- บทความ
นับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ในเบื้องต้น ไม่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เต็มรูปแบบ 100% โดยทันทีทั้งประเทศ แต่เป็นลักษณะการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรครึ่งหนึ่ง ประกอบกับการแต่งตั้งอีกส่วนหนึ่งในจำนวนที่เท่ากัน ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากการที่คณะราษฎรต้องการพิทักษ์ระบอบใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงมา และเพื่อที่จะพัฒนาการศึกษาของราษฎรทั้งประเทศให้ได้มาตรฐานในขณะนั้นที่ประถมศึกษาสามัญเกินกึ่งหนึ่งของราษฎรทั้งประเทศ เสียก่อน ทำให้การเลือกตั้งครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 นั้น เป็นการเลือกตั้ง สส. ในสัดส่วนครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ซึ่งกว่าราษฎรจะได้เลือกตั้งผู้แทนเต็ม 100% ก็ล่วงเข้าสู่การประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ 2489 หรือนับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นับจากวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองก็เป็นเวลาร่วม 14 ปี
นับจากการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2476 จนถึงปัจจุบัน คนไทยก็ผ่านการเลือกตั้งทั่วไปอีกมากมายหลายครั้ง และหากถามถึงการเลือกตั้งที่น่าจดจำ แต่ละคนก็คงมีภาพจำที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป ทั้งการเลือกตั้งที่สร้างความหวัง และการเลือกตั้งที่มีแต่คำถามถึงความโปร่งใส ซึ่งหากพูดถึงการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส และสกปรกที่สุดที่ทุกหลายคนนึกออก คงมีการเลือกตั้งเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2500 อยู่ในนั้นเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอน
การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด
ช่วงก่อนการเลือกตั้ง
ศิลปวัฒนธรรม ได้บรรยายเหตุการณ์ในช่วงการเลือกตั้งเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2500 เอาไว้ว่า ผู้มีอำนาจในขณะนั้นอย่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ มีการเลี้ยงดูผู้กว้างขวาง, ผู้มีอิทธิพล รวมไปถึงอันธพาลเอาไว้เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือ พรรคเสรีมนังคศิลา เป็นการเฉพาะ รวมทั้งยังมีการเพิ่มชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากอย่างผิดปกติ แล้วยังมีการติดรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่าช้าหรือไม่ติดเลยในหลายพื้นที่ และยังมีการพบ ไพ่ไฟ (บัตรเลือกตั้งที่มีการกากบาทเลือกผู้สมัครไว้แล้ว) ระบาดไปหลายหน่วยเลือกตั้ง ประกอบกับการเตรียม พลร่ม ซึ่งเป็นคนที่ใช้สิทธิเลือกตั้งไปแล้ว แต่เวียนกลับมาลงคะแนนให้พรรคเสรีมนังคศิลาอีกหลายรอบ
วันเลือกตั้ง
ในวันเลือกตั้งในบางพื้นที่พบว่ามีกลุ่มอันธพาลเข้าไปก่อกวนหน่วยเลือกตั้ง ถึงขนาดที่มีการลงมือทำร้ายกรรมการประจำหน่วย และในบางหน่วยก็พบความผิดปกติมาจากกรรมการประจำหน่วยเอง เช่น ไม่เปิดปิดการลงคะแนนตามเวลาที่กำหนด เพราะพบว่าบางหน่วยที่เลยเที่ยงวันไปแล้วก็ยังไม่มีการเปิดให้ประชาชนมาใช้สิทธิลงคะแนน ในขณะที่บางหน่วยกลับปิดล่าช้า เพราะพบว่ายังมีคนมาลงคะแนนเลือกตั้งทั้งที่เลยเวลาปิดหีบไปแล้ว
ในช่วงของการนับคะแนนก็มีความผิดปกติอีกหลายประการ เช่น การนับคะแนนในพื้นที่พระนคร พบว่าหากบัตรเลือกตั้งที่เป็นบัตรเสีย แต่มีหมายเลข 25 - 33 ซึ่งเป็นหมายเลขผู้สมัครจากพรรคเสรีมนังคศิลา ก็จะถูกขานเป็นบัตรดีเสมอ หรือหน่วยเลือกตั้งสวนลุมพินีที่เกิดไฟดับขณะที่มีการนับคะแนน และเมื่อไฟติดแล้วกลับพบว่าคะแนนเสียงรวมมีมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งกรณีมีมากถึง 13 หน่วยที่พบว่าคะแนนของพรรคเสรีมนังคศิลาทะยานไปกว่า 200%
เหตุการณ์หลังจากการเลือกตั้ง
เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลงท่ามกลางข้อกังขาของคนในสังคมที่พบความผิดปกติจำนวนมาก ทำให้ประชาชนเริ่มออกมาต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดเป็นการประท้วง และมีการเดินขบวนของกลุ่มนักศึกษา ประชาชน และพรรคการเมืองที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ จนทำให้รัฐบาลมีการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งประเทศในวันที่ 2 มีนาคม 2500 โดยมีการแต่งตั้งให้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้บัญชาการฝ่ายทหาร แต่การประท้วงกลับบานปลายกว่าเดิม เมื่อสโมสรนิสิตจุฬาฯ ประกาศคัดค้านประกาศของรัฐบาล และเริ่มรวมพลเดินขบวนไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉิน รวมถึงให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ และให้จัดเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 เดือน นอกจากนี้ยังให้มีการสืบสวนหาผู้ทุจริตเลือกตั้งมาลงโทษ
จอมพลสฤษดิ์ได้เดินทางไปพบประชาชนที่มาชุมนุม โดยมีการปราศรัยกับนักศึกษา และประชาชนว่า "ถ้ามีการเดินขบวนประท้วงรัฐบาล ก็จะหลีกทางให้" พร้อมทั้งสั่งให้ทหารเปิดทางให้ประชาชนที่เดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาลได้โดยสะดวก ทั้งยังเป็นผู้นำขบวนไปเองด้วย จนเมื่อถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว จอมพลสฤษดิ์ได้เปิดให้ผู้ชุมนุมปราศรัยกันพอสมควร ก่อนจะเจรจาขอให้สลายตัว พร้อมกับกล่าวส่งท้ายว่า "ข้าพเจ้าเป็นทหารของชาติ และขอพูดอย่างชายชาติทหารว่า ข้าพเจ้ามีความเห็นใจ ประชาชน สิ่งใดที่มติมหาชนไม่ต้องการ ข้าพเจ้าจะไม่ร่วมมือด้วย" ก่อนจะปิดท้ายว่า "พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ"
การที่จอมพลสฤษดิ์เปิดโอกาสให้ขบวนผู้ชุมนุมเข้าประชิดทำเนียบรัฐบาล เป็นรอยร้าวหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างเขา และจอมพล ป. ซึ่งในเวลาต่อมาจอมพลสฤษดิ์ได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเรียกร้องให้จอมพล ป. ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่จอมพล ป. ไม่ปฏิบัติตาม ทำให้เกิดการชุมนุมเดินขบวนต่อต้านรัฐบาล จอมพล ป. ขณะนั้นจึงเตรียมการจับกุมจอมพลสฤษดิ์ในข้อหากบฏจากการปลุกระดมมวลชน แต่ยังไม่ทันได้ทำ จอมพลสฤษดิ์ก็ทำการรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. ในวันที่ 16 กันยายน 2500 ปิดฉากชีวิตทางการเมืองของจอมพล ป. พิบูลสงครามลงในที่สุด
การเลือกตั้ง 2500 ในคอลเลคชั่นพิพิธภัณฑ์สามัญชน
พิพิธภัณฑ์สามัญชนมีคอลเลคชั่นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหลายชิ้น แต่ชิ้นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2500 ที่จะนำเสนอมี 2 ชิ้นด้วยกัน โดยชิ้นแรกเป็นการ์ด ส.ค.ส. ปี 2500 ของ อาทร อิทธิเกษม ผู้สมัคร สส. จังหวัดพระนคร พรรคชาติประชาธิปไตย ที่ผลิตใบปลิวหาเสียงในรูปแบบปฏิทินการ์ดปี 2500 เพื่อเตรียมเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ โดยหลังการเลือกตั้ง อาทรได้รับคะแนนเสียง 5,719 คะแนน เป็นอันดับที่ 29 ทำให้ไม่ได้เป็น สส. เนื่องจากการเลือกตั้งของจังหวัดพระนครครั้งนั้นกำหนดให้เลือก สส. เพิ่มแค่ 9 อันดับ

ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง เป็นหนังสือ ข้อบังคับว่าด้วยการจัดการพรรคเสรีมนังคศิลาและกำหนดนโยบายของพรรค พ.ศ.2498 ซึ่งพรรคเสรีมนังคศิลา เป็นพรรคที่ถูกต่อต้านจากการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 ว่ามีส่วนพัวพันในการทุจริตด้วยกลโกงสารพัดวิธี จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นถูกขนานนามว่าเป็น "การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด"
