• บทความ
  • Commoner on tour สามัญชนออนทัวร์

จังหวัดสุราษฎร์ธานีถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่การสู้รบระหว่างทางการไทยและกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หรือที่เรียกว่ากองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) มีความเข้มข้น จากการสัมภาษณ์อดีตสหายที่เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในพื้นที่เขาช่องช้างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาบรรทัด ได้แก่ คุณผนึก คุณตรรก คุณเชี่ยว และคุณปรีชา ทั้งสี่คนให้ข้อมูลในลักษณะคล้ายๆกันว่า ครอบครัวของพวกเขามีสัมพันธ์กับคนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2510 สภาพของพื้นที่ในเวลานั้นประชาชนต้องเผชิญกับโจรผู้ร้ายที่เข้ามาลักขโมยวัวควายหรือถูกคุกคามโดยผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เมื่อประชาชนรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งในชุมนุมก็ถูกเจ้าหน้าที่หรือ "นาย" เพ่งเล็งด้วยความหวาดระแวงว่าประชาชนเหล่านั้นจะเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่

                                                                                    อนุสรณ์สถานบ้านช่องช้าง

ความหวาดระแวงของเจ้าหน้าที่ส่งผลให้ตั้งแต่หลังปี 2508 เจ้าหน้าที่เริ่มใช้กำลังเข้ามาจับกุมประชาชนบางส่วนเพื่อนำไปสอบสวน บางส่วนถูกข่มขู่คุกคามจนรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงได้เข้าไปเพื่อไปร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในช่วงแรกผู้ที่เข้าไปร่วมการต่อสู้มักจะเป็นผู้ชายวัยฉกรรจ์ที่เป็นเป้าถูกติดตามคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อชายวัยฉกรรจ์ที่เป็นพ่อและสามีทยอยหนีเข้าป่า การติดตามคุกคามของเจ้าหน้าที่ก็เริ่มขยายไปถึงผู้หญิงหรือคนเป็นแม่ด้วย แม่ของผู้ให้สัมภาษณ์บางคนยังเคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวเพื่อไปสอบสวนรีดข้อมูลเกี่ยวกับสามีและความเชื่อมโยงกับพรรคด้วย

เมื่อการคุกคามเริ่มขยายไปถึงบุคคลอื่นๆในครอบครัว ผู้ให้ข้อมูลซึ่งเวลานั้นยังเป็นเด็กที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี ต่างต้องหนีตามพ่อหรือคนในครอบครัวเข้าไปอยู่ในป่า คุณเชี่ยว ซึ่งในภายหลังเป็นทหารทปท.ให้ข้อมูลด้วยว่าการถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่และการเห็นคนในครอบครัวหรือคนรู้จักยังทำให้เขาเกิดความไม่พอใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐและทำให้ตัดสินใจเป็นทหารป่าเพื่อจับอาวุธต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ สหายผู้ไม่ประสงค์ให้ออกนามอีกท่านให้ข้อมูลในภาพรวมด้วยว่า การที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังคุกคามคนในชุมชน ทำให้คนที่เป็นญาติกับคนที่หนีเข้าป่าแล้วยังอยู่ในชุมชน กลายเป็นผู้สนับสนุนพรรค แม้ตัวเองจะไม่ได้หนีเข้าป่าด้วยแต่ก็กลายเป็นมวลชนที่ให้การสนับสนุนพรรคและทหารป่า สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การต่อสู้ที่ช่องช้างระหว่างทหารทปท.และฝ่ายรัฐมีความเข้มข้นและมีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นในการรบพื้นที่นี้หลายครั้ง เช่น การวางระเบิดรถหุ้มเกราะของทหารในปี 2519 รวมถึงการซุ่มโจมตีทหารที่ยังหลงเหลือหลักฐานเป็นรอยกระสุนปืนบนตึกร้างที่ยังคงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน (เขียนเมื่อปี 2568)

ในปี 2523 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ปรับนโยบายการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาใช้การเมืองนำการทหารและเปิดโอกาสให้คนที่เคยร่วมสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์กลับคืนเมือง การปรับทิศทางนี้เป็นหนึ่งในความท้าทายที่พคท.ต้องเผชิญ ขณะเดียวกันความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกที่เกิดการสู้รบกันเองในหมู่ประเทศที่อ้างตัวว่าเป็นคอมมิวนิสต์เช่น กรณีเวียดนามบุกกัมพูชาประชาธิปไตย (กัมพูชาสมัยเขมรแดง) หรือการสู้รบระหว่างจีนกับเวียดนาม และความขัดแย้งภายในระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับสหายนำของพรรค ก็เป็นความท้าทายอีกส่วนหนึ่งที่พคท.ต้องเผชิญจนถึงวันที่การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธยุติลง

สำหรับสหายที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สุราษฎร์ธานี แม้การสู้รบสิ้นสุดลงและสหายที่ยังมีชีวิตรอดต่างคนต่างกลับคืนเมืองไปใช้ชีวิตตามทางของตัวเองแล้ว แต่ความผูกพันในฐานะสหายร่วมอุดมการณ์ที่ผ่านการต่อสู้และความเป็นความตายมาด้วยกันในระหว่างการสู้รบก็ทำให้อดีตสหายส่วนหนึ่งยังพบปะรวมตัวกันเป็นเป็นระยะ นอกจากนั้นสหายที่มีชีวิตอยู่ก็ยังมีความระลึกถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ "เสียสละ" ไประหว่างการต่อสู้โดยที่ร่างกายและชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขายังคงหลับไหลอยู่ที่ใดที่หนึ่งในเขตป่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสนามรบจนท้ายที่สุดก็ทำให้เกิดแนวความคิดที่จะสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อให้ชื่อของสหายที่ร่วงหล่นไประหว่างทางได้ถูกจารึกไว้

พาสหายกลับบ้าน - จุดเริ่มต้นของอนุสรณ์สถานบ้านช่องช้าง

อนุสรณ์สถานบ้านช่องช้างตั้งอยู่ภายในรั้วโรงเรียนบ้านช่องช้าง ตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัด สุราษฎร์ธานี เขาช่องช้างเคยเป็นพื้นที่ที่เกิดการปะทะระหว่างฝ่ายความมั่นคงไทยกับทหารทปท.อยู่เป็นระยะ ในอดีตบริเวณบ้านช่องช้างเป็นพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่านานาชนิดรวมถึงเป็นเส้นทางหากินของช้างป่าโขลงใหญ่จนเป็นที่มาของชื่อ "เขาช่องช้าง" สำหรับแนวคิดในการก่อสร้างอนุสรณ์สถานบ้านช่องช้าง คุณตรรกอดีตสหายคนหนึ่งที่ร่วมให้ข้อมูลเล่าว่าเกิดขึ้นจากสองส่วน

ส่วนแรกมาจากความรู้สึกเจ็บปวดที่การต่อสู้ของสหายถูกตีตราหรือโฆษณาชวนเชื่อในลักษณะใส่ร้ายว่าเป็นการกระทำของพวกขายชาติ หรือของโจร ทั้งที่โดยเจตนารมณ์แล้วสหายไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อชิงอำนาจรัฐมาเป็นของตัวเอง แต่เพื่อสร้างสังคมใหม่ ให้คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคมมีชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อไม่ให้สหายถูกใส่ร้ายจึงควรจะมีการสร้างอนุสรณ์บางอย่างเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การต่อสู้ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต คุณตรรกจึงมีแนวคิดที่จะนำหินก้อนหนึ่งมาสลักข้อความว่า "ที่เขตนี้เคยมีการต่อสู้ด้วยอาวุธของประชาชนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์" แล้วนำมาวางไว้ในบริเวณที่บริเวณบ้านช่องช้างซึ่งเป็นพื้นที่ที่การสู้รบเคยเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณตรรกนำแนวคิดเรื่องการเกาะสลักก้อนหินเพื่อวางเป็นอนุสรณ์ไปพูดคุยกับอดีตสหายนักศึกษาที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ที่ช่องช้างก็ได้รับคำแนะนำว่าควรก่อสร้างอนุสรณ์สถานให้มีโครงสร้างเป็นกิจลักษณะไปเลยและสหายในเมืองจะให้ความช่วยเหลือเรื่องการออกแบบรวมถึงการระดมทุน  

                                                                            บทกวีสดุดีวีรชนที่จารึกอยู่ด้านหน้าของตัวอนุสรณ์

ส่วนที่สอง ประมาณปี 2535 หลังออกจากป่า คุณตรรกกับอดีตสหายบางส่วนมีโอกาสไปงานทำบุญกระดูกอดีตสหายที่วัดเขาพระอินทร์ในอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงเกิดการพูดคุยขึ้นมาว่า แม้การต่อสู้ในป่าจะยุติลงไปแล้ว และสหายที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างก็กลับบ้านมาใช้ชีวิตปกติกันแล้ว แต่ก็ยังมีอดีตสหายหลายๆคนที่เสียชีวิตระหว่างการสู้รบแล้วร่างยังถูกฝังอยู่ในป่า จึงถึงเวลาแล้วที่จะพาสหายที่ยังหลับไหลอยู่ในป่ากลับบ้าน คุณตรรกเล่าต่อไปว่า ในการนำร่างของสหายกลับบ้าน พวกเขาจะให้อดีตสหายที่อยู่ในเหตุการณ์ฝังร่างสหายที่เสียสละเป็นคนนำทางไปชี้จุดที่สหายถูกฝังอยู่ แม้จะมีความท้าทายอยู่บ้างเพราะเมื่อเวลาผ่านไปภูมิประเทศทั้งต้นไม้ สันเขา หรือทางน้ำ อาจเปลี่ยนสภาพไปบ้าง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคจนเกินกว่าที่สหายจะใช้ความทรงจำในการมองหาเพื่อนผู้หลับไหลเพื่อพาพวกเขากลับบ้าน หลังร่างของสหายถูกฌาปนกิจแล้ว ทางสหายที่ยังมีชีวิตอยู่จึงคิดกันว่าควรที่จะนำอัฐิของสหายผู้เสียสละมาบรรจุไว้ในอนุสรณ์สถานที่จะดำเนินการจัดสร้าง นอกจากการรวบรวมอัฐิเหล่าสหายยังติดตามรวบรวมรายชื่อสหายที่เสียสละระหว่างการต่อสู้ในเขตภาคใต้ตอนบนกว่า 500 ชีวิต มาจารึกไว้บนตัวอนุสรณ์ด้วย และเมื่อมีการก่อสร้างอนุสรณ์ยังมีการจารึกข้อความ "และสหายนิรนามอื่นๆ ที่มิได้จารึกชื่อไว้ ณ ที่นี้" เพื่อแสดงความรำลึกถึงสหายที่ชื่อของพวกเขาตกหล่นไปในการบันทึก


                                                          การขุดกระดูกสหายขึ้นมาทำพิธีทางศาสนาหลังการสู้รบยุติลง

สำหรับการก่อสร้างอนุสรณ์ คุณตรรกเล่าว่าเริ่มดำเนินการในปี 2536 โดยเบื้องต้นจะมีเฉพาะส่วนที่เป็นฐานปูนสูง 1.50 เมตร ด้านบนแท่นปูนเป็นรูปมือชูพานรัฐธรรมนูญ มีดาวแดงขอบเหลืองอยู่ใต้พาน ยังไม่มีส่วนที่เป็นเสาและนกบินหลา เนื่องจากในช่วงที่แรกที่อนุสรณ์สถานถูกก่อสร้างแล้วเสร็จ “คอมมิวนิสต์” ยังเป็นประเด็นอ่อนไหว เลยมีสหายนำภาพของพระเกจิที่ได้รับความเคารพนับถือจากคนในพื้นที่ไปวางบนตัวอนุสรณ์ด้วยเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่เพ่งเล็งว่าเป็นการสร้างอนุสรณ์ให้คอมมิวนิสต์


                                                              อนุสรณ์สถานบ้านช่องช้างเมื่อแรกสร้างก่อนการปรับปรุงใหญ่ในปี 2542

ต่อมาในปี 2542 มีการปรับปรุงอนุสรณ์สถานครั้งใหญ่ โดยมีการต่อเติมสิ่งปลูกสร้างคล้ายเสาที่มีลักษณะเป็นต้นยางถูกมัดรวมกันซึ่งสื่อถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสหายเกษตรกรชาวใต้ที่ส่วนใหญ่มีพื้นฐานประกอบอาชีพทำสวนยาง บนยอดมัดต้นยางมีรูปปั้นนกกางเขนดงหรือบินหลาดงคาบดาวแดง หันหน้าไปทางเขาช่องช้างซึ่งสื่อถึงนิสิตนักศึกษาที่เข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหลังเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

รายชื่อของอดีตสหายที่เสียสละไประหว่างการต่อสู้ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนที่สหายผู้รอดชีวิตรวบรวมมาได้ถูกนำมาจารึกไว้บนตัวอนุสรณ์สามด้านยกเว้นด้านหน้าที่จารึกชื่ออนุสรณ์สถานและบทกวีสดุดีวีรชน การปฏิวัติภาคใต้ตอนบน บริเวณฐานของอนุสรณ์ทั้ง 4 ด้าน ถูกประดับด้วยปูนปั้นที่แกะสลักเป็นภาพที่สื่อถึงการแสดงความเคารพต่อวีรชนและภารกิจหลัก 3 ประการของทปท ได้แก่ งานผลิต งานมวลชน และ งานการทหาร และมีการแกะสลักภาพเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้นในเขตภาคใต้ตอนบน เช่น การหยุดรถไฟที่สถานีพรุพีเพื่อการทำโฆษณาอุดมการณ์ การระเบิดรถหุ้มเกราะของทหารใกล้ที่ตั้งอนุสรณ์สถานในปัจจุบัน ไว้ด้วย โดยช่างที่แกะสลักปูนปั้นให้อนุสรณ์ เป็นช่างมาจากจังหวัดเพชรบุรี


                            ภาพแกะสลักบริเวณฐานอนุสาวรีย์ เล่าเหตุการณ์ขณะสหายหยุดรถไฟที่สถานีพรุพีเพื่อโฆษณาอุดมการณ์        

ในปี 2555 มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างประกอบอนุสรณ์ฯเพิ่มเติม คือกำแพงประวัติศาสตร์ "เคียวเกี่ยวดาว" กำแพงก่ออิฐแยกชิ้นจำนวนสี่ชิ้น ชิ้นแรกเป็นกำแพงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีสัญลักษณ์ค้อนเคียวอยู่ตรงหัวมุม บนกำแพงชิ้นนี้จะมีจารึกประวัติพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ส่วนกำแพงอีกสามแผ่นจะมีขนาดเท่ากันๆ มีหัวเป็นทรงสามเหลี่ยมและมีสัญลักษณ์ดาวแดงอยู่ด้านบน ทั้งสามชิ้นจะจารึกเรื่องราวการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้านหลังกำแพงทั้งสี่ชิ้นยังมีการเจาะช่องติดบานพับเพื่อเป็นที่บรรจุอัฐิของอดีตสหายที่ไม่ได้เสียชีวิตระหว่างการสู้รบ แต่มาเสียชีวิตในภายหลังและประสงค์จะให้นำอัฐิมาไว้ที่อนุสรณ์ 


 



 


                      กำแพงประวัติศาสตร์เคียวเกี่ยวดาวที่ก่อสร้างเพิ่มเติมในปี 2555 ด้านหลังมีช่องที่เปิดได้ไว้สำหรับบรรจุอัฐิสหาย
 

สำหรับการดูแลและบริหารจัดการอนุสรณ์สถาน ทางอดีตสหายมีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นคณะกรรมการอนุสรณ์สถานบ้านช่องช้าง และมีการคัดเลือกอดีตสหายเป็นประธานโดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคนละ 2 ปี ดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกินสองวาระ และมีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างเป็นกิจลักษณะเพื่อให้สามารถทำงานสอดประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


                                                                          รองเท้าของสหายที่ขุดพบในหลุมฝังศพ

ทุกเดือนเมษายน อดีตสหายที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ที่ช่องช้างรวมถึงสหายจากเขตงานอื่นๆจะมารวมตัวกันที่อนุสรณ์สถานเพื่อทำกิจกรรมรำลึกถึงสหายที่เสียชีวิตไป โดยหนึ่งในกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์ของอนุสรณ์สถานบ้านช่องช้างคือการเดินสวนสนามที่เป็นเอกลักษณ์(พิเศษกว่าที่อื่นยังไง) นอกจากกิจกรรมที่จัดกันปีละครั้งทางสหายที่ยังมีชีวิตอยู่ยังตระหนักด้วยว่าก การทำให้อนุสรณ์สถานแห่งนี้มีชีวิตและมีความเชื่อมโยงกับชุมชนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ทางสหายจึงจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนหมู่บ้านประวัติศาสตร์บ้านช่องช้าง เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการอนุสรณ์สถานเพื่อทำหน้าที่จัดการท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ โดยอดีตสหายจะเป็นคนที่พาผู้ร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมจุดต่างๆและเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตให้ฟังโดยที่ผู้เล่าเป็นคนที่ผ่านเหตุการณ์โดยตรง สำหรับคนที่ชอบเดินป่าทางกลุ่มก็จัดกิจกรรมเดินป่าในลักษณะเดียวกับที่สหายเคยเดินในอดีต โดยกิจกรรมท่องเที่ยวนี้อดีตสหายผู้ไม่ประสงค์ออกนามให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทางสหายได้ทางสถานศึกษาในจังหวัด เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ที่เห็นความสำคัญของการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาช่วยพัฒนาและออกแบบการทำงานท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

สุราษฎร์ธานี เมืองแห่งสมรภูมิสงครามประชาชน

นอกจากอนุสรณ์สถานเขาช่องแล้ว ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานียังสถานที่และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ระหว่างกองทัพไทยกับทหารทปท.อีกหลายแหล่ง เช่น

อนุสาวรีย์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เวียงสระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตเสด็จไปเยี่ยมและพระราชทานกำลังใจแก่ตำรวจ ทหาร และอส.ในพื้นที่ภาคใต้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2520 ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ระหว่างที่พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปยังสภ.อ.เคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทรงทราบจากวิทยุสื่อสารว่ามีเจ้าหน้าที่ตชด.ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด จึงรับสั่งให้นำเฮลิคอปเตอร์ที่ประทับไปรับตัวผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์จะไปถึงที่หมายซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งก็ถูกระดมยิงด้วยปืน ระหว่างนั้นพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตมีรับสั่งว่า "ฉันถูกยิง" เจ้าหน้าที่บนเครื่องบินถวายการปฐมพยาบาลและห้ามเลือดให้พระองค์ขณะที่นักบินต้องนำเครื่องไปลงจอดฉุกเฉินที่สนามหน้าโรงเรียนวัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ เพื่อต่อเฮลิคอปเตอร์ลำใหม่ไปโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี แต่พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตก็สิ้นพระชนม์ไปก่อนตั้งแต่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์



                                   สนามหน้าโรงเรียนวัดบ้านส้อง จุดที่เฮลิคอปเตอร์ของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตเคยลงจอดฉุกเฉิน
 




                                                       อนุสาวรีย์พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เวียงสระ

อนุสาวรีย์ของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตที่อยู่ในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เวียงสระ ตั้งอยู่บริเวณลานจอดรถของโรงพยาบาล สำหรับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชแห่งนี้อยู่ห่างจากโรงเรียนวัดบ้านส้องซึ่งเป็นจุดที่เฮลิคอปเตอร์ที่ประทับของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตเคยลงจอดฉุกเฉินไปประมาณ 1.2 กิโลเมตร นอกจากอนุสาวรีย์แห่งนี้ ในอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานียังมีการจัดสร้างอนุสาวรีย์ของพระองค์อีกแห่งหนึ่งด้วย โดยตั้งอยู่ในค่ายวิภาวดีรังสิต ที่ต่างกันคืออนุสาวรีย์ที่รพ.สมเด็จพระยุพราชจะเป็นอนุสาวรีย์ที่ทรงประทับนั่ง ส่วนที่ค่ายวิภาวดีรังสิตจะเป็นอนุสาวรีย์ที่ทรงประทับยืน 



                                                                                         ถนนวิภาวดีรังสิต

พระนามของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตยังถูกนำไปตั้งชื่อสถานที่ต่างๆในจังหวัดสุราษฎรธานีด้วย ทั้งค่ายทหาร วัด รวมถึงชื่อถนนสายหนึ่งในอำเภอเวียงสระด้วย

รถถังสายพานจำลอง ตั้งอยู่ห่างจากอนุสรณ์สถานบ้านช่องช้างไปประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นจุดที่สหายเคยใช้ระเบิดที่ประดิษฐ์เอง "ช้อต" รถถังเจ้าหน้าที่จนเกิดความเสียหายในปี 2519 รถถังจำลองนี้ถูกสร้างขึ้นในภายหลังโดยกลุ่มอดีตสหายเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ด้านหลังของรถถังจำลองมีแผ่นป้านสลักว่า "ปีพ.ศ.2519 ทางรัฐบาลเปิดยุทธศาสตร์แผนพิทักษ์ประชาเพื่อปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในเขตพื้นที่บ้านช่องช้าง ค่าย 508 และเกิดการสู้รบระหว่างทหารกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผลทำให้รถถังหุ้มเกราะลำเลียงพลได้รับความเสียหาย ณ จุดที่ตั้งนี้"




                                                                                                รถถังจำลอง 

สถานีรถไฟพรุพี อยู่ห่างจากอนุสรณ์สถานบ้านช่องช้างไปประมาณ 6.5 กิโลเมตร จากคำบอกเล่าของอดีตสหายผู้ไม่ประสงค์ออกนาม สถานีรถไฟแห่งนี้เป็นสถานีที่นักศึกษาที่เข้าป่าในพื้นที่สุราษฎร์ธานีลงรถไฟก่อนเดินทางมาที่เขาช่องช้าง สหายคนเดียวกันยังเล่าด้วยว่าที่สถานีรถไฟแห่งนี้เคยเกิดเหตุการณ์ที่ทหารของพรรคเคยหยุดขบวนรถไฟเพื่อโฆษณาแนวคิดกับผู้โดยสาร และเหตุการณ์เดียวกันนี้ถูกนำไปเป็นหนึ่งในภาพแกะสลักบนตัวอนุสรณ์สถานด้วย สำหรับเหตุการณ์หยุดรถไฟที่สหายเล่านี้น่าจะเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่มีการกล่าวหาว่ากองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ดักปล้นรถไฟ แต่กรณีดังกล่าวมีการระบุว่าเกิดขึ้นที่สถานีสุราษฎรธานี ขณะที่สหายผู้ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่าเหตุการณ์หยุดารถไฟเกิดที่สถานีพรุพี ส่วนเหตุที่ทำให้เชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งสองน่าจะเป็นเหตุการณ์เดียวกันเป็นเพราะทั้งในรายงานข่าวของ Spring News และคำบอกเล่าของสหายเล่าไปในทิศทางเดียวกันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีกับสุรชัย แซ่ด่าน        


                                                                                          สถานีรถไฟพรุพี

บ้านร้างริมคลองหินแท่ง หากขับรถไปบนถนนหมายเลข 4009 มุ่งหน้าไปทางแยกที่จะเลี้ยวเข้าไปอนุสรณ์สถานบ้านช่องช่าง เมื่อมาถึงบริเวณคลองหินแท่งหากมองไปทางซ้ายมือจะพบซากบ้านร้างหลังหนึ่งตั้งอยู่ในสวนยาง หากมองบนกำแพงบ้านหลังดังกล่าวจะพบว่ามีร่องรอยรูกระสุนจำนวนหลายรู อดีตสหายผู้ไม่ประสงค์ออกที่พาทีมงานพิพิธภัณฑ์สามัญชนไปดูสถานที่เล่าว่าบริเวณดังกล่าวเคยมีการรบครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง โดยฝ่ายสหายที่ซุ่มอยู่บนเนินป่ายางนำกำลังมาซุ่มโจมตีขบวนรถของทหาร 


 








                                                 ร่องรอยการปะทะที่ยังหลงเหลืออยู่บนซากบ้านร้างบริเวณคลองหินแท่ง

หลังซุ่มยิงสหายก็ถอยหนีเข้าไปในป่าขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ยิงตอบโต้ การปะทะกันครั้งนั้นยังคงทิ้งร่องรอยไว้บนบ้านร้างหลังนี้ และทุกครั้งที่มีการจัดทัวร์ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ บ้านร้างหลังนี้เป็นหนึ่งในจุดที่ผู้นำทัวร์จะพาผู้ร่วมเดินทางมาดู สหายผู้ไม่ประสงค์ออกนามระบุด้วยว่าเจ้าของที่ดินซึ่งบ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่เป็นคนที่อยู่ร่วมสมัยกับเหตุการณ์และปัจจุบันเขายังมีชีวิตอยู่ สหายผู้ไม่ประสงค์ออกนามตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าของที่ดินน่าจะเกรงใจอดีตสหายจึงยังไม่รื้อถอนซากบ้านหลังนั้นไปเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่หากในอนาคต เจ้าของที่ดินเสียชีวิตไปลูกหลานของเขาก็อาจจะรื้อถอนและ ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ก็อาจสูญหายไป

เรื่องโดย อานนท์ ชวาลาวัณย์
ภาพโดย อานนท์ ชวาลาวัณย์ ธนพล พันธุ์งาม และภาพถ่ายเก่าจากสหายผู้ไม่ประสงค์ออกนาม