- NEWS ข่าวสาร
วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ KINJAI CONTEMPORARY พิพิธภัณฑ์สามัญชนจัดกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ "Parody in Silence: การดำเนินคดีและกดปราบการต่อต้านด้วยการเสียดสี" โดยมีผู้ร่วมวงเสวนาประกอบด้วย
- บุศรินทร์ แปแนะ จาก iLaw
- อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) อดีตนักศึกษาชุมนุมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยุค 6 ตุลา
- สุขุม เลาหพูนรังษี อดีตประธานชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร อมธ.
โดยในวงเสวนานี้มีการพูดคุยถึงการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ที่ใช้วิธีล้อเลียนเสียดสีผู้มีอำนาจ ซึ่งแม้จะเป็นการเคลื่อนไหวด้วยสันติวิธี แต่ก็ถูกปราบปรามจากรัฐในหลายรูปแบบไม่เว้นแม้แต่การปลุกระดมจนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แม้เวลาจะผันเปลี่ยนมากว่า 50 ปี แต่ยังคงพบเห็นวิธีการต่อต้านของประชาชน และการกดปราบจากรัฐแทบไม่ต่างไปจากเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับมรดกบาปจากคณะรัฐประหาร 6 ตุลา 2519

อธึกกิต แสวงสุข เล่าถึงงานด้านศิลปวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองในช่วงยุคสมัย 6 ตุลาว่าในช่วงแรกจะเป็นการจัดนิทรรศการ เช่น งานนิทรรศการจีนแดง ชุมนุมวรรณศิลป์ก็จัดงานนิทรรศการศิลปะวัฒนธรรมทาส ศิลปวัฒนธรรมเพื่อประชาชน โดยมีที่จัดขึ้นในหอใหญ่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหลัก แต่ก็มีที่แยกย่อยกันออกไป ต่างจังหวัดก็มีบ้างเช่นเชียงใหม่ หลังจากนั้นก็มีวงดนตรีที่ควบคู่มา อย่างวงที่โด่งดังและเรารู้จักกันดีคือคาราวาน กรรมาชน และก็มีวงดนตรีอื่น ๆ อีกเช่น วงต้นกล้า คุรุชน หรือโคมฉายและลูกทุ่งสัจธรรมของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อมีงานชุมนุมวงดนตรีเหล่านี้ก็จะสลับกันไปแสดงตลอด นอกจากนี้ด้านงานทัศนศิลป์ก็มีรวมตัวกันเป็นแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ที่ทำงานศิลปะเพื่อการเมือง ซึ่งพวกงานศิลปะ โปสเตอร์ที่มีการทำขึ้นหลัง 14 ตุลาฯ จนถึง 6 ตุลาฯ มีคุณค่าทางศิลปะ มีการออกแบบที่ดี มีการปลุกเร้าอารมณ์ มีพลังในตัว
ในช่วงเวลานั้นความนิยมของมวลชนที่มีต่อขบวนการนักศึกษาอาจจะลดลงบ้างหลัง 2516 แต่กลุ่มนักศึกษาได้รับการต้อนรับอย่างดีในงานชุมนุม งานนักศึกษา งานรับน้องใหม่ ที่มีการจัดเป็นกิจกรรมทางการเมืองให้ศิลปิน นักแสดงคณะละครนักศึกษาไปร่วมงานด้วย
ส่วนในฝั่งตรงข้าม ก็มีการปลุกปั่นสร้างความเกลียดชัง และคุกคามต่อกลุ่มนักศึกษามากขึ้น มีการทำร้ายร่างกาย การลอบสังหารแกนนำนักศึกษา
ซึ่งมันก็ส่งผลต่อกำลังใจในการทำงานศิลปะของกลุ่มนักศึกษาอย่างมาก ทำให้ขบวนการนักศึกษาที่ต่อสู้เริ่มหดตัวลงขณะที่อีกฝั่งเริ่มมีการจัดตั้งกลุ่มต่างๆ อย่างกระทิงแดง มีสถานีวิทยุยานเกราะ มีเพลงหนักแผ่นดินออกมา มีนักเขียนอย่างทมยันตี มีการปลุกความเกลียดชังสะสมมาเรื่อยๆ จนมาถึงจุดสูงสุดในวันที่ 6 ตุลา โดยอาศัยภาพละครแขวนคอ

สุขุม เลาหพูนรังษี ได้ถ่ายทอดที่มาที่ไปของการแสดงละครก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าในตอนนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ที่บวชเณรได้เดินทางกลับมา ทำให้เกิดกระแสต่อต้านมีการติดโปสเตอร์นัดหมายชุมนุมประท้วง ซึ่งมีคนงานการไฟฟ้าที่นครปฐมติดโปสเตอร์ต่อต้านการกลับมาของจอมพลถนอม แล้วถูกจับฆ่าแล้วแขวนคอเอาไว้ที่ประตูรั้ว กลายเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับพร้อมลงภาพการแขวนคอแบบไม่เซ็นเซอร์ ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจ กลุ่มนักศึกษาก็เตรียมนัดชุมนุมเรื่องขับไล่จอมพลถนอม แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยจัดสอบ จึงได้มีการเรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยงดสอบ เพื่อให้นักศึกษาสามารถไปชุมนุมขับไล่จอมพลถนอมได้ มีการคิดกันในกลุ่มว่าจะสามารถเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยงดสอบได้อย่างไร ซึ่งก็พอดีกับเกิดเหตุการณ์แขวนคอคนงานการไฟฟ้า ก็มีการเสนอว่าสร้างหุ่นขึ้นมาแขวนคอ เพื่อที่จะได้เกิดความสะเทือนใจกระตุ้นให้นักศึกษาประท้วงเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยงดสอบ
เบื้องหลังการแสดงละครแขวนคอ สุขุมได้กล่าวว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Papillon (1973) นำแสดงโดย Steve McQueen ซึ่งมีฉากที่ตัวเอกแกล้งแขวนคอในห้องขังโดยทำเงื่อนหลอก จึงมีการเลียนแบบหาวิธีจำลองการแขวนคอโดยการทำเงื่อนหลอกที่คอ ใช้ผ้าคล้องใต้แขน แล้วหาเสื้อแจ็คเก็ตมาสวมทับและมีการตกลงกันว่าจะเอานักศึกษาตัวเล็กมาเป็นตัวแสดง และเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 4 ก็ได้มีการแสดงละครขึ้น โดยมี วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และ อภินันท์ บัวหภักดี มาเป็นตัวแสดงที่ถูกแขวนคอ นักศึกษาคนอื่นก็ร่วมแสดงเป็นมวลชนที่ล้มตายจากเหตุการณ์ 14 ตุลา โดยที่หลังจากการแสดงวันนั้นมหาวิทยาลัยก็งดการสอบ เช้าวันต่อมาก็เริ่มมีข่าวเรื่องละครแขวนคอที่หน้าคล้ายพระบรมฯ จนบานปลายจนกลายเป็นเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลา
ด้านประเด็นของการที่รัฐดำเนินคดีกับผู้ที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยใช้การล้อเลียนเสียดสีในช่วงหลังจากรัฐประหารปี 2557 บุศรินทร์ แปแนะ ได้ยกกรณีของแอดมินเพจเรารักพลเอกประยุทธ์ ที่เป็นเพจที่นำหน้าของพลเอกประยุทธ์และพลเอกประวิตรไปตัดต่อและโพสต์เป็นมีมขำๆ ที่ถูกจับกุมและนำตัวไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร ตกเป็นจำเลยในการกระทำความผิดในมาตรา 116 เป็นการกระทำการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ทำให้ต้องขึ้นศาลทหาร
อีกกรณีที่อยากยกตัวอย่าง คือกรณีที่ทีมศิลปินปล่อยเพลงประเทศกูมี ที่มีความพยายามปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงเพลงนี้ เนื้อหาภายในเพลงคือการที่ถ่ายทอดเรื่องราวภายใต้รัฐประหารว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หนึ่งในเนื้อหาที่มีคือเรื่องของนาฬิกาพลเอกประวิตร ที่มีกลุ่มผู้ร้องเรียนเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นก็คือเอกชัย หงส์กังวาน ที่ใช้วิธีการแสดงออกที่สร้างสรรค์ มีลูกเล่นและไม่รุนแรงแต่ก็ถูกนำตัวไปปรับทัศนคติ หรือขัดขวางการเดินทางไปทำกิจกรรมแสดงออกทางการเมืองด้วยวิธีแปลกๆ อย่างพาไปเที่ยวทะเล ซึ่งมันแปลกมากเพราะว่าคนที่พาไปเที่ยวเป็นตำรวจ แล้วตำรวจก็พาคนในครอบครัวตนเองไปเที่ยวด้วย ซึ่งมันเป็นอะไรที่แปลกมากในนิยามของคำว่าการปรับทัศนคติในช่วงปลายของ คสช.
ในช่วงท้ายของเสวนามีการเชิญชวนเกี่ยวกับแคมเปญลงชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ที่เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหารหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งในคำสั่งนี้มีการเพิ่มอัตราโทษของมาตรา 112 จากเดิมที่โทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 7 ปี ซึ่งไม่มีโทษขั้นต่ำ ให้เป็นโทษจำคุก 3-15 ปี

สุขุมกล่าวว่าการที่ศาลเมืองไทยไปยอมรับเอาคำสั่งคณะปฏิรูปฯ แล้วก็มาบังคับใช้เป็นกฎหมายเพราะถือว่าเป็นคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ซึ่งเป็นเรื่องที่แย่มากในเชิงของด้านของนิติปรัชญา ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่มีการแบ่งแยกอำนาจ 3 ส่วนออกจากกัน และแต่ละส่วนก็มีอำนาจเฉพาะ โดยที่ไม่ควรที่จะให้อำนาจนิติบัญญัติตกไปอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรืออำนาจเบ็ดเสร็จ ตุลาการที่ดีควรจะต้อง จำแนกแยกแยะ ที่มาของกฎหมายแต่ละฉบับ และไม่ทำตากฎหมายนั้นโดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรมของที่มาของกฎหมาย เราควรยกเลิก ประกาศคณะปฏิวัติ ประกาศคณะปฏิรูปหรือคณะอื่นๆ ทั้งหลายที่มาโดยมิไม่ชอบมาพากลให้หมดสิ้น ในขณะเดียวกันทางตุลาการก็จะต้องพิจารณาการใช้ดุลยพินิจของตัวเองในการบังคับใช้กฎหมายที่มีที่มาอย่างมีปัญหาเหล่านี้
อธึกกิตกล่าวเสริมว่า บางคนอาจจะบอกว่าการที่เราทำแคมเปญนี้เป็นการถอยหลังเข้าคลอง แต่ส่วนตัวคิดว่าประเด็นที่เรามาทำแคมเปญนี้เนื่องมาจากสภาพความเป็นจริงที่การพยายามแก้มาตรา 112 มันหยุดชะงักหมดเลย พรรคประชาชนเองก็คงไม่สามารถที่จะพูดอะไรได้แล้ว มันก็ต้องเป็นเรื่องของภาคประชาชนที่ว่าเราจะทำ และจะรณรงค์เรื่องการแก้ไขอย่างไรเพื่อเป็นเสียงให้กับคนที่ติดคุกอยู่ แล้วก็เป็นทิศทางให้กระแสเรื่องนี้ยังสามารถจะต่อสู้ต่อไปได้ การจะรณรงค์แบบเดิมคงจะยากที่จะฝ่าไปได้ แต่ว่ามันเป็นประเด็นของการรณรงค์ที่มันมีเรื่องของความชอบธรรมกับวาระโอกาส ความชอบธรรมนี้ก็เนื่องจากวาระครบ 50 ปี 6 ตุลาคม แล้วมันก็ชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วการเพิ่มโทษจากไม่มีโทษขั้นต่ำและโทษสูงสุด 7 ปี มาเป็นโทษขั้นต่ำ 3 ปี สูงสุด 15 ปี นอกจากเป็นผลพวงของรัฐประหารแล้ว ยังเป็นผลพวงของการตกแต่งภาพ บิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสีแล้วก็เอาไปปลุกระดมมวลชนฝ่ายขวาให้บ้าคลั่ง แล้วก็เข้ามาเข่นฆ่าคนในธรรมศาสตร์ อันนี้คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มโทษมันเกิดมาจากการปลุกความเกลียดชัง และหวังว่าการรณรงค์เรื่องนี้จะทำให้คนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา คนที่สูญเสียเพื่อน คนที่ต้องหลบหนี ซึ่งไม่ว่าวันนี้คุณจะเป็นสีไหน เป็นกองเชียร์พรรคไหน แต่ถ้าคุณเจ็บปวดมาจากเหตุการณ์ 6 ตุลาเหมือนกัน แล้วทำไมคุณถึงจะไม่ร่วมรณรงค์แคมเปญนี้
บุศรินทร์ทิ้งท้ายว่า การรณรงค์ครั้งนี้ไม่ได้ขออะไรมาก เพราะว่าที่ผ่านมาภาคประชาชนหรือว่าการชุมนุมของนักเรียนนักศึกษาเองก็เคยมีการรณรงค์ในการที่จะยกเลิกมาตรา 112 ด้านพรรคการเมืองก็มีพรรคก้าวไกลที่บอกว่าจะให้แก้ไขมาตรา 112 แต่ทุกอย่างก็ยังเกิดขึ้นไม่ได้ ยังเป็นไปไม่ได้ แล้วครั้งนี้ด้วยวาระและโอกาส เราแค่ขอให้เนื้อหาในมาตรา 112 เป็นเหมือนก่อนหน้าที่จะมีการรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ให้โทษมันกลับไปที่ไม่เกิน 7 ปีโดยไม่มีขั้นต่ำ
การรณรงค์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลดเพดานการต่อสู้ ถ้าวันนึงเราสามารถพูดคุยในเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือว่าเราสามารถพูดคุยในเรื่องการยกเลิก โดยให้ยังมีการคุ้มครองสถานะ และเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ได้อยู่ เราก็จะมาพูดคุยกันใหม่ ซึ่งถ้าวันนั้นมันมีโอกาสมันก็ทำแน่นอน แต่ว่าวันนี้มันมีความเป็นไปได้เท่านี้
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงชื่อได้ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ผ่านเว็บไซต์ decoup6octsins.com หรือสามารถมาลงชื่อด้วยตัวเองได้ที่ นิทรรศการ “เกรียนบ้าน เกรียนเมือง : PARODICAL EXHIBITION” บริเวณโต๊ะลงทะเบียนชั้น 1 ระหว่างวันที่ 4-26 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00-18.30 น. ที่ KINJAI CONTEMPORARY แยกบางพลัด MRT สิรินธร ทางออก 1 และสามารถติดตามรายละเอียดแคมเปญได้ที่ facebook เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ และเครือข่าย
เรียบเรียง : ศิลาบุณย์ ไว้เรียบ
ภาพ : ธนพล พันธุ์งาม