Skip to main content

เพจศิลปะเสียดสีสังคมการเมือง SOB เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของความไม่พอใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองและการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์และพลพรรคของเขา

"มอส" (นามสมมติ) หนุ่มมาเซอร์วัย 25 ปี ผู้เป็นแอดมินเพจ SOB เล่าให้ทางพิพิธภัณฑ์ฟังว่า ก่อนยุคคสช.ตัวเขาเองก็เป็นวัยรุ่นทั่วไปที่ไม่ได้สนใจการเมือง

สมัยที่เรียนมหาลัย "มอส" หลงไหลในกีฬาสเก็ตบอร์ดจึงได้หัดเล่นและเริ่มเข้าสังคมกับเพื่อนที่หลงไหลในกีฬาเดียวกัน เขาจึงมีโอกาสซึมซับงานศิลปะแบบกราฟฟิตีและศิลปะแนวสเก็ตบอร์ดไปด้วย

แม้ภาษาอังกฤษจะเป็นสาขาที่ "มอส" เรียนจบได้ใบปริญญามานอนกอด แต่ความรู้ที่เขานำมาประกอบอาชีพทุกวันนี้กลับเป็น "ศิลปะ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาศึกษาด้วยตัวเองโดยเริ่มจากศูนย์

ด้วยความที่ "มอส" ชื่นชอบในศิลปะแนวสเก็ตบอร์ด เขาจึงเริ่มหัดวาดรูปด้วยตัวเองโดยเริ่มจากวาดมือก่อนจะซื้อโปรแกรมมาหัดวาดด้วยคอมพิวเตอร์

"มอส" เข้าเรียนระดบอุดมศึกษาในปี 2556 หนึ่งปีให้หลังในปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้นทำการยึดอำนาจ ซึ่งนั่นก็กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้"มอส" หันมาสนใจการเมืองและแสดงออกทางการเมืองในแบบของเขา

"มอส" เปิดเพจเฟซบุ๊ก SOB ในเดือนสิงหาคม 2561 ตอนแรกเขาก็แค่ตั้งใจจะวาดรูปแล้วใช้เพจนี้เป็นเหมือนแกลอรีแสดงผลงาน แต่ไปๆมาๆก็คิดว่าน่าจะทำเสื้อไปเลยเพราะคิดว่าน่าจะทำให้ผลงานของเขาเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น

สำหรับที่มาของชื่อเพจ SOB "มอส" ระบุว่าย่อมาจาก Son of the Bitch ซึ่งเป็นคำสบถ เขาตั้งใจใช้ชื่อนี้เพราะภาพวาดหรือลวดลายของเสื้อจะสื่อถึงสถานการณ์หรือบริบททางการเมืองที่เลวร้ายจนต้องอุทานว่า Son of the Bitch

...

สำหรับที่มาของชิ้นงาน "มอส" ระบุว่างานบางชิ้นคิดขึ้นมาจากการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง เช่น เสื้อลาย Back to the 80 ซึ่งดัดแปลงมาจากโปสเตอร์ภาพยนตร์ Back to the Future เขาคิดได้หลังมีนักวิชาการคนหนึ่งพูดว่าคสช.พยายามทำให้ระบบการเมืองไทยกลับไปสู่การเมืองยุคทศวรรษ 1980 หรือล่าสุดเมื่อมีข่าวการเสิร์ฟหูฉลามในงานสังสรรค์ของพรรคร่วมรัฐบาล ทางเพจก็ทำภาพลาย "ฉลอง ไม่ฉลาม" โดยดัดแปลงโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง Jaws ซึ่งเป็นหนังฉลามกินคนมาล้อเลียน

ขณะที่งานอีกส่วนหนึ่ง "มอส" ระบุว่าเป็นงานที่เขาคิดและตกผลึกจากสถานการณ์ภาพรวมของประเทศซึ่งงานชิ้นนี้จะคิดอยากกว่าเพราะต้องอาศัยจินตนาการลูกเล่นที่จะนำมาใช้เสนอผลงาน เช่น ภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่แปลงสภาพเป็นจรวดพุ่งขึ้นไปในอวกาศ ที่สื่อว่าประชาธิปไตยกำลังจะจากเราไปแล้วซึ่งชิ้นนี้ "มอส" ระบุว่าเขาใช้เวลาถึงสองวันในการคิดและสร้างสรรค์ผลงาน

สำหรับกระแสตอบรับทั้งของเสื้อและของเพจ "มอส" เล่าว่าหลังเปิดเพจมาประมาณ 2 ปี เพจของเขามีคนกดไลค์และติดตามประมาณ สี่พันกว่าคน ในส่วนของการผลิตเสื้อเนื่องจากตัวเขาไม่มีทุนมากนักก็จะใช้วิธีทำลายเสื้อมาแล้วเปิดพรีออเดอร์เพื่อดูว่าต้องผลิตประมาณกี่ตัว การขายตอนนี้ขายออนไลน์เป็นหลักเพราะยังไม่มีทุนทำหน้าร้านแต่ "มอส" ก็แอบหวังลึกๆว่าเขาคงได้ขยับขยายไปมีหน้าร้านในอนาคตอันใกล้

สนนราคาของเสื้อแต่ละตัวมีตั้งแต่ประมาณ 390 - 490 บาท ซึ่งอาจจะดูเป็นราคาที่สูงแต่ "มอส" ก็แจกแจงว่าต้นทุนของเสื้อแต่ละตัวก็สูงอยู่ เพราะเขาใช้เสื้อยืดเกรดเดียวกับเสื้อยืดต่างประเทศซึ่งเมื่อซักแล้วจะไม่ซีด ไม่ย้วย ซึ่งสนนราคาตัวละประมาณ 180 บาท และค่าปรินท์ลายบนเสื้ออีกตัวละประมาณ 50 -​100 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของลาย นอกจากนั้นต้นทุนอีกส่วนหนึ่งก็จะมาจากค่าจัดส่ง "มอส" ระบุว่าเสื้อตัวที่ขายดีที่สุดเท่าที่เขาผลิตมาคือลาย Back to the 80 ซึ่งมีคนสั่งมาประมาณ 120 ตัว

...

"มอส"ระบุว่าโดยรวมแล้วการทำเสื้อของเขาต้องถือว่าประสบความสำเร็จอยู่ในระดับหนึ่ง มีแฟนเพจบางคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ซื้อเสื้อไปเก็บสะสมเกือบทุกตัว นอกจากนั้่นก็มีนักดนตรีอิสระวงหนึ่งที่ซื้อเสื้อไปใส่แสดงคอนเสิร์ต อย่างไรก็ตามการทำเสื้อเสียดสีการเมืองออกขายก็ทำให้ "มอส" ได้รับรู้ถึงบรรยากาศแห่งความกลัวที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในสังคมไทย

แฟนเพจบางคนคอมเมนท์ว่าชอบเสื้อของเขา แต่พอซื้อไปแล้วก็ไม่กล้าใส่ ขณะเดียวกันแฟนเพจบางคนก็ชอบมาคอมเมนท์แซวทำนองว่าทำเสื้อแบบนี้ระวังจะติดคุกนะ "มอส" ตั้งข้อสังเกตว่าการคอมเมนท์ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงบรรยากาศแห่งความกลัวที่ยังคุกรุ่นอยู่ในสังคมไทย ที่แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วแต่คนก็ยังมองว่าการแสดงออกหรือการเสียดสีทางการเมืองซึ่งถือเป็นการแสดงออกโดยสันติตามระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอาจทำให้ตัวเองมีปัญหา

อย่างไรก็ตาม "มอส"ก็ยืนยันว่าหากลุงตู่ยังอยู่ในอำนาจเขาก็จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ "ขัดใจลุง" ออกสู่สายตายของคนไทยต่อไป

สำหรับท่านใดที่สนใจหาซื้อเสื้อยืดเสียดสีการเมืิิองเก๋ๆไปเป็นของฝากหรือขอวขวัญปีใหม่สามารถติดต่อกับเพจ @sob ได้โดยตรงหรือถ้าชอบลวดลายบนเสื้อก็สามารถติดต่อจ้าง "มอส" ไปทำกราฟฟิกให้ได้