- บทความ
- Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง
หากย้อนไปในช่วงการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและเยาวชนที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ซึ่งนอกจากกลุ่มเยาวชนที่มีบทบาทนำในการต่อต้านผู้ยึดอำนาจแล้ว ยังมีกลุ่มประชาชนที่ออกมาสนับสนุน ให้กำลังใจ ติดตามการทำกิจกรรมของกลุ่มเยาวชนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนมากก็เป็นประชาชนรุ่นราวคราวลุงคราวป้า ซึ่งหนึ่งในนั้นจะพบสตรีร่างเล็ก ใส่แว่น ผมสั้น สะพายเป้ มาร่วมกิจกรรมอยู่เนืองๆ ทั้งยังคอยไถ่ถามเด็กๆ อย่างห่วงใยว่า "กินข้าวหรือยัง ?" พลันควักเอาขนมบ้าง อาหารบ้างที่พกพามาในเป้ใบเล็กนั้นยื่นให้ด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง ทุกคนเรียกเธอว่า "ป้าปุ๊ย"
หากมองจากภายนอก ป้าปุ๊ยก็เป็นสตรีวัยเกษียณที่ยังคงดูคล่องแคล่ว ใจดี มีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะการต่อต้านอำนาจเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพ ซึ่งหากทราบถึงประวัติความเป็นมาของชีวิตป้าปุ๊ยในอดีตก็คงจะไม่แปลกใจ เพราะครั้งหนึ่ง ชื่อที่ถูกเรียกอีกชื่อของป้าปุ๊ยคือ "สหายขาว" ผู้ที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้ เพราะทนไม่ได้ที่เผด็จการทหารครองประเทศและเข่นฆ่าผู้คนกลางเมืองในเหตุการณ์ 6 ตุลา
จุดเริ่มต้นความสนใจการเมือง
"เราเป็นลูกสาวคนที่สองในครอบครัวเชื้อสายจีนที่แม่เป็นคนนครสวรรค์ ส่วนพ่อเป็นคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็กจนโตมาจำได้ว่าพ่อชอบอ่านหนังสือพิมพ์ตามข่าวสารบ้านเมือง อย่างยุคนั้นจะมีหนังสือพิมพ์สยามรัฐที่พ่อจะอ่านทุกวัน เรียกได้ว่าเป็นคนหัวก้าวหน้าคนหนึ่งเพราะพ่อจะชอบพูดคุยการเมือง บางทีก็เอามาเล่าหรือชวนเราคุย เคยเอาเรื่องปฏิรูปที่ดินมาคุยกับเรา เราก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็คิดว่าสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมเราให้สนใจประเด็นการเมืองในเวลาต่อๆ มา"
"พอโตเราก็เข้าเรียนบัญชีที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหงตอนปี 2516 จริงๆ ก่อนหน้านั้นหนึ่งปีเราตั้งใจสอบเอนทรานซ์ที่อื่นแต่ไม่ติด พอปี 2516 เลยมาเรียนที่รามกับเพื่อนสมัยมัธยมที่เข้าเรียนก่อนเราไปหนึ่งปีแล้ว การใช้ชีวิตในรามก็จะไปไหนมาไหนกับเพื่อน จนปี 2519 เราเรียนมาได้ถึงปีสาม เพื่อนที่เข้าเรียนก่อนก็เรียนจบ ทำให้ในปีนั้นเราต้องใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยคนเดียว เราก็เดินไปไหนต่อไหนในรามคนเดียวจนวันหนึ่งก็ไปเจอป้ายที่เขารับสมัครนักศึกษาไปค่ายที่ แม่แฮ ซึ่งเป็นค่ายที่รวมนักศึกษาหลายๆ มหาวิทยาลัยแต่มหาวิทยาลัยรามคำแหงจะเป็นตัวหลัก โดยค่ายนี้เขาจะให้ไปอยู่ในหมู่บ้านของชาวเขา เราต้องไปใช้ชีวิตร่วมกับเขา ไปสอนหนังสือเด็กอะไรอย่างนี้ เราเห็นก็อยากลองไปเข้าร่วมกิจกรรมเพราะต้องการหาประสบการณ์ชีวิตเท่านั้นเอง แล้วก็เราเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่งๆ แต่พอเริ่มมีการประชุมเตรียมงานเตรียมการเดินทาง เขาก็บอกว่ามีกระแสปฏิวัติ จัดออกค่ายอะไรไม่ได้นะ ซึ่งตอนนั้นเราคิดว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลยกับการที่เราจะไปออกค่าย สุดท้ายค่ายที่แม่แฮก็ล้มไป พอไม่ได้ไปค่ายที่แม่แฮ เขาก็เปลี่ยนเป็นเผยแพร่ประชาธิปไตยสู่ชนบทที่หนองบัวแดง ชัยภูมิ"
เรียนรู้การต่อสู้จากชาวบ้าน
"เราไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านประมาณหนึ่งเดือน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเราที่ได้เรียนรู้คนชนบททางอีสาน คนในเมืองเขาจะบอกว่าคนอีสานยากจนเพราะขี้เกียจ แต่พอเราไปอยู่กับชาวบ้านเราก็เห็นว่าเขาไม่ได้ขี้เกียจเลย ถึงแม้อากาศจะแห้งแล้งน้ำจะไม่มีแต่เขาก็ทำงานทำการประกอบอาชีพ อย่างผู้หญิงก็ไปเก็บใบหม่อนมาเลี้ยงไหมเพื่อทอผ้า ในขณะที่ผู้ชายก็เข้าป่าหาสัตว์ แล้วบางครอบครัวเนื่องจากความแห้งแล้งของภาคอีสาน เขาก็ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกปอ เราก็มองว่าเขาไม่ได้ขี้เกียจเหมือนอย่างที่คนในเมืองว่า"
"เรื่องหนึ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงที่อยู่หนองบัวแดง คือที่นั่นมีการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน เพื่อต่อสู้เกี่ยวกับการต้านการสร้างเขื่อน (เขื่อนลำชีบน) เราก็ได้รับรู้บทเรียนของชาวบ้าน ที่ตอนนั้นเขาบอกว่าเขื่อนที่สร้างเนี่ย ไม่ได้สร้างมาให้ชาวบ้านมีน้ำทำไร่ทำนาหรอกนะ เพราะว่าในที่ดินตรงนั้นที่เขาจะสร้างเขื่อน เป็นที่ดินอุดมสมบูรณ์ที่ชาวบ้านเขาสามารถทำมาหากินได้ แต่เขาจะสร้างเขื่อน แล้วน้ำจะท่วมพื้นที่เหล่านั้น กับอีกสาเหตุที่ชาวบ้านรู้มาคือเขาเจอแร่ถ่านหิน เขาจึงต้องการสร้างเขื่อนเพื่อเอาน้ำมาใช้ทำเหมืองแร่ เราก็ได้ฟังผู้ใหญ่บ้านเล่าประสบการณ์ที่เขาเคลื่อนไหวต่อสู้ให้ฟัง และได้ทราบว่ามีการเคลื่อนไหวของ สหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทย มีนักศึกษาธรรมศาสตร์ลงไปใช้ชีวิตร่วมอยู่กับชาวบ้าน แล้วก็ร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้กับชาวบ้านด้วย แต่ตรงนี้เราก็ไม่ได้รู้อะไรมาก"
"หลังจากเราอยู่ร่วมโครงการเผยแพร่ประชาธิปไตยเป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่รู้ว่าไปทำอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับมาอย่างหนึ่งจากการไปใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านคือ ได้เรียนรู้ความยากลำบากของผู้คนที่โดนเอารัดเอาเปรียบ และการต่อสู้กับความอยุติธรรม"
เราไม่กล้าหาญพอ
"กลับจากชัยภูมิ เราก็เริ่มสนใจการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น เพราะรับรู้ว่ามันมีปัญหามีความไม่เป็นธรรมในสังคม จากนั้นจึงได้มีส่วนในการเคลื่อนไหวในช่วงต่อๆ มา ซึ่งในปีนั้นแหละที่มีกระแสต่อต้านการกลับมาของจอมพลประภาส จอมพลถนอม นักศึกษาก็ออกมาประท้วงมาต่อต้าน แต่รอบนี้ไม่เหมือนปี 2516 เพราะฝ่ายขวาเขาตอบโต้ สร้างกระแสด้านลบโจมตีการเคลื่อนไหวของนักศึกษาว่าทำลายชาติ เป็นคอมมิวนิสต์"
"วันที่ 5 ตุลาเราอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นมีการวางแผนกันว่าให้มีส่วนหนึ่งแบ่งไปทำงานเคาะประตูบ้าน เพื่อไปคุยกับชาวบ้านให้รับรู้ว่าสิ่งที่นักศึกษาเคลื่อนไหวอยู่มันคืออะไร ไม่ใช่ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ต้องการทำลายชาติอะไรอย่างที่ถูกกล่าวหา เราก็เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในกลุ่มที่จะไปเคาะประตู ประมาณสามถึงสี่ทุ่มก็ออกจากธรรมศาสตร์กลับบ้านเพื่อเตรียมตัวว่าตอนเช้าจะต้องมารวมตัวกันที่ธรรมศาสตร์ จากนั้นก็แยกย้ายไปทำงานเคาะประตู"
"แต่พอเช้าวันที่ 6 ตุลา เราตื่นมาตีห้าก็ลงมาอาบน้ำ เจอแม่ซักผ้าอยู่ถามเราว่าจะไปไหน เขายิงกันแล้วนะ ไม่ให้ไป และนั่นก็คือวันที่เราไม่ได้ออกจากบ้าน แล้วพอได้ดูโทรทัศน์ ภาพมันชัด ชัดมาก ตลอดเวลาที่เราดูน้ำตามันไหลออกมาตลอดเวลา มันทำกับพวกเราขนาดนี้เลยหรือ"
"เราไม่โดนจับ เราไม่ได้ไปไหน เราคิดว่าเราไม่กล้าหาญพอ อาจเป็นเพราะเรายังไม่ได้แข็งแกร่ง เพราะเราก็เพิ่งเริ่มเคลื่อนไหวเท่านั้นเอง"
เพื่อนฝูงแยกย้าย
"หลังจากความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลา มีเพื่อนบางส่วนถูกจับ ตอนนั้นเราไม่ได้ไปเยี่ยมพวกเขา แต่กลับไปที่มหาวิทยาลัย หลายห้องยังมีการปิดล็อคเราเลยต้องนัดเพื่อนให้เจอกันข้างล่าง ที่ข้างล่างจะมีโต๊ะอะไรจำไม่ได้แน่ชัดนะ รู้แต่ว่ามันเหมือนกับว่าเราก็ไปรวมกลุ่มนั่งคุยกัน ไม่ได้เจอกันทุกคนหรอก ก็มีการพูดคุยกันพูดถึงเพื่อนที่สูญเสีย แต่เราก็ไม่ได้รู้จักเขาทุกคน จากนั้นถึงเวลาเรียนก็ไปเรียน ถึงเวลาว่างก็ไปนั่งจับกลุ่มคุยกัน"
"ในเวลาต่อๆ มาคนส่วนหนึ่งที่ไม่โดนจับเขาก็เริ่มเดินทางเข้าป่า สายจัดตั้งที่เราอยู่จะเป็นเส้นทางอีสาน แต่ปรากฏว่าเส้นทางอีสานมันถูกปิดไม่สามารถติดต่อได้ แล้วบังเอิญมีนักศึกษารามคำแหงบางส่วนเป็นเด็กใต้ เขาก็ติดต่อทางใต้ได้ เพื่อนส่วนหนึ่งเลยเดินทางไปใต้"
"พวกเรามองว่าคนส่วนหนึ่งที่ยังอยู่ในเมืองต้องทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อนะ ตอนนั้นเลยทำใบปลิวโฆษณาความเป็นไปที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะช่วยเหลือเพื่อนๆ เราทำงานหาเงินซื้อเครื่องพิมพ์ดีด ซื้อกระดาษโรเนียว เพื่อที่จะเอาไปวางในที่สาธารณะเพื่อเผยแพร่ ซึ่งการวางในที่สาธารณะเมื่อก่อนมันมีตู้โทรศัพท์เยอะก็จะวางในตู้โทรศัพท์บ้าง ป้ายรถเมล์บ้าง เพราะการแจกโดยตรงในบางครั้งมันก็อันตราย แม้กระทั่งการถือกระดาษถ้าเขาเห็นเราก็โดนนะ ก็ต้องใช้วิธีเนียนๆ ไม่ให้ใครเห็น ซึ่งตรงนี้ก็เป็นงานของคนในเมือง"
"ขณะเดียวกัน ตัวเราก็อยู่ในเมือง ยังอาศัยอยู่กับครอบครัว เราเรียนปีห้าก็รู้ว่าจะไม่จบ เลยหางานทำไปด้วย เป็นงานประเภทวิจัยตลาด เพื่อหาเงินส่วนหนึ่งจะได้ไม่ต้องรบกวนทางบ้านมาก หารายได้ของตัวเองช่วยเหลือตัวเองระดับหนึ่ง ที่บ้านเขาก็รู้ว่าเราทำอะไรเพียงแต่เขาก็มองว่าเราไม่ออกนอกลู่นอกทาง"
โครงการเยี่ยมเพื่อน
"ช่วงปี 2519 - 2520 นักศึกษาก็เข้าป่ากันพอสมควร การพัฒนากองทัพมันก็มีการขยายการสู้รบ เพราะเยาวชนที่เข้าไปมันก็มีความตื่นตัว ทุกคนอยาก 'ยิงนาย' หมด"
"มีโครงการที่เพื่อนคิดถึงเพื่อน เพราะมีโครงการจากเมืองไปเยี่ยมเพื่อนในป่า ทีนี้ตอนนั้นสงกรานต์เพื่อนรุ่นน้องที่เรียนรามด้วยกันเขาเป็นคนใต้ เขาก็รู้จักเพื่อนที่เป็นทนายความที่อยู่พัทลุง เขาก็พาเราไปเจอ ตอนนั้นเขายังไม่รู้จักเราแต่รู้จักรุ่นน้องคนนี้ ก็คุยกันแล้วก็พูดถึงการไปเที่ยวในป่า แต่เขาไม่ได้ใช้คำว่าเที่ยวในป่า เขาบอกว่าถ้าสนใจวันว่าง ภาษาใต้เขาเรียก 'วันสงกรานต์' ไปเที่ยวไหม แต่ไปเที่ยวนี้ต้องมีวินัย พอมีคำนี้ขึ้นมาเราก็สนใจ ที่จริงเราไม่ได้รู้จักเขามาก่อนนะ พอเขาพูดคำนี้ขึ้นมาเราก็รู้แล้ว พวกเราเริ่มเข้าองค์กร เริ่มรู้จักคำว่าระเบียบวินัย ขึ้นต่ออะไรอย่างนี้ เราก็ไปกับเขาไปเที่ยวที่พัทลุง"
"รอบแรกที่เราเข้าป่าก็ไปเยี่ยมเพื่อนก่อน ไปเที่ยว ได้ขึ้นกองทัพ เจอเพื่อนๆ ที่เข้าป่าไป บางส่วนก็อยู่เขตทางใต้ ก็จะอยู่สักห้าหรือเจ็ดวันแล้วก็กลับ ที่นี้เนื่องจากเราไม่ได้ไปตามสายจัดตั้งพอตอนลงมาผ่านเขตงานที่มีสหายนักศึกษาทำงานมวลชนอยู่ที่ท่ายูง เขาก็ขอชื่อที่อยู่เราไว้ เพื่อที่ว่าจะสานต่อ คนนี้เข้ามาแล้วใช้ได้แล้ว มันจะต้องมีคนเชื่อมต่อเพื่อที่จะได้ทำงานต่อไม่ว่าในเมืองหรือในป่าก็แล้วแต่ เราก็ให้ชื่อกับที่อยู่เขาแล้วเราก็กลับบ้าน"
เหตุการณ์พลิกผัน
"ที่พัทลุงมี 'ยุทธการท่ายูง' เกิดขึ้นหลังจากที่เรากลับบ้านแล้ว โดยเหตุการณ์ตอนนั้นมี 'นายขึ้น' ก็คือมีเจ้าหน้าที่รัฐเขาไปปราบปราม แล้วเกิดเรื่องที่ส่งผลต่อเราเนื่องจากสหายคนที่ขอชื่อที่อยู่เราไว้ถูกซุ่มยิงเสียชีวิต เราก็มาคุยในกลุ่มเพื่อนเราว่าจะเอาอย่างไรดี เพราะไม่รู้ว่าชื่อที่อยู่เรายังอยู่ที่เขาหรือเปล่า หรือเขาส่งไปไหนเราก็ไม่รู้ ขณะเดียวกันถ้าที่อยู่เราอยู่ที่เขาเกิดนายได้ไปมันก็ต้องติดตามเรา เพราะมันเป็นชื่อที่อยู่ของเรา เพื่อนทุกคนก็บอกว่าอย่าอยู่เลยไปเถอะ เพราะอยู่นี่มันก็เสี่ยง เราไม่รู้ว่าข้อมูลเรามันไปอยู่ตรงไหน"
"พอดีมีเพื่อนอีกคนหนึ่งเขาก็จะเข้าป่า ก็เลยไปกันสองคน ตอนไปก็ปิดที่บ้าน บอกแม่ว่าจะไปงานแต่งเพื่อนที่ต่างจังหวัด แล้วเก็บของใส่กระเป๋าสะพายเตรียมของใช้จำเป็น จากนั้นก็เดินทาง"
"ตอนไปครั้งแรกที่ไปเที่ยวใช้เวลาเดินประมาณชั่วโมงกว่าก็ถึงค่ายแล้ว แต่หลังจากถูกเข้าตีที่ท่ายูง เส้นทางที่เราใช้ต้องเดินขึ้นเขา อ้อมไป ใช้เวลาเกือบทั้งวัน เดินจนจะเป็นลม ต้องเดินขึ้นเขา และก็สะดุดตอ สะดุดรากไม้ตลอดทาง ระหว่างทางหิวน้ำ สหายก็ตัดย่านเถาวัลย์ ให้เราลองน้ำกิน การเดินทางยากลำบากกว่าครั้งก่อนมาก"
"เราส่งข่าวให้ที่บ้านหลังจากที่เข้าป่าไปแล้ว โดยเขียนจดหมายฝากเพื่อน แล้วเพื่อนนำไปให้ที่บ้าน มารู้ทีหลังว่า พ่อกับแม่ก็ตามหาเราอยู่เป็นปี ได้ข่าวที่ไหนก็ไปตามที่นั่น ถึงกับไปหาเจ้าเข้าทรง จนตอนหลังมีกลุ่มคนที่ทำงานในเมืองเป็นเครือข่ายสำหรับครอบครัวนักปฏิวัติที่ลูกเข้าป่า ก็มีการจับกลุ่มคุยกันแลกเปลี่ยนกันด้วย"
ชื่อ "สหายขาว" เพราะ "เราไม่แดง"
"เราเองในตอนนั้นที่เพิ่งตื่นตัว เราก็รู้สึกว่าเราเนี่ยไม่แดง เพราะฉะนั้นเราจึงใช้ชื่อว่า 'ขาว'"
"การเคลื่อนไหวของเรามาจากความรู้สึกเราเองที่รู้สึกว่ามันมีความไม่เป็นธรรมในสังคม เราอยากแก้ไขสิ่งเหล่านี้ อยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดีกว่านี้แค่นั้นเอง ไม่ได้มีทฤษฎีอะไร เพราะตอนนั้นเรื่องลัทธิมาร์กซ์เราก็ไม่รู้จัก คำสอนของประธานเหมาก็ไม่รู้จัก ไม่เคยหยิบอ่านเลย จะว่าไม่มีทฤษฎีการเมืองชี้นำเลยก็ได้ แต่เราตั้งใจอยากช่วยเหลือสังคมแค่นี้เอง ถึงอยู่ในป่าเราก็ยังเป็นแบบนั้น เพราะเราไม่เคยคิดจะไปยิงนายอะไร ถือปืนก็ไม่เคยยิงใคร เคยยิงปืนอยู่สองหรือสามนัดตอนซ้อมเท่านั้น เวลาไปไหนที่อยู่ในเขตที่เราคิดว่าปลอดภัยเราก็ไม่ถือปืนจนโดนวิจารณ์"
บทบาทที่หลากหลายในเขตงาน
"วันแรกที่เข้าไป เขาก็ให้ไปอยู่โรงเรียนการเมืองการทหาร เพื่อศึกษาจิตใจนักปฏิวัติ อ่านคำสอนประธานเหมาที่สอนหลานสาว ช่วยให้เรามีหลักคิดอย่าง 'ผู้พูดไม่ผิด ผู้ฟังพึงสังวร' แล้วก็ให้อ่อนน้อมถ่อมตน"
"เราเรียนอยู่ไม่กี่วันที่โรงเรียนการเมือง เพราะตอนหลังหน่วยงานมวลชนต้องการให้เราลงไปเขตงาน คือนักศึกษาที่เข้าป่า ลักษณะรูปร่างจะแตกต่าง เด็กผู้หญิงขาวๆ หมวยๆ พอลงไป มวลชนจะรู้สึกตื่นเต้น แล้วมันก็มีงานพวกสตรี เยาวชน ในพื้นที่ซึ่งสหายชายเขาจะไม่สะดวกในการทำงานพวกนี้ เขาก็ให้เราไปทำงาน จริงๆ เราก็ทำไม่เป็นหรอก รู้แต่ว่าไปเจอชาวบ้านพูดคุยกับชาวบ้าน ปัญหาของสังคมอะไรของเขาเขาก็รู้อยู่แล้ว เราก็คุยให้เขาฟังบ้าง แล้วส่วนเด็กๆ ตอนนั้นจะมีหนังสือที่เขาสอน เราก็เอาไปให้เด็กๆ อ่าน แล้วก็อธิบายเขา คุยกันว่าเป็นยังไง ก็ไปอยู่ในโครงการเขตงานได้หนึ่งหรือสองโครงการ ซึ่งหนึ่งโครงการประมาณสามถึงสี่เดือน"
"ตอนหลังเขาก็อยากให้มาทำงานพลาธิการ ก็กลับขึ้นไปทำหน่วยพลาธิการ เตรียมพวกอาหารเสบียงต่าง ๆ คือเขาก็คิดว่าเราเรียนมาทางบัญชีก็ให้มาทำบัญชี แต่จริงๆ มันไม่ใช่แค่บัญชีอย่างเดียว การมีประสบการณ์ในการที่จะประมาณว่าต้องใช้อะไรเท่าไร คนที่เขาอยู่ก่อนเขามีประสบการณ์ประมาณได้ เราก็ดูเขานั่นแหละ ทำอยู่ที่หน่วยพลาธิการได้โครงการหนึ่ง สหายก็คงสรุปได้ว่าบนกองทัพยังมีคนทำงานพลาธิการได้ เราควรลงไปอยู่งานมวลชนดีกว่า"
"ตอนหลังก็ได้ไปศึกษางานหมอ เรียนหมอพื้นฐานให้รู้จักโรค โรคประจำถิ่นมีอะไรบ้าง การสังเกตอาการ วิธีปฐมพยาบาล การปักเข็ม ทำแผล และการใช้ยาพื้นฐานหลักๆ ซึ่งช่วยได้ระดับหนึ่ง เพราะมวลชนที่อยู่ในเขตป่าเขา ห่างไกลหมอและอนามัย การที่เรามีความรู้เรื่องหมอก็ช่วยรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของชาวบ้านได้"
"มีอยู่ครั้งหนึ่ง มวลชนชายเดินเข้ามาหาเราในที่พักเขตงาน ที่จมูกมีเลือดไหล เห็นว่าล้มในห้วย เมื่อทำความสะอาดแผล เห็นปลายจมูกมีแผลเปิด แต่ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง ก็ใช้น้ำเกลือล้างแผลให้สะอาด จัดแผลให้ปิดสนิท ใช้ผ้าก๊อซปิดแผลอีกที ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้อีก ปรากฏว่ามาเจอเค้าภายหลัง จมูกเค้าก็หายดี"
"เขาจะสอนหลักการการสังเกตอาการ เราก็รู้พื้นฐานหลักๆ เท่านั้น ช่วยได้ระดับหนึ่ง ให้ยาลดไข้อะไรได้ ปักเข็มได้ แต่จริงๆ ไม่ชอบ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ทาง เวลาเรียนเขาสอนให้ปักเข็ม เราก็อาสาเป็นหุ่นให้เขาปักเพราะเรามีความรู้สึกว่าคนอื่นเขาก็มีความจัดเจนกว่า ชำนาญมากกว่า เราก็เลยยอมให้เขาปัก ถ้าเขาทำเป็น โอกาสที่จะไปรักษามวลชนจะไปได้ดีกว่าเรา ขณะที่เราเอาแค่รู้จักชื่อยา เรียนพื้นฐานเสร็จก็ทำงานมวลชนอยู่พักหนึ่ง จนตอนนั้นมีปัญหาเรื่องถูกโจมตีต้องย้ายค่าย เจอวาตภัย น้ำป่า ต้นไม่ล้มทับเพื่อน ก็ประสบกับเหตุการณ์เหล่านี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไร ถึงจะกินข้าวดิบบ้างข้าวสุกบ้าง เรารู้สึกว่ามันคือประสบการณ์ชีวิตเท่านั้นเอง เราอยู่ได้ ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องกลับบ้าน"
"มีช่วงหนึ่งนายขึ้นก็มีการย้ายค่าย เจอวาตภัย น้ำป่าไหลหลาก ต้นไม้ล้ม ปลายไม้ตีโดนขาเพื่อนยังดีที่กระดูกไม่หัก แต่ก็เจ็บเดินไม่ได้อยู่หลายวัน บนกองทัพ มีภารกิจหลายอย่าง ทั้งงานทหาร งานมวลชน งานหมอ งานโรงพิมพ์ ผลิตสิ่งพิมพ์ เพื่อที่จะโฆษณา สิ่งพิมพ์ที่เขตสามจังหวัด พัทลุง ตรัง สตูลก็คือ 'ตะวันแดง' แต่ที่จังหวัดอื่นมีอะไรบ้างอันนี้ไม่รู้"
ถ้าไม่เรื่องเยอะก็มีความสุข
"สมัยที่พวกนักศึกษาเข้าไปกลุ่มแรกๆ ข้าวปลาอาหารมีไม่พอกิน เพราะเตรียมไม่ทัน แต่พอถึงรุ่นเราเข้าไป เขามีการปลูกพืชผัก ทำนา ทำไร่ อาหารการกินอื่นๆ ก็อยู่ที่สหายเขาหาอะไรมาได้ ตัวเราก็กินได้หมด เป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย ตอนที่ไปออกค่ายที่อีสานเป็นเดือน ที่ต้องกินแต่ปลาร้า ปลาจ่อม แต่ทางใต้นี่ต้องบอกว่าถือว่าสบายที่สุดนะ อาหารการกิน ในน้ำมีปลาในนามีข้าว มีทำไร่ อย่างไม่มีอะไรเลย ถ้าเดินไปตามห้วยก็ยังได้หอยกิน ทางใต้นี่ต้องยอมรับว่า สภาพภูมิอากาศดี เศรษฐกิจดีมีรายได้ มีเงินใช้ เราก็มีเงินเดือนนะ ตอนแรกที่เข้าไปมีเงินเดือนละยี่สิบบาท ซื้อสบู่,ยาสีฟัน,ผงซักผ้า แล้วก็ตอนหลังก็ได้ขึ้นมาเป็นสามสิบบาท พอตอนคนน้อยลงก็ได้เพิ่มเป็นหนึ่งร้อยบาท"
การเกิด และตายในพงไพร
"ตอนอยู่ในป่าเรามีเรื่องที่จดจำได้ไม่เคยลืมเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นมีสหายท้องแล้วจะคลอด แต่คลอดไม่ออก เพราะเชิงกรานเขาไม่ขยาย เจ็บอยู่หนึ่งวันเต็มๆ ก็คลอดไม่ได้ มีคนไปตามหมอในเมืองที่เป็นหมอจริงๆ และเป็นสายพวกเรามาทำการผ่าตัดให้ แต่ก่อนหน้านั้นคือหมอในค่ายก็ผ่าไปแล้วแต่เอาเด็กออกมาไม่ได้เพราะเด็กโตมาก"
"หนึ่งวันเต็มๆ ที่คนนั้นสลบแล้วก็คลุมผ้ากันเชื้อโรค จนกระทั่งหมอในเมืองมา ใช้เวลาผ่าประมาณยี่สิบนาทีก็เสร็จเรียบร้อย เด็กที่คลอดเสียชีวิต เพราะอยู่ในอุ้งเชิงกรานนานไป เนื่องจากอุ้งเชิงกรานแม่ไม่ขยาย ตอนจะผ่าตัดนี่เขากางตำราภาษาอังกฤษดูเลยนะ แต่มันก็ไม่เหมือนคนที่มีประสบการณ์ แล้วปรากฏว่าคนแม่รอดนะแต่ลูกเสียชีวิต รอดอย่างไม่น่าเชื่อทั้งๆ ที่สองวันเต็มกว่าจะผ่าตัดเสร็จ"
วันเยี่ยมญาติของลูกสาวที่หายไปจากบ้าน
"ตั้งแต่ลงใต้มาอยู่ในป่าเราไม่ได้เจอพ่อแม่พี่น้องอีกเลย"
"จนถึงปี 2525 มีวันหนึ่งเราอยู่บนกองทัพมีสหายทหารขึ้นแจ้งว่ามีคนมาจากในเมือง ต้องการพบเรานะ ตอนนั้นก็งงๆ ว่าใครนะ ก็เดินทางลงจากค่ายเพื่อไปพบ ปรากฏว่าเป็นน้องชายของเรา เขาเรียนจบแล้วก็ทำงานป่าไม้ ทีนี้เขามีเพื่อนอยู่ทางภาคใต้ ก็เลยลองสืบถามดู และเดินทางมาดู เผื่อเจอพี่สาวที่เข้าป่า พอเจอกันก็ดีใจมากพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าเรายังมีชีวิตและสุขสบายดี ก็จะได้กลับไปบอก พ่อ แม่ ว่าไม่ต้องเป็นห่วง"
ความรัก และอุดมการณ์
"ต่อมาในปี 2526 ช่วงนั้นเรามีคนที่เราชอบอยู่ เขาเป็นสหายนักศึกษาที่เข้าป่ามาก่อน จริงๆ เขาเป็นคนจากอีสานแต่มาเข้าเขตงานภาคใต้ ตอนนั้นเรารู้สึกชอบเขาโดยที่เขายังไม่ได้ชอบพอกับเรา แต่เขาก็รู้นะว่าเราชอบ ตอนนั้นเขาบอกว่าเขาเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกชอบเราแบบนั้น และตอนนั้นเขาก็มีการ 'เสนอสหายหญิง' อีกคนหนึ่ง แต่คนที่เขาเสนอตอบกลับมาว่าไม่ได้มีความรู้สึกอะไร คิดแบบสหายทั่วไป"
"แรกๆ มีคนพูดกันว่าฝ่ายชายเขาเสนอคนอื่นแล้ว แต่เราก็คิดว่า ตราบใดที่เขายังไม่แต่งงาน เราก็ยังมีสิทธิ์ที่จะชอบเขาได้อยู่ มันเป็นเพียงความรู้สึกของเราว่าคนนี้เป็นคนดี เป็นคนที่น่าสนใจซึ่งเรามีสิทธิ์ที่จะรักเขาได้ในความรู้สึกของเรา แต่ธรรมดาของผู้หญิงพอชอบใครมันก็มีท่าทีที่แสดงออก พวกสหายเขาก็รู้ แต่ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะเราไม่ได้ทำอะไรนอกลู่นอกทาง มีเพียงบางครั้งที่เราอยากช่วยเหลือแบ่งเบาภาระ เมื่อเห็นเขาเหน็ดเหนื่อยจากทำงานหนัก เราก็ช่วยเหลือซักเสื้อผ้าอะไรให้เขาบ้างเท่านั้นเอง"
"ช่วงหนึ่งเราได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ครบกำหนดก็กลับมา เขาคงเห็นว่าเรายืนหยัดในอุดมการณ์ เพราะเรากลับไปเยี่ยมบ้านแล้วยังกลับมาใช้ชีวิตในป่าอีก เขากับเราก็มีการพูดคุยกัน และพวกเราก็โอเคที่จะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตร่วมกันในป่า"
วิวาห์ในป่าแดนใต้
"หลังจากพูดคุยตกลงกันผ่านจัดตั้งแล้ว เรามีโอกาสพา 'แฟน' มาให้ที่บ้านของเรารู้จัก และแจ้งทางบ้านให้ทราบเรื่องการแต่งงาน ทางบ้านรับทราบและยอมรับ ในการตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน พ่อให้นาฬิกาไซโก้ ควอช กับแฟนด้วย แล้วพอดีที่บ้านมีทำบุญบ้านด้วย เลยได้ประพรมน้ำมนต์ ตอนนั้นทำบุญบ้านก็เหมือนทำบุญแต่งงานด้วย เหมือนกับรวบไปทีเดียว ซึ่งเราโชคดีที่ว่าครอบครัวเราโอเคกับเรื่องพวกนี้"
"แม้ว่าใจจริงครอบครัวเราเขาจะไม่ได้อยากให้เรากลับไปป่าอีก แต่เรายืนยันว่าจะกลับไปเขาก็ไม่ได้ขัดขวาง เราก็เลยได้กลับไปใช้ชีวิตร่วมกันในป่ากับแฟน"
"พิธีแต่งงานของเราเกิดขึ้นในป่าช่วงต้นปี 2527 งานแต่งนี้ก็มีการให้โอวาทของสหายผู้ใหญ่ แล้วก็มีการแห่ขันหมากขบวนแห่ส่ง บ่าว สาวไปที่บ้าน ที่สร้างเป็นร้านมีเสายกพื้น มีหลังคามุงจากแค่นั้น แต่ก็เหมือนกับเป็นบ้านของเราที่จะอยู่กัน แล้วผู้ใหญ่ก็ให้โอวาท อาหารงานเลี้ยงก็มีแกงหมู แกงวัวเท่านั้น แต่ก็สนุก และรู้สึกว่ามันเป็นพิธีการเป็นเรื่องเป็นราว"
"การเมือง" และ "การเป็นแม่" บนสถานการณ์ที่พลิกผัน
"ตั้งแต่ปี 2526 กองทัพมันเริ่มเล็กลงเป็นเพราะหลายสาเหตุ หนึ่งคือคนทยอยออกจากป่า จากนโยบาย 66/2523 สองคือเงื่อนไขการปฏิวัติมันเปลี่ยน เป็นเรื่องของสากลในประเทศอะไรต่างๆ มันก็เลยทำให้กองทัพเล็กลง ซึ่งต่อมาจากเดิมที่ตั้งค่ายอยู่บนเขาก็ลงมาอยู่ใกล้เขตงาน ใกล้หมู่บ้านมวลชนเพื่อที่เราจะได้เคลื่อนไหวสะดวก และกระทั่งตอนหลังมาย้ายอยู่เกือบใกล้เมือง"
"หลังจากแต่งงานช่วงต้นปี 2527 เราก็ออกจากป่าช่วงปลายปี หลังจากท้อง และกลับมาคลอดที่บ้าน อยู่บ้านกับพ่อแม่เลี้ยงดูลูก ต้องบอกว่าพ่อแม่เราดีมาก ทำให้เรารู้สึกว่าถ้าเราไม่มีพ่อแม่ที่ดีอย่างนี้เราคงยืนอยู่วันนี้ไม่ได้ เพราะหลายคนที่กลับมาบ้านแล้วต้องปากกัดตีนถีบบางคนก็ยังยืนอยู่ไม่ได้ แต่พ่อแม่เรา และสังคมรอบบ้านเราดีด้วย ข้างบ้านเขาก็ดูแลเราดี"

'สหายขาว' หลังกลับสู่เมือง
(ภาพจาก facebook ของสหายขาว)
สายเลือดนักสู้ เมื่อน้องและลูกก็ตื่นตัว
"ชีวิตของเรา เราคิดอย่างนี้นะ วันนี้อายุได้เจ็ดสิบนี่ก็ถือว่าโอเคแล้ว จะตายเมื่อไรก็ช่าง ไม่ได้คิดอะไรมาก หน้าที่ของเราทำให้ดีที่สุดช่วงที่มีชีวิตอยู่ เราอย่าเป็นภาระกับใคร คิดแค่นั้นแหละ"
"เรื่องกิจกรรมทางการเมืองเรายังไปร่วมอยู่ โดยช่วงที่ไปร่วมจริงๆ ก็ตั้งแต่ปี 2535 ตอนนั้นลูกคนเล็กก็ยังต้องไปนอนกันที่ริมถนนราชดำเนิน ไปนอนกันทั้งพ่อ แม่ ลูก แล้วช่วงหลังก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรง เราก็เอาลูกฝากไว้กับแม่ แล้วเราไปกันสองคนกับแฟน ช่วงนั้นน้องชายเราเขาก็เริ่มตื่นตัวสนใจการเมือง เขาบอกว่า 'เข้าใจแล้วทำไมพวกมึงเข้าป่า' ในเหตุการณ์พฤษภา 2535 เขาก็เลยได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย"
"มาตอนคนเสื้อแดงเคลื่อนไหว น่าจะปี 2552 เราก็ไปร่วมชุมนุมกับเขาทั้งที่ข้างพระบรมรูปทรงม้า และข้างทำเนียบ ตอนนั้นลูกเราโตหมดแล้วก็เลยไปด้วยกันทั้งสี่คน มีครั้งหนึ่งตอนชุมนุม ที่เวทีบอกว่าต้องการคนไปที่สามเหลี่ยมดินแดง ลูกมาบอกเราว่า 'แม่ไปนะ พ่อไปนะ' เราพ่อแม่ก็มองหน้ากัน แล้วเราถามแฟนว่า 'คุณจะให้ลูกไปหรอ ?' พ่อเขาตอบว่า 'คุณให้ลูกคนอื่นเขาไป ให้เขาสู้ แล้วลูกเราไม่ให้ไปได้ยังไง' ตอนนั้นเราใจหายนะ แต่เขาพูดคำนั้นมาเราก็ไม่ได้โต้แย้ง เราใจหายแต่ถ้าพ่อเขาบอกให้ไปก็คือไป แต่ว่าพ่อเขาตามไปด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ไปกันแค่สองคน"
"หลังกลับมาเขาเล่าอย่างตื่นเต้นเลย แล้วเขาก็เห็นความเป็นจริง ลูกสองคนเห็นความเป็นจริงว่าประชาชนไม่ได้มีอะไรเลย มีแค่มือเปล่านะ แต่พวกคุณมีอาวุธ"
"ปี 2552 นี่เรายังไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร เพราะยังไม่มีการจับกลุ่ม เหมือนกับตัวใครตัวมันที่ใครต้องการล้มล้างอำนาจของทหารก็ไปรวมกัน เรามารู้อีกทีก็คือตอนที่การ์ดสองคนของธนาคารกรุงไทยหรืออะไรที่ว่าถูกรัดข้อมือ เพราะมันมีคลิปที่โยนขึ้นรถกระบะแล้วต่อมาจึงพบศพที่ถูกมัด ก็คือสองคนที่ถูกโยนขึ้นรถกระบะ นั่นคือปี 2552 แล้วก็เป็นปีที่ลูกตื่นตัว"
เมื่อรัฐปราบ "แดง" อีกครั้งที่กลางเมือง
"พอปี 2553 ถือว่าเป็นอีกเหตุการณ์ จะบอกว่าตอนนั้นทำไมแกนนำไม่สลาย ในความรู้สึกของเราเองที่เป็นมวลชนที่อยู่ในเหตุการณ์ เดือนเมษายนที่มวลชนถูกยิง มันเป็นอะไรที่เรารับไม่ได้เลย ยิงคนกลางเมือง แล้วก็แกนนำก็พูดบนเวทีบอกว่า 'มันไม่ควรจะอยู่ได้อีกแล้วนะรัฐบาลชุดนี้' แล้วเราก็เชื่อแบบนั้น คิดจริงๆ ว่าเขาจะอยู่ไม่ได้ แต่สุดท้ายมันก็อยู่ได้"
"จนถึงเดือนพฤษภาที่มีการยิงพวกเราอีกที ถ้าจำไม่ผิดวันที่ 13 เสธ.แดงโดนยิง และยังไม่ตายทันที แล้วตอนนั้นก็เริ่มมีกระแสที่จะให้สลายแล้ว แต่มวลชนไม่ยอมจริง ๆ เราเป็นมวลชนคนหนึ่ง เราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแกนนำ เราก็มีความรู้สึกว่าสลายไปมันก็จบ แล้วคนที่ตายไปเมื่อเมษายนล่ะ ใครจะต่อสู้เพื่อพวกเขา ? จนกระทั่ง พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัยปราศรัยบนเวทีว่า 'ถ้าพี่น้องอยู่ ผมก็สู้' แต่ตอนนั้นรู้สึกจะมีแกนนำบางคนบอกว่า 'ไม่ได้นะ ต้องถอย' แต่ก็มีแกนนำที่ไม่ถอย คือมวลชนก็ไม่ถอย"
"ตอนนั้นเราก็ไม่โทษแกนนำหรอก ในความรู้สึกของเราที่เป็นมวลชน เรารู้สึกว่าถอยแล้วมันก็หมดสิ มันไม่มีอีกแล้วที่แยกราชประสงค์ ในความรู้สึกเป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะเราไม่คิดว่ามันจะฆ่าเรา ไม่คิดว่าจะเอารถถังเข้ามายิง บุกตะลุยเข้ามา ฆ่าพวกเราเสียอย่างนั้น ไม่ว่าจะรถถัง ไม่ว่าจะสไนเปอร์ที่อยู่บนตึกส่องยิง มันเหี้ยมมาก อย่างรถถังที่วิ่งมาเรายังเห็น แต่สไนเปอร์บนตึกเราไม่เห็น แต่มันเห็นเรา แล้วมันเห็นว่าเรามีอาวุธหรือไม่มี คือถ้าคุณยิงคนที่มีอาวุธอีกเรื่องหนึ่ง"
"ลูกเราทั้งสองคนไปอยู่ตรงบ่อนไก่จึงได้เห็นคนที่ถูกยิง ร่างเขาเหมือนค้างกลางอากาศตายทั้งที่ยังยืนก่อนจะล้มลง เห็นๆ อยู่ว่าประชาชนไม่มีอาวุธแต่ก็ยังยิง แล้วไม่ได้ยิงแขนยิงขา แต่ยิงเข้าที่หัว มันแย่มาก"
"ทุกวันนี้เรายังรู้สึกเจ็บช้ำกับสิ่งที่พวกเราโดนกระทำ และไม่เข้าใจพวกแกนนำหรือนักการเมืองบางคนที่เคยต่อสู้ร่วมกัน และเราก็สนับสนุน ทำไมถึงเปลี่ยนฝ่ายย้ายข้างไปร่วมกับคนที่ทำกับพวกเราได้ เขาไม่รู้สึกเจ็บช้ำกับสิ่งที่ประชาชนโดนเลยหรือ ? มันเป็นอะไรที่เจ็บนะ บางทีก็รู้สึกแค้น ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงยอม เรารู้สึกว่ารับไม่ได้"
ให้มันจบที่รุ่นเรา อุดมการณ์ที่ยังไม่สิ้นสุด
"หลังจากที่ออกจากป่ามาแล้วเรายังกลับไปเยี่ยมมวลชนเสมอถ้ามีโอกาส ทุกวันนี้ก็ยังไปงานที่วัดไม้เสียบ ไปเยี่ยมบ้านสหายในแถบนั้นที่เขายังอยู่ เพราะยังมีมวลชนของเราที่เราเคยไปเคลื่อนไหวด้วย และถ้ามีงานอะไรที่เกี่ยวข้องเราก็ยังไปร่วมด้วยบ่อยๆ"

'สหายขาว' และ 'สหายสมพร' หรือ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
(ภาพจาก facebook ของสหายขาว)
"ตอนปี 2563 ที่เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นเราดีใจมากเลยนะ ตอนนั้นคิดว่าเป้าหมายที่เราอยากเห็นน่าจะมาถึงแล้ว แต่พอมันยังไม่จบเราก็คิดว่าไม่เป็นอะไร เราจะสู้ต่อ เพราะทำอะไรไม่ได้นอกจากหน้าที่ของเรา คือ 'เดินหน้า' ในตอนนั้นที่มีข้อเรียกร้องต่างๆ มีการพูดถึงการปฏิรูปสถาบันฯ ในความรู้สึกเราคือใช่แล้วเพราะเราคิดเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์พูดเรื่องของการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 เราต้องการให้สถาบันฯอยู่ในที่ที่เหมาะสม และประชาชนก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข เราต้องการแค่นั้นเอง ไม่มีความเคียดแค้นหรือความต้องการล้มล้างใดๆ"
"วันนี้ก็ยังเหมือนเดิม เรารู้สึกมีพลังนะ พลังที่เสริมให้คนแก่อย่างเราที่เห็นเด็กรุ่นหลังขึ้นมาต่อสู้ และเป็นการต่อสู้ในวิถีทางนะ ไม่ใช่ต่อสู้นอกวิถีทาง ซึ่งมันมีแนวโน้มมีโอกาสที่ต่างคนจะต่างปรับตัว แล้วก็อยู่ด้วยกันได้ เราไม่เห็นว่าสิ่งที่เด็กทำจะเป็นความรุนแรงไปได้อย่างไร เราคิดว่าพวกเขาทักท้วง ตักเตือน และนำเสนอในสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้ทุกคนที่โดนมาตรา 112 เราไม่คิดว่ามีใครที่สมควรต้องโดนคดีติดคุกเลย เพราะสิ่งที่เขาทำมันไม่ได้ผิดเลย ไม่มีใครที่อาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันฯ ถ้าจะมีก็แค่ประยุทธ์เท่านั้น"
สัมภาษณ์และเรียบเรียง : ธนาพร นาคเจือ, ธนพล พันธุ์งาม
ภาพ : ธนพล พันธุ์งาม และภาพของสหายขาว
ไดอารีดาวแดง : บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของ พคท. ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่ พคท. ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท. ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน
ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับ พคท. ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆ คนอาจยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆ คนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน "ไดอารีดาวแดง" ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์