- บทความ
- Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง
ประพร วิเจียน คือหญิงชาวบ้านคนหนึ่งจากวานรนิวาส จ.สกลนคร ที่ต้องอพยพตามครอบครัวมาหักร้างถางพงบุกเบิกที่ทำกินใน อ.บึงกาฬ (ขณะนั้นอยู่ใน จ.หนองคาย) จึงทำให้ประพรเติบโตมาท่ามกลางทุ่งนาป่าเขา ในวัยเยาว์ของประพร เธอเป็นเพียงเด็กสาวที่หวังจะได้เรียนหนังสือสูง ๆ แต่ด้วยความที่พ่อแม่เป็นเกษตรกรทำให้โอกาสในการศึกษามีไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม ประพรมีความสามารถในการร้องเพลงจึงได้มีโอกาสเรียนร้องหมอลำอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งหน่วยงานมวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เข้ามาโฆษณาว่าการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จะทำให้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ประกอบกับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐเผาบ้านเรือนชาวบ้านที่บ้านนาทรายในข้อหาต้องสงสัยเป็นคอมมิวนิสต์ สิ่งนี้กลายเป็นแรงผลักครั้งสำคัญให้ประพรตัดสินใจหนีเข้าป่าโดยไม่แม้แต่จะลาพ่อแม่ จนในที่สุดเธอจึงได้เข้าเรียนที่โรงเรียนการเมืองการทหาร และได้รับชื่อจัดตั้งตามน้ำเสียงที่ไพเราะของเธอว่า ‘สหายเรไร’
แต่ด้วยความที่ประพรคิดว่าชื่อนี้มีความนุ่มนวลไม่ห้าวหาญดั่งอุดมการณ์ที่เธอมี สหายนำจึงให้ชื่อใหม่แก่เธอว่า ‘สหายเทิด’ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นชื่อที่ผู้คนรอบภูพานรู้จักอย่างกว้างขวาง ชื่อเสียงของเธอโด่งดังขนาดที่แม้ว่าเธอจะโดนจับกุมมาเข้าการอบรมของรัฐอย่างไม่เต็มใจหลังคำสั่ง 66/2523 รัฐยังนำชื่อของสหายเทิดมาใช้เป็นเครื่องมือในการ ‘หลอก’ คนให้ออกจากป่าในเวลาต่อมา
สาวอีสานบ้านป่า ที่หันมาเรียนหมอ(ลำ)
“เราเป็นลูกชาวบ้าน พ่อแม่เราเป็นเกษตรกรอยู่ที่วานรนิวาส สกลนคร ก็ทำไร่ทำสวนกันไปแต่ว่ามันไม่พอกิน จนเราอายุได้ประมาณ 15 - 16 ปี พ่อแม่ก็ตกลงกันว่าจะย้ายที่อยู่และที่ทำกิน ต่อมาเลยพาเรากับพี่น้องย้ายไปที่บึงกาฬเพราะที่นั่นมีญาติพี่น้องอยู่ สมัยนั้นการเดินทางก็ลำบากมาก รถโดยสารก็เป็นรถสองแถว เราต้องนั่งไปลงที่ อ.พรเจริญ แล้วพากันเดินต่อ แถวนั้นเป็นป่าทึบไปหมดก็ต้องเดินกันไปจนถึงหมู่บ้านที่มีคนเขาอยู่กัน”
“ถึงละแวกนั้นจะมีญาติพี่น้อง แต่ก็อยู่ห่าง ๆ กัน ตอนนั้นพ่อแม่เราต้องบุกเบิกที่ทำกินเอง โดยยึดเอาการทำไร่ทำสวนเหมือนเดิมนี่แหละ ส่วนเราพอย้ายไปอยู่ที่บึงกาฬแล้วก็อยากเรียนต่อแต่สมัยนั้นโอกาสมันมีน้อย อาศัยว่าเราชอบร้องเพลงเลยไปหัดร้องหมอลำ ก็เลยได้ความรู้เรื่องการร้องกลอนลำมาบ้าง”
“เราเรียนร้องหมอลำอยู่ได้ช่วงหนึ่ง พอดีกับตอนนั้นเป็นช่วงที่กรุงเทพฯเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พรรคคอมมิวนิสต์ทางอีสานเขาก็เข้ามาจัดตั้งในหมู่บ้านเรา ทีนี้หน่วยที่เขาส่งมาหน่วยหนึ่งคือหน่วยมวลชน เขาก็มาประชาสัมพันธ์เพื่อชักชวนชาวบ้านมาเข้าร่วมกับพรรค สิ่งที่เราจำได้อย่างหนึ่งคือ เขาบอกว่าคนที่เข้าร่วมกับพรรคจะได้รับการศึกษา”
พ่อตรอมใจหลังลูกสาวหนีเข้าป่า
“ตอนแรกที่ พคท. เข้ามาในหมู่บ้านเราก็กลัวแหละ เพราะไม่เคยเห็นคอมมิวนิสต์ แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เริ่มรู้จักกัน กลายเป็นว่าสหายบางคนมาจากมุกดาหารเป็นญาติพี่น้องเรา หลัง ๆ เราก็อุ่นใจก็เลยไม่ได้กลัว แล้วที่เขาประชาสัมพันธ์ว่าถ้าเข้าร่วมจะได้เรียนต่อ ตอนได้ยินเราก็สนใจ เพราะเราอยากเรียนอยู่แล้ว เราเลยตัดสินใจว่าเราจะเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์”
“ประกอบกับตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ที่บ้านนาทราย ซึ่งมันใกล้กับบ้านที่เราอยู่ ยิ่งทำให้เราตัดสินใจเด็ดขาดเลยว่าต้องเข้าป่า ตอนที่ตัดสินใจเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เราไม่ได้บอกทางบ้านนะ เพราะทางบ้านเขาไม่ได้สนใจทางนี้เหมือนเราเท่าไหร่ เราเลยจะหนีตามเขาไปเข้าร่วมกับพรรค แล้วตอนนั้นวงหมอลำเขาจะทำทัวร์กันแล้ว แต่เราก็หนีเข้าป่ามาเสียก่อน”
“พรรคเขาส่งคนมารับจากในป่าโดยมีสหายบ้านติดต่อให้ จากนั้นเรากับเพื่อนอีก 5 คน ที่เป็นผู้หญิงทั้งหมดอายุไล่ ๆ กัน ต้องพากันเดินไปทั้งคืนกว่าจะไปถึงฐาน”
“เราเข้าป่ามาได้ยังไม่ถึงปีดี ปรากฏว่าทางบ้านส่งข่าวมาทางหน่วยข่าวของพรรคว่าพ่อเราป่วย เราก็เป็นห่วง แต่ออกไปหาไม่ได้เพราะสถานการณ์มันอันตราย จนสุดท้ายพ่อก็เสียและเราไม่ได้ไปหา ส่วนสาเหตุนั้นก็เพราะว่าเราเป็นลูกสาวที่พ่อ ‘ฮักแพง’ พอเราเข้าป่าพ่อก็ตรอมใจจนล้มป่วย ทั้ง ๆ ที่แกเป็นคนแข็งแรงนะ เป็นเกษตรกรทำไร่ทำสวนไม่เคยเจ็บป่วย ตอนนั้นแกคงตรอมใจมาก”
แมวมองดึงเข้าสังกัด ‘หน่วยศิลปิน’ ในชื่อ ‘สหายเรไร’
“ที่ฐานเราต้องแยกไปเข้าตามหน่วยที่เขาจัดสรรให้ อย่างเราถูกเอาไปไว้ที่หน่วยศิลปิน เขาตั้งใจให้เราไปอยู่หน่วยนี้เลยนะ เพราะเขาเล็งเอาไว้ตั้งแต่ช่วงที่เราอยู่ที่บ้านแล้ว เขาเห็นเราร้องเพลงตอนไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายที่หมู่บ้าน พอเข้ามาที่ฐานเขาเลยแยกให้ไปอยู่หน่วยศิลปิน จากนั้นก็ให้ใช้ชื่อจัดตั้งว่า ‘สหายเรไร’ เขาว่าเป็นเพราะเสียงเราเพราะเหมือนจั๊กจั่นเรไรพวกนั้น เราก็เลยได้ชื่อว่าสหายเรไร”
‘สหายเรไร’ บึงกาฬ … สู่ ‘สหายเทิด’ ภูพาน
“เอาเข้าจริงเราไม่ค่อยชอบชื่อเรไรเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่ามันไพเราะเกินไป แต่เราก็ยังใช้อยู่ได้ตั้ง 2 ปี จนย้ายจากบึงกาฬไปสว่างแดนดิน และมาอยู่ที่เขตงานภูพานนั่นแหละ ถึงขอกับสหายนำว่าอยากเปลี่ยนชื่อเพราะว่าชื่อเรามันเพราะเกินไป ทางสหายนำเขาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นมีให้เลือก 2 ชื่อ คือ ‘เชิด’ และ ‘เทิด’ จะเอาชื่อไหน เราเลยเลือกชื่อ ‘เทิด’ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยใช้ชื่อ ‘สหายเทิด’ เป็นต้นมา แต่ถ้ากลับไปแถวบึงกาฬ หรือสว่างแดนดินบางคนเขาก็ยังเรียกเราว่าเรไรอยู่”
“ตอนที่ย้ายมาอยู่ภูพานก็เพราะเขาคัดคนมาเข้าหน่วยศิลปินทางภูพานซึ่งเป็นเขตงานใหญ่ทางอีสาน ในวงนี้เขาจะมีการแสดงหลายแบบนะ ทั้งร้องเต้นเล่นระบำ หมอลำก็มี แต่ตอนที่เรามาเข้าวงนี้เราไม่ได้ร้องหมอลำนะ เขาให้เราร้องเพลงปกติทั่วไปอย่างเพลงปฏิวัติ ซึ่งเขาถึงกับส่งเราไปเรียนด้านนี้โดยเฉพาะ”
เรียนต่อเมืองนอก
“พออยู่ที่ภูพานเขาส่งให้เราไปเรียนที่น้ำงึม ประเทศลาว เรื่องที่เรียนก็จะเป็นเรื่องการเมืองการทหาร เพราะพวกนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ว่าใครอาชีพไหนก็ต้องเรียนให้รู้ดูให้เป็น อาชีพหมอ อาชีพการผลิต อาชีพศิลปิน อาชีพอะไรก็ต้องมีพื้นฐานทางด้านการเมืองการทหาร ส่วนที่เจาะจงสำหรับเราก็คือวิชาร้องเพลง”
“จริง ๆ เราเรียนมาบ้างก่อนที่จะข้ามไปเรียนที่ฝั่งลาว โดยคนที่สอนก็คือสหายนักศึกษา เขาจะสอนเราร้องเพลง สอนดนตรี เราเรียนรู้จากสหายนักศึกษาก่อน พอตอนข้ามไปลาวก็อาศัยสหายนักศึกษาอีก เพราะเวลาเรียนเรื่องโน้ตดนตรีเราก็ไม่รู้โน้ตอะไรเป็นอะไร พวกนักศึกษาเขาก็สอนให้ ส่วนตอนอยู่ที่ฝั่งลาวก็มีอาจารย์ทางลาวที่เขาอยู่ในเมืองเวียนจันทร์เป็นคนของพรรรคคอมมิวนิสต์ที่ลาวมาสอน วงเราเป็นวงหลักตอนนั้นก็ได้ไปเรียนกันทั้งวง แต่ถ้าเป็นวงอื่น ๆ ก็ไม่ได้ไป”
“วิชาการทหารเป็นวิชาสำคัญ เพราะเกี่ยวกับการต่อสู้ และจำเป็นในการช่วยเหลือตัวเองในเวลาฉุกเฉิน เราต้องใช้อาวุธเป็น ถอด - ประกอบอาวุธต้องทำให้ได้ ซึ่งเขาก็สอนให้หมด เพราะถือว่าทุกคนเวลานี้อยู่ในการสู้รบต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอด อย่างเราจะมีปืนประจำตัวเป็นปืน K-54 ซึ่งมาจากจีน”
“แล้วก็มีวิชาการเมือง เขาสอนปลุกระดมด้านจิตใจให้สหายทุกคนรู้จักวิพากษ์สังคมแล้วก็ต้องวิจารณ์ตัวเอง ส่วนวิชาการเมืองการทหารเราจะเรียนในทุกเช้า เพื่อเป็นการอบรมบ่มเพาะจิตใจให้ฮึกห้าวเหิมหาญ จากนั้นจึงไปปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองตามฝ่ายหรือหน่วยที่ได้รับมอบหมาย เราเป็นศิลปินก็ปฏิบัติหน้าที่ของศิลปิน คือ ต้องไปเล่นดนตรี ซ้อมดนตรี ซ้อมร้องเพลงกัน”
เป็นไข้ป่าจน ‘ตกค้าง’ กลางวงขัดแย้งที่ลาว
“เราไปเรียนที่ลาวอยู่เกือบปี หลังจากเรียนแล้วก็ใกล้ถึงเวลากลับ ปรากฏว่าเพื่อน ๆ เขากลับไปกันหมดแล้ว เหลือแค่เราคนเดียวตกค้างอยู่ที่ลาวเพราะป่วยเป็นไข้ป่า มาลาเรียขึ้นสมองเกือบตายจนต้องเข้าโรงพยาบาลที่ลาวเดินทางไม่ได้ แล้วช่วงนั้นก็โชคร้ายมากเพราะพรรคคอมมิวนิสต์ลาวกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยเริ่มขัดแย้งกัน เขาก็ปลดอาวุธเรา ไม่ให้ความช่วยเหลือ สาเหตุที่ขัดแย้งกันก็มาจากการที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยไม่เข้าร่วมแนวทางกับพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ตอนนั้นเหมือนเวียดนามมีแผนจะบุกยึดภาคอีสานก่อนแล้วเคลื่อนเข้ากรุงเทพฯ ตอนนั้นว่ากันว่าจะยึดสนามหลวงเลยนะ แต่พอพรรคคอมมิวนิสต์ไทยไม่เอาด้วยก็เลยขัดแย้งกัน เราที่ตกค้างอยู่ที่ลาวก็เลยถูกเพ่งเล็งไปด้วย ตอนมาเลี้ยงดูเราอย่างดี พอตอนจะกลับมาขัดแย้งกันเราถึงกับโดนปลดอาวุธ”
“แต่จะว่าโชคดีก็ได้ เพราะที่รอดมาก็เพราะบังเอิญมีสหายหมอคนไทยเขาเดินทางกลับมาจากเวียดนามแล้วมาอยู่แถว ‘สะหวันนะเขต’ พอเขารู้ว่าเราติดค้างอยู่ตรงนั้นเขาก็กลัวว่าเราจะได้รับผลกระทบ เขาเลยไปรับเราจากโรงพยาบาลมารักษาที่บ้านพัก เรารักษาตัวอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง จนเราอาการเริ่มดีขึ้นเขาก็จะพาเรากลับไทยให้ได้ เพราะบอกว่าในวงเราเป็นคนร้องหลัก วงขาดเราไปไม่ได้เลย แล้วพอดีทางพรรคที่ไทยเขาเจรจากับพรรคทางลาวได้ สุดท้ายเราก็เลยได้กลับไทย”
คืนสู่ ‘วง 88’ ความบันเทิงแห่งภูพาน
“พอกลับมาถึงที่ภูพาน เราก็รู้ว่าวงเราเขางดเล่นเลยเพราะขาดนักร้อง สมัยนั้นนักร้องสำรองเขาก็ไม่มีนะ เพราะเขาแยกกันเป็นวง วงของใครก็วงของมัน พอเรากลับมาถึงเลยได้ซ้อมกันอีกครั้ง”
“วงของเราชื่อ ‘วง 88’ เป็นวงประจำภูพาน พอกลับมารวมวงซักซ้อมกันแล้ว เราก็ไปเล่นตามเขตงานแถวภูพานนั่นแหละ ไปเล่นทุกที่ ตามหมู่บ้านก็ไป แถวไหนที่สะดวกไม่มีเหตุการณ์อะไรเราก็ไป เวลาไปแสดงก็ต้องมีทหารไปคุ้มกันรอบ ๆ นะ แต่ตอนเล่นดนตรีก็ไม่ได้กังวลอะไร มีแต่สนุก ‘ม่วน’ อย่างเดียว เมื่อขึ้นเวทีเราก็เต็มที่ไปเลย เราพร้อมอยู่แล้วไม่คิดจะกลัวอะไร อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไปเลย เราก็คิดแต่ว่าเราต้องทําหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ไม่ว่าอยู่ในเวทีหรือไม่ ก็มีความคิดอย่างนี้”
“ตอนไปเล่นดนตรีก็แล้วแต่โอกาสตามเขตงานมวลชนรอบ ๆ เพราะแถวภูพานเราลงมาเล่นให้มวลชนดูได้ แถวนั้นแต่ก่อนเป็นฐานที่มั่นมีสหายพวกเราเรานี่แหล่ะ แสดงได้ทุกที่ แต่ตามเขตงานจรยุทธ์ ‘เขต 55 หนองบัวลำพู’, ‘เขต 22 บึงกาฬ’ เราลงไปเล่นไม่ได้เพราะคณะเราใหญ่ คนเยอะ ต้องหามเครื่องปั่นไฟ เครื่องดนตรีอีก ซึ่งเครื่องดนตรีเราก็มีครบนะ กีตาร์ ระนาด ไวโอลิน แคน มีหลายอย่าง”
พุ่มพวงแห่งภูพาน
“ช่วงนั้นชื่อ ‘สหายเทิด’ นี่ดังมาก เวลาคนเขารู้ว่าจะมีวงดนตรีมาเล่นคนก็จะมารอฟังกันยิ่งรู้ว่าสหายเทิดจะมานะเหมือนดาราอะไรประมาณนั้นเลย แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้เข้าใจว่าตัวเองโด่งดังอะไรนะ แต่พวกสหายนักศึกษาเขาเรียกเราว่า ‘ดาวภูพาน’ เราก็ยังไม่เข้าใจยังไม่รู้บทบาทตัวเองว่าอยู่ระดับไหนในสังคม ทีหลังจึงมารู้ว่าเราดังเหมือนดาราก็คือเป็นดาว ช่วงหลังออกจากป่ามาบางคนเขาก็เรียกว่าเราเป็น ‘พุ่มพวงแห่งภูพาน’ บ้าง”
“เวลาเราร้องเพลงก็จะมีเพลงดัง ๆ ที่เขานิยมกัน ถ้าไปแสดงเมื่อไรจะต้องร้องตลอดก็คือเพลง ‘ศิลปินมาแล้ว’ ‘นักรบอาจหาญ’ และ ‘ดอกไม้แดงแห่งอุดมการณ์’ บางครั้งร้องไปแล้วเขาก็จะขอให้ร้องอีก ร้องวนไป 2 - 3 รอบ เพราะรอบเดียวมันไม่พอ แต่ต่อมาเพลงดอกไม้แดงแห่งอุดมการณ์นี่ทางพรรคเขาขอให้งด เพราะมันไปปลุกเร้าให้ทหารคิดเรื่องความรักความใคร่ แต่จริง ๆ เพลงไม่ได้สื่อแบบนั้น มันสื่อถึงความรักแบบอุดมการณ์ แต่คนเข้าใจไปอีกอย่างเลยถูกห้ามไม่ให้ร้อง หลัง ๆ มาเลยจำเนื้อร้องแทบไม่ได้แล้ว แต่เราก็พยายามตามหาอยู่เพราะเพลงนี้มีความหมาย”
“คนที่แต่งเพลงให้ก็มี 'สหายประชา' (แคน สาริกา) แต่งเพลงนักรบอาจหาญ 'สหายก้อง' (ทักษิณ นนทพจน์) เพลงศิลปินมาแล้ว และที่เป็นปรมาจารย์ที่แต่งเพลงเลยคือ 'สหายเพลิง นาหลัก' (หนูพันธุ์ โคตวงศ์) แกแต่งเพลงให้ทุกหน่วยเลยไม่ว่าจากภาคไหนก็ต้องเอาเพลงแกไปร้อง”
“นอกจากตระเวนทำการแสดงแล้ว เขาก็จะให้เราไปอัดเทปแล้วส่งไปเปิดที่ สปท. (สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย) ทีนี้เขตงานอื่น ๆ ก็จะได้ฟังด้วย แล้วยังเอาเทปเพลงเราไปจำหน่ายโดยสหายในเมืองอีก ก็รู้จักเรามากขึ้น เราเลยคิดว่าในการปฏิวัตินี่ดนตรีสำคัญมาก ๆ เพราะเหมือนเวลาเราจะนึ่งข้าวบนเตา เรามีเส้าสองก้อนมันก็ตั้งหม้อไม่ได้ ต้องมีสามเส้า ฉะนั้นในการปฏิวัตินอกจากทหารและการเมืองแล้ว ต้องมีศิลปะด้วยจึงครบสามส่วน นี่เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ได้เอง”
ความขัดแย้งในวง 88 และคนรักที่พึ่งไม่ได้
“ปกติที่วง 88 นี่จะแยกเป็นสองทีมนะ ทีมของเราจะเป็นแบบทันสมัย คือ มีตั้งแต่บัลเล่ต์ ร้องเพลง ส่วนอีกทีมจะเป็นหมอลํา ลํากลอน ลำเรื่อง เขาจะแยกไม่ให้ปนกัน เรียกว่าแบ่งเป็น 2 ทัพก็ได้ อย่างเราก็จะร้องอย่างเดียวไม่ได้ร้องหมอลำ
“ตอนที่แยกกัน วงของเราเขาจะให้เลือกเลขาธิการ กับรองเลขาธิการวง ก็มีพวกสหายชนชาติชาว ‘บรู’ ชาว ‘โส้’ ก็เข้ามามีบทบาทเพราะทางพรรคเขาส่งมาอยู่หน่วยศิลปิน แต่มีความขัดแย้งกันเพราะเขาก็อยากมานำวง แล้วหน่วยศิลปินที่เราอยู่ก็มีสหายนักศึกษาเยอะ พอมาตกลงตำแหน่งกันในหน่วยศิลปินว่าจะเอาคนไหนเป็นเลขาธิการกับรองเลขาธิการ ปรากฏว่าเขาให้สหายคนไทยเป็นเลขาฯ ส่วนเราเป็นรองเลขาฯ เพราะเขาเห็นว่าเราได้หนังสือ ทันคน สหายนักศึกษาเขาก็เห็นด้วย แต่ทางกลุ่มชาวบรูชาวโส้เขาไม่เห็นด้วย เขาก็เลยไม่เชื่อฟังเรา ประท้วงเรา”
“ส่วนทางพรรคตอนนั้นเขาก็เริ่มมีปัญหาขัดแย้งกันภายใน เราก็ไม่รู้ว่าขัดแย้งอะไร ตอนนั้นเราเลยปรึกษาสหายนำ แต่ก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ช่วงนั้นเราหมั้นแล้วแต่แฟนเราเขาไปเป็นสหายในเมือง เราเลยเขียนจดหมายไประบายความอึดอัดใจว่าให้ช่วยเหลือหน่อย เราเหนื่อยเหลือเกิน อยากให้เขาช่วยแบ่งเบา ปรากฏว่าแฟนเราตอบกลับมาว่า “คุณเป็นสมาชิกพรรคแล้วทําไมคุณแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ คุณจะเป็นผู้นําได้ยังไง” ประโยคนี้เราจำขึ้นใจเลย เราตัดสินใจเลิกกับเขาเดี๋ยวนั้นทันที เพราะเขาพึ่งไม่ได้ในวันที่เราต้องการกำลังใจ หลังจากนั้นเราก็เลือกแล้วว่าจะออกจากพรรค”
บทเพลงที่สูญหายคราวออกจากป่า
“เราชวนเพื่อนคนหนึ่งให้ออกจากป่ามาด้วยกันเพื่อจะเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าตัวเราเองยอมจำนนนะ อุดมการณ์ยังเปี่ยมล้น แต่เราทนไม่ไหวแล้ว ตัดสินใจว่าจะออกจากป่าเข้ากรุงเทพฯ ไปใช้ความสามารถด้านการร้องเพลงนี่แหละเลี้ยงชีพเพราะเราก็สอนร้องเพลงได้ หรือต้องไปร้องเพลงหาเงินตามร้านอาหารก็ได้ แต่จะไม่อยู่ที่นี่แล้ว”
“ตอนนั้นเราเตรียมข้าวของใส่กระเป๋า มีเสื้อผ้าของใช้จำเป็น และสมุดโน้ตสำหรับฝึกร้องเพลง จากนั้นเราก็เดินออกมากับสหายหญิงคนนั้น แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ เพราะเส้นทางที่เราต้องเดินไปต้องข้ามห้วยบางทรายแล้วดันมีน้ำหลาก สหายหญิงที่มาด้วยก็ลองลงไปข้าม พอเขาลงไปก็บอกว่าตรงนี้พอข้ามได้อยู่ เราก็ลงตาม แต่จังหวะนั้นน้ำที่พัดมาทำของที่เราพกไปด้วยร่วงลงน้ำ เราคว้าได้แค่กระเป๋าเสื้อผ้า สมุดเพลงที่เราพกมาก็ถูกน้ำพัดหายไปหมดเลย เสียดายมาก แต่ดีที่สหายหญิงเขาลอยน้ำเป็นเลยรอดมา ไม่งั้นก็ตายตรงนั้นทั้งสองคน”
โดนจับ แต่ไม่ยอมจำนน
“พอรอดมาได้ก็ต้องอาศัยหลบตามป่าเขาของชาวบ้าน แต่หลบไปไม่นานก็หิวกัน เพราะข้าวของ เสบียง เงินทองที่เก็บออมไว้พัดไปกับน้ำหมดแล้ว เลยว่าจะไปหามวลชนเพื่ออาศัยข้าวกิน แต่จังหวะนั้นไปเจอเมียของ อส. (กองอาสารักษาดินแดน) แล้วนางเห็นเราในชุด พคท. นางเลยไปบอกผัว เลยมาจับตัวเราไปส่งนายอำเภอ”
“หลังจากที่โดนจับไปส่งทางการ ปลัดที่นั่นเขาตื่นตัวอยู่นะ เป็นคนก้าวหน้าโน้มเอียงมาทางเรา เขาก็เอาเสื้อผ้าเมียเขามาให้เราเปลี่ยน บอกว่าให้ระวังตอนกลางคืน พวก อส. ไม่ดีเท่าไหร่ เขาก็เป็นห่วง แม้ว่าตอนนั้นจะเป็นช่วงหลังที่คำสั่ง 66/2523 ออกมาแล้วก็ตาม”
“พอเช้า นายอำเภอเขาก็ให้เราเข้าแถวจะพาไปส่งให้กองทัพ เขาเห็นเราใส่ชุดเขียว เครื่องแบบ พคท. ก็เอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยนอีก เพื่อนเราก็เปลี่ยน แต่เราไม่เปลี่ยนเพราะจะใส่เครื่องแบบ พคท. ชุดเดิมของเรา นายอำเภอเขาจึงว่า “คุณจะเข้ากองทัพจะไม่เปลี่ยนไม่ได้นะ” เราเลยตอบไปว่า “ทำไมล่ะคุณก็รู้นี่ว่าฉันเป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะเปลี่ยนทําไม” เขาก็ตอบมาว่า “ก็ให้มันเหมือนเพื่อน” เราจึงว่า “เพื่อนก็เพื่อนสิ ฉันไม่เปลี่ยนมีอะไรหรือเปล่า ฉันไม่ได้ยอมจำนนพวกคุณ คุณจับได้แต่กาย แต่ใจฉันคุณเปลี่ยนไม่ได้” เราพูดกับนายอำเภอแบบนี้ เขาก็หาว่าเรารั้นแต่เราก็ไม่กลัว เลือดมันก็ยังแดง ๆ อยู่ ไฟมันยังแรงอยู่ไงตอนนั้น เขาก็พูดข้อหาคอมมิวนิสต์อย่างนู้นอย่างนี้ ชี้ให้ดูเพื่อนเราว่าเขาก็ยังอ่อน เราก็ไม่สน เพื่อนเงียบแต่เราไม่เงียบไง สุดท้ายเขาก็ส่งเราไปทั้งชุดนั้น”
ปรับทัศนคติเกือบปีในศูนย์การุณยเทพ
“เราถูกส่งไปที่กองทัพภาคที่ 2 ที่สกลนคร เป็นศูนย์การุณยเทพที่จะอบรม เปลี่ยนแปลงความคิดคนที่เคยเข้าร่วม พคท. ปรากฏว่าไปเจอทหารที่เขามาดูแลตรงนี้ชื่อ เสธ.เหงี่ยม ก็บังเอิญว่าเขาเป็นคนของทางพรรคที่แทรกซึมในกองทัพเป็นแนวร่วมระดับใหญ่เลย เขาก็เลยมาช่วยดูแล”
“ตอนอยู่ที่ศูนย์การุณยเทพ เราต้องเข้าอบรมนะ เพราะเขาว่าเราผิดปกติไม่เหมือนคนอื่น ๆ คนที่เข้าอบรมก็ต้องอยู่ที่ศูนย์เป็นเดือนก่อนถึงจะออกไปได้ แต่สำหรับเราเขาให้อบรมนานหน่อยเพราะหัวแข็งไม่ยอมอ่อน สุดท้ายเขาแยกเดี่ยว เหมือนเอาไปขังเดี่ยวนะเพราะใช้การเมืองไม่ได้ต้องใช้การทหาร เลยต้องอยู่ไปอีกหลายเดือนน่าจะเกือบปี จากนั้นเขาถึงอนุญาตให้กลับบ้าน เราก็เลยกลับมาบึงกาฬมาอยู่กับแม่ แต่ทางกองทัพเขาก็ส่งคนมาติดตามดูอยู่เรื่อย ๆ แต่เราก็ไม่สนใจ”
IO กองทัพ จากเทปเสียง ‘สหายเทิด’
“หลังจากที่เราโดนจับไปศูนย์การุณยเทพ ตอนนั้นเราโดนจับไปอย่างไม่เต็มใจนะ แต่ทางรัฐเขาเอาชื่อเสียงเราไปหาประโยชน์ โดยเอาไปป่าวประกาศว่าเรายอมจำนน แล้วเอาเทปเสียงของเราไปเปิดบน ฮ. พวกเพลงดัง ๆ ที่คนรู้จักอย่างเพลงศิลปินมาแล้ว เขาเอาไปรณรงค์ชวนให้สหายออกมาจากป่า พวกสหายก็คิดว่าเราขึ้น ฮ. ไปเรียกเขาจริง ๆ แต่ไม่ใช่ เราไม่ได้ขึ้นไปกับทหาร เขาเอาเสียงเราไปหลอกสหายให้ออกมา สหายในป่าที่ศรัทธาเราเยอะก็เลยยอมออกจากป่ากัน เราไม่รู้ตอนนั้นว่าเขาเอาเสียงเราไป จากนั้นประมาณหนึ่งอาทิตย์สหายก็ออกมาเยอะนะเต็มคันรถ พอเราเจอเขาเราก็ถามว่า พวกคุณออกมาทำไมเยอะแยะ พวกสหายเขาเลยว่าขนาดคุณก็ยังไม่อยู่ แล้วผมเป็นใครจะอยู่ได้”
“ทีนี้บางคนก็ด่าเรา เขาไม่เข้าใจ ด่าว่าเราขายอุดมการณ์ ทั้ง ๆ ที่เราไม่รู้อะไรเลย เราไม่ได้ยอมจำนนนะ จากนั้นสหายที่ออกมาก็ว่า “ขนาดสหายเทิดยังไม่อยู่แล้วพวกฉันเป็นใครจะอยู่ได้ เวลาเขาไปร้องเพลงเอาคนอื่นมาร้องแทนคุณมันก็ไม่เหมือนคุณ ไม่ดึงดูดปลุกเร้าเลย จะอยู่ทำไม สหายเทิดไม่อยู่เราก็ไม่อยู่” เขาว่าอย่างนั้น ”
ร้องเพลงคอมมิวนิสต์ในสังกัด กอ.รมน. เรคคอร์ด
“ราว ๆ ปี 2525 - 2526 หลังจากออกมาเรายังโดนตามจากทางการอีกนะ เพราะกองทัพเขาอยากให้เราไปใช้ความสามารถด้านการร้องเพลง แรก ๆ เขาติดต่อเราไม่ได้หรอก เพราะบ้านเราไกล แต่สุดท้ายเขาก็ส่งโทรเลขมาให้เราไปรายงานตัวกับกองทัพ เราก็ไม่ไป เขาก็ขู่มาอีกว่าถ้าเราไม่ไป ครอบครัวเราจะไม่ปลอดภัย เราเลยต้องยอมไป พอไปที่นั่นก็พบกับ ‘วงคุรุชน’ เป็นวงของสหายเหมือนกัน เลยรู้ว่าทางกองทัพเขาต้องการให้ศิลปิน พคท. มาทำงานกับ กอ.รมน. และให้เราไปสังกัดวงคุรุชนเพื่อร้องเพลงทำงานมวลชนให้ กอ.รมน. เราเลยบอกเงื่อนไขว่าจะไม่ร้องเพลงตลาดนะ ถ้าจะให้ร้องเพลงเราจะร้องเพลงป่า เพลงปฏิวัติ เราบอกไปแบบนี้คิดว่าเขาคงไม่เอาหรอก ปรากฏว่าเขาโอเค เราเลยต้องไปร้องเพลงให้เขา เขาก็เอาเราไปร้องตามที่ต่าง ๆ เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันโน้น สถาบันนี้ โดยเราก็ร้องเพลงปฏิวัตินั่นแหละ”
“จริง ๆ เราก็ไม่เข้าใจทำไม กอ.รมน. ส่งเราไปเล่นตามสถาบันให้นักศึกษาฟัง เวลาเราบรรยายเราก็พูดถึงเรื่องจริงในป่าว่าทำไมถึงเป็นคอมมิวนิสต์ เราก็พูดไปว่ารัฐบาลเขาทำไม่ดีอะไรยังไง เราไม่ชอบอะไรแบบนี้อย่างนี้ เราก็พูดหมด เปรียบให้เขาฟังว่าเหมือนเวลาน้ำก๊อกไหล ถ้าคุณเอานิ้วไปปิดรูก๊อกน้ำจะกระเด็นไปไหนต่อไหนไกลกว่าเดิม เพราะคุณไปอุดทางไหลผิดวิธี เหมือนกันที่รัฐยิ่งกดยิ่งดันนะ ผู้คนก็ยิ่งต่อต้านยิ่งไม่พอใจ ก็บอกเขาอย่างนี้”
“เราพูดความจริงไปตรง ๆ แต่ก็สงสัยนะว่าทำไมรัฐยังเอาคอมมิวนิสต์ไปร้องเพลงปฏิวัติ ไปพูดเรื่องของเราในโรงเรียนหรือสถานศึกษา แต่คิด ๆ ดูก็คงเพราะเขามั่นใจว่าเขาปราบคอมมิวนิสต์ได้แล้ว อีกส่วนหนึ่งก็คงเอาเราไปโชว์ตัวว่าโดนปราบแล้ว อยู่ใต้อำนาจกองทัพแล้ว”
ศิลปินอาจหาญ
“เราอยู่ที่วงคุรุชนมาเป็นปีแล้ว ก็ลาออกกลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิม จากนั้นก็มีโอกาสเกือบได้เป็นศิลปินอีก นี่ถ้าเราไม่ซ้ายจัดคงเป็นนักร้องอาชีพได้”
“ช่วงที่เราร้องเพลง เริ่มมีชื่อเสียงบ้าง ก็มีบริษัทติดต่อมาคุยเรื่องสัญญาให้เราเป็นนักร้องในสังกัดเขา แต่ว่าเราเป็นคนหัวแข็งยึดมั่นในอุดมการณ์ก็ไปกับเขาไม่ได้ เวลานายทุนค่ายเพลงเขาเอาเปรียบ เราก็แสดงออกตรง ๆ เก็บสีหน้าไม่ได้ เพื่อนเขาก็บอกเรานะว่าอย่าแรงเกินนะ เพราะเรามาอยู่กับนายทุน แต่เราทำไม่ได้ พอเห็นการกระทำที่เอาเปรียบหรืออะไร เรารับไม่ได้ ทำให้ไม่ก้าวหน้าเหมือนกับเพื่อน”
“มีครั้งหนึ่ง เราด่าเจ้าของบริษัทต่อหน้าเขาเลยนะ เหตุการณ์คือเราจะไปเซ็นต์สัญญากับเขาละ วันนั้นก็มีเรา และสหายเพื่อนเราที่เป็นนักดนตรี ส่วนเจ้าของบริษัทเขามากับผู้หญิงคนหนึ่ง ระหว่างคุยกัน นายทุนคนนี้เขาพูดจาดูถูกนักดนตรี เขาบอกว่า “นักร้องผมเชื่อนะ เสียงนี้ผมก็ยอมรับ แต่คนทำดนตรีเชื่อมั่นดนตรีจริง ๆ ไหม” เขาบอกว่าต้องทำให้ได้ประมาณนั้นประมาณนี้ดูถูกนักดนตรีสารพัด เราก็รับไม่ได้ นักดนตรีก็เป็นสหายเรานี่ สหายเขาก็ว่า “อาชีพนักดนตรีก็เป็นทางหากินของผม ผมก็ต้องเชื่อมั่นสิ” แต่นายทุนเขาก็พูดลามปาม เราก็ทนไม่ได้ก็เลยว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำงานร่วมกัน เขาก็ไม่หยุดยังพูดแรงขึ้น ทีนี้เราก็โมโหเขาที่ดูถูกเพื่อน เราจึงว่าไปว่า “เราไม่ได้แบมือขอเงินนะ ทั้ง ๆ ที่ความสามารถของเราก็มี ให้เกียรติกันหน่อยสิ สิทธิก็เท่ากัน คุณเป็นเงิน ฉันเป็นงาน ไม่ได้มาขอกินพูดอย่างกับว่าเราไปขอทาน แบบนี้เรารับไม่ได้แล้ว” เราก็ลุกขึ้นชี้หน้าด่าเลย “เงินมึงมันสมแต่อีตัวที่นั่งข้าง ๆ มึงนั่นแหละ มันไม่สมกูหรอก กูไม่เอาก็ได้” เราก็ว่าอย่างนี้”
“ตอนนั้นอารมณ์ขึ้น น้ำตาไหลเสียใจมากทำไมมาดูถูกเพื่อน ถึงไม่ได้ทำเพลงทำดนตรีเราก็ไม่อดตาย งานมันไม่ได้มีแค่ดนตรีแค่ร้องเพลง อย่างอื่นเราก็ทำมาหากินได้ ปรากฏว่าหลังจากนั้นหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ไทยรัฐอะไรเขาก็ลงข่าวนะ ‘แอ๊ด คาราบาว’ เป็นเพื่อนสหายที่เขาทำเพลงก็โทรมาแซว เขาบอกว่า “เป็นยังไง แม่นักรบอาจหาญ” เราก็หัวเราะกัน เพราะเขาเอาชื่อเพลงเรามาแซววีรกรรมครั้งนั้น”
“หลังจากนั้นเราก็จะกลับบ้านก็ถามสหายคนที่มากับเขาเป็นใครผู้ชาย เขาก็ว่าเป็นทนายจะมาเซ็นต์สัญญากับคุณ แล้วกระเป๋าเขาก็มีหนังสือสัญญา และก็มีปืนด้วย เขาก็ว่าเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว คนพวกนี้ไปไหนต้องมีคนคุ้มกัน แต่เราก็คิดในใจว่า วันนั้นถ้ากูตายก็คุ้มแล้ว จะเป็นวันที่ชีวิตกูมีค่าที่สุดแล้วในสังคม เพราะไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร”
“หลังจากนั้น ก็มีค่ายแกรมมี่โทรเลขมาว่าเรามีคิววันนั้นวันนี้ให้ไปหา แต่โทรเลขมาถึงหลังวันนัดเลยคิวเราไปแล้ว ก็เลยไม่มีโอกาสได้ทำเพลง จริง ๆ จากนั้นก็มีโอกาสมาบ้างประปราย แต่เราพอแล้ว คิดว่ากลับไปทำสวนทำไร่ที่บ้านที่บึงกาฬดีกว่า”
อยู่กับครอบครัว ใช้ชีวิตต่อไป
“ทุกวันนี้เราก็ยังอยู่ที่บ้านเดิมที่บึงกาฬนะ เพราะหลังออกจากป่ามาเราก็มาเจอกับสหายอีกคนหนึ่งแล้วก็คบหากัน จากนั้นก็มีลูกกัน 4 คน แต่ลูก 4 คนนี่ไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องสมัยเข้าป่าของเรา คนที่สนใจกลายเป็นหลาน ลูกคนหนึ่งเขาไปอยู่เมืองนอก พอเขากลับมาก็พาหลานมาเยี่ยมเราหรือโทรมาหาเราหลานก็จะให้เราเล่าเรื่องในป่าให้ฟัง ว่าตอนนั้นเขาทำอะไรกัน กินอะไรกัน อยู่กันยังไง”
“ลูกชายเราคนหนึ่งเขาก็มาเอาดีทางด้านศิลปินนะ ร้องเพลงเหมือนกัน ซึ่งเขาก็ฟังเรามาตั้งแต่เด็กแล้วเลยพอร้องพอเล่นเพลงเราได้ ทุกวันนี้เวลาเราไปงานรวมมิตรสหาย เพื่อน ๆ ก็จะให้เราร้องเพลง ลูกคนนี้เขาก็จะคอยไปรับไปส่งบางทีเราก็ให้ลูกมาเล่นดนตรีให้เพราะเขาเล่นเป็น ฟังเราร้องมาตั้งแต่เด็ก”
“ส่วนสามีต่อมาเขาก็ไปบวชไม่สึก เราก็อนุโมทนา เพราะทุกวันนี้เราก็ปฏิบัติธรรมเหมือนกัน เรื่องอื่น ๆ ก็ปล่อยวาง อยู่บ้านเลี้ยงหลาน ดูแลสุขภาพตัวเอง งานอะไรลูกก็ไม่ได้ให้เราทำเยอะแล้ว ลูกที่เมืองนอกเขาก็ส่งเงินมาให้ใช้ แต่เราก็ยังไปมาหาสู่กับเพื่อน ๆ สหายอยู่บ้าง ไปเที่ยวไปร้องเพลงตามวาระโอกาสต่าง ๆ ใช้ชีวิตของเราต่อไป”
สัมภาษณ์และเรียบเรียง : ธนาพร นาคเจือ
ภาพ : ธนพล พันธุ์งาม
ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของพคท.ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่พคท.ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับพคท.ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน
ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับพคท.ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆคนอาจ ยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆคนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน “ไดอารีดาวแดง” ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์