- NEWS ข่าวสาร
19 มิถุนายน 2569 พิพิธภัณฑ์สามัญชนร่วมกับ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว จัดเสวนาในหัวข้อ “มองอนาคตสู่รัฐธรรมนูญใหม่ที่คนไทยเสมอภาคกัน” ที่จะย้อนรอยบทบาทของรัฐธรรมนูญไทยกับความเสมอภาค ตั้งแต่อภิวัฒน์สยาม 2475 จนถึงปัจจุบัน ทั้งในแง่มุมของการเป็นจุดเริ่มต้นของความเสมอภาค เครื่องมือป้องกันความไม่เสมอภาค และข้อจำกัดจากรัฐธรรมนูญที่เป็นอุปสรรคต่อความเสมอภาคในสังคมไทย
ผู้ร่วมการเสวนาในครั้งนี้ประกอบด้วย รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาองค์กรและกิจการพิเศษ มศว , ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw, นิกร จำนง สส.พรรคภูมิใจไทย และ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.พรรคประชาขน
ภูมิ มูลศิลป์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2475 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนทุกคนไม่ว่าจะชาติกำเนิดใดได้รับความคุ้มครองเสมอภาคกันภายใต้กฎหมายเดียวกันและหลักการดังกล่าวก็ดำรงอยู่เรื่อยมา นอกจากนี้ยังอธิบายว่าความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย หมายความว่า หากเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันก็จะต้องปฏิบัติเหมือนกัน แต่หากว่ามีข้อเท็จจริงที่ต่างกันก็อาจจะปฏิบัติแตกต่างกันได้โดยคำนึงถึงเหตุผล เช่น การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีความต้องการอื่นเป็นพิเศษหรือเป็นการเฉพาะ
คำว่าความเสมอภาคไม่ได้หมายถึงทุกคนต้องได้เหมือนกันทั้งหมด แต่ความเสมอภาคเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสที่ทัดเทียมกันและสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่แตกต่างจากผู้อื่น หากมองที่รัฐธรรมนูญ ความเสมอภาคหมายถึงการคำนึงถึงความแตกต่าง รวมถึงความต้องการเฉพาะของประชากรแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือมีความต้องการพิเศษ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ คนด้อยโอกาส หรือผู้พิการ ที่รัฐธรรมนูญอาจกำหนดสิทธิเพิ่มเติมจากคนที่ไม่มีความต้องการพิเศษ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น
ด้าน นิกร จำนง กล่าวว่า ความเสมอภาคมีทั้งทางกฎหมายและทางปฏิบัติ ในทางกฎหมายทุกคนเกิดมาเท่ากันแต่ในทางปฏิบัติความไม่เสมอภาคก็ยังคงมีอยู่ คนที่ตัวใหญ่กว่ามักจะมีอำนาจเหนือกว่าคนที่ตัวเล็กกว่า รัฐธรรมนูญจึงเป็นเหมือนเครื่องป้องกันความไม่เสมอภาค มีบทบัญญัติที่ให้ทุกคนเสมอภาค ให้สิทธิเสรีภาพ
นิกรกล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับที่เขามองว่าดีที่สุดคือ ฉบับปี 2540 สมัยนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา เพราะเป็นฉบับที่มีประชาชนลงความเห็น รับฟังเสียงประชาชนจากทั่วประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนโดยแท้ และยังเสริมว่าหากมีการจัดทำรัฐธรรมนูบฉบับใหม่ ก็ต้องการให้มาจากประชาชนเหมือนฉบับ 2540 แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มาจากการรัฐประหารยึดอำนาจและมีการเพิ่มเรื่องความมั่นคงเข้ามา ส่งผลให้ในการออกกฎหมายโดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญจึงเป็นการเพิ่มคำว่า “ยกเว้น” ต่อท้ายด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงที่รัฐใช้เป็นกรอบของทุกอย่าง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนและเมื่อมีจึงเป็นสิ่งที่กระทบต่อความเสมอภาคและเสรีภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก
ณัฐวุฒิ บัวประทุม กล่าวถึงประเด็นความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญว่า ความเสมอภาคไม่ได้หมายถึงเท่าเทียม ไม่ได้หมายถึงความเท่ากันและสิทธิเสรีภาพอย่างเดียว และบางครั้งความเท่าเทียมก็อาจมีรัฐธรรมนูญเป็นข้อจำกัด เพราะรัฐธรรมนูญไปผูกกับคำว่า “ปวงชนชาวไทย” ทำให้บางครั้งความเสมอภาคก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่นในกรณีการเลือกปฏิบัติกับเด็กที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยแต่ไม่มีสถานะคนไทย ทำให้ไม่มีที่อยู่ที่เรียน
ณัฐวุฒิ ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เราไม่สามารถระบุได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหนจะเป็นต้นแบบหรือแม่แบบให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แบบเบ็ดเสร็จ แต่ละฉบับมีเงื่อนไขและรายละเอียด จุดดีจุดด้อย ที่มาที่ไป รวมถึงบริบททางสังคมที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราควรทำคือการถอดรูปแบบของรัฐธรรมนูญ 2560 ออกมาแล้วยอมรับว่ามันมีปัญหาตั้งแต่ต้นไม่ว่าเนื้อหาภายในจะเป็นอย่างไร ขั้นตอนกระบวนการ และกรอบความคิดที่ถูกตีกรอบด้วยบริบทในสังคมตอนนั้น รัฐธรรมนูญ 2560 เหมือนตัดขาดจากประชาชน เพราะเกิดขึ้นโดยไม่กี่คน ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงควรมีกลไกที่ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุดเช่น การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเพิ่มหลักประกันสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่ต้องมีเพื่อให้เกิดความเสมอภาค

ขณะที่ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เห็นว่า เมื่อพูดว่าคนเท่ากัน ไม่ได้หมายความถึงความเท่ากันในเรื่องของกายภาพ แต่หมายถึงในทางกฎหมายที่จะต้องเห็นคนเหมือนกันและเท่ากัน เช่นจะไปเขียนรัฐธรรมนูญว่าคนกรุงเทพฯ มีสิทธิและอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าคนต่างจังหวัด ไม่ได้ หรือเขียนว่าคนรวยควรจะเข้าถึงทรัพยากรก่อนคนที่มีเงินน้อยไม่ได้
ยิ่งชีพตั้งข้อสังเกตด้วยว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ก็เป็นข้อจำกัดหนึ่งที่สร้างความไม่เสมอภาคในสังคม เช่น การกำหนดอำนาจสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. อย่างกว้างขวาง แต่ก็เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวน่าจะแก้ไขได้และยังมีความหวังว่าในกระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นการตัดทอนสิ่งที่ไม่ถูกต้องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ออกไป เมื่อลบสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกไปก็จะมีพื้นที่ใหม่ให้เกิดจินตนาการในการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาได้ง่ายกว่าการเริ่มต้นจากกระดาษเปล่า และต้องมีการปรับแก้ไขให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำเพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และเมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องชายหญิง ผู้ยากไร้ อำนาจของวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญจะถูกแก้ไขเพื่อเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง
เรียบเรียง: ศิลาบุณย์ ไว้เรียบ