- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
18 ตุลาคม 2568 เวลา 16.50 น. พิพิธภัณฑ์สามัญชน ร่วมกับ Kinjai Contemporary จัดวงเสวนา ในหัวข้อ Collection Talk: ข้าวของและร่องรอยความทรงจำ ชวนเจ้าของเรื่องเล่าผู้มอบวัตถุมาจัดแสดงในนิทรรศการ Once Upon a Time 63 แชร์ประสบการณ์ส่วนตัวถึงความทรงจำช่วงปรากฏการณ์การชุมนุมใหญ่เมื่อปี 2563 ที่ชวนให้เราเห็นแง่มุมที่น่าสนใจของเรื่องเล่าที่นอกเหนือไปจากคำอธิบายวัตถุในนิทรรศการจากคำบอกเล่าของเจ้าของเรื่องตัวจริง
พิพิธภัณฑ์สามัญชนชวนอ่านสรุปเรื่องราวของเจ้าของวัตถุบางส่วนที่มาแลกเปลี่ยนมุมมองถึงช่วงเวลาการชุมนุมปี 63 ของแต่ละคนที่น่าสนใจย้อนหลังสำหรับผู้ที่ไม่ได้มาร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว
โอปอล์ สำนักข่าวราษฎร ได้นำเสื้อ THALUGAS มาร่วมจัดแสดงในนิทรรศการนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับช่วงที่โอปอล์เริ่มเข้ามาทำหน้าที่สื่อมวลชนอิสระ โดยโอปอล์เล่าในวงเสวนาว่า
“ช่วงนั้นผมพึ่งเรียนจบใหม่ ยังไม่ได้สมัครงานที่ไหนก็เลยตัดสินใจไปเป็นนักข่าวอิสระ ไลฟ์สดการชุมนุม ช่วงนั้นจะมีสื่อที่ไปทำข่าวการชุมนุม 63 อยู่ เช่น สำนักข่าว The reporter, ประชาไท และ Voice TV ซึ่งสื่ออิสระก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะนำเสนอข้อเรียกร้องของน้องๆคณะราษฏร หรือเผยแพร่ข่าวสารที่สื่อหลักอย่างโทรทัศน์ไม่ได้นำเสนอ เช่น ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ คำปราศรัยของอานนท์ นำภา, ครูใหญ่ อรรถพล และเพนกวิน เนื่องจากสื่อหลักที่เผยแพร่ทางทีวีมีข้อจำกัดเรื่องกฏ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) แต่สำหรับเพดานสื่ออิสระแบบเราไม่ได้มีเท่าโทรทัศน์”
“ช่วงปี 64 ที่มีเหตุการณ์การชุมนุมกลุ่มทะลุแก๊สที่สามเหลี่ยมดินแดง มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งประทัด ระเบิด ตอนนั้นตำรวจก็คุมเข้มสื่อมวลชนด้วย เวลาไปทำข่าว ผู้สื่อข่าวจะต้องมีปลอกแขนสื่อ หรือสมาคมสื่อถึงจะสามารถเข้าไปพื้นที่ชุมนุมได้ และก็ได้ภาพช็อตสำคัญที่ตำรวจยิงกระสุนยางระยะประชิดใส่เด็กที่ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่าน ซึ่งคลิปนั้นก็ถูกนำเสนอผ่านช่องข่าวทีวี รายการ ‘เรื่องเล่าเช้านี้’ ที่เอาภาพจากสำนักข่าวราษฏรไปใช้ เราก็รู้สึกภูมิใจที่ว่าเราก็เป็นฟันเฟืองเล็กๆที่สื่อใหญ่เขาให้คุณค่าเรา ในฐานะที่สื่ออิสระที่ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เป็นประจักษ์พยานให้กับสาธารณะชน ในแบบที่สื่อหลักใหญ่อาจไม่สามารถทำได้เนื่องด้วยกฏหรือการควบคุมบางอย่าง”
“ช่วงที่ผมโดนจับจริงๆมีสัญญาณมาสองสามครั้งเวลาตำรวจลงดินแดงก็จะมาถามหา สำนักข่าวโอปอล สำนักข่าวราษฏรอยู่ไหน ช่วงนั้นหนีทัน แต่วันที่ผมโดนจับ จริงๆก็วัดใจเลยว่าจะโดนคดีอะไร ตำรวจจะปล่อยตัวเรามั้ย เพราะตำรวจจะคอยมอนิเตอร์เราตั้งแต่เริ่มมาถ่ายทอดสดแล้วล่ะ และไลฟ์ของสำนักข่าวราษฏรก็ปรากฏบนจอมอนิเตอร์หลักของ บชน. หรือกองบัญชาการตำรวจนครบาล เลย ”
ด้าน รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งได้นำเนื้อเพลงแฮมทาโร่ที่ใช้ในกิจกรรมวิ่งแฮมทาโร่ในช่วงปี 2563 มาจัดแสดงในนิทรรศการนี้ ได้เล่าว่า
“เนื้อเพลงแฮมทาโร่อันนี้เป็นเหมือนกระดาษสคริปต์ใบเล็กๆ ที่จัดทำโดยกลุ่มผู้จัดการชุมนุม ถ้าผมจำไม่ผิดคือวันที่ 25 กรกฏาคม 2563 ผมก็รู้สึกว่าว่าการชุมนุมนี้มันดูน่าตื่นเต้นดี พอดีรู้มาจากกลุ่มของนักเรียน นักศึกษาที่เขานัดชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย”
“เขาก็นัดรวมตัวกันที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ ผมก็ชวนภรรยาไปด้วย ในแง่หนึ่งคืออยากไปสังเกตการณ์มากกว่า ที่น่าสนใจคือ ตอนแรกก็คิดว่าจะมีคนมาร่วมสักเท่าไหร่กัน ปรากฏว่าก็มากันเยอะขึ้นเรื่อยๆ จำนวนราว 500-800 คนได้ ส่วนใหญ่เป็นเด็กมัธยม เด็กนักศึกษา และก็มีผู้ปกครองมาร่วมด้วยแต่จะมาในฐานะซัพพอร์ตมากกว่าซึ่งจะคอยยืนอยู่รอบๆ ข้างริมทาง ส่วนคนวัยทำงานก็เห็นว่าพอมีมาร่วมอยู่บ้าง ตอนนั้นที่ผมไปก็สีผมแบบนี้แล้วนะครับ ไม่เคยย้อมผมเลย ผมก็รู้สึกแปลกแยกเหมือนกันที่ต้องยืนดูอยู่ขอบๆกลมกลืนไปกับกลุ่มผู้ปกครอง ระหว่างยืนอยู่ทีมผู้จัดงานก็เอาเนื้อเพลงนี้มาแจก เพื่อซ้อมร้องเพลงกัน 2-3 รอบ ก่อนจะจัดแถวเตรียมวิ่งวนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสามรอบ วิ่งไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย ”
“การชุมนุมมีลักษณะเป็นแฟลชม็อบ คือกิจกรรมสั้นๆ ไม่นานมากก็สลายตัว ตอนจบก็จะมีเสียงคนประกาศด้วยว่าน้องคนนี้ผู้ปกครองมารออยู่ที่หลังเวที จริงๆก่อนหน้านี้ก็มี ‘กลุ่มนักเรียนเลว’ ที่จัดชุมนุมแฟลชม็อบด้วย ซึ่งผมสังเกตว่ากลุ่มม็อบแฮมทาโร่ไม่ได้ organize มากเท่ากลุ่มนักเรียนเลว”
“ถ้ามองในภาพใหญ่ ม็อบแฮมทาโร่ก็เป็นการใช้วัฒธรรม Pop- Culture มาเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองซึ่งผมคิดว่าเป็นความชาญฉลาดของกลุ่มขณะนั้นที่จับใจพวกเด็กๆให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมผ่านภาษาหรือข้อเรียกร้องทางการเมืองอย่างชัดเจนตามเนื้อเพลงที่ร้องว่า “ของอร่อยที่สุดก็คือ ภาษีประชาชน” และก็เนื้อร้องที่ว่า “ยุบสภา ยุบสภา ยุบสภา” ซึ่งนี่ก็คือการชุมนุมทางการเมืองรูปแบบหนึ่งที่เป็นกระแสต่อเนื่องมาจากกลุ่มนักเรียนเลว ผนวกกับการตื่นตัวทางการเมืองของเด็กและเยาวชนในตอนนั้น จนกระทั่งมีการแสดงออกทางการเมืองในโรงเรียน เช่น การยืนประท้วงที่หน้าเสาธง ผมคิดว่าน่าสนใจตรงที่มันเป็นการชุมนุมที่สื่อให้เห็นว่าพื้นที่ทางการเมืองเป็นพื้นที่ปลอดภัย”
“จนในภายหลังก็มีกลุ่มคนที่พยายามทำให้พื้นที่ชุมนุมทางการเมืองกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรื่องการเมืองเริ่มเข้าถึงประชาชนระดับเด็กนักเรียนที่เริ่มมีจิตสำนึกทางการเมืองได้แล้ว มันก็ทำให้ผู้มีอำนาจเกิดความรู้สึกสั่นคลอน”
สาคร คำแถลง นักกิจกรรมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวมาตั้งแต่ยุคของคนเสื้อแดง ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นคนที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่บ่อย ๆ ได้เล่าเรื่องราวการเคลื่อนไหวผ่าน “หมูฝอย” ที่เป็นทั้งอาหาร และสินค้าระดมทุนในการเดินทาง และเพื่อซื้อของฝากนักโทษการเมือง โดยสาครเล่าว่า
“ที่เลือกเป็นหมูฝอยเพราะง่ายสำหรับการกิน ไม่แพงมาก ยังไงคนก็ช่วยป้าซื้อ”
“รายได้จากการขายหมูฝอยก็เป็นค่าเดินทางของป้าเอง และส่วนที่เหลือป้าก็เอาไปซื้อของเยี่ยมน้อง ๆ ในเรือนจำ ”
“แรงจูงใจที่ทำให้ป้ายังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ ก็เพราะทุกคนยังไม่ได้ออกจากคุก ถ้าเป็นไปได้ ใครก็ได้ไปบอก ‘นายกหนู’ หน่อยว่าให้ปล่อยนักโทษทางการเมือง ถ้าวันไหนที่ป้าว่างนะ ป้าจะไปที่หน้าพรรค ไม่ได้ไปด่านะ แต่จะไปขอว่า “ท่านนนายกคะ ช่วยปล่อยนักโทษทางการเมืองหน่อย” ซึ่งขณะนี้ติดคุกอยู่ 57 คน”
“สำหรับใครที่อยากซื้อของไปเยี่ยมนักโทษทางการเมือง ป้าก็อยากแนะนำว่าให้ไปที่เรือนจำพิเศษ เขียนชื่อ เขียนแดน หรือไม่ต้องเขียนชื่อก็ได้บางทีเจ้าหน้าที่ใจดี และก็เอาของที่เราซื้อไปฝากไปให้ จะเป็นอะไรก็ได้หมด บางคนที่เขาไม่มีโอกาส ซื้ออะไรไปให้ชิ้นหนึ่งเขาก็ดีใจแล้ว คนที่ป้าไปเยี่ยมบ่อยคือน้องแม้กกี้ ที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำคลองเปรม ป้าไม่ได้รู้จักกับแม้กกี้เลยนะ แต่น่าจะน้องเก็ทฝากให้ป้าไปดูหน่อย เราก็ไปเยี่ยมเดือนละสองครั้ง เพราะแม่เขาอยู่ไกล”
“ป้าก็อยากให้นักโทษการเมืองทุกคนได้ออกจากคุกนะ ป้าจะได้หยุดเคลื่อนไหว เพราะแก่แล้ว และก็เหนื่อยด้วย”
“ อีกอย่าง ถ้าคุณอยากให้สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้นจริงๆ คุณก็ต้องปล่อยนักโทษทางการเมือง”
สำหรับข้าวของชิ้นอื่น ๆ ยังสามารถติดตามได้ที่นิทรรศการ Once Upon A Time 63 ซึ่งเปิดให้เข้าชมที่ Kinjai Contemporary ระหว่างวันที่ 12-25 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 11.00 - 19.00 น.