เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ จัดกิจกรรม ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมฉายภาพยนตร์ เสวนา และเปิดตัวแคมเปญเข้าชื่อเสนอกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41

ในวงเสวนา ประวัติศาสตร์การใช้มาตรา 112 ได้ชวนย้อนมองผลกระทบของคำสั่งคณะรัฐประหาปี 2519 ที่มีการแก้ไขเพิ่มอัตราโทษกฎหมายหมิ่นประมาทหลายมาตรารวมถึงมาตรา 112 จนกระทั่งกลายมาเป็นเครื่องมือควบคุมผู้เห็นต่างในสังคมไทย โดยผู้ร่วมแลกเปลี่ยนในกิจกรรมเสวนาครั้งนี้ประกอบด้วย

  • บุณยนุช มัทธุจักร เจ้าหน้าที่ iLaw
  • สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ อดีตจำเลยในศาลทหารเชียงราย
  • จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ จำเลยในยุคราษฎร 2563
  • ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และอดีตจำเลยจากเหตุการณ์ 6 ตุลา

ดำเนินรายการโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

บุณยนุช มัทธุจักร พูดถึงมรดกบาปของคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2519 ภายหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ส่งผลมาถึงปัจจุบันอย่างคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 สาระสำคัญในคำสั่งนี้คือการเห็นสมควรในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 จำนวน 12 มาตรา โดยที่หนึ่งในนั้นคือมาตรา 112 ที่เป็นการเพิ่มอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็น จำคุก 3-15 ปี

บุณยนุชเสริมต่อว่า ในประกาศฉบับนั้นก็มีมาตราอื่น ๆ ที่ถูกแก้ไขเพิ่มโทษ แต่ก็ได้ถูกแก้ไขแล้วในเวลาต่อมา เหลือแค่เพียงมาตรา 112 มาตราเดียวที่ยังคงอัตราโทษตามคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 และมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงปัจจุบันแม้จะผ่านมาแล้วกว่า 50 ปี และหากมีการเสนอการแก้ไขก็คงจะเป็นโอกาสดีที่จะได้ทบทวนและลบล้างผลพวงจากคณะรัฐประหารในอดีต

 

สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การเป็นจำเลยในคดี 112 ในช่วงปี 2559 และการถูกดำเนินคดีในศาลทหาร สราวุทธิ์เล่าว่าในวันหนึ่งก็มีเจ้าหน้ารัฐที่นำโดยทหารที่เดินทางมาตรวจค้นถึงที่บ้านพร้อมกับแจ้งว่าตัวเขานั้นมีความผิดในคดี 112 โดยที่ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดว่ามีความผิดจากการกระทำใด ท้ายที่สุดสราวุทธิ์ก็ถูกคุมขังในเรือนจำและขึ้นศาลทหารเชียงรายในเวลาต่อมา

สราวุทธิ์เล่าถึงประสบการณ์ในขั้นตอนการพิจารณาคดีในศาลทหารว่าเป็นอะไรที่ทรมาน ทุกอย่างมีความแปลกประหลาดและผิดเพี้ยนไปหมด กระบวนการและขั้นตอนในการพิจารณาคดีไม่ปกติตั้งแต่ต้น เช่น ในการออกหมายจับสราวุทธิ์ที่มีฝ่ายทหารมีคำสั่งให้ออกแม้ว่าตำรวจจะคัดค้านว่าไม่จำเป็น เพราะสราวุทธิ์ก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีแต่ก็ยังมีการยืนยันว่าต้องออกหมายจับ และเมื่อถึงขั้นตอนการพิจารณาคดีในศาลทหารก็เป็นบรรยากาศที่ประหลาดและสร้างความกังวลใจให้เขาในฐานะที่เป็นจำเลย เพราะผู้พิพากษาก็เหมือนไม่ใช่ผู้พิพากษาจริง ๆ อัยการทหารก็ไม่ได้จบอัยการมา เหมือนพวกเขาไม่รู้กฎหมายเลย การดำเนินการตามกระบวนการต่าง ๆ ในขั้นตอนพิจารณาคดีก็เชื่องช้า แต่ยังดีที่มีทนายอานนท์ นำภา นำมาช่วยในตอนนั้นจนได้ประกันตัว คดีของสราวุทธิ์ดำเนินอยู่ในศาลทหารกว่า 2 ปี 6 เดือน จนเมื่อมีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 เรื่องการยกเลิกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหน้า คสช. บางฉบับที่หมดความจำเป็น ส่งผลให้คดีของสราวุทธิ์ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาคดีของศาลทหารอีกต่อไป ศาลทหารจึงสั่งพักพิจารณาคดีและโอนย้ายคดีไปยังศาลยุติธรรม จนสุดท้ายศาลมีคำพิพากษายกฟ้องสราวุทธิ์ ทำให้เขาพ้นผิดเนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัย และผลการตรวจพิสูจน์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่พบภาพและหลักฐานตามข้อกล่าวหา

 

จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ได้เล่าถึงการโดนตกเป็นจำเลยในคดี 112 จากการชุมนุมของกลุ่มราษฎร 63 เธอโดนคดีจากการขึ้นปราศรัยบนเวทีในการชุมนุมที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ที่เป็นการชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่เนื้อหาในการปราศรัยของเธอคือการเสนอเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณสถาบันกษัตริย์ ที่ต้องการจะให้เกิดการจัดสรรที่เป็นธรรมและนำงบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน เนื่องจากในช่วงนั้นเป็นอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 กำลังรุนแรง ซึ่งภายหลังจากการปราศรัยครั้งนั้นได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็มีหมายเรียกให้ไปรายงานตัวที่ สน.บางโพ

จุฑาทิพย์กล่าวต่อว่าโทษของมาตรา 112 ไม่สมเหตุสมหากเปรียบเทียบอัตราโทษกับการกระทำที่เป็นเพียงแค่การวิพากษ์วิจารณ์ ระยะเวลาในการดำเนินคดีก็ถือว่านานมาก ในการพิจารณาคดีของเธอก็ดำเนินมาเกือบ 6 ปีแต่คดีก็ยังไม่คืบหน้า เธอต้องไปรายงานตัวที่ศาลตามเวลา อัตราโทษและระยะเวลาที่ต้องเสียไปก็เป็นเหมือนการตัดอนาคตและความฝันที่เราฝันไว้ ทำให้คิดหนักว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องติดคุกหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตต่อไปซึ่งเป็นเรื่องยาก จึงไม่แปลกที่นักเคลื่อนไหวหลายคนเลือกที่จะลี้ภัยเพื่อที่จะไปใช้ชีวิตตามทางของตนเอง 

 

ธงชัย วินิจจะกูล ได้เล่าถึงบริบทของคดี 112 ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 ซึ่งมีความแตกต่างจากปัจจุบันตรงที่ในช่วงเวลานั้น มาตรา 112 เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามผู้เห็นต่างโดยใช้ พรบ.คอมมิวนิสต์ เป็นเครื่องมือหลัก แต่ในสังคมปัจจุบัน มาตรา 112 ได้เปลี่ยนสถานะกลายเป็นเครื่องมือในการปราบปรามผู้เห็นต่างแทน

นอกจากนี้ธงชัยตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา มาตรา 98 และ 104 จะมีสาระสำคัญอยู่ที่การหมิ่นประมาท แต่ว่าในมาตรา 112 มีการเพิ่มประเด็นเรื่องอาฆาตมาดร้ายเข้ามา ทำให้มาตรา 112 ยากที่จะถูกผลักดันให้ไปอยู่ในหมวดหมิ่นประมาท แต่กลับไปอยู่ในหมวดความมั่นคงแทน และเมื่ออยู่ในหมวดความมั่นคงจึงส่งผลให้ใครฟ้องใครก็ได้ อีกทั้งการเมืองในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ที่สูงขึ้นก็ส่งผลทำให้อัตราโทษสูงขึ้นตาม และการลดอัตราโทษลงก็เป็นไปได้ยาก แต่ถึงอย่างไร การเดินหน้ารณรงค์เพื่อที่ลดอัตราโทษของมาตรา 112 ก็ยังคงมีความสำคัญ

 

หลังจากกิจกรรมเสวนาสิ้นสุดลง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีการรวมตัวกันเดินเท้าไปยังลานประติมานุสรณ์ 6 ตุลา เพื่ออ่านแถลงการณ์เปิดแคมเปญ ลบมรกดรัฐประหาร 6 ตุลา พร้อมเชิญชวนเข้าชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ที่มาจากการรัฐประหาร 2519 หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา เพื่อลบมรดกบาปจากรัฐประหารครั้งนั้น

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงชื่อได้ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ผ่านเว็บไซต์ decoup6octsins.com หรือสามารถมาลงชื่อด้วยตัวเองได้ที่ นิทรรศการ “เกรียนบ้าน เกรียนเมือง : PARODICAL EXHIBITION” บริเวณโต๊ะลงทะเบียนชั้น 1 ระหว่างวันที่ 4-19 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00-18.30 น. ที่ KINJAI CONTEMPORARY แยกบางพลัด MRT สิรินธร ทางออก 1 และสามารถติดตามรายละเอียดแคมเปญได้ที่ facebook เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ และเครือข่าย
 


เรียบเรียง : ศิลาบุณย์ ไว้เรียบ

ภาพ : iLaw