- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
ในนิทรรศการ Once upon a time 63 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 - 25 ตุลาคม 2568 โดยพิพิธภัณฑ์สามัญชน ร่วมกับ Kinjai Contemporary ได้มีวงเสวนา “The Unfinished Business ม็อบ 63 กับภารกิจที่ยังไม่แล้วเสร็จ” ในวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ด้วย โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย
- ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล อดีตนักกิจกรรมกลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตยและเจ้าหน้าที่ เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL)
- ณัฐชนน ไพโรจน์ อดีตนักกิจกรรมแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมและเจ้าหน้าที่ เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (Thumb Rights)
- สุพงศ์ จิตต์เมือง ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี MOB 2020 - 2021
โดยมี อานนท์ ชวาลาวัณย์ จากพิพิธภัณฑ์สามัญชน เป็นผู้ดำเนินรายการ
ห้วงความทรงจำของปี 63 ที่สะท้อนผ่านสิ่งของ
อานนท์ชวนผู้ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้สึกผ่านสิ่งของที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการ โดยให้ผู้ร่วมเสวนาเลือกวัตถุมาเล่าถึงคนละ 1 ชิ้น โดยเริ่มจาก ณัฐ - ณัฐชนน ที่เลือกพูดถึง “สมุดบันทึก” ของ "อันนา" โดยณัฐเล่าว่า ตนเองรู้สึกชื่นชอบสมุดของอันนา และสะดุดตากับสติกเกอร์ที่มีข้อความ “เรารักในหลวงที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ” มาก เพราะนี่คือสัญลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องที่สะท้อนถึงช่วงปี 2563 ได้อย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันสติกเกอร์สีเหลืองนี้เลียนแบบมาจากสติกเกอร์ที่เราสามารถเห็นได้ทั่วไป เพียงแต่ชิ้นนี้เพิ่มข้อความส่วนท้ายเข้ามาเพื่อสะท้อนบริบทของการเคลื่อนไหว ผสมผสานกับความ “กวน” แบบคนรุ่นใหม่เพื่อสื่อสารถึงความต้องการและข้อเรียกร้องในช่วงนั้น
ส่วนมายด์ - ภัสราวลีเลือกพูดถึงจดหมายจาก “อานนท์ นำภา” ที่เขียนส่งมาจากในเรือนจำ เธอเล่าว่าข้อความจากจดหมายของอานนท์ทำให้เธอร้องไห้ เพราะถ้อยความที่อานนท์ส่งออกมานั้นสะท้อนความเข้มแข็งของเขาอย่างมากจนอดคิดไม่ได้ว่าอานนท์ถูกคุมขังอยู่
ในขณะที่แมพ - สุพงศ์ประทับใจของที่เกี่ยวกับ “ตัน สุรนาถ” เนื่องจากสุพงศ์เป็นคนที่เคยร่วมงานกับตัน และงานที่ตันทำนั้นเป็นการทำพื้นที่สร้างสรรค์ อย่างโครงการ “พื้นที่นี้ดีจัง” ที่ร่วมกันขับเคลื่อนกันมาตั้งแต่ 15-16 ปีก่อน โดยพื้นฐานที่ตันคลุกคลีงานชุมชนมาตั้งแต่รุ่นพ่อจนซึมเข้าไปในสายเลือดก็ว่าได้ ตัวอย่างงานของตันเมื่อไม่นานมานี้คือการทำงานร่วมกับชุมชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งเมื่อไม่ได้จดทะเบียนก็ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิหลายอย่าง เมื่อตันถูกคุมขังไปจึงทำให้การขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ต้องชะงัก และส่งผลต่องานหลาย ๆ เรื่องของเขา รวมถึงเพื่อนร่วมงาน และครอบครัวด้วย
จุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ในม็อบ 63
ณัฐเล่าให้ฟังว่า เขาเป็นเด็กที่เติบโตในพื้นที่ต่างจังหวัด คนในครอบครัวชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และถูกบอกเล่าจากผู้ใหญ่ว่าทหารเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีวินัย เมื่อเข้ามาบริหารบ้านเมืองย่อมเป็นเรื่องที่ดี ทำให้ตัวเขาเองมีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นทหาร แต่เนื่องจากประสบอุบัติเหตุจนสูญเสียขาไปข้างหนึ่งจึงทำให้ไม่สามารถเป็นทหารได้ ในวันหนึ่งณัฐพบเพื่อนอ่านหนังสือการเมืองอยู่จึงเข้าไปขอมาอ่านบ้าง ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวการเมืองในมุมที่ไม่เคยรู้ และทำให้เขาสนใจข่าวสารการเมืองมากขึ้น จนต่อมาเมื่อเขาเห็นข่าวการทุจริตเรื่องเรือเหาะของกองทัพบกจึงทำให้เริ่มตั้งคำถามถึงบทบาทของทหารที่ไม่ได้ดีอย่างที่เคยถูกบอกสอนมา และเมื่อถึงเวลาต้องเข้ามหาวิทยาลัยเลยตั้งใจว่าจะไปทำกิจกรรมทางการเมือง และเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหาร แบบที่นักศึกษายุคเดือนตุลาฯเคยทำในประวัติศาสตร์การเมืองที่เคยอ่าน สุดท้ายณัฐได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้พบกับ “เพนกวิ้น - พริษฐ์ ชิวารักษ์” จึงรวมกลุ่มร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ส่วนมายด์เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนต่างจังหวัดเหมือนกัน โดยในช่วงปี 2556 - 2557 ที่โรงเรียนมีการพานักเรียนไปร่วมกิจกรรมกับ กปปส. ในจังหวัด แต่ว่าครอบครัวของเธอไม่ได้เห็นด้วย และมีความชอบเอนเอียงไปทาง “ทักษิณ ชินวัตร” จึงไม่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านั้น และเมื่อเธอเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ได้เข้าเรียนวิศวะโยธาที่มหาวิทยาลัยเกาตรศาสตร์ ศรีราชา ทำให้พบกับเพื่อนที่ทำกิจกรรมทางการเมือง และทำให้รู้ว่าเรื่องการเมืองนั้นสำคัญกับชีวิตตนเอง และเริ่มสนใจการเมืองมากขึ้น ในปี 2558 ที่ครบรอบ 1 ปีการรัฐประหาร คสช. มายด์เห็นข่าวการสลายการชุมนุมที่หอศิลป์ กทม. จึงเริ่มตั้งคำถามกับระบอบเผด็จการมากขึ้น จนต่อมาในปี 2559 - 2560 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของครอบครัวเริ่มประสบปัญหาหนัก เธอจึงรู้สึกว่าการเมืองมันส่งผลกระทบกับตนเองโดยตรง เพราะต่อให้พ่อแม่ทำงานหนักแค่ไหน แต่หากสภาพสังคมที่เป็นอยู่ไม่เอื้ออำนวยก็ยากที่จะลืมตาอ้าปากได้ โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจในยุครัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร จุดนี้จึงทำให้มายด์อยากเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นโดยมาร่วมเคลื่อนไหวกับเพื่อนนักกิจกรรมที่ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน แต่ด้วยระยะห่างทำให้ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ กทม. บ่อยนัก จนปี 2560 เธอได้ย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยมหานคร จึงมีโอกาสได้พบเจอเพื่อนนักกิจกรรมที่ กทม. มากขึ้น จนปี 2563 ที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ และการเคลื่อนไหวของม็อบนักศึกษาและเยาวชน เราจึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการชุมนุมตั้งแต่นั้นมา
ในช่วงปี 2563 แมพทำงานแล้ว และไม่ค่อยทันกิจกรรมชุมนุมในหลายที่ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นทั้งที่ใจอยากไปร่วม เพราะรู้สึกว่าคนในสังคมอัดอั้นจากการถูกกระทำจากผู้มีอำนาจมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การถูกขัดขวางการเลือกตั้ง และการรัฐประหาร จนวันหนึ่งที่เด็ก ๆ นักเรียน นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวจึงสร้างความตื่นตัวให้เขาอีกครั้งที่จะเข้าร่วม โดยครั้งแรกที่แมพได้เข้าร่วมคือวันที่ 19 กันยายน 2563 ที่ธรรมศาสตร์ และสนามหลวง กิจกรรมในวันนั้นสร้างความตื่นเต้นอย่างมากให้กับเขา เพราะรู้สึกว่าสิ่งนี้มันคือ Festival เพราะนอกจากเวทีปราศรัย ยังมีการออกบูธกิจกรรม ร้านค้า ละคร เล่นว่าว ฯลฯ ซึ่งเปลี่ยนนิยามการชุมนุมที่เขาเคยรับรู้มา แมพในฐานะคนที่ทำงานสร้างสรรค์จึงรู้สึกว่าการชุมนุมนี้คือการสร้าง creative space อย่างหนึ่ง ประกอบกับประเด็นที่สื่อสารทางการเมืองก็ดีอย่างมาก จึงทำให้เขาคอยติดตามกิจกรรมการชุมนุมอีกหลายครั้งต่อมา พร้อมถ่ายฟุตเทจต่อเนื่องไปอีกราว 1 ปี จนกลายมาเป็นภาพยนตร์สารคดี “MOB 2020 - 2021” ซึ่งถูกนำมาฉายในนิทรศการนี้ด้วย
รอยความทรงจำที่ไม่ลืมเลือน
การชุมนุมวันที่ 14 ตุลาคม 2563 คือการชุมนุมครั้งหนึ่งที่ณัฐจำได้ไม่ลืม เพราะครั้งนั้นเป็นอีกครั้งที่การชุมนุมวางแผนว่าจะปักหลักค้างคืนรอบทำเนียบรัฐบาล และมีเวลาเตรียมตัวไม่นานมากนัก ประกอบกับมีการนัดหมายชุมนุมในวันธรรมดา และเป็นช่วงกลางวันทำให้มีความเสี่ยงที่คนมาร่วมอาจจะไม่มากเท่ากิจกรรมอื่น ๆ ประกอบกับในเวลาต่อมามีข่าวว่าเส้นทางเดินขบวนของผู้ชุมนุมนั้น จะมีขบวนเสด็จผ่านด้วย ทำให้ต้องมีการวางแผนกิจกรรมให้รัดกุมและรอบคอบมากขึ้น โดยขยับเวลานัดหมายเดิมในช่วงบ่ายมาเป็นเวลาเช้าแทน ซึ่งยิ่งเสี่ยงที่จะไม่มีคนมาเข้าร่วมกิจกรรม
ปรากฏว่าเมื่อถึงและเวลานัดหมายในช่วงเช้า คนมายืนกันเต็มอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังมีการเผชิญหน้ากับมวลชนที่มารอรับเสด็จ แต่ปรากฏว่าหลายคนที่น่าจะเป็นฝั่งตรงข้ามกลับชูสามนิ้วและตะโกนให้กำลังใจผู้ชุมนุม และเมื่อขบวนผู้ชุมนุมเคลื่อนออกจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ณัฐเล่าว่าวันนั้นเขาต้องประจำอยู่บนรถเครื่องเสียงคันหนึ่ง แต่เมื่อเหลียวหลังกลับไปมองที่จุดเริ่มต้นก็พบว่ามองไม่เห็นปลายแถวแม้จะเคลื่อนจนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยลับสายตาไปแล้ว แสดงว่าในวันนั้นมีคนมาร่วมชุมนุมอย่างมืดฟ้ามัวดิน อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะปักหลักยาว 7 วัน 7 คืน ไม่สามารถทำได้ เมื่อแกนนำการชุมนุมหลายคนถูกออกหมายจับ และมีบางคนเข้ามอบตัวหรือโดนตำรวจเข้าจับกุม เช้ามืดวันที่ 15 ตุลาคม 2568 จึงมีการยุติกิจกรรมที่รอบทำเนียบ และมีการนัดหมายช่วงเย็นวันเดียวกันที่แยกราชประสงค์ ซึ่งคนก็มาร่วมอีกจำนวนมาก และต่อมาวันที่ 16 ตุลาคมมีความพยายามจะนัดชุมนุมที่ราชประสงค์อีก แต่ตำรวจสกัดกั้น การชุมนุมจึงย้ายมาที่แยกปทุมวัน และวันนั้นเป็นครั้งแรกที่ตำรวจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมด้วยรถฉีดน้ำ และแก๊สน้ำตา จากนั้นมาการชุมนุมก็เกิดขึ้นรายวันในหลายพื้นที่
มายด์เล่าวันที่เธอจำได้ไม่ลืมคือวันที่ 24 มีนาคม 2564 ที่แยกราชประสงค์ ช่วงนั้นแกนนำหลายคนถูกคุมขัง และประเด็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ก็แทบไม่มีใครนำขึ้นมาปราศรัยอย่างตรงไปตรงมาอีกแล้ว เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 แต่ในวันนั้นเธอเลือกที่จะราศรัยประเด็นนี้ มายด์เล่าว่าเธอตื่นเต้นมากเพราะไม่มีใครสื่อสารแบบนี้แล้วในช่วงนี้ ตอนที่พูดไปสังเกตดูคนที่ฟังปราศรัยก็นิ่งเงียบไปเหมือนกัน แต่แล้วก็เริ่มมีเสียงปรบมือ ร้องไห้ และส่งเสียงตอบรับ ทำให้เธอรู้สึกว่าคนยังมีใจที่สู้อยู่ และการพูดครั้งนั้นก็เป็นการส่งสารตรง ๆ ด้วยเหตุและผล ในฐานะประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย หลังจากวันนั้นมีการดำเนินคดีกับผู้ปราศรัยหลายคนด้วยคดี พรก.ฉุกเฉินฯ แต่เธอเป็นคนเดียวที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 และนับเป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของเธอด้วย
ส่วนการชุมนุมที่แมพจำได้ไม่ลืมนั้น คือการชุมนุมวันที่ 17 ตุลาคม 2563 ซึ่งมีการนัดหมายกันที่แยกลาดพร้าว และเป็นการชุมนุมครั้งแรกที่ต่อเนื่องมาจากการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน วันนั้นผู้คนยังคงมากันอย่างมากมายจนเต็มพื้นที่ มีการแจกอุปกรณ์ป้องกันทั้งเสื้อกันฝน หมวกนิรภัย และแว่นตากันแก๊ส หลายคนดูกังวลว่าจะถูกสลายการชุมนุมอีกหรือไม่ แต่หลายคนก็ดูเหมือนต้องการมาเจอสถานการณ์ถูกสลายการชุมนุม ซึ่งสุดท้ายต้องผิดหวังกลับไปเพราะวันนั้นไม่มีการสลายการชุมนุม
หนึ่งสิ่งที่แมพถ่ายทอดให้ฟังคือความประทับใจที่เขาเห็นผู้คนที่มาร่วมชุมนุมลุกขึ้นมาปราศรัยบอกเล่าความรู้สึกอัดอั้นของตนเอง เขารู้สึกว่านี่เป็นครั้งแรก ๆ ที่ทุกคนคือแกนนำ เพราะทุกคนสามารถส่งเสียงของตัวเองได้ และอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่แมพจำได้ไม่ลืมเช่นกัน คือในอีก 1 เดือนต่อมา ที่รัฐสภามีการประชุมวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ผู้ชุมนุมจำนวนมากหลั่งไหลไปที่รัฐสภาในขณะที่ตำรวจก็ขัดขวางด้วยรถฉีดน้ำ และแก๊สน้ำตา อีกทั้งในวันนั้นมีกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองนัดหมายมาในพื้นที่ใกล้เคียงกันด้วย แมพจำได้ว่าครั้งนั้นเขาเห็นคนหนึ่งในกลุ่มคนเสื้อเหลืองถือมีดเข้ามาเหมือนจะทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมอีกฝ่าย ตอนนั้นสื่อมวลชนที่เห็นก็พากันตะโกนห้าม แมพเล่าว่าเหตุการณ์นั้นทำให้เขานึกย้อนไปช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และคิดว่าต้องใช้ความรุนแรงกับคนคิดต่างขนาดนี้เลยหรือ ? อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นั้นก็คลี่คลายไป ส่วนในสภาฯ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็ถูกโหวตคว่ำ ในขณะที่นอกสภาฯ แม้ตำรวจจะยุติการระดมยิงแก๊สน้ำตาและหยุดฉีดน้ำสลายการชุมนุมไปแล้ว แต่กลิ่นแก๊สน้ำตานั้นก็ยังคงคละคลุ้งโดยรอบพื้นที่ไปอีกหลายชั่วโมง จนแม้แต่บางคนที่เพิ่งมาถึงพื้นที่นี้ก็รู้สึกได้
5 ปีจาก 63 กับความหวัง ความฝันที่ยังต้องสานต่อ
ณัฐเล่าว่า เมื่อย้อนไปดูความฝันของเขาในวันนั้น จะเรียกว่าฝันไกลขนาดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินก็ได้ เพราะตอนนั้นเขารู้สึกว่าจิตใจมันฮึกเหิมมาก เราต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำกันนั้นไม่ใช่ภารกิจระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องและยาวนาน ณัฐเปรียบสิ่งนี้ว่าไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร แต่เป็นการว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร ฉะนั้นคนที่ออกมาเคลื่อนไหวก็ต้องใจเย็นมากขึ้น เรียนรู้ว่ามีทั้งวันที่ต้องสู้ และวันที่ต้องถอย เขาเห็นเพื่อนที่สู้ด้วยกันมาหลายคนที่ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าพวกเขาผิด แต่ว่าถึงจุดหนึ่งการไม่ผ่อนลงมาก็ทำให้ไปต่อยาก
ในขณะที่ปัจจุบันพวกเขาหลายคนก็ได้เรียนรู้และค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปอย่างรู้จังหวะมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันเรื่องข้อเรียกร้องที่เป็นความฝันของหลาย ๆ คนก็ยังคงอยู่ในปัจุบัน แต่บางอย่างต้องดูว่าสิ่งไหนที่ทำได้ตอนนี้ และอย่างไหนที่ต้องใช้เวลา ซึ่งพวกเราก็ต้องพยุงตัวเองให้ไปต่อเพื่อรอวันที่เราจะเปลี่ยนจากว่ายข้ามมหาสมุทรมาวิ่ง 100 เมตรอีกครั้ง
มายด์สรุปการเคลื่อนไหว 5 ปีที่ผ่านมาว่าได้เรียนรู้การใจกว้างและใจเย็นมากขึ้น เช่น ในช่วง 5 ปีก่อน เธอมองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้างานหลายคนเป็นศัตรู แต่ปัจจุบันก็เข้าใจขึ้นว่าเขาต้องมาทำสิ่งเหล่านี้ก็เพราะผู้บังคับบัญชาและเพราะระบบที่ไม่ดีรวมทั้งอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม แม้ตำรวจชั้นผู้น้อยหน้างานจะเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐมาคุกคามประชาชน แต่ก็เพราะโครงสร้างที่กดทับทุกคนอยู่ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ เรื่องการต่อสู้เมื่อ 5 ปีก่อนก็ได้ทำลายเพดานอะไรหลาย ๆ อย่างลง เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมหลายด้าน ความฝันความหวังตอนนั้นของหลาย ๆ คน ในปัจจุบันก็น่าจะยังคงอยู่ เพราะหลาย ๆ ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ยังอยู่ กลไกอำนาจรัฐที่ซับซ้อนขัดขวางการเปลี่ยนแปลงยังอยู่ สิ่งเหล่านี้เธอมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เพื่อสอดแทรกตัวเองลงไปเพื่อต่อรองให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น และที่สำคัญคือการรักษาพลังในการต่อสู้เอาไว้ การรักษาพลังในการต่อสู้ได้ก็ต้องมีพลังอื่น ๆ มาเสริม เช่น พลังข้อมูลที่จะใช้หักล้างข้อโต้แย้งของผู้มีอำนาจ หรือการเรียนรู้กลไกของกฎหมายให้เข้าใจมากขึ้น แม้ว่าจะยากแต่เป็นสิ่งที่ทำได้ อาจใช้เวลายาวนานแต่พวกเราสามารถทำได้ ฉะนั้นแล้วการยืนระยะในการต่อสู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ การอยู่ให้นานเพื่อรอวันที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงตามความฝัน ความหวังให้ได้ ต้องดูแลตนเองและเพื่อนในขบวนไปด้วย