- NEWS ข่าวสาร
ผลการเลือกตั้ง 2566 จบลงด้วยความหวังในสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยรวมถึงแนวร่วมฝ่ายค้านสามารถกวาดเสียง สส. ในสภาไปได้มากกว่า 300 เสียง ขึ้นนำฝ่ายรัฐบาลเดิมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาขาดลอยจนหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งระบุ "ส้ม-แดงยึดประเทศ" แต่ด้วยพิษจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ยังมี สว. จากการแต่งตั้งที่มีอำนาจเลือกนายกฯ สกัดพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวของพรรคให้พลาดจากตำแหน่งสูงสุดฝ่ายบริหาร จนทำให้พรรคอันดับ 2 อย่างเพื่อไทยก้าวขึ้นมาทำหน้าที่รวบรวมเสียงเพื่อตั้งรัฐบาล แต่ทุกพรรคที่ไปหาเสียงสนับสนุนเพิ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหากมีพรรคก้าวไกลก็จะไม่เข้าร่วม ทำให้ในที่สุดพรรคเพื่อไทยตัดสินใจแยกทางกับพรรคก้าวไกล ทำให้ความสัมพันธ์ของ 2 พรรคแดง-ส้ม จากแนวร่วมต้องแตกหักแยกทางกันในที่สุด
จากการเลือกตั้ง 2566 ผ่านมาได้เพียง 2 ปีเศษ แต่เกิดเรื่องราวขึ้นมากมายในระหว่างนี้ ทั้งการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล จนถือกำเนิดใหม่มาเป็นพรรคประชาชน และการวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีถึง 2 คนจากพรรคเพื่อไทย คือเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตรต้องพ้นจากตำแหน่ง นำมาสู่จุดพลิกผันอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาชนยื่นข้อเสนอผ่าน MOA ว่าจะโหวตสนับสนุนพรรคการเมืองที่ตอบรับข้อเสนอเป็นรัฐบาลชั่วคราว 4 เดือน เพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเดินหน้าหาเสียงสนับสนุนเพิ่มให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก และพรรคประชาชนจะไม่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทยต่างส่งตัวแทนมาพูดคุยเพื่อตอบรับข้อเสนอนี้ แต่หลังจากที่พรรคประชาชนพิจารณาแล้ว ได้เลือกที่จะโหวตสนับสนุนให้อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสร้างเสียงวิจารณ์ที่หลากหลาย ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย โดยฝั่งที่สนับสนุนในแนวทางนี้มองว่า เดิมพรรคเพื่อไทยเคยตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว "ตระบัดสัตย์" การตอบรับข้อเสนอนี้ของพรรคเพื่อไทยจึงเชื่อใจไม่ได้ อีกทั้งพรรคภูมิใจไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ "สว. สีน้ำเงิน" ที่น่าจะช่วยคุยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ส่วนฝั่งที่ไม่เห็นด้วยในแนวทางดังกล่าวก็มองว่าการโหวตอนุทินเป็นนายกฯท่ามกลางกระแสชาตินิยมจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะยิ่งเป็นการเติมพลังให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทั้งการที่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ อีกทั้งการเป็นรัฐบาล 4 เดือนนั้นแท้จริงจะยาวนานกว่านั้น เพราะหลังการยุบสภาก็ยังมีอำนาจในฐานะรัฐบาลรักษาการ อีกทั้งคดีฮั้ว สว. ในมือของ DSI และคดีที่ดินเขากระโดงที่ต่างพัวพันกับพรรคภูมิใจไทยก็จะถูกแทรกแซงด้วย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่ก็ถูกนำด้วยนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ที่เดินหน้าสร้างความนิยมผ่านกระแสชาตินิยมเต็มที่ รวมถึงการดึงโควต้ารัฐมนตรีคนนอกมาแต่งตั้งทีมบริหารอย่างสีหศักดิ์, เอกนิติ และศุภจี ว่ามีความสามารถในการบริหารประเทศอย่างมืออาชีพ ซึ่งในระหว่างนี้ก็เกิดปัญหาที่กระทบความนิยมของรัฐบาลอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก แต่แล้วแนวชายแดนไทย-กัมพูชาก็เกิดการปะทะขึ้นอีกครั้งพร้อม ๆ กระแสชาตินิยมที่ค่อย ๆ ดังขึ้นกลบข้อวิจารณ์เรื่องปัญหาน้ำท่วมจนทำให้บางฝ่ายตั้งข้อสังเกตนี้
ขณะเดียวกัน ภายในสภาก็มีการพิจารณาวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะราบรื่นจนกระทั่ง สว. สีน้ำเงิน และพรรคภูมิใจไทยโหวตให้คงไว้ซึ่งอำนาจ สว. 1 ใน 3 ทำให้พรรคประชาชนคัดค้าน และถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกพร้อมกับณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนที่อภิปรายว่านี่นับเป็นการละเมิด MOA และเรียกร้องให้อนุทินยุบสภาทันที ทำให้ในคืนนั้นเองได้มีการประกาศยุบสภาจนนำมาสู่การเลือกตั้งพร้อมประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
เมื่อการเลือกตั้งจบลง ปรากฏว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถกวาด สส. ไปได้เกือบ 200 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ได้อันดับ 2 เกือบ 80 เสียงสร้างปรากฏการณ์ "สีน้ำเงินแลนสไลด์" ซึ่งนับเป็นชัยชนะครั้งแรกของพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมในรอบ 20 กว่าปี จนถูกกล่าวถึงว่าเป็นช่วงที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีความเข้มแข็งที่สุดหากไม่นับรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร