- นิทรรศการ
พิพิธภัณฑ์สามัญชนร่วมกับ Kinjai Contemporary จัดนิทรรศการ Once Upon A Time 63 ระหว่างวันที่ 12 - 25 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 11.00 - 19.00 น. เว้นวันจันทร์ ที่ KINJAI CONTEMPORARY
ปี 2563 เป็นปีที่น่าตื่นเต้นและเป็นปีที่การเมืองไทยน่าจะอยู่ในบรรยากาศของ "ความหวัง" การยุบพรรคอนาคตใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้มีคนออกมาชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั่วประเทศ
แม้ในเวลาต่อมาจะมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด19 การชุมนุมบนท้องถนนยุติไปในช่วงปลายเดือนมีนาคมแต่ความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลและความตื่นตัวทางการเมืองทำให้ผู้คนมากหน้าหลายตาออกมาชุมนุมเนืองถนนอีกครั้งหลังเกิดกรณีการอุ้มหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยการเมืองชาวไทยในกัมพูชา โดยไม่หวั่นเกรงต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและประกาศกฏห้ามชุมนุมในเวลานั้น
ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 นักกิจกรรมและกลุ่มพลังต่างๆทยอยกลับมาจัดการชุมนุมบนท้องถนนอีกครั้งขณะเดียวกันผู้ชุมนุมก็เริ่มพัฒนาข้อเรียกร้องทางการเมืองอย่างเป็นระบบมากขึ้น เช่น ข้อเรียกร้องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ จากเดิมที่การชุมนุมเป็นเพียงการแสดงความไม่พอใจต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะที่สัญลักษณ์ประจำการชุมนุมอย่าง หมุดสามนิ้วหรือเป็ดเหลืองก็ถูกนำไปผลิตเป็นสินค้าหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะเสื้อที่ไม่เพียงถูกสวมใส่ในที่ชุมนุมหากแต่รวมไปถึงในชีวิตประจำวัน
คู่ขนานไปกับการชุมนุมบนท้องถนนภาคประชาชนยังใช้กลไกทางรัฐสภารวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 100,000 คนเพื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
แม้ท้ายที่สุดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแต่ความฝันถึงการสร้างการเมืองที่ดีกว่าเดิมผ่านการแก้รัฐธรรมนูญก็ดูจะกลายเป็น “ความฝัน” ร่วมกันของประชาชนจำนวนไม่น้อย
ปี 2568 กึ่งทศวรรษหลังการเคลื่อนไหวใหญ่ในปี 2563 ความฝันถึงการเมืองที่ดีกว่าเดิมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมาไม่ถึง ผู้คนที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนเมื่อปี 63 ต่างกระจัดกระจายไปตามทาง บางส่วนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศเพราะถูกดำเนินคดีทางการเมือง บางส่วนถูกจองจำเพราะการแสดงออกทางการเมือง ขณะที่บางส่วนกระจัดกระจายไปตามทางพร้อมกับความผิดหวังต่อสถานการณ์ทางการเมือง
ในโอกาสนี้ นิทรรศการ Once Upon a Time 63 จึงอยากชวนผู้ชมทุกท่านย้อนเวลากลับไปดูสิ่งของที่เคยถูกใช้งานในการเคลื่อนไหวเมื่อปี 2563 ที่แต่ละชิ้นอัดแน่นไปด้วยเรื่องราว ความฝัน และความหวังของผู้คน
🐤และหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีเรื่องราว ความทรงจำ ความหวัง และความฝัน ระหว่างการเคลื่อนไหวใหญ่ในปี 63 เราก็อยากชวนทุกท่านร่วมกิจกรรมแชร์ภาพข้าวของที่คุณอยากเล่าเรื่อง พร้อมติดแฮชแท็ก #onceuponatime63 และตั้งค่าเป็นสาธารณะ ตลอดระยะเวลาจัดนิทรรศการ เพื่อร่วมเติมเต็มความทรงจำและส่งต่อความฝันที่มีต่อประเทศนี้ให้กันละกันต่อไป
นิทรรศการจัดแสดงภายในอาคารแกลเลอรี Kinjai Contemporary ทั้งหมด 2 ชั้น ตั้งแต่ชั้นสองและชั้นสาม
ชั้นสอง จะจัดแสดงภาพยนตร์ MOB 2020-2021 ที่กำกับโดยสุพงศ์ จิตต์เมืองที่รวบรวมฟุตเทจบรรยากาศการชุมนุมใหญ่ในปี 2563-2564 ชวนดูปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนและข้อเรียกร้องในยุคนั้น เพื่อทบทวนความทรงจำก่อนจะขึ้นไปยังห้องจัดแสดงหลักของนิทรรศการบนชั้นสาม
ชั้นสาม จัดแสดงสิ่งของที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าความทรงจำของผู้คนในช่วงเหตุการณ์กระแสตื่นตัวทางการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมืองปี 2563 จากหลากหลายแวดวงทั้งแกนนำที่มีบทบาทขึ้นเวทีปราศรัย สื่อมวลชน ผู้เข้าร่วมชุมนุม นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา ศิลปิน คนทำงานภาคประชาสังคม ที่มาร่วมเติมเต็มประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันผ่านประสบการณ์ส่วนตัวและความฝันของพวกเขาที่มีต่อประเทศในช่วงเวลานั้นเปรียบเทียบกับความฝันในตอนนี้ที่ผ่านมาแล้วห้าปีท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองในปี 2568 ว่ามีความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร เพื่อชวนทบทวนความฝันที่มีร่วมกันในอดีตและก้าวต่อไปข้างหน้าในอนาคต
สิ่งของจัดแสดงดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นของที่ยืมมาจัดแสดง บางส่วนเป็นของที่เจ้าของส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งแต่ละชิ้นผ่านขั้นตอนการสัมภาษณ์กับเจ้าของวัตถุโดยตรง ผู้ชมจะได้อ่านเรื่องเล่าที่มาจากเสียงของเจ้าของเรื่องเล่าจริงๆ ซึ่งสิ่งของดังกล่าวจะจัดแสดงบนโต๊ะที่มีกระดาษขาวปูรอง รวมถึงบางส่วนจัดแสดงที่เพคบอร์ดสีดำ โดยเฉพาะเสื้อยืด กระเป๋าผ้า และโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจหรือสร้างขึ้นในช่วง 2563
สำหรับวัตถุจัดแสดงตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น
Object: โบว์ขาว
Contributor: น้องโปรด
Role in 2020: นักกิจกรรมนักเรียน
Description:
"ตอนปี 2563 ที่คนออกไปชุมนุมหรือออกมาเคลื่อนไหวในโซเชียลกันจำนวนมาก ตัวเราเองไม่เคยได้ลงพื้นที่ไปม็อบหรือเคลื่อนไหวอะไร
ที่เลือกโบว์ขาวอันนี้ เพราะมันทำให้เรานึกถึงตอนที่เราชวนเพื่อน ๆ ลงชื่อแก้รัฐธรรมนูญ แล้วเราก็เอาโบว์ไปแจกให้เพื่อนมัธยมที่ร่วมลงชื่อด้วยกัน มันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อว่าเราทุกคนก็ต้องการ
ที่จะเห็นอนาคตของประเทศที่ดีกว่านี้ และเชื่อว่าคนธรรมดาที่เป็นนักเรียนแบบเราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ได้เหมือนกัน"

Object : เสื้อแดงตบ - สามนิ้วตบ
Contributor : ปพิชญานันท์ จารุอริยานนท์
Role in 2020 : สมาชิกคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.)
Description :
"สิ่งของที่เลือกมาเป็นที่ตบรูปเสื้อสีแดง และรูปมือชูสามนิ้ว เพราะแม่เป็นคนเสื้อแดงมาก่อน และเป็นคนที่ทำให้เราสนใจการเมืองและประเด็นทางสังคม
แม่ติดตามการชุมนุมเมื่อปี 2563 ผ่านทางถ่ายทอดสด บางครั้งถึงกับส่งเสียงเชียร์ผู้ชุมนุมตอนที่เนื้อหาของการปราศรัยตรงใจ และบางครั้งก็ร้องไห้กับภาพที่เห็น
แม่เคยพูดกับเราว่า “...เด็ก ๆ กินข้าวทีละคำได้ไหม ค่อย ๆ ทำไปทีละอย่าง...” เพราะคนเสื้อแดงเคยเจ็บและแพ้มาก่อน แม่ไม่อยากให้เด็ก ๆ ต้องเจออย่างที่แม่และคนเสื้อแดงเคยเจอ"
Object: หมูฝอย
Contributor : สาคร คำแถลง (ป้าสาคร)
Role in 2020 : นักกิจกรรมทางการเมือง
Description :
"เรามีค่าเดินทางไปร่วมกิจกรรมวันหนึ่ง 600 กว่าบาท ตกเดือนหนึ่ง 20 วัน เงินเรามันไม่พอ เราเลยเอาของมาขาย อย่างหมูฝอยนี่ก็ช่วยทุ่นค่ารถได้เยอะ ทำให้เรายังขับเคลื่อนต่อและมีชีวิตต่อไปได้
ที่เรายังทำอยู่ก็เพราะสงสารเด็ก ๆ ที่ติดคุก อยากให้เขาปล่อยเสียที นายกฯคนไหนก็ได้ รัฐบาลชุดไหนก็ได้ ปล่อยนักโทษทางการเมืองเถอะเรามีความหวังให้คนเท่ากัน จาก 2563 มาจนถึงตอนนี้
ก็ดีขึ้นนะ แต่ก็ยังสงสารเด็ก ๆ ที่ต้องลี้ภัย ต้องติดคุก คือเขาไม่ได้ฆ่าใคร ไม่ได้ทำให้ใครตาย ไม่ควรถูกจำกัดเสรีภาพ เขาขอหลักฐานสู้คดีคุณก็ไม่ให้เขา แล้วคุณก็เอาอำนาจที่คุณมีเยอะกว่า บี้เด็ก แล้วคุณก็เอาเขาไปขัง
เราไม่อยากให้มีนักโทษการเมืองแล้ว ควรจะจบได้แล้ว เพราะคนที่เคลื่อนไหวเขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเองนะ แต่เขาทำเพื่อทุกคน เราเป็นคนจนก็อยากให้การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต จึงออกมาต่อสู้
เราอยากมีเงินไปซื้อของเยี่ยมนักโทษการเมือง อยากได้แค่นั้น วันหนึ่งขายได้สัก 5 กล่อง เราก็แบ่งเป็นค่าเดินทาง ค่ากินบ้างนิดหน่อย แล้วก็เอาไปซัพพอร์ตเด็ก ๆ ที่ติดคุก"
นอกจากนั้นภายในนิทรรศการยังมีกิจกรรมวาดหมุด จุดประกายฝัน ที่ชวนผู้ชมทุกท่านมาร่วมออกแบบหมุดคณะราษฏรในเวอร์ชันของตนเอง ที่สะท้อนความหวังความฝันที่มีต่อประเทศนี้ด้วยเครื่องเขียนสีลงบนจานกระดาษที่เราจัดเตรียมไว้ให้ จากนั้นนำไปวางไว้ที่มุมห้องจัดแสดงเพื่อเป็นการจำลองเหตุการณ์ในวันที่ 20 กันยายน 2563 ที่กลุ่มคณะราษฏร 63 เคยนำหมุดคณะราษฏร 63 ไปฝังลงที่ท้องสนามหลวง และชวนสำรวจความฝันของทุกคนไปพร้อมๆกัน




