• บทความ
  • Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง

ดาววิภา เทิดประชา หรือ “สหายดาว” เป็นอดีตสหายหญิงที่เคยทำงานในหน่วยงานมวลชนประจำเขตงาน 3 จังหวัด พัทลุง ตรัง สตูล สหายดาวเติบโตขึ้นมาในยุคที่รัฐไทยกำลังดำเนินนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างเข้มข้น ในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นบ้านเกิดของสหายดาว การดำเนินปราบปรามคอมมิวนิสต์ดำเนินไปภายใต้นโยบาย 3 เรียบคือ ‘ปล้นเรียบ ฆ่าเรียบ เผาเรียบ’ การคุกคามของ ‘นาย’ หรือเจ้าหน้าที่รัฐในชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้เด็กสาวชาวจังหวัดตรังวัย 15 ปี ต้องออกจากบ้านไปอยู่ในป่าบนเทือกเขาบรรทัด ไปจับปืนแทนเครื่องมือการเกษตร

เรื่องราวของสหายดาวมีจุดเริ่มต้นไม่ต่างจากสหายคนอื่นที่มีพื้นเพอยู่ในจังหวัดภาคใต้ที่สถานการณ์ในพื้นที่บังคับให้พวกเขาต้องหนีเข้าป่าตั้งแต่อายุยังน้อย ทว่าเรื่องราวของสหายดาวก็มีความแตกต่างจากสหายคนอื่นอยู่บ้าง เพราะความเชื่อและความศรัทธาทางศาสนาของเธอในฐานะคนมุสลิม น่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับอุดมการณ์และแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่สหายดาวก็ยึดหลักความเป็นสากลและถือหลักส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว ทำให้การใช้ชีวิตและการปฏิบัติงานในฐานะนักปฏิวัติของเธอเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งสถานการณ์ความขัดแย้งบางประการบีบให้สหายดาวต้องละทิ้งเส้นทางนักปฏิวัติในเขตป่าเขากลับไปใช้ชีวิตในโลกทุนนิยม แต่ด้วยอุดมการณ์ที่ถูกหล่อหลอมมาทำให้สหายดาวยังคงแนวแน่กับหลักการเดียวที่ยึดถือมาตลอดทั้งชีวิตคือหลักการ ‘ประชาธิปไตย’ 



 

เรื่องของพ่อที่ไม่ค่อยรู้

“ฉันเกิดเมื่อวันที่ 13 มกราคม ปี 2499 บ้านของฉันอยู่ที่บ้านทุ่งตะเคียนซาบ ในอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ตัวฉันเป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้อง 10 คน”

“ครอบครัวของฉันเป็นครอบครัวมุสลิม จริงๆแล้วครอบครัวปู่เป็นคนพุทธแต่ตัวปู่มาแต่งงานกับย่าที่เป็นอิสลามเลยต้องเลยต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม หลังจากนั้นพ่อกับแม่ของฉันและลูกๆทุกคนรวมทั้งตัวฉันก็รับอิสลามตามครอบครัวทางฝั่งย่า แต่เวลาเรียกพ่อกับแม่ ฉันก็ยังเรียกว่า “พ่อ” กับ “แม่” ตามอย่างคนไทยพุทธ ไม่ได้เรียก ป๊ะ กับ มะ ตามแบบคนมุสลิม”

“บ้านของฉันอยู่ในเขตชนบท ที่บ้านเลยประกอบอาชีพทำสวนยางเหมือนกับคนอื่นๆที่อยู่ในชุมชน ตัวฉันเองพอเรียนจบชั้นป. 4 แล้วก็ไม่ได้เรียนหนังสือต่อ เพราะต้องออกมาช่วยที่บ้านกรีดยาง”

“ฉันจำได้ว่าในชุมชนที่เราอยู่ พ่อของฉันเป็นคนที่คนในชุมชนให้ความเคารพ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะพ่อของฉันเป็นคนที่เอื้อเฟื้อมีน้ำใจต่อเพื่อนบ้านและคนในชุมชน” 

“สำหรับตัวฉันเองตอนเด็กๆก็ไม่ได้รู้เรื่องราวของพ่อมากนัก ไม่รู้ว่านอกจากความมีน้ำใจแล้วอะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อเป็นคนที่คนในชุมชนให้การยอมรับ เอาจริงๆถึงตอนนี้ฉันก็ยังรู้เรื่องในอดีตของพ่อไม่มากนัก ฉันเคยแต่เห็นรูปถ่ายเก่าของพ่อกับเพื่อนของพ่อแต่งชุดคล้ายๆทหาร พ่อบอกว่าภาพนั้นพ่อถ่ายที่สถานีรถไฟกรุงเทพช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พ่อก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังมากไปกว่านั้น อย่างเรื่องที่พ่อเข้าไปสัมพันธ์กับพวกสหายพ่อก็ไม่เคยเล่าที่มาที่ไปให้ฟัง มารู้อีกทีก็คือมีสหายมาหาพ่อที่บ้านแล้ว”

 

ชีวิตที่ถูกไล่ล่า

“ประมาณปี 2509 - 2510 ที่ฉันอายุได้ประมาณ 10 ขวบ เริ่มมีสหายรุ่นแรกเข้ามาทำงานจัดตั้ง (หาคนเข้าร่วมพคท.) ในพื้นที่อำเภอปะเหลียน ตอนนั้นฉันยังเด็กก็ไม่รู้เรื่องพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่รู้ว่าคนที่มาที่บ้านเป็นตัวแทนพรรค ฉันรู้แค่ว่าเท่าที่เคยได้สัมผัสกับคนที่มาพูดคุยกับที่บ้านก็ดูเป็นคนดีมีคุณธรรม ฉันรู้แค่นั้นเลย ”

“พอมาถึงปี 2514 มีสหายอีกกลุ่มหนึ่งเป็นรุ่นที่สองถูกส่งมาในพื้นที่โดยคุณประวัติ (สหายนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในเขตภาคใต้) คุณประวัติรู้จักกับพ่อของฉันตั้งแต่สมัยที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านทหารญี่ปุ่นและเป็นคนจังหวัดตรังเช่นเดียวกับพ่อ คุณประวัติรู้มาว่าในเวลานั้นพ่ออยู่ที่อำเภอปะเหลียนด้วย เลยให้ส่งคนมาตามหาพ่อจนได้เจอกัน”

“ฉันมามีโอกาสคลุกคลีกับคนที่เป็น “สหาย” มากขึ้นในช่วงหลังจากที่สหายรุ่นที่สองเข้ามาในชุมชน นอกจากสหายแล้วก็มีคนในชุมชนที่ท่าทางมีความรู้หรือเป็นปัญญาชนแวะเวียนเข้ามาคุยกับพ่อในช่วงกลางคืน สหายยังนำเอกสารที่พรรคทำขึ้นมาด้วยเพื่อให้การศึกษากับมวลชนที่มาพูดคุยที่บ้านของฉัน”

“หลังพูดคุยกัน ปู่ ย่าและแม่ของฉันจะคอยเก็บเอกสารเหล่านั้นซ่อนในกระบอกไม้ไผ่เพราะกลัวว่าถ้ามีเจ้าหน้าที่เข้ามาค้นบ้านจะมีปัญหา ตัวฉันเองระหว่างระหว่างที่สหายมาจัดการศึกษาฉันก็นั่งอยู่ด้วยแล้วก็ได้เคยเห็นเอกสารของพรรค พอถึงปี 2514 สหายก็ให้ฉันเข้าร่วมกลุ่มศึกษาอย่างจริงจังด้วย”

“พวกสหายที่เข้ามาทำงานมวลชนแถวบ้านฉันมาตามแนวทางการต่อสู้ของพรรคคือ ชนบทล้อมเมือง ด้วยความที่บ้านฉันเป็นเขตป่า คนนอกไม่ค่อยเข้ามา มีแค่คนในพื้นที่เดินผ่านไปมาเพื่อทำไร่ ประกอบกับพ่อเองก็มีความใกล้ชิดกับพรรค สหายที่เข้ามาติดต่อกับที่บ้านก็เลยแต่งตัวด้วยชุดทปท. (กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย) สวมหมวกดาวแดงและพกพาอาวุธมาแบบเปิดเผย”

“จุดนี้เองที่อาจจะเกิดการ เสียลับ คือมีเจ้าหน้าผ่านมาเห็นหรือมีคนไปแจ้งว่ามีคอมมิวนิสต์มาที่บ้านของฉัน บ้านของฉันเริ่มถูกเพ่งเล็ง พอมีการเคลื่อนไหวของ พคท. ในพื้นที่บ้านทุ่งตะเคียนซาบมากขึ้น พ่อก็ตกเป็นเป้าสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐ จนทำให้พ่อตัดสินใจเข้าไปทำการต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในปี 2515 โดยพ่อใช้ชื่อจัดตั้งว่า “สหายปรีชา” หลังพ่อเข้าป่าได้ไม่นาน พี่ๆ ของฉันก็ตามพ่อเข้าไปอยู่ในป่า”

“ไม่กี่เดือนหลังจากพ่อกับพี่ชายเข้าป่าก็เริ่มมีการคุกคามของเจ้าหน้าที่ ในชุมชน เวลาที่เขาเข้ามาก็จะใช้วิธี 3 เรียบ คือปล้นเรียบ ฆ่าเรียบ เผาเรียบ ถ้าในบ้านมีของมีค่าเจ้าหน้าที่ก็จะเอาไปจนหมด ถ้าในบ้านเป้าหมายที่เขามามีคนอยู่ก็จะฆ่าจนหมด แล้วสุดท้ายก็จะเผาบ้านของเป้าหมายทิ้ง”

“มีกรณีหนึ่งที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของฉัน คือมีญาติของฉันคนหนึ่งที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ถูกเจ้าหน้าที่จับไปสอบสวนและฆ่าตาย จริงๆญาติคนนี้แกหนีเข้าป่าไประยะหนึ่งแล้ว แต่แกน่าจะเกิดห่วงบ้าน เลยตัดสินใจลงจากป่าเพื่อมาดูบ้านตัวเอง ปรากฎพอลงมาก็มีนาย (เจ้าหน้าที่รัฐ) มาล้อมบ้าน แล้วก็พาแกไปสอบสวนในค่ายทหาร ระหว่างการสอบสวนแกยังถูกซ้อมด้วยก่อนจะถูกยิงจนเสียชีวิต สำหรับฉันสิ่งที่เกิดขึ้นกับญาติคนนั้นทำให้เห็นว่าพวกนายไม่มีคุณธรรม ถ้ามีคุณธรรมจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้น”

“วันเดียวกับที่ญาติของฉันถูกจับไป สหายก็ได้ข่าวมาว่าในวันรุ่งขึ้นนายจะเข้ามาในชุมชนอีก สหายเกรงว่าฉันจะเป็นเป้าหมายต่อไปที่จะถูกจับไปสอบสวนในค่ายและอาจถูกซ้อมหรือถูกฆ่าในเวลานั้นเพราะบ้านของฉันตกเป็นเป้าของเจ้าหน้าที่ สหายเลยลงมารับฉันขึ้นไปอยู่ในป่า ฉันจำได้แม่นเลยว่าครั้งแรกที่ฉันเข้าไปอยู่กับสหายในป่าคือวันที่ 11 กันยายน 2515 วันนั้นมีฝนตกหนักจนสหายต้องฝ่าฝนมารับตัวฉัน ในครั้งนั้นคนที่เข้าป่ากับสหายมีแค่ตัวฉัน ส่วนแม่ กับปู่ และน้องๆ ยังไม่ได้หนีเข้าป่าแต่ไปอยู่บ้านญาติ แต่หลังสหายรับฉันเข้าป่าไม่นานพ่อก็มารับแม่กับน้องเข้าป่า ส่วนปู่ยังอยู่บ้านญาติเพราะปู่แก่แล้วเข้าป่าไม่ไหว”

“จริงๆ ครั้งแรกที่ฉันเข้าป่าฉันไม่ได้คิดว่าจะต้องอยู่ยาว สหายที่มารับบอกแค่ว่าให้ขึ้นไปหลบภัยก่อนแล้วค่อยกลับมาในสถานการณ์ปกติ แต่ท้ายที่สุดสถานการณ์ปกติก็ไม่เคยมีจริง รวมแล้วครอบครัวฉันเข้าป่าทั้งหมด 10 คน มีพ่อกับแม่แล้วก็พี่น้องอีก 8 คนรวมทั้งตัวฉัน ส่วนพี่น้องอีก 2 คน แต่งงานไปก่อนแล้วเลยไม่ได้เข้าป่าแต่คอยช่วยเหลือเป็นแนวหลัง”

 

ครอบครัวมุสลิมใต้ธงปฏิวัติ

“บางคนอาจแปลกใจว่าทำไมครอบครัวของฉันที่เป็นมุสลิมถึงไปเข้าร่วมการปฏิวัติกับคอมมิวนิสต์ ข้อนี้ฉันพอจะตอบได้ว่า ในฐานะนักปฏิวัติที่ยึดแนวทางลัทธิมาร์กซ์ ทั้งตัวฉันและครอบครัวปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาโดยพิจารณาควบคู่ไปกับความเป็นวิทยาศาสตร์ สิ่งไหนในศาสนาที่เมื่อพิจารณาแล้วไม่เป็นเหตุเป็นผลเราก็จะตัดมันทิ้งหรือละมันไป แต่ในขณะเดียวกันเราจะไม่ทำให้ความเห็นต่างของเราทำให้คนอื่นเดือดร้อนโดยถือหลักแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง ซึ่งก็เป็นแนวทางการทำงานของพรรค”

“ศาสนาอิสลามเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เชื่อเรื่องวันสิ้นโลก ต้องทำละหมาด รวมถึงถ้ามีโอกาสก็ต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งตัวฉันก็ไม่ได้ต่อต้าน ในวันสำคัญฉันก็ไปทำพิธีทางศาสนาเพราะเราจะแยกตัวออกจากสังคมไม่ได้ ในคำสอนบางส่วน เช่น ที่ศาสนาสอนว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง เมื่อฉันมาเรียนวัตถุนิยมที่เป็นพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ์ ฉันก็เชื่อว่าโลกเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งระบบสุริยะจักรวาลที่มีดาวหลายดวงที่โลกของเราเป็นแค่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง”

“เรื่องศีลธรรมบางเรื่องฉันยังคิดว่าสิ่งที่พรรคสอนอาจมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมมากกว่า อย่างเช่นเรื่องการมีภรรยา ที่ศาสนาอิสลามอนุโลมให้ผู้ชายมีภรรยาได้ 4 คน ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในตอนนี้ สหายบางส่วนที่เป็นมุสลิมพอเข้าไปอยู่กับพรรคในป่าเขาก็ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมและบรรทัดฐานที่พรรคกำหนดไว้ แต่พอออกจากป่ามาแล้วต้องกลับไปอยู่กับวัฒนธรรมในหมู่บ้านหรือในชุมชน พวกเขาก็ปรับตัวกลับมาปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนาหรือความเชื่อของชุมชน”





 

สหายของพรรคสู่นักเรียนหมอฝึกหัด

“พื้นที่ที่ฉันเข้าร่วมต่อสู้กับ พคท.คือ เขต 3 จังหวัด พัทลุง ตรัง สตูล จริงๆครอบครัวของฉันที่เข้าป่าก็เข้าไปอยู่ในเขตเดียวกัน แต่ทุกคนก็จะถูกมอบหมายหน้าที่แตกต่างกันไปแยกกันทำงานตามภาระหน้าที่ พ่อฉันเองเกือบมีโอกาสไปทำการศึกษาที่ประเทศจีนด้วย ตอนนั้นสหายนำมาคุยกับพ่อว่าอยากจะส่งพ่อไปเรียนที่สถาบันลัทธิมาร์กซ์ – เลนิน แต่พ่อปฏิเสธไปว่าพ่อมีภาระต้องรับผิดชอบครอบครัว สุดท้ายคุณประวัติเลยได้ไปแทน”

“หลังพ่อปฏิเสธที่จะไปจีน พ่อกับแม่ของฉันก็ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานมวลชน ไม่ต้องเป็นทหารในกองทัพและไม่ต้องไปอยู่แนวหน้า หน้าที่หลักของพ่อกับแม่คือทำการผลิตสินค้าขายให้กับสหายโดยมีการประกันราคาสินค้าให้”

“สำหรับตัวฉันเองพอเข้าป่าก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนการเมืองการทหาร เพื่อศึกษาทฤษฎีการเมืองและฝึกทหารเบื้องต้นประมาณ 6 เดือน หลังเรียนจบฉันได้รับมอบหมายให้ไปทำงานในหน่วยงานมวลชน ทำหน้าที่โฆษณาเพื่อติดอาวุธทางความคิดให้มวลชน”

“ช่วงที่ฉันเรียนจบจากโรงเรียนการเมืองการทหาร พรรคต้องการเข้าไปบุกเบิกงานในพื้นที่บ้านในตระ ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดสตูล ฉันเลยถูกส่งตัวไปทำงานที่เขาน้ำเต้า อำเภอปะเหลียน ซึ่งเป็นพื้นที่ของจังหวัดตรังที่ติดกับจังหวัดสตูลเพื่อช่วยทางนั้นขยายงาน”

“ราวปี 2516 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ฉันเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคได้ประมาณหนึ่งปี ฉันได้รับมอบหมายให้ไปขยายงานที่บ้านมะนังและบ้านวังสายทองในจังหวัดสตูล หลังย้ายจากพื้นที่จังหวัดตรังมาอยู่ในพื้นที่จังหวัดสตูล ฉันก็ปฏิบัติงานไปๆ มาๆ ในเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดสตูลกับจังหวัดตรัง จนกระทั่งปี 2518 ฉันก็ได้รับมอบหมายให้มาทำงานที่เขตงานบ้านลิพัง จังหวัดตรัง”

“สหายนำที่รับผิดชอบด้านการเมืองในหน่วยงานมวลชนประจำเขตบ้านลิพังบอกฉันว่า เขาไม่อยากรักษาคนไข้ เพราะในเวลานั้นเขาต้องรักษาคนไข้ควบคู่ไปกับการทำงานการเมืองในฐานะสหายนำ เขาเลยบอกฉันว่าจะฝึกให้ฉันฉีดยาเพื่อมาทำหน้าที่แทนเขา”

“ตอนนั้นฉันกังวลใจอยู่ว่าจะทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายได้ไหมเพราะฉันเป็นแค่เด็กอายุ 19 ที่เรียนป.4 ไม่มีความรู้ด้านการแพทย์เลยไม่ว่าจะทฤษฎีหรือปฏิบัติ แต่สหายนำก็บอกว่าให้เรียนรู้จากการทำงานจริงไปเลย ฉันต้องหัดฉีดยา หัดรักษาคนไข้ด้วยการฝังเข็ม บางครั้งมีมวลชนในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจะคลอดลูกแต่ไปโรงพยาบาลไม่ได้ สหายนำคนนั้นก็จะเป็นคนทำคลอดให้แล้วมอบหมายให้ฉันคอยช่วยดูแลคนไข้ ฉันก็รับงานมาด้วยความเต็มใจเพราะฉันมีความตั้งใจจะรับใช้พรรคและมวลชนโดยไม่มีเงื่อนไข”

“ตอนที่ฝึกภาคปฏิบัติรักษาคนไข้และฝังเข็มสหายนำคนนั้นช่วยฝึกฉันอยู่ตลอดจนฉันมีความรู้เบื้องต้นสามารถรักษาไข้ให้มวลชนในเขตงานได้”

“แม้จะมีคนป่วยให้ทำการรักษาทุกวัน แต่ฉันก็ระลึกเสมอว่าภารกิจหลักของฉันจริงๆ คือการทำงานทางความคิดเพื่อให้มวลชนเข้าร่วมสงครามประชาชน การทำงานรักษาคนไข้ในด้านหนึ่งก็คือให้มวลชนเห็นและสัมผัสว่าฉันคือทหารที่เป็นลูกหลานของประชาชน”

 

นุ่งผ้าปาเต๊ะต้อนรับคนเมืองสู่เขตป่าเขา

“ช่วงปี 2518 - 2519 ฉันทำงานมวลชนอยู่ที่เขตงานบ้านลิพังจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ทางจัดตั้งก็รายงานข่าวว่าจะมีสหายจากในเมืองมาเข้าร่วมการต่อสู้เป็นจำนวนมาก ตัวฉันและสหายอีกหลาย ๆ คนได้รับมอบหมายให้ไปรอรับสหายใหม่ โดยเราจะไปดักรออยู่ริมถนนบริเวณที่เป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดสตูลกับจังหวัดตรัง”

“วันที่ไปรับสหายนักศึกษานอกจากฉันแล้วก็มีสหายอีกหลายคนที่ได้รับมอบหมายภารกิจนี้ ปกติเวลาอยู่ในกองทัพพวกเราต้องใส่ชุดทหารทปท. แต่เวลามาปฏิบัติงานมวลชนเราจะแต่งตัวแบบชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นเพื่อให้กลมกลืน ฉันเองวันนั้นนุ่งผ้าปาเต๊ะ”

“ตอนที่ไปรับสหายฉันไม่ได้ถืออาวุธที่มีประสิทธิภาพอะไร มีแค่ปืนสั้นกับระเบิดลูกหนึ่งไว้ป้องกันตนเองในภาวะคับขัน ส่วนพวกสหายผู้ชายที่ไปด้วยกันจะมีปืนสั้นเป็นอาวุธไว้ป้องกันตัวและป้องกันสหายนักศึกษาที่พวกเราไปรับ”

“ฉันกับสหายที่ไปรับสหายนักศึกษาได้รับแจ้งมาว่า ให้ไปดักรอสหายนักศึกษาอยู่บริเวณริมถนน ฉันกับสหายซุ่มรอตั้งแต่เช้าจนถึงประมาณบ่ายสามโมงก็มีรถบัสคันหนึ่งมาจอดตรงจุดนัดพบ คนที่มากับรถเที่ยวนั้นมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ หลายมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย นอกจากนั้นก็มีสหายคนท้องถิ่นที่เป็นปัญญาชน เช่น คุณครูที่เข้ามาสัมพันธ์กับพรรคจนตกเป็นเป้าของเจ้าหน้าที่รัฐเดินทางมาด้วย รวมๆแล้วมีสหายมาใหม่ประมาณ 40 กว่าคน ตอนนั้นฉันดีใจมากเลยที่มีคนมาร่วมกับขบวนปฏิวัติของเราเพิ่มขึ้น”

“ฉันจำได้ว่าในกลุ่มสหายนักศึกษาที่ฉันไปรับมีสหายนักศึกษาที่เป็นคนมีชื่อเสียงมาด้วย น่าจะมีเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กับสมพงษ์ สระกวี (นายกองค์การบริหารนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519)  และสหายวันดี ที่ต่อมาได้เป็นผู้ประกาศข่าว สปท. (สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย - สถานีวิทยุของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)”

 

หมอของมวลชน

“ในบรรดาสหายใหม่ที่เข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาที่เขตงานของฉัน มีสหายที่เป็นแพทย์อายุรกรรมเข้ามาร่วมการต่อสู้ด้วย สหายนำจึงให้สหายหมอคนนั้นเปิดสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันเพิ่มเติมด้วยเพราะก่อนหน้านั้นมีแต่การสอนวิชาแพทย์แผนจีน ตัวฉันเองก็ได้รับโอกาสเรียนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันเพิ่มเติมในครั้งนั้นด้วย”

“ตอนที่สหายหมอเปิดสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน มีสหายมาเรียนเกือบ 30 คน วิชาที่นักเรียนทุกคนต้องเรียนมีทั้งวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์เบื้องต้น กายวิภาค เภสัชวิทยา และวิชาการรักษาโรค และต้องเรียนทฤษฎีไปพร้อมๆ กับการปฏิบัติที่โรงพยาบาลสนามในเขตงาน เพราะความจำเป็นของสถานการณ์พวกเราต้องเรียนแบบเร่งรัดใช้โดยใช้เวลาเรียนประมาณ 3 เดือน”

“การเรียนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันกับสหายหมอจากในเมืองทำให้ฉันมีความรู้ทั้งเรื่องโรค การจ่ายยา และการจัดการบาดแผล ถ้าไม่ใช่การศัลยกรรมใหญ่ฉันสามารถทำได้หมด แต่ฉันก็ไม่มีโอกาสเป็นหมอในสนามรบเพราะฉันเดินมากไม่ได้ สหายนำเห็นว่าสภาพร่างกายฉันไม่เอื้อที่จะออกสนามรบเลยให้ฉันทำหน้าที่เป็นหมอในหน่วยงานมวลชน พอฉันเรียนจบสหายนำก็ส่งฉันไปทำงานมวลชนในหมู่บ้านฝั่งจังหวัดพัทลุง”
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสหายนักศึกษาปัญญาชน”

“แม้ว่าช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา จะมีสหายนักศึกษาในเมืองเข้ามาร่วมการต่อสู้ในเขตงานของฉัน แต่ตัวฉันเองก็ไม่ค่อยมีโอกาสสัมพันธ์กับพวกเขามากนักเพราะทำงานกันคนละส่วน ส่วนใหญ่ฉันจะมีโอกาสคุยกับสหายนักศึกษาในช่วงกลางคืนเพราะพวกเขามักจะมาพูดคุยกับสหายนำ สหายนำเลยให้ฉันมาร่วมพูดคุยด้วยเพราะเห็นว่าฉันเป็นเยาวชนอายุน้อยที่ได้เรียนรู้นโยบายของพรรคมาแล้ว สหายนำจึงใช้โอกาสนี้ฝึกให้ฉันพูดคุยประเด็นหลักการและแนวทางของพรรคกับคนที่มีความสงสัย โดยสหายนำจะให้ฉันตอบคำถามเป็นหลักแต่ก็จะคอยช่วยเสริมในบางประเด็น”

“บางครั้งสหายในเมืองที่เรียนมาสูงก็จะถามปัญหาเชิงหลักการ ซึ่งสหายนำก็จะให้ฉันเป็นคนตอบเพื่อฝึกให้ฉันสามารถพูดคุยและตอบคำถามในเชิงหลักการได้ มีครั้งหนึ่งสหายนักศึกษาตั้งคำถามว่า ถ้าสมมุติพรรคคอมมิวนิสต์ออกไปต่อสู้ทางการเมืองในรัฐสภาจะเป็นอย่างไร ฉันก็แลกเปลี่ยนตอบเขาไปว่าแนวทางของพรรคในขณะนั้นไม่เชื่อว่าการต่อสู้ในรัฐสภาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง สถานการณ์ในขณะนั้นพรรคเชื่อว่าจำเป็นจะต้องใช้กำลังเข้ายึดอำนาจรัฐ”

 

ออกจากป่าอย่างจำยอม

“ช่วงปี 2522 ฉันมาประจำอยู่ที่ฝั่งพัทลุง แล้วก็ได้แต่งงานกับสหายนำคนหนึ่งที่ประจำอยู่ที่นั่น ตอนที่แต่งงานฉันอายุได้ประมาณ 22 เกือบๆจะ 23 ปีแล้ว ตอนที่แต่งงานฉันไม่รู้เลยว่าชีวิตของฉันกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง”

“ฉันแต่งงานเดือนกุมภาพันธ์ 2522 หลังแต่งงานได้ไม่ถึงเดือนสามีบอกกับจัดตั้งว่า จะพาฉันไปรักษาคนไข้แต่ไม่บอกว่าจะพาไปที่ไหน โดยสามีของฉันเตรียมรถสองแถวไว้เรียบร้อย ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจสภาพสถานการณ์ และไม่เข้าใจว่าสามีคิดคิดอะไรอยู่”

“รถสองแถวขับพาฉันวนไปวนมาและก่อนจะพาฉันไปส่งฉันไว้ที่บ้านชะรัด (อยู่ในเขตอำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง) ฉันพักอยู่ที่บ้านชะรัดคืนหนึ่ง  จากนั้นวันรุ่งขึ้นในเวลาประมาณตี 4 ฉันก็ออกไปเจอกับสามีที่นัดฉันกินข้าวที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดพัทลุง”

“พอไปถึงโรงแรมฉันก็เจอว่ามีกำนันคนหนึ่งกับภรรยาของเขาที่ถือเป็นคนของฝ่ายตรงข้ามนั่งกินข้าวอยู่กับสามีของฉันด้วย เห็นแบบนั้นฉันก็รู้สึกไม่ดีแต่ก็ไม่กล้าถามสามี เพราะถึงแม้เราจะเป็นสามีภรรยากันแต่สามีก็มีสถานะเป็นจัดตั้ง เป็นสหายนำของฉันด้วยด้วย เรื่องที่เป็นความลับฉันก็ไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะมันมีกฎของมันอยู่”

“ช่วงกลางคือของวันเดียวกับที่ไปนั่งกินข้าวกับกำนัน สามีพาฉันนั่งรถไฟไปกรุงเทพฯ ฉันมารู้ตัวตอนมาถึงกรุงเทพฯ ว่าสามีพาฉันออกจากป่าแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ไปมอบตัวมอบตัวกับทางการ ฉันมารู้ทีหลังว่าตอนที่ไปอยู่กรุงเทพ กำนันที่สามีฉันนั่งกินข้าวด้วยโทรไปประสานงานกับผู้ว่าฯ คนหนึ่งเรื่องการเข้ามอบตัวของฉันกับสามี แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าผู้ว่าคนนั้นเป็นผู้ว่าจังหวัดไหน สุดท้ายก็ตกลงกันว่าให้ฉันเดินทางจากกรุงเทพมามอบตัวที่นครฯ (นครศรีธรรมราช) ฉันกับสามีเลยต้องนั่งรถไฟอีกรอบเพื่อลงไปมอบตัวที่นคร”

“เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ตัวฉันเองยังไม่ได้คิดเรื่องการออกจากป่าแต่ก็ต้องไปและทำตามที่สามีบอก”

“ฉันเคยถามสามีว่าทำไมถึงทำแบบนั้น ทำไมไม่คุยกันว่าจะทำอะไร แต่สุดท้ายคำถามนั้นก็ไม่มีคำตอบและจนถึงวันนี้ฉันก็ยังไม่รู้ว่าสามีของฉันตัดสินใจเรื่องออกจากป่าตอนนั้นเพราะอะไร”

“การออกจากป่าของฉันเป็นการออกมาแบบจำยอม แบบตกกระไดพลอยโจนไปกับสามี ซึ่งในเวลานั้นตัวฉันไม่ได้เต็มใจและยังติดอยู่ในใจฉันจนถึงวันนี้ เพราะสำหรับฉันความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาวันหนึ่งมันก็อาจเดินมาถึงจุดจบได้ ไม่เหมือนความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวโดยเฉพาะกับพ่อและแม่ที่ยังไงก็ตัดกันไม่ได้”

“ถ้าย้อนกลับมาดูที่ครอบครัวฉัน ในบรรดาคนที่เข้าป่าด้วยกันทั้งหมดฉันคือคนที่ออกมาเป็นคนแรกตั้งแต่ปี 2522 พี่ของฉันคนอื่นๆมาทยอยออกจากป่าประมาณปี 2526 ส่วนพ่อกับแม่ของฉันออกจากป่าหลังสุดเมื่อปี 2527 ตอนที่ออกมาทั้งพ่อกับแม่อายุได้ประมาณห้าสิบปีเศษแล้ว ตอนที่พ่อกับ แม่ออกมาก็ไม่ได้ไปมอบตัวกับทางการเพราะเวลานั้นป่าแตกไปนานแล้ว  พอออกมาพ่อกับแม่ก็กลับไปเป็นชาวสวนตามเดิมเพราะพวกเขาพอจะมีที่ทางเป็นของตัวเอง ส่วนตัวฉันเองหลังออกจากป่าอาศัยความรู้การแพทย์แผนจีนและการฝังเข็มที่ฉันเรียนรู้มาจากพรรคมาประกอบอาชีพแล้วก็ทำอาชีพนี้เรื่อยมา”

 


 

อยากให้พรรคฟังกันบ้าง

“ตลอดเวลาที่ฉันเข้าร่วมการต่อสู้กับพรรค ฉันทำตามสิ่งที่พรรคและจัดตั้งเรียกร้องโดยตลอดและจนถึงวันนี้ฉันยังรักยังผูกพันกับพรรคเพราะตลอดเวลาที่เข้าไปอยู่ในป่าพรรคได้ให้สิ่งดีๆกับฉันมาหลายอย่าง”

“ถึงอย่างนั้นฉันก็ยอมรับว่าตัวเองยังมีเรื่องติดใจกับพรรคอยู่บ้าง ฉันคิดว่าพรรคน่าจะฟังความคิดเห็นของฉันบ้างว่าชอบหรือถนัดกับงานในส่วนไหน เพราะส่วนใหญ่พรรคและจัดตั้งจะเป็นฝ่ายมอบหมายงานโดยไม่เคยถามสหายว่าสหายถนัดหรืออยากทำงานส่วนไหน”

“อย่างตัวฉันเอง ในช่วงที่เข้าร่วมการต่อสู้ก็ยังอยู่ในวัยรุ่น ยังชอบร้องรำทำเพลง ชอบเสียงดนตรี อยากใช้ชีวิตตามประสาเด็กวัยรุ่น เมื่อมาร่วมการต่อสู้ฉันก็เคยมีความคิดที่อยากจะไปทำงานในส่วนของงานบันเทิงหรืองานวัฒนธรรม แต่ไม่มีสักครั้งที่ได้ทำหน้าที่นี้ สหายบอกว่าฉันเหมาะกับงานมวลชนมากกว่า เพราะมวลชนให้ความเชื่อถือ”

“ฉันคิดว่าพรรคมีจุดอ่อนในเรื่องการรับฟังความเห็นจากสหาย คือเวลาสหายเสนอตัวว่าอยากทำอะไรจัดตั้งก็มักจะบอกว่า ให้สหายทำในสิ่งที่พรรคมอบหมาย แม้สหายทุกคนจะทำตามที่พรรคมอบหมายด้วยความเต็มใจ และไปทุกหนทุกแห่งตามที่พรรคต้องการ แต่ฉันก็คิดว่าถ้าเราได้รับมอบหมายให้ทำในสิ่งที่เราถนัดหรืออยากทำ เราน่าจะงานได้ดีมากขึ้น”

 

บทบาทเปลี่ยนไป อุดมการณ์ในใจคงเดิม

“สำหรับฉันเองแม้จะออกจากป่าแล้วก็ยังติดตามสถานการณ์การเมืองต่างๆอยู่ อย่างช่วงที่มีสงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม ฉันก็ติดตามอย่างใกล้ชิดแล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมประเทศสังคมนิยมด้วยกันถึงต้องโจมตีกัน”

(สงครามจีนสั่งสอนเวียดนามหมายถึงกรณีที่กองทัพปลดแอกประชาชนของจีนข้ามพรมแดนเข้าไปยังตอนเหนือของเวียดนามในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2522 เพื่อตอบโต้กรณีที่กองทัพเวียดนามข้ามพรมแดนไปยึดกรุงพนมเปญและโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงที่รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนในเดือนมกราคม 2522)

“การเมืองยุคต่อมาฉันก็ยังติดตามอยู่ ฉันรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลการรับหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ เช่น มติชน ไทยรัฐ จาก กศน. มาไว้ส่วนกลางของหมู่บ้านให้คนได้อ่าน เพราะถ้าไม่มีคนไปรับจาก กศน. ก็ไม่มีหนังสือพิมพ์สำหรับอ่านฟรีๆ ให้คนในหมู่บ้านได้รับรู้ข่าวสารบ้านเมือง ตัวฉันเองมีความตื่นรู้ต่อสถานการณ์การเมืองจากการอ่านหนังสือพิมพ์ไม่น้อยเลย”

“ฉันเคยต่อสู้กับความอยุติธรรมมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก สิ่งนั้นยังคงอยู่กับฉันมาตลอด ช่วงที่ นปช. และคนเสื้อแดงออกมาชุมนุมฉันก็ร่วมเคลื่อนไหวกับเขาด้วยเพราะเพราะฉันเห็นว่าคนเสื้อแดงถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม”

“ในความเห็นของฉัน คนเสื้อแดงสู้เพื่อประชาธิปไตย ทักษิณเองก็ถือว่าเคยต่อสู้อยู่กับฝั่งประชาธิปไตย แต่ก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่ทำให้ฉันตั้งกับเขา (ทักษิณ) โดยเฉพาะเรื่องวิธีการพูด อย่างเช่นที่เขาพูดว่าปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องของโจรกระจอก ซึ่งกลายเป็นว่าหลังเขาพูดแบบนั้นไปไม่นานก็มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น”

“เรื่องที่ทักษิณบอกว่าจะกลับมาแบบเท่ๆ ฉันก็รับไม่ได้ ฉันยอมรับว่าทักษิณเป็นคนฉลาดแต่บางครั้งสิ่งที่เขาพูดมันดูจะไม่ฉลาดเพราะอาจนำไปสู่ปัญหาหรือความขัดแย้ง ยิ่งมาเห็นภาพการดีลกันฉันก็ถอดใจว่าฉันไม่เอาแล้ว สำหรับฉันถ้าทักษิณยังยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยฉันก็พร้อมอยู่ด้วย แต่ถ้าวันไหนทักษิณไม่อยู่กับฝ่ายประชาชนฉันก็คงต้องถอยออกมา”

“ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ฉันฝันอยากเห็น ฉันคิดว่าคงเป็นความยุติธรรมในสังคม เพราะตัวฉันเองก็ต่อสู้กับความอยุติธรรมมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้ว แต่ถ้าดูจากสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ ฉันก็ไม่รู้ว่าในชั่วชีวิตของฉันจะมีโอกาสได้เห็นมันไหมเพราะดูทุกอย่างมันตีบตันไปหมด”

 

 

สัมภาษณ์: ธัญญพร มากคง

เรียบเรียง: อานนท์ ชวาลาวัณย์

ภาพ: ธัญญพร มากคง


ไดอารีดาวแดง : บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา

การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของ พคท. ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่ พคท. ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท. ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน

ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับ พคท. ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆ คนอาจยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆ คนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย

พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน "ไดอารีดาวแดง" ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์