- บทความ
- Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง
จาตุรนต์ ฉายแสง คือ นักการเมืองชาวจังหวัดฉะเชิงเทราที่โลดแล่นอยู่ในเวทีการเมืองมาอย่างยาวนาน หากนับจากปี 2529 ที่จาตุรนต์เป็น สส. สมัยแรกในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์จนถึงปี 2569 ที่เขาได้เข้าสภาอีกครั้งในฐานะ สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย จาตุรนต์จะอยู่ในการเมืองรัฐสภามาราว 40 ปีแล้ว
ในทางสาธารณะ จาตุรนต์เป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองที่แสดงบทบาทคัดค้านอำนาจการรัฐประหารและยึดมั่นต่อหลักการ เช่น เคยดำรงตำแหน่งรักษาการณ์หัวหน้าพรรคไทยรักไทยในวันที่พรรคกำลังจะถูกยุบโดยตุลาการรัฐธรรมนูญหลังการรัฐประหาร 2549 เคยปฏิเสธการเข้ารายงานตัวในค่ายทหารหลังการรัฐประหาร 2557 แต่ไปจัดแถลงข่าวชี้แจงเหตุที่ไม่เข้ารายงานตัวแทนจนถูกทหารควบคุมตัวจากที่แถลงข่าวและถูกดำเนินคดีในศาลทหารสู้คดีมากกว่า 6 ปี และในปี 2568 จาตุรนต์เคยลงมติรับหลักการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนที่ภาคประชาชนเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรทั้งที่สส.พรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ 128 คนจากสส.ทั้งหมด 141 คนลงมติไม่รับหลักการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของภาคประชาชนที่ให้รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความผิดที่ได้รับการนิรโทษกรรมโดยอัตโนมัติ
นอกจากนั้นจาตุรนต์ก็เป็นที่รู้จักในฐานะอดีตแกนนำนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีบทบาทในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทว่าบทบาททางการเมืองในฐานะ 'สหายสุภาพ' อดีตสหายที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในช่วงต้นทศวรรษที่ 2520 กลับเป็นบทบาททางการเมืองของจาตุรนต์ที่อาจจะยังไม่ถูกบอกเล่า หรือสาธารณะอาจจะไม่ได้ยินได้ฟังมากนักแม้ว่าประสบการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีส่วนหล่อหลอมตัวตนทางการเมืองของจาตุรนต์อยู่ไม่น้อย
การเมืองเรื่องใกล้ตัว
“ผมเกิดมาเป็นลูกพลตำรวจ (นายอนันต์ ฉายแสง) ก่อนที่พ่อของผมจะมาเล่นการเมือง พ่อรับราชการเป็นตำรวจ อยู่หลายปี ระหว่างพ่อเป็นตำรวจก็ได้ติดตามนักการเมือง และ สส. รวมถึงเป็นหัวคะแนนคอยสนับสนุนผู้สมัครเป็น นายกเทศมนตรี พ่อจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองมาตั้งแต่ยังหนุ่มๆ”
“ในการเมืองท้องถิ่น พ่อเป็นเทศมนตรีเมืองฉะเชิงเทราอยู่ประมาณ 8 ปี สมัยนั้นมีสมาชิกสภาเทศบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง แล้วสมาชิกสภาก็เลือกคณะเทศมนตรีกันเองโดยมีนายกเทศมนตรีกับเทศมนตรีอีกสองคน หลังเป็น เทศมนตรีได้ 8 ปี พ่อก็ตั้งทีมลงสมัครสมาชิกสภาเทศบาลแล้วแพ้ จึงเป็น สท. อยู่อย่างเดียวพักหนึ่ง พอถึง การเลือกตั้งปี 2512 จึงได้เป็น สส. สมัยแรก”

อนันต์ ฉายแสง และ จาตุรนต์ ฉายแสง
(ภาพจากหนังสืออนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ นายอนันต์ ฉายแสง)
“ทั้งจากพ่อและจากเพื่อนๆ ของพ่อ รวมถึงนักการเมืองที่เป็นนักต่อสู้ที่ผมได้รู้จัก ผมเป็นลูกนักการเมืองก็เลย เห็นแวดวงการเมืองมาตั้งแต่เด็ก มาย้อนดูทีหลังตอนจะจบโรงเรียนผมยังเขียนตอบในหนังสือรุ่นเลยว่าอาชีพ ข้างหน้าที่ อยากเป็นคือ สส.”
“ทำให้ตอนต้องเลือกว่าจะเรียนอะไรต่อ ใจจริงผมอยากเรียนรัฐศาสตร์ ไปสมัครไว้ทั้งจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ แต่ผมเป็นลูกคนโต ไม่มีพี่คอยเป็นแบบอย่างหรือคอยแนะนำ พ่อแม่ก็เรียนมาไม่สูง ผมเลยไม่ค่อยรู้ว่าจะเรียน อะไรให้ชัดเจน พอดีพ่อมาบอกว่าเพื่อนๆ ของพ่อที่รู้ว่าผมเรียนเก่งอยากให้ผมเรียนหมอหรือเรียนวิศวะ จะได้ ดูแลน้องๆ ได้ ผมก็เลยไปเปลี่ยนใบสมัคร สมัยนั้นเลือกได้ 5 คณะ”
หยดหนึ่งในกระแสธาร
“ผมเลือกแพทย์จุฬาฯ เป็นอันดับหนึ่ง แพทย์เชียงใหม่เป็นอันดับสอง เพราะตอนนั้นคณะแพทย์ที่นิยมกันก็มีจุฬาฯ มหิดล และเชียงใหม่ สุดท้ายผมสอบได้คณะแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”
“ผมเป็นคนออกจากบ้านมาตั้งแต่เด็ก มาเรียนสวนกุหลาบตั้งแต่ ม.ศ.1 ตอนอายุประมาณ 12 ปี พอจบ ม.ศ.5 ก็สอบติดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงต้องไปไกลบ้านออกไปอีก ผมขึ้นไปเชียงใหม่ตอนเปิดเทอมเดือนมิถุนายน 2516 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาไม่นาน”
“ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา ผมจำรายละเอียดไม่ได้มากนักว่ากิจกรรมที่เชียงใหม่เป็นเรื่องอะไรบ้าง รู้แต่ว่ากลุ่ม กิจกรรมของที่นั่นค่อนข้างมีความเป็นตัวของตัวเอง ส่วนผมเองเพิ่งขึ้นไปเรียนปีหนึ่ง ยังไม่ได้เข้าไปทำกิจกรรม อะไร”
“พอถึงช่วงเดือนตุลาซึ่งเป็นช่วงปิดเทอม ผมกำลังจะกลับบ้าน ถึงกรุงเทพฯวันที่ 13 ตุลา แต่พอเห็นว่ามีการชุมนุมก็เลยเข้าไปร่วม ผมอยู่แถวราชดำเนิน บังเอิญไปเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนสวนกุหลาบ ก็เลยเดินอยู่ด้วยกัน ผมอยู่จนถึงประมาณตีสามตีสี่ ก็แวะเข้าไปนอนที่หอพักที่อยู่ใกล้บ้านราชวิถีเลยไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ปะทะตอนเช้า แต่ก็ได้เดินอยู่บนถนนราชดำเนินในวันที่มีการเดินขบวนที่ยาวที่สุดและใหญ่ที่สุด ตรงรอบอนุสาวรีย์จะเป็น วงเวียนกว้าง ผมไปยืนอยู่แถวนั้น บางทีอาจจะติดอยู่ในรูปประวัติศาสตร์นั้นด้วยก็ได้ แล้วก็ค่อยๆ เดินตามขบวน ซึ่งเคลื่อนไปช้าๆ”
“ขึ้นปีสองผมก็ยังไม่ได้ทำกิจกรรมเพียงแต่เป็นนักฟุตบอล และเข้าไปร่วมในฐานะคนไปดูไปฟังเสียมากกว่า มีนิทรรศการก็แวะเข้าไปดู มีหนังสือมาขายก็หามาอ่าน จนประมาณปีสามถึงเริ่มเข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับรุ่นพี่อย่างจริงจัง”
จากสปีชแรกสู่นายก (สโมสร) ระยะสั้น
“กิจกรรมที่ทำให้ผมเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นคือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่ากรณีเก้านักศึกษาชาวนา ความจริงในนั้นเป็น นักศึกษา คนเดียว ที่เหลืออีก 8 คนเป็นชาวนา เกษตรกร และชาวบ้าน รวมเป็น 9 คน เขาไปชุมนุมคัดค้าน การทำเหมืองที่ปล่อยน้ำเสียลงนาข้าวของชาวบ้านเสียหาย ชาวบ้านก็เรียกร้องความเป็นธรรมไปจนมีการไปล้อมจวนผู้ว่าฯ สุดท้าย ถูกจับในข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่”
“ตอนนั้นผมถูกส่งไปสังเกตการณ์ในพื้นที่พร้อมเพื่อนอีกสองสามคน ไปฟังชาวบ้านจนเชื่อว่าเหมืองทำให้เขา เดือดร้อนจริง พอนักศึกษาที่ถูกจับเป็นนักศึกษาแพทย์รุ่นพี่ คณะแพทย์ทั้งคณะก็สนใจอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สภาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยก็เชิญให้ผมไปเล่า ต่อมารุ่นพี่ก็ขอให้ผมขึ้นไปพูดที่การชุมนุมที่บริเวณประตูท่าแพ”
“ตอนนั้นผมเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสาม ยังไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเมืองในมหาวิทยาลัยมาก่อน แค่เพราะไปสังเกตการณ์เหตุการณ์จึงต้องขึ้นไปเล่า ถือเป็นการปราศรัยต่อสาธารณชนครั้งแรกของผม ใช้เวลาประมาณสิบกว่านาที โดยรุ่นพี่ช่วยเตรียมให้ด้วยการถามว่าผมไปเจออะไรมาบ้าง ผมก็คิดว่าตัวเองพอเล่าได้ เพราะเคยเล่าให้ที่ประชุมมาก่อนหลายที่ แต่พอขึ้นเวทีจริงขาสั่น เข่าชนกันเลย”
“ผมเข้าไปเป็นสมาชิกสภานักศึกษาช่วงปีสาม อยู่ประมาณเจ็ดแปดเดือน แล้วปลายปีจึงสมัครเป็นนายกสโมสรนักศึกษา ผมเริ่มทำหน้าที่ตั้งแต่ประมาณต้นปี 2519 ช่วงที่เป็นนายกสโมสรก็มีทั้งกิจกรรมที่เป็นประเด็นการเมือง นอกมหาวิทยาลัย เช่น เรื่องที่จอมพลประภาสและจอมพลถนอมพยายามกลับเข้ามา หรือกรณีที่นักศึกษาไปช่วยชาวนาแล้วถูกทำร้าย เราก็พาเข้ามาเรียกร้องความเป็นธรรมที่กรุงเทพฯ”
“พอผมจะลงสมัครเลือกตั้งในมหาวิทยาลัย เราไม่ได้ส่งในนามพรรค แต่เราตั้งขึ้นเป็นกลุ่มโดยมีรุ่นพี่ก็ช่วยกันคิด รวมคนที่ไม่ได้ซ้ายจนเกินไป แล้วพยายามทำให้ภาพไม่ดูน่ากลัว บุคลิกของผมก็ไม่ใช่แบบใส่เสื้อยืด รองเท้ายาง กางเกงยีนส์ หรือสะพายย่าม ถึงจะไว้ผมยาวแต่ก็ทำให้ดูเรียบร้อยขึ้น”
“เรายังเลือกทำกิจกรรมที่ดูแลผลประโยชน์ของนักศึกษาด้วย เช่น จัดบริการรถทัวร์ราคาถูก มีจุดรับแจ้งของหาย และดูเรื่องหน่วยกิต ซึ่งเป็นเรื่องที่นักศึกษาได้ประโยชน์จริงๆ เมื่อไม่นานมานี้ยังมีคนเขียนในเฟซบุ๊กขอบคุณว่าเราเคยช่วยต่อสู้เรื่องหน่วยกิตให้ ผมจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าเราต้องทำเรื่องที่นักศึกษายอมรับด้วย”
“บรรยากาศคนฟังตอนนั้นก็เห็นด้วยกับเรื่องความไม่เป็นธรรม ช่วงนั้นมีการลอบสังหารนักการเมือง และผู้นำหลายราย ที่เชียงใหม่เองก็มีนักศึกษาเสียชีวิตระหว่างนั่งรถไฟกลับบ้าน ผู้นำชาวนาชาวไร่ก็เสียชีวิตอย่างพ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง เวลาไปฟังเพลงเพื่อชีวิต วงดนตรีก็ยังร้องเพลงถึงพ่อหลวงอินถาอยู่ แต่การชุมนุมก็เป็นไปตามธรรมดาที่คนไม่ได้มากมายนัก เพราะปี 2518 นักศึกษาเริ่มไม่เป็นที่นิยมเหมือนก่อน เป็นช่วงที่เรียกกันว่า ขวาพิฆาตซ้าย มีอีกฝ่ายมาคอยให้ข้อมูลโต้แย้งด้วย”
ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังเหตุนองเลือดที่ธรรมศาสตร์
“เราจัดกิจกรรมคู่ขนานกันมาตลอดในเหตุการณ์ใหญ่ๆ รูปแบบก็คล้ายๆ กัน คือชุมนุมในมหาวิทยาลัยแล้วเดิน ขบวนเข้ามาในเมือง หรือชุมนุมกันในเมือง ส่วนใหญ่อยู่แถวท่าแพกับหน้าศาลากลางเก่า ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ตอนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมไม่ได้ลงไปกรุงเทพฯ แต่ส่งอุปนายกสโมสรนักศึกษา มาร่วมประชุมและร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ ส่วนผมอยู่เชียงใหม่”
“สมัยนั้นการสื่อสารไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ โทรศัพท์ก็ยาก ถ้าอยู่ในมหาวิทยาลัยช่วงเวลาราชการ จะโทรออก ข้างนอกต้องขอทางมหาวิทยาลัย ถ้าจะไปโทรในเมืองก็ต้องไปเข้าคิวที่องค์การโทรศัพท์ ค่าบริการก็แพง ข่าวจาก กรุงเทพฯ จึงไม่ประติดประต่อ เพราะในธรรมศาสตร์ติดต่อออกมาไม่ได้ หลายเรื่องผมมารู้รายละเอียดหลังจาก เข้าป่าไปแล้ว”
“คืนวันที่ 5 ตุลาดึกมากมีการปราบ ผมอยู่ในที่ชุมนุม แล้วกลับไปนอนที่หอคณะแพทย์ พอเช้าขึ้นมาเราก็รู้ว่ามี การปราบที่ธรรมศาสตร์และสนามหลวง ตอนนั้นที่เชียงใหม่นักศึกษายังนอนอยู่ในที่ชุมนุม ตื่นขึ้นมาก็มาตั้งหลักกัน คุยกันว่ากรุงเทพฯ กำลังมีการปราบ ส่วนที่เชียงใหม่ ไม่ไกลจากที่ชุมนุมก็มีกลุ่มลูกเสือ ชาวบ้านและกลุ่มนวพล ที่กำลังเตรียมตัวจะมาที่ชุมนุม เราจึงสรุปกันว่าต้องยุติการชุมนุมเพื่อความปลอดภัยของทุกคน ผมเป็นคนขึ้นไป กล่าวยุติการชุมนุม แล้วก็แยกย้ายกันไป ผมไปหลบซ่อนอยู่กับผู้นำนักศึกษาอีก สองสามคน มีคนคอยพาผมหลบไป หลบมาอยู่ในเมือง จนสุดท้ายก็เข้าป่า”
ชีวิตใหม่ที่ผาจิ
“จริงๆ เรื่องเข้าป่าผมก็คิดอยู่บ้าง ผู้นำนักศึกษาหลายคนพูดกันอยู่ว่าถ้าเกิดการปราบคงต้องเข้าป่า เพราะก่อนหน้านั้นมีนักการเมืองและผู้นำนักศึกษาบางส่วนหายตัวไปแล้ว มีการลอบสังหาร ดร.บุญสนอง บุณโยทยานก็ถูกฆ่า คุณไขแสง สุกใสก็ไม่ลงสมัครในปี 2519 แล้วหายตัวไป ผู้นำนักศึกษารุ่นก่อนผมสองสามปีบางคนก็หายไป”
“ระหว่างที่ผมหลบอยู่ ก็มีข่าวว่านักศึกษาชุดแรกถูกจับไปแล้ว มีการตามล่าจับกุมทางกรุงเทพฯ มีการไปจับคุณมหินทร์ ตันบุญเพิ่มที่บ้าน เพราะเขาเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วนผมเป็นนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมก็นึกในใจว่าถ้าเราอยู่ข้างนอกโดยไม่หลบก็คงมีคนมาจับ อาจารย์และผู้นำนักศึกษาที่เชียงใหม่หลายคนก็ถูกคุมตัวไป (ผมมารู้ทีหลัง) มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องไป เพราะเราเป็นผู้นำอยู่ด้วย เป็นเป้าอยู่แล้ว”
“ก่อนเข้าป่า ผมไปหาที่โทรศัพท์เพื่อนัดคุยกับพ่อกับแม่ แน่นอนว่าแม่ไม่อยากให้เข้าป่า พ่อก็จะส่งคนมารับ แต่สุดท้ายผมบอกว่ามันไม่เข้าไม่ได้ ต้องเข้า พ่อก็บอกว่า ‘เข้าก็เข้า’ ซึ่งตอนนั้นพ่อไม่มีตำแหน่งอะไรแล้ว เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วย”
“ผมเข้าป่าทางจังหวัดพะเยา (ในปี 2519 พะเยายังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ก่อนจะแยกตั้งเป็นจังหวัดพะเยาในเดือนสิงหาคม 2520) ในวันที่ 19 ตุลา ราววันที่ 21 หรือ 22 ตุลา ก็ไปถึงผาจิ-ผาช้าง ผมเข้าไปนอนที่ผาช้างก่อนสักคืนสองคืน แล้วเดินไปผาจิอีกประมาณครึ่งวันจึงมีคนมารับ ตอนเดินเข้าไปมีทหารป่าคนเดียวนำทาง เพราะเป็นเส้นทางในฐานที่มั่นที่คุมสภาพได้ จึงไม่อันตราย ที่เข้าไป พร้อมกันมีสามคน แล้วคนอื่นๆ ก็ทยอยเข้าไปทีละสองสามคนหรือสี่คน”
“ตอนนั้นผมไปเพื่อความปลอดภัย ยังไม่ได้คิดว่าจะไปทำงานอะไร รู้แต่ว่าจะเข้าไปอยู่กับ พคท. อยู่กับทหารป่า ช่วงแรกๆ ต้องรอเพื่อนๆ ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นไปจากภาคเหนือด้วยกัน เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประมาณ 80% ต้องรอให้ครบก่อนถึงจะเปิดโรงเรียนการเมืองการทหาร ระหว่างนั้นชีวิตก็เป็นการหาอยู่หากิน ไปหามะละกอ ฟักทอง ฟักเขียว มาทำกิน หัดตำข้าว และหลบหนีระเบิดเป็นหลัก เพราะที่พักเป็นที่ลับ พอมีคนหนี ออกไปบอกทางฝ่ายความมั่นคงก็มาถล่ม ต้องคอยย้ายที่อยู่ แถวนั้นมีคนม้งอยู่ด้วย ผมก็สนิทกับคนม้งที่นั่น เมื่อไม่นานมานี้ผมยังกลับไปที่ผาจิ ไปที่อนุสรณ์และสุสานของผู้ที่ต่อสู้และเสียชีวิตที่นั่น”
“ตอนเป็นนักศึกษาผมเรียนรู้เรื่องการต่อสู้ของประชาชนและเรื่องสังคมนิยมมาบ้าง เพราะตอนนั้นอุดมการณ์สังคมนิยมค่อนข้างแพร่หลาย พอเข้าไปศึกษาที่โรงเรียนการเมืองการทหารจะเน้นเรื่องการวิเคราะห์สังคมไทย และแนวทางการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์ ช่วงแรกผมก็ค่อนข้างคิดไปในทางเดียวกัน รับเอาแนววิเคราะห์แบบนั้นมา ยิ่งเพิ่งผ่านการถูกปราบ มีเพื่อนเสียชีวิต แล้วมีคนจากกรุงเทพฯ ที่อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลามาเล่าให้ฟัง ก็ยิ่งทำให้ความคิดเรื่องการต่อสู้ด้วยอาวุธเห็นจริงเห็นจังขึ้นไปอีก ผมพูดอยู่หลายครั้งในหลายปีต่อมาว่า การปราบครั้งนั้นเองที่ทำให้นักศึกษาและประชาชนส่วนหนึ่งต้องไปคิดเรื่องการต่อสู้ด้วยอาวุธ”
“ผมเสี่ยงตายก็มีแต่ไม่ได้ไปทำหน้าที่สู้รบ หลังเรียนการเมืองการทหารแล้วผมไปอยู่รวมกับเพื่อนๆ ที่จังหวัดน่าน ทำงานใน ฐานะอดีตกรรมการหรือเลขาธิการของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ทำหนังสือพิมพ์ ‘อธิปัตย์’ อยู่ประมาณสามปี ก่อนจะแยกย้ายกันออกมา ชีวิตก็แบ่งเป็นครึ่งวันไปหาอยู่หากิน ผลัดเวรกันไปตำข้าว แบกข้าว หาผัก ทำสวนเล็กๆ อีกส่วนหนึ่งใช้เวลาเขียนหนังสือ หนังสือพิมพ์ที่ทำไม่ใช่แบบโรเนียวหมุน แต่ใช้ลูกกลิ้ง กลิ้งหมึกพิมพ์ลงบนกระดาษ ผมสนใจเขียนเรื่องความคิดในการต่อสู้ เรื่องการต่อสู้ของนักศึกษา และเรื่องการ วิเคราะห์สังคมไทย”

วารสารอธิปัตย์ฉบับเดือนพฤษภาคม 2521 ฉบับที่ผลิตในป่า
“อันตรายส่วนใหญ่อยู่ที่ตอนเดินทางและตอนถูกโจมตีทางอากาศ ตอนอยู่พะเยาและน่านมีเครื่องบินมายิงและทิ้งระเบิด บางครั้งบินวนยิงอยู่ประมาณห้าสิบนาที บางทีก็เฉียดมาก เพื่อนผมที่เสียชีวิตจากระเบิดก็มี แต่ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์”
“ถ้าถามว่ามีเรื่องไหนที่ยังจำได้จนถึงวันนี้ ก็มีเรื่องความรู้สึกเวลาเครื่องบินมา เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะยิงมาที่เราหรือเปล่า ต้องคอยวิ่งหลบ มีอยู่ช่วงหนึ่งเวลาเครื่องบินมายิงแล้วหลุมหลบเต็ม ผมต้องอยู่ข้างบน แต่กลับไม่รู้สึกกลัว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเวลาเดินอยู่เชิงเขาแล้วเครื่องบินมา ใจผมจะสั่นเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันเป็นเรื่องของความรู้สึกกับความตาย อีกเรื่องคือความลำบาก อดอยาก และการเจ็บป่วยที่เคยเป็นไข้ป่าประมาณสามครั้ง ผมเคยป่วยหนักจนนอนซม อยู่ประมาณสองอาทิตย์ คนที่ดูแลรักษาผมเป็นนักศึกษาแพทย์ปีห้า รุ่นพี่กับนักศึกษาพยาบาลอีกคน เพราะหมอไม่อยู่ เขาช่วยกันรักษาไปทั้งที่ไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร มียาอะไรก็เอามาฉีดให้จนหมด สุดท้ายผมก็หาย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าตกลงป่วยเป็นอะไร”
คำถามที่ก่อตัว
“พออยู่ไปสักระยะผมก็เริ่มมีคำถาม คำถามใหญ่อันแรกคือเรื่องการวิเคราะห์สังคมไทย เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ วิเคราะห์สังคมไทยโดยใช้แนวทางที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเคยใช้วิเคราะห์สังคมจีนเมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อนหน้านั้น มาอธิบายสังคมไทยในขณะนั้น มันจึงไม่สอดคล้องกัน ต่างกันทั้งบริบทและเวลา ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกมาร์กซิสต์-เลนินิสต์สอนให้วิเคราะห์สังคมให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง แต่การวิเคราะห์ของพรรคกลับไม่ สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย”
“อย่างเรื่องชนบทอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เป็นหัวใจของแนวทางชนบทล้อมเมือง พอผมได้ไปเจอจริงๆ กลับมี ประชาชนน้อยมาก ไม่เหมือนชนบทของจีน ตอนเดินจากน่านมาพะเยาใช้เวลารวม 21 วัน ระหว่างทางมีช่วงที่เดินผ่านหมู่บ้าน เราก็เข้าไปคุยกับชาวบ้านด้วยความระมัดระวังและสุภาพ แต่พอเดินต่อขึ้นเขาไป ปืนใหญ่ก็ยิงตามมา ในใจผมก็นึกว่าชนบทอันกว้างใหญ่ไพศาลของเรานั้นเชื่อมโยงกับประชาชนน้อยมาก ความหมายของฐานที่มั่นจึงผิดไปจากของจีน เพราะฐานที่มั่นของจีนคืออยู่กับประชาชนชาวนาเป็นล้านๆ คน มีกำลังเป็นหมื่นเป็นแสน แต่ของเราเป็นคนละเรื่องกัน”
โลกเปลี่ยนไป ชีวิตต้องเปลี่ยนตาม
“นอกจากคำถามที่ผมเริ่มมีต่อแนวทางของพรรคแล้ว ยังมีเรื่องความขัดแย้งภายในโลกสังคมนิยมเข้ามาด้วย โซเวียตกับจีนขัดแย้งกันมาก แล้วสะท้อนมาที่ความขัดแย้งระหว่างจีนกับเวียดนามและลาว ซึ่งมากระทบ พรรคคอมมิวนิสต์ไทย ตอนนั้นเราอยู่ชายแดนติดกับลาวก็อยู่ไม่ได้ ต้องย้ายจากน่านกลับไปพะเยา สถานีวิทยุ เสียงประชาชนแห่งประเทศไทยก็ถูกทำให้ล้มไป พยายามทำใหม่ตามเขตต่างๆ รวมทั้งที่ผาจิก็ไม่สำเร็จ”
“ในเวลาไล่เลี่ยกันก็เริ่มมีคำถามเรื่องสังคมนิยมมากขึ้น มีนักศึกษาที่ไปอยู่ทางใต้ซึ่งมีปัญหาขัดแย้งกับพรรคเร็วกว่าที่อื่น บางคนกลับบ้านหรือกลับมาอยู่ทางเหนือแล้วมาเล่าให้ฟัง ช่วงประมาณปี 2523 เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันจากหลายที่ จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่าการวิเคราะห์สังคมของพรรคไม่สอดคล้องกับสังคมไทย และสังคมไทยก็ไม่ได้เป็นกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาแบบที่อธิบายกัน ไม่ได้เป็นมานานแล้วด้วย”
“ในที่สุดก็กลายเป็นว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนหวังประโยชน์จากรัฐบาลไทยมากกว่า หลายอย่างเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ตอนที่ผมออกมาก็ตั้งใจว่าจะออกจากป่ามาเยี่ยมบ้าน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กลับเข้าป่าไปอีก หลังจากนั้นไม่นานพรรคก็ถูกล้อมปราบ ฐานที่มั่นในชนบทถูกตีแตก และต่อมาก็มีการถูกจับหรือมอบตัวกัน”
บทเรียนจากความผิดพลาด
“ตอนที่ผมออกมาและยังหลบซ่อนอยู่ เป็นช่วงต้นรัฐบาลพลเอกเปรม ระหว่างนั้นมีคำสั่ง 66/2523 เกิดขึ้น ผมกลับไปที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อติดต่อหาทางกลับไปเรียนต่อ ทางมหาวิทยาลัยและคณะแพทย์ก็เปิดรับ เต็มที่ แต่ตอนนั้นหลักสูตรแพทย์เปลี่ยนไปแล้ว ผมเรียนจบปีสามและขึ้นปีสี่มาเทอมหนึ่ง แต่เขาจะให้นับเป็น ปีสามใหม่ ประกอบกับพ่อแม่ก็คงไม่ค่อยสบายใจถ้าผมต้องกลับไปอยู่เชียงใหม่อีก สุดท้ายผมจึงตัดสินใจไม่เรียน แพทย์ต่อ แต่ไปเรียนปริญญาตรีใหม่ที่อเมริกาโดยเทียบโอนหน่วยกิตไป ผมไปเรียนเศรษฐศาสตร์จนจบหลักสูตรปริญญาเอกแล้ว เหลือทำวิทยานิพนธ์ พอกลับมาก็เข้าสู่การเลือกตั้งเพราะพ่อชวนให้ลงสมัคร แล้วก็มาเป็น สส. อยู่ในระบบรัฐสภา”

ภาพจากหนังสืออนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ นายอนันต์ ฉายแสง
“สามสี่ปีในป่า ถ้าถามว่าได้บทเรียนอะไร ผมคิดว่ามีหลายอย่าง ทั้งการได้เรียนรู้ความยากลำบาก ได้เห็นความเป็นเพื่อนมิตรร่วมต่อสู้ และได้เห็นการใช้ชีวิตแบบมีอุดมการณ์ พร้อมเสียสละ ไม่กลัวอันตราย ไม่กลัวตาย แต่อีกบทเรียนหนึ่งที่สำคัญคือ บางครั้งการคิดวิเคราะห์อะไรอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หมู่เดียวกัน คุยกันไปในทางเดียวกัน มันมีความเสี่ยงที่จะวิเคราะห์ไปโดยไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะฉะนั้นต้องคอยตรวจสอบกับสภาพความเป็นจริง และต้องรับฟังความเห็นที่แตกต่างให้มาก ไม่อย่างนั้นเราจะติดอยู่กับตรรกะที่คุยกันเองแล้วเชื่อไปตามนั้น”
“เวลาใครมาชวนเราคิดอะไรที่ใช้แต่ตรรกะหรือเหตุผลล้วนๆ ผมก็จะมีวิธีตรวจทาน เช่น ถามว่าคนอื่นมี ความเห็นต่างจากนี้ไหม ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงกับความคิดความเห็นนั้นมันตรงกันหรือเปล่า ผมถือว่านี่เป็นบทเรียนที่มีความหมายมาก”
เมื่อลมเปลี่ยนทิศ ดวงจิตอาจเปลี่ยนไป ?
“เรื่องการวิเคราะห์สังคมนี่เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่ทำให้คนที่ผ่านเหตุการณ์เดือนตุลาประเมินและกำหนด ท่าทีต่อเหตุการณ์การเมืองในยุคหลังแตกต่างกันไป โดยเฉพาะท่าทีต่อการยึดอำนาจรัฐประหาร เพราะคนเดือนตุลาไม่ได้เข้าป่าไปทั้งหมด ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง คนที่เข้าป่าไปก็ผ่านประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง บางส่วนอธิบายแบบที่ผมอธิบาย บางส่วนก็อธิบายต่างออกไป ทุกวันนี้คนจึงพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตต่างกันมาก”
“สำหรับผม ผมฝังใจว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาเป็นการสังหารโหด เป็นเรื่องเลวร้ายที่เกิดกับเยาวชน คนรุ่นใหม่ และประชาชนที่ต้องการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย และมันไม่ได้กระทบเฉพาะคนในธรรมศาสตร์ และสนามหลวง แต่กระทบคนทั้งประเทศ มุมมองนี้ของผมต่างจากแกนนำบางส่วนที่มักพูดถึง 6 ตุลาในวงแคบ ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ธรรมศาสตร์ แต่ผมไม่ได้อยู่ในธรรมศาสตร์ผมก็ยังถูกกระทบ เพื่อนผมมีคนตายทั้งก่อน และหลังเหตุการณ์อีกมาก”
“รวมทั้งในวันนั้นมีการรัฐประหารด้วย เป็นกระบวนการเดียวกันกับการสังหารหมู่ประชาชนและนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ จนทำให้ประเทศเป็นเผด็จการต่อไปอีกหลายปี ต่อมาก็ยังเป็นเผด็จการครึ่งใบหรือประชาธิปไตยเสี้ยวเดียว จุดนี้เป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ และนี่เป็นเส้นแบ่งสำคัญของคนเดือนตุลา ที่ก็ยังมีทั้งคนที่คิดว่าจะต่อต้านทุนนิยมสามานย์แล้วจึงไปร่วมกับเผด็จการทหารยึดอำนาจก็ได้ แต่ผมไม่รับความคิดแบบนี้”
“เรื่องรัฐสภาก็เหมือนกัน คนที่ศึกษามาจากคอมมิวนิสต์หรือเลนินมักบอกว่ารัฐสภาเป็นเพียงเวทีที่ชนชั้นปกครอง เปิดให้พูดและแสดงความเห็น เป็นเวทีหลอกลวง อาศัยเป็นช่องทางเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้ แม้ผมรู้ว่ารัฐสภามีข้อจำกัด แต่ผมคิดว่ามันเป็นช่องทางหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ผมไม่ได้ปฏิเสธรัฐสภาแบบความคิดในอดีต ถามว่ารัฐสภาแก้ปัญหาประเทศได้มากแค่ไหน มาจนถึงวันนี้ก็ยังแก้ได้ไม่มาก แต่ในหลายประเทศเขาก็ใช้รัฐสภา ระบบประชาธิปไตย และพรรคการเมืองนำพาประเทศไปได้”
“ส่วนเรื่องทุนนิยม ผมไม่ได้คิดมานานแล้วว่าจะเปลี่ยนจากทุนนิยมไปเป็นสังคมนิยม เพราะสังคมนิยมแบบเดิม ล่มสลายไปนานแล้ว ผมจึงไม่ได้มองว่าต้องล้มระบอบทุนนิยมเพื่อไปสู่สังคมนิยม แต่มองว่าทุนนิยมมีปัญหาอะไรบ้าง เช่น การผูกขาด ความเหลื่อมล้ำ คนชายขอบ และคนเสียเปรียบเข้าไม่ถึงทรัพยากร เราก็ต้องสู้ให้เกิดความเป็นธรรม ความเท่าเทียม และการแข่งขันที่เป็นธรรม”
“ถ้าจะพูดเรื่องต่อต้านทุนนิยมสามานย์ ก็ต้องระวังไม่ให้สับสนว่าใครคือทุนนิยมสามานย์ เพราะบางครั้งมีการชี้ว่า ทุนกลุ่มหนึ่งเป็นทุนสามานย์ ขณะที่การกระทำของตัวเองก็เป็นประโยชน์ต่อทุนผูกขาดอีกกลุ่มหนึ่งอย่างเต็มที่แต่กลับไม่พูดถึง ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าทุนกลุ่มไหนเลวกว่ากลุ่มไหน แต่อยู่ที่ว่าเมื่อเราอยู่ในสังคมทุนนิยม โดยเฉพาะทุนนิยมผูกขาดที่ทุนใหญ่ไม่กี่กลุ่มครอบงำเศรษฐกิจ เราจะอยู่กับมันอย่างไร และจะสู้ให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดการผูกขาดได้อย่างไร”
“สำหรับผม หลักที่ผมใช้มองคือเรื่องประชาธิปไตย หลักนิติธรรม เสรีภาพ บทบาทของประชาชน พัฒนาการของระบบรัฐสภา และระบบพรรคการเมืองผสมกัน มันเป็นหลักการสากลแบบหนึ่ง แต่เวลานำมาใช้กับสังคมไทยก็ต้องประยุกต์ให้เข้ากับสภาพสังคมของเรา เพราะไม่มีประเทศไหนเหมือนกันเป๊ะ”
แม้ความล้มเหลวก็ควรค่าแก่การเรียนรู้
“ถ้าถามว่าทำไมคนรุ่นหลังยังควรย้อนกลับไปมองความขัดแย้งในยุคนั้นหรือไม่ ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ เราควรศึกษา ย้อนไปไกลกว่านั้นอีกด้วยซ้ำ ย้อนไปตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ก็มีอะไรให้ศึกษามากมาย การศึกษา จากอดีตที่เชื่อมโยงมาจนถึงปัจจุบันบอกอะไรเราได้ในหลายแง่มุม และเป็นประโยชน์ในการทำให้เราเข้าใจ สังคมของเราได้ดีขึ้น”
“ถ้าย้อนไปเหตุการณ์ 6 ตุลา ตอนนี้ก็กำลังจะครบ 50 ปีแล้ว เหตุการณ์ 14 ตุลาก็จะครบ 53 ปี แต่ถ้าย้อนไปถึง เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หรือ 2490 ก็ยิ่งไกลออกไปอีกมาก แต่เหตุการณ์เดือนตุลามีลักษณะ พิเศษตรงที่คนในยุคนั้น คนที่ผ่านการต่อสู้ในช่วงนั้นยังมีชีวิตอยู่ บางคนยังทำงานต่างๆ ได้ หลายคนยังเล่าเรื่องได้ และมันเป็นเหตุการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเมืองไทยที่มีผลต่อสังคมไทยพอสมควร ทั้งทางสังคม การเมือง และอาจรวมถึงเศรษฐกิจด้วย”
“เหตุการณ์เหล่านี้มีทั้งส่วนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งอาจล้มเหลวมากกว่าประสบความสำเร็จ พ่ายแพ้ มากกว่าชนะด้วยซ้ำ แต่มันก็มีบทเรียนที่น่าจะนำมาใช้ได้”
สัมภาษณ์และเรียบเรียง : อานนท์ ชวาลาวัณย์
ภาพ : ธนพล พันธุ์งาม
ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของ พคท. ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่ พคท. ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท. ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน
ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับ พคท. ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆ คนอาจยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆ คนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน "ไดอารีดาวแดง" ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์