทั้งหลาย มันก็สะท้อนภาพของรัฐภายนอกด้วย”

 

สุชีลาคือคนขวามือในภาพ
 

โมงยามของการโผบิน


“นับตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 จนมาถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2520 พวกเราหลายคนสูญเสียอิสระภาพไปเกือบ 1 ปีเต็ม ท้ายที่สุดเราก็ถูกยกฟ้องโดยปราศจากความผิดที่ถูกกล่าวหา แต่เราก็ยังคงเดินทางไปขึ้นศาลเพื่อฟังการสืบพยานโจทก์อยู่เรื่อย ๆ ยังมีอีกหลายคนที่กำลังรอคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ สิทธิในการอุทธรณ์ ฎีกา ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยควรจะได้รับ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนที่กำลังเกิดคดีของตัวเองแล้วก็รู้สึกหดหู่ใจ เพราะในครั้งแรก คณะปฏิรูปฯต้องการจะรวบรัดคดีโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมใด ๆ แต่ทนกระแสกดดันจากต่างชาติไม่ไหว จึงทำให้คดี 6 ตุลาฯถูกแก้ไขให้มีทนายความแก้ต่างได้”

“จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2521 ช่วงสาย ๆ เจ้าหน้าที่ได้มาแจ้งให้เก็บของพร้อมกับผู้บัญชาการเรือนจำได้เรียกตัวเราไปพบที่ศาลากลางพร้อมกับนักโทษการเมืองทั้ง 18 คน และแจ้งว่ามีคำสั่งศาลให้นำผู้ต้องหาไปศาลเพื่อปล่อยตัว เมื่อเสร็จธุระจากศาลทหารแล้วก็ถูกควบคุมตัวขึ้นรถอีกครั้ง ก่อนจะถูกนำมาปล่อยไว้ที่หน้าเรือนจำคลองเปรม ก่อนจะได้ทักทายกับสื่อ และญาติพี่น้องที่มารอต้อนรับกลับ”

“เมื่อได้ออกมาแล้วก็มีหลายสิ่งที่ต้องทำ เช่น การเข้าพบนายกรัฐมนตรีพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ไปอภิปรายที่เชียงใหม่ งานบายศรีสู่ขวัญที่ธรรมศาสตร์ ทั้งยังได้เดินทางไปร่วมประชุมกับสมาพันธ์นักศึกษาแห่งเอเซียที่ฮ่องกงกับคุณสุธรรม แสงประทุม และเมื่อเสร็จสิ้นการประชุม ได้ข้อสรุปว่าเราได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสมาพันธ์ฯ พร้อมกับดำรงตำแหน่งบรรณาธิการร่วมกับสารสมาพันธ์นักศึกษาแห่งเอเชียด้วย”

“พอเราดำรงตำแหน่งครบวาระ จึงตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ในวงวิชาการ และศึกษาต่อที่เนเธอร์แลนด์ ก่อนจะกลับมาสอนหนังสืออีกระยะหนึ่ง และเดินทางไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ทำให้มีโอกาสได้รู้จักกับข้าราชการระดับสูง ผู้นำฝ่ายต่อต้านรัฐเผด็จการอีกด้วย”


 

สุชีลาคือคนที่ 3 จากซ้ายในแถวนั่ง

 

ความคิดที่เปลี่ยนแปลง


“หลังออกจากคุกมาเราคิดว่าสังคมมันอาจจะยังอยู่ในวงจรเดิม ๆ รัฐไทยก็ไม่ได้ปรับตัวมากเท่าที่ควร แต่ยังดีที่มีพรรคการเมืองรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาชูนโยบายเรื่องสวัสดิการสังคม สิทธิมนุษยชน เราก็พอมองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นดวงไฟเล็ก ๆ ที่พอจะส่องไฟนำทางเราได้”

“ในมุมมองของเรา เนื่องจากทรัพยากรมันมีจำกัดและถูกผูกขาด คนมันก็ต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพยากร นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงครั้งใหม่ แต่ก็หวังว่าทุกภาคส่วนอาจจะต้องปรับตัว และยอมเสียสละบางอย่างบ้างเพราะพวกคุณได้ไปเยอะแล้ว”

 

 

การเมืองคนรุ่นใหม่ในสายตาคนรุ่นเก่า


สุชีลามองในสังคมไทยปัจจุบันด้วยสายตาของอดีตนักกิจกรรมที่เคยเป็นนักศึกษามาก่อนว่า ความรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ นั้นล้วนมาจากรัฐที่ไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ทำให้คนรุ่นใหม่ในปัจุบันยังคงต้องอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นมาก่อนรุ่นของพวกเขา ในขณะที่พลวัตทางสังคมด้านอื่น ๆ ก็ก้าวหน้าไป แต่ปัญหาทางการเมืองยังคงมีอยู่เรื่อยมา

“คนเกิดใหม่เติบโตขึ้นมาในสังคมอีกแบบ เพราะเขารู้สึกว่าไม่มีอนาคตเนื่องจากเศรษฐกิจย่ำแย่ สภาวะสังคมปัจจุบัน เรามองว่าคนรุ่นเราไม่ได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่สามารถเชิญชวนให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ไม่มีพื้นที่ในการแสดงออกให้เขาเพื่อพาเขาไปสู่ความฝันของเขาที่เป็นอุดมคติ สังคมตอนนี้มีแต่การให้คนบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ทั้งที่ไม่ควรให้การใช้เงินเยอะเป็นค่านิยมหลักในสังคมไทย”

ในขณะเดียวกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563 ก็มีคนโดนคดีการเมืองจำนวนมากแทบไม่ต่างจากช่วงการเคลื่อนไหวในยุคสมัยของสุชีลา ประเด็นการนิรโทษกรรมได้กลายมาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการคืนอสระภาพให้กับผุ้ต้องคดีการเมืองหลายชีวิต “เรามองเรื่องนิรโทษกรรมว่า ถ้ารัฐไทยอยากให้ผู้คนปรองดองกันก็ไม่ควรที่จะมีคนติดคุกเพราะความเห็นต่าง นักโทษทางการเมืองควรได้รับการนิรโทษกรรม เราอยากให้ผู้มีอำนาจมองเยาวชนในมุมมองที่ดีมากกว่า เขาทำเพื่ออนาคต เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของเขา

คนที่กำหนดความรุนแรงได้คือรัฐ ฉะนั้นผู้มีอำนาจต้องพยายามเข้าใจระบอบประชาธิปไตย ถ้าเราทำให้ระบอบนี้มันขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ร่วมกันแก้ไขในสิ่งต่าง ๆ เราเชื่อว่าสังคมเราอาจจะเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีมากขึ้น สถาบันหลักก็จะยังคงอยู่ต่อไป ด้านเศรษฐกิจก็ต้องทำให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งให้มากขึ้น ประเทศเรามีปัญหาซ้ำซากเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าตั้งใจจริงในการแก้ไขเราว่ามันทำได้ แต่เขาจะทำไหมก็อีกเรื่องหนึ่ง ในทุกวันนี้เราก็มีความหวังมากขึ้นที่เห็นพรรคการเมืองหลายพรรคพยายามที่จะพัฒนาในส่วนนี้อยู่เหมือนกัน"
 

เรื่องโดย วริศรา สาอุบล

ภาพโดย สุชีลา ตันชัยนันท์