- บทความ
- Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง
ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา วิเชียร เด็กหนุ่มจากเมืองคอนนั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมปลาย แม้ในเวลานั้นเขาจะยังเป็นเพียงเด็กนุ่งขาสั้นที่ยังไม่มีความเจนจัดทางการเมือง แต่ภาพชาวนาจากภาคอีสานแบกข้าวของและกระสอบข้าวสารเข้าเมืองกรุงเพื่อประท้วงเรื่องค่าจ้างค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เด็กนักเรียนคนนี้เริ่มตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลในสังคมว่า เหตุใดชาวนาถึงยังมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นทั้งที่ประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกผลผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ของภูมิภาค
เมื่อวิเชียรเข้าเรียนในชั้นมัธยมปลาย เขามีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสา การลงพื้นที่ชนบททำให้ภาพความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยิ่งแจ่มชัดในสายตาของวิเชียร ความยากจนของชาวนาคือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า เม็ดเงินที่ได้จากการส่งออกสินค้าทางการเกษตรไม่เคยไปถึงมือเกษตรกรที่ได้ชื่อว่าเป็นกระดูสันหลังของชาติและเป็นผู้หว่านไถผลผลิตเหล่านั้น
สภาวะประชาธิปไตยเบ่งบานที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ทำให้วิเชียรมีความกระตือรือล้นที่จะทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างเข้มข้นทั้งการไปร่วมค่ายอาสาในพื้นที่ชนบท และการทำงานกับคนจนเมืองกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มกรรมกรที่พระประแดง และคนจนเมืองในพื้นที่สลัมคลองเตย เมื่อทำกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้น วิเชียรก็รู้สึกว่าเขาน่าจะตกเป็นเป้าของเจ้าหน้าที่แล้ว
คืนวันที่ 5 ต่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 วิเชียร ซึ่งเพิ่งเป็นนิสิตใหม่ป้ายแดงสังกัดคณะพละศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ก็อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย ระหว่างที่การสังหารและกวาดจับดำเนินไป วิเชียรพยายามช่วยคนเจ็บขึ้นเรือออกจากธรรมศาสตร์เท่าที่กำลังของเขาพอจะมีแต่สุดท้ายเขาก็กลายเป็นหนึ่งในผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัว แม้วิเชียรจะถูกขังอยู่ไม่นานแต่เมื่อถูกปล่อยตัววิเชียรก็รู้ว่าเขาน่าจะถูกคนแปลกหน้าติดตามอย่างใกล้ชิดจนรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัย เขาจึงตัดสินใจทิ้งหนังสือฝ่ายซ้ายที่สะสมไว้ลงในคลองแถวบ้านก่อนจะเก็บกระเป๋ามุ่งหน้าสู่เขตป่าเขา
แม้ในเบื้องต้นความปลอดภัยจะเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้วิเชียรต้องรอนแรมไปจากเมือง ทว่าความผูกพันและมิตรภาพที่เขาได้รับจากสหายโดยเฉพาะสหายคนชาติพันธุ์กลับกลายเป็นสิ่งดีๆที่เข้ามาในชีวิตของเขาโดยที่เขาไม่เคยคาดคิดและมีผลทำให้วิเชียรมีความสนใจประเด็นเกี่ยวกับคนชาติพันธุ์และพยายามหาทางขับเคลื่อนสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนชาติพันธุ์ภายหลังจากที่ออกจากป่า
วัยเด็กที่เมืองคอน
“ผมเป็นคนนครศรีธรรมราช เกิดเมื่อปี 2499 ครอบครัวผมเป็นครอบครัวชาวนาที่มีฐานะ พ่อผมมีที่นาประมาณ 300 ไร่ เงินที่เอามาจุนเจือครอบครัวก็มาจากตรงนี้ ด้วยความที่มีที่หลายไร่จนใช้ประโยชน์ได้ไม่หมด พ่อผมก็ปล่อยที่ดินบางส่วนให้คนเช่า"
“พอถึงปี 2505 พ่อผมถูกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ยิงตาย กลายเป็นว่าสถานการณ์ทุกอย่างในครอบครัวกลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที เพราะนอกจากจะต้องเสียเสาหลักไปแล้ว ครอบครัวผมก็มาถูกซ้ำเติมจากภัยธรรมชาติและสภาวะเศรษฐกิจเข้าไปอีก เพราะตอนนั้นเกิดสภาวะราคาข้าวตกต่ำเนื่องจากมีเรื่องของภัยพิบัติพายุเกย์เข้าที่แหลมตะลุมพุก ชาวนาที่เคยเช่าที่ดินบางส่วนก็เลิกเช่าเพราะขายข้าวได้ไม่คุ้ม เงินจากการขายข้าวและค่าเช่าที่นาที่เคยเป็นรายได้หลักของที่บ้านเลยหายไปด้วย“
"ครอบครัวของผมมีสมาชิกทั้งหมดแปดคน ผมเป็นลูกคนที่ห้า พี่สองคนแรกได้เรียนต่อ ส่วนคนที่สามและสี่ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ชีวิตผมในตอนนั้นทุลักทุเลมากพอสมควร จากที่มีบ้านให้นอน ก็ต้องไปนอนที่วัดบ้าง จากสุขสบายก็กลายเป็นลำบาก”
สภาวะ "ตาสว่าง"
“ปี 2516 ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ผมเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อมาเรียนต่อชั้นมศ. 4 พี่สาวคนที่สองของผมเข้ามาเรียนครูในกทม.แล้วเขาเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเลยได้เขาช่วยส่งเสีย เพราะพี่สาวผมจะเรียนหนังสือในช่วงเย็น เลยพอมีเวลาไปสอนหนังสือที่โรงงานเอกชนในช่วงเช้าเพื่อหารายได้"
"การใช้ชีวิตในเมืองหลวงกับบ้านเกิดผมต่างกันมาก จากเด็กชนบทที่ไปสวน ไปไร่ไปนาได้บ้าง ต้องมาอยู่ในเมืองที่วันๆ หนึ่งต้องเรียนหนังสืออย่างเดียว ในยุคนั้นเด็กในเมืองส่วนหนึ่งมักจะชอบจัดปาร์ตี้ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ แต่ก็มีเพื่อนผมส่วนหนึ่งชวนกันไปชนบท ไปดูสลัม ไปดูแหล่งกรรมกร ผมไม่ชอบการสังสรรค์สักเท่าไรเลยเลือกที่จะไปลงพื้นที่กับเพื่อนๆกลุ่มหลังแทน"
"แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากหลายๆเรื่องอย่างที่เล่าไปตอนแรก แต่การมาเรียนที่กรุงเทพก็ทำให้ผมได้มีโอกาสพบกับสังคมใหม่ๆ โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่ผมทำกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท ผมเริ่มทำกิจกรรมอาสาเพราะเห็นเพื่อนหลายคนที่เป็นลูกคนจีนที่บ้านพอมีฐานะ แต่ก็สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นในชนบท เรื่องกรรมกร เรื่องความไม่เท่าเทียม ผมเลยเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าทำไมเพื่อนๆหลายคนถึงสนใจเรื่องแบบนี้กันขนาดนั้น"
"ผมเข้าร่วมค่ายพัฒนาชนบทครั้งแรกที่โคราช ที่นั่นผมได้พบกับความจริงที่น่าเจ็บปวด เพราะคนในชุมชนที่ผมลงพื้นที่แทบจะไม่มีข้าวตกถึงท้อง ภาพที่เห็นทำให้ในหัวผมมีแต่เครื่องหมายคำถามว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นไปได้ ผมถูกพร่ำบอกมาตลอดว่าประเทศไทยส่งข้าวออกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่กลายเป็นว่าคนที่เป็นเกษตรกร เป็นคนเพาะปลูก กลับแทบไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ผมไม่สามารถทำความเข้าใจกับตัวเองได้เลยว่าสภาพที่เห็นระหว่างออกค่ายหรือลงชุมชนมันเกิดขึ้นได้อย่างไร หลังจากออกค่ายครั้งแรกที่โคราช ผมก็ลงพื้นที่ทำกิจกรรมอาสาอีกหลายครั้ง ทั้งชุมชนที่คลองเตยและพื้นที่พระประแดงเพื่อไปเรียนรู้ประเด็นปัญหาของกรรมกร ระหว่างการลงพื้นที่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นภาพของกรรมกรเกือบสิบคนที่ต้องหารห้องเช่าราคาถูกห้องเล็กๆอยู่ด้วยกันเพราะค่าจ้างของพวกเขาน้อยนิดจนแทบจะใช้ชีวิตให้ผ่านแต่ละวันไปไม่ได้"
“ถ้าเอาคำสมัยนี้มาใช้ สิ่งที่ผมได้เห็นจากการเข้ากรุงเทพ และการทำค่ายอาสาในปี 2516 มีผลไม่น้อยที่ทำให้ผมเกิดสภาวะ 'ตาสว่าง'"
ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ผมไปที่ธรรมศาสตร์ในวันที่ 13 ตุลา แต่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ปะทะวันที่ 14 ตุลา เพราะคืนก่อนที่จะมีการปะทะ ผมกับเพื่อนไปนอนค้างในที่ชุมนุมแถวลานพระบรมรูปทรงม้า พอถึงรุ่งเช้าผมก็เดินจากลานพระรูปฯ มาที่ท่าเรือเทเวศน์เพื่อกลับบ้านที่บางยี่ขัน ผมมารู้อีกทีว่ามีการปะทะกันก็ช่วงบ่ายวันที่ 14 ตุลา เพราะมีเพื่อนจากโรงเรียนสวนกุหลาบที่รู้จักกันจากศูนย์นักเรียนฯ (ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย) มาบอกข่าวอีกที"
ถึงคราว "ลงถนน"
“ผมมาเริ่มทำกิจกรรมทางการเมืองและเข้าร่วมการชุมนุมบ่อยขึ้นในปี 2517 หลังมาอยู่ที่กรุงเทพได้ประมาณหนึ่งปี โดยมีโอกาสไปทำกิจกรรมร่วมกับศูนย์นักเรียนฯ มีหน้าที่คอยติดโปสเตอร์ในที่สาธารณะและลงพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนเวลากรรมกรจัดการชุมนุมในที่ต่างๆ สิ่งที่ได้พบเห็นระหว่างการเคลื่อนไหวทำให้ผมตั้งคำถามว่าประเทศไทยมีทรัพยากรต่างๆมากมาย แต่ชั้นชั้นกรรมกรต้องอยู่กับความยากจนและยากลำบาก แปลว่ามันต้องมีปัญหาเรื่องการจัดสรรและกระจายทรัพยากรบางอย่างที่ทำให้คนบางกลุ่มไม่สามารถมีชีวิตที่ดีได้ สิ่งที่เห็นยังทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามหรือโต้แย้งความคิดความเชื่อที่ถูกใช้หล่อหลอมกล่อมเกลาคนในสังคมด้วยว่า ชะตาชีวิตเขาเราถูกกำหนดมาแล้วตามแต่บุญแต่กรรมซึ่งสำหรับผมมันเป็นเหมือนถ้อยคำสวยหรูที่ทำให้คนที่ถูกกดขี่ไม่รู้สึกถึงความอยุติธรรมในการบริหารจัดการหรือการกระจายทรัพยากรที่กำลังเกิดขึ้น”
“พอถึงปี 2518 ก็มีการชุมนุมขับไล่ฐานทัพสหรัฐในไทย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กระแสขวาพิฆาตซ้ายกำลังแรง มีกลุ่มฝ่ายขวาหรือกลุ่มอันธพาลมาคอยลอบทำร้ายหรือปาระเบิดใส่ผู้ชุมนุมจนเกิดการบาดเจ็บล้มตาย มีเรื่องน่าสนใจว่าในบรรดาคนที่มาร่วมชุมนุมต่อต้านฐานทัพสหรัฐก็จะมีคนส่วนหนึ่งที่มีพ่อแม่ผู้ปกครองอยู่ในขบวนการลูกเสือชาวบ้านด้วย ผมเองเคยพาคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมต่อต้านฐานทัพสหรัฐมาพักฟื้นที่บ้าน ตอนนั้นผมอาศัยอยู่ในบ้านเช่าที่พี่สาวกับเพื่อนอีกสองคนหารกันอยู่แถวบางโพใกล้ๆกับสะพานพระราม 6"
"ด้วยความที่ผู้ปกครองของเพื่อนๆที่บาดเจ็บบางคนเป็นลูกเสือชาวบ้าน พอมาถึงเขาก็ด่าผมใหญ่เลย แต่พอเขาเห็นว่าผมดูแลลูกเขาดี เขาก็มีท่าทีที่อ่อนลง บางคนที่ผมพามาพักฟื้นผมก็ไม่เคยรู้จักมาก่อนแต่ก็ตั้งใจจะช่วยดูแลเขาอย่างดีในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง พอถึงช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาที่ผมถูกจับ เรื่องที่ผมเคยช่วยผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บก็กลายเป็นเรื่องที่เข้ามาช่วยตัวผมเอง เพราะผู้ปกครองของคนที่ผมเคยดูแลหลายๆคนรวบรวมเงินกันมามอบให้ผมเพื่อใช้ประกันตัว แต่เนื่องจากผมได้ประกันตัวออกไปก่อนแล้ว เงินตรงนั้นเลยถูกเอาไปใช้ประกันตัวคนอื่นๆแทน”
รุ่งสางเมื่อ 6 ตุลา
“ปี 2519 ผมเรียนจบชั้นม.ปลายและได้เข้าเรียนต่อชั้นปีหนึ่งที่คณะพละศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตสนามศุภชลาศัย เพื่อนร่วมชั้นปีในคณะของผมมีประมาณร้อยกว่าคน แต่มีคนที่สนใจเรื่องการเมืองมีไม่ถึงสิบคน การจัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่วิทยาเขตนี้จึงต้องอาศัยนิสิตชั้นปีอื่นๆเข้าร่วมด้วย ซึ่งผมก็สามารถรวบรวมคนมาทำกิจกรรมทางการเมืองในกลุ่มเดียวกันได้ประมาณยี่สิบกว่าคน ทีนี้พอเรารู้ว่าจะมีการจัดชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 5 ตุลาคม ผมกับเพื่อนๆที่สนใจการเมืองในกลุ่มประมาณ 15 คนก็เลยไปเข้าร่วมการชุมนุมด้วย แต่พอถึงช่วงกลางคืนก็เหลือคนในกลุ่มที่จะนอนค้างที่ธรรมศาสตร์แค่ 8 คน รวมตัวผมด้วย”
"พอพวกเราที่เป็นกลุ่มนิสิตจากคณะพละศึกษามาถึงธรรมศาสตร์แล้ว ก็ได้กระจายตัวกันไปในบริเวณต่างๆของมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ผมก็ไปเกาะกลุ่มกับเพื่อนที่เคยทำกิจกรรมร่วมกันที่ศูนย์นักเรียนฯ วันนั้นผมกับเพื่อนไม่ได้มีหน้าที่อะไรเป็นการเฉพาะ ไปเป็นมวลชน เป็นจำนวนนับเฉยๆ เลยพากันนั่งคุยนั่งหลับสลับกันไปทั้งคืน กระทั่งประมาณตีห้าของวันที่ 6 ตุลา เมื่อเริ่มมีการปะทะกัน ผมเลยถอยไปที่หลังตึกโดม ระหว่างนั้นก็มีคนบางส่วนกระโดดหนีลงมาจากตึกโดม ด้วยความที่ตึกค่อนข้างสูง ผมกับคนอื่นๆ แถวนั้นก็เลยพากันดันโต๊ะไม้ไปต่อขาและช่วยกันรับร่างคนที่กระโดดลงมาเพื่อป้องกันไม่ให้กระแทกพื้น นอกจากนั้นเวลามีคนที่ไม่กล้ากระโดด พวกผมก็จะบอกให้เขาค่อย ๆหย่อนตัวลงมาเหยียบที่โต๊ะก่อน แล้วค่อยกระโดดลงจากโต๊ะไม้อีกที"
"ผมช่วยคนที่ตึกโดมได้พักใหญ่ๆ ก็ช่วยพาคนที่ได้รับบาดเจ็บส่วนหนึ่งข้ามเรือไปส่งที่โรงพยาบาลศิริราช ปรากฎว่าพอข้ามไปก็มีลูกเสือชาวบ้านดักรออยู่ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลพยายามช่วยคนเจ็บ เอารถเข็น เอาเตียงเข็นมารับ แต่พวกลูกเสือชาวบ้านก็ยังพยายามเอารองเท้า เอาไม้หรือสิ่งของอื่นๆฝ่าเข้ามาทำร้ายคนเจ็บ ผมเองก็ถูกฟาดถูกทุบไปหลายที ก่อนที่สุดท้ายจะมีตำรวจมาช่วยกันไม่ให้พวกลูกเสือชาวบ้านเข้ามาทำร้ายคนเจ็บ"
"เหตุการณ์ช่วงนี้มีเรื่องที่ผมประทับใจอยู่เล็กๆ ผมได้ช่วยผู้หญิงคนหนึ่งมาส่งที่ศิริราชซึ่งตอนนั้นผมคาดว่าเธอน่าจะเป็นกรรมกรหญิงจากโรงงานฮารา ตอนที่ผมอุ้มเธอไปลงเรือ ผมไม่รู้เลยว่าเธอจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรเพราะตอนที่ผมอุ้มเธอมาเธอหมดสติไปแล้ว หลังจากพาเธอไปส่งถึงมือหมอผมก็ไม่ได้ข่าวคราวอะไรจากเธออีกเลย กระทั่งงาน 6 ตุลาเมื่อปีที่แล้ว (2567) ผมได้ไปเล่าเหตุการณ์ที่ผมได้ช่วยคนในธรรมศาสตร์เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ก็มีคนที่เคยเป็นกรรมกรฮาราบอกผมว่า คนที่ผมช่วยน่าจะไม่ใช่กรรมกรฮาร่า เพราะก่อนเหตุล้อมปราบในเช้าวันที่ 6 ตุลา กลุ่มกรรมกรฮาร่าออกจากธรรมศาสตร์ไปก่อนแล้ว จากนั้นก็มีคนที่มาร่วมงานอีกคนหนึ่งบอกผมว่า ผู้หญิงที่ผมช่วยไว้ตอนนั้นคือเพื่อนของเขาเองซึ่งเวลานั้นเป็นนักศึกษาปี 3 ที่ธรรมศาสตร์ หลังจบงานผมคุยกับคนที่บอกผมเรื่องนั้นอีกนิดหน่อยจึงได้รู้ว่าคนที่ผมช่วยชีวิตไว้ในเวลานั้นปลอดภัยดีและเธอได้ไปตั้งรกรากใช้ชีวิตที่เยอรมนีในเวลาต่อมา"
ในห้องขังโรงเรียนพลตำรวจบางเขน
"ตัวผมเองมาถูกจับระหว่างที่พาคนเจ็บไปโรงวพยาบาลศิริราช พออุ้มคนเจ็บขึ้นจากเรือไปส่งให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ตำรวจก็เข้ามากันไม่ให้ลูกเสือชาวบ้านเข้ามาทำร้ายพวกโดยพาพวกเราขึ้นไปบนรถของตำรวจที่จอดอยู่บริเวณนั้น แล้วก็กลายเป็นว่าพวกผมถูกควบคุมตัวไปเลย หลังถูกจับ ผมถูกเอาตัวไปส่งที่สน.บางกอกน้อยก่อน หลังจากนั้นตำรวจก็เอารถเมล์มาขนคนที่ถูกจับจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขนอีกทีหนึ่ง หลังถูกเอาตัวขึ้นรถก็มีตำรวจตามขึ้นมาทำร้ายร่างกายผมกับผู้ชุมนุมบนรถ มีตำรวจคนหนึ่งโหนราวกระโดดถีบผมจากด้านหน้า ผมยังถูกตบท้ายทอย ตบหัว ตบหลัง ด้วย ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือตอนที่รถไปจอดที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน ภาพที่ผมเห็นคือมีตำรวจยืนตั้งแถวรอเป็น 2 แถว"
"พวกผมถูกสั่งให้ลงจากรถในลักษณะเรียงแถวผ่ากลางระหว่างแถวของเจ้าหน้าที่ ระหว่างที่ผมกับคนที่ถูกจับคนอื่นๆเคลื่อนตัวผ่านแถวของเจ้าหน้าที่ พวกเราก็จะถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย ผมต้องพยายามเดินชิดกับคนข้างหน้าเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกต่อยท้องหรือถูกเตะหน้าแข้งอะไรแบบนั้น แต่คนที่เดินตามหลังผมเขาเว้นระยะห่างจากผมค่อนข้างมาก เลยทำให้ถูกทำร้ายหนักจนหัวกระแทกบันได นอกจากนั้นก็มีคนถูกผลักจนล้มหัวฟาดพื้นจนเป็นแผลแล้วก็ถูกทิ้งไว้สภาพนั้นจนถึงเช้าวันถัดมาถึงได้รับการปฐมพยาบาล ตอนนั้นผมได้แต่คิดว่าเขาทำเหมือนกับเราเป็นสัตว์ไม่ใช่คน”
"ผมอยู่ในห้องขังที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขนประมาณเกือบอาทิตย์ ระยะการถูกคุมขังของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป บางคนก็ได้ประกันตัวเร็วหน่อย แต่ก็มีบางคนที่ถูกคุมขังนานเป็นเดือน ถ้าเป็นนักศึกษาก็อาจจะได้รับการประกันตัวเร็วหน่อย แต่ถ้าเป็นประชาชนก็อาจจะถูกเรียกเงินประกันในอัตราที่ค่อนข้างสูง วันแรกที่ถูกคุมขังมีคนมาสอบสวนผมว่าใครชวนมา รู้จักใครบ้าง ผมคิดว่าเขาน่าจะอยากรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการชุมนุม แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นแกนนำ เลยไม่ได้ถูกเพ่งเล็งอะไรเป็นพิเศษ"
"หลังพ้นวันแรกที่ถูกคุมขังก็เริ่มมีอาจารย์จากทางมศว.มาเยี่ยมผม อาจารย์เอาของฝากมาเยี่ยมผมกับเพื่อนๆหลายอย่าง แต่สุดท้ายไม่มีของฝากมาถึงมือพวกผมแม้แต่ชิ้นเดียว”
จากเมืองหลวงสู่ร่องกล้า
“เรื่องที่ผมไปร่วมชุมนุมจนถูกจับนี่ที่บ้านก็รู้นะแต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมมารู้ทีหลังว่าพี่ชายที่เป็นข้าราชการอยู่ที่บ้านเกิดที่นคร ถูกนายอำเภอเรียกไปคุยเพราะเรื่องผม แต่สุดท้ายพี่ชายก็ไม่ได้มาว่าอะไรผมต่อ”
“หลังถูกปล่อยตัวจากคุกโรงเรียนพลตำรวจบางเขนประมาณอาทิตย์กว่า ๆ ผมก็มาเช่าห้องอยู่กับน้องชายในสลัมที่อยู่แถวๆหลังสนามศุภชลาศัย ระหว่างที่ผมไปอยู่ตรงนั้นจะมีคนมาคอยติดตามซึ่งผมคิดว่า เขาน่าจะตามมาตั้งแต่สมัยที่ผมไปติดโปสเตอร์ตามสถานที่ต่างๆแล้ว พอรู้ว่าถูกติดตามผมก็มีความกังวลและต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวเพราะกฎหมายภัยสังคมในเวลานั้นมันรุนแรงมาก หากมีคนมาตรวจที่บ้านแล้วพบว่าเรามีหนังสือฝ่ายซ้ายหรือหนังสือต้องห้ามก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ผมเลยตัดสินใจโยนหนังสือที่ตัวเองเก็บไว้ลงคลองน้ำครำที่อยู่ห้องตรงห้องเช่าไปเลยเพื่อตัดปัญหา”
"เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ติดตามคุกคามหนักเข้า ผมก็ตัดสินใจเข้าป่าช่วงปลายเดือนธันวาคม ปี 2519"
"ความปลอดภัยคือเรื่องที่รบกวนจิตใจผมอย่างมากเพราะนับจากเหตุการณ์ 6 ตุลา แทบทุกวันจะมีข่าวการจับกุมตัวคนที่ทางการเห็นว่าเป็น 'ภัยสังคม' ผมเริ่มคิดกับตัวเองว่าจะให้อยู่ในเมืองต่อคงไม่ไหว จึงเริ่มคิดที่จะเข้าป่าไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ถึงแม้ว่าการทำกิจกรรมค่ายอาสาจะช่วยเปลือยภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมให้ผมเห็นอย่างล่อนจ้อน แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้มีแนวคิดที่จะเข้าไปทำการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐอะไรขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่ว่าผมมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยตัวผมเองก็คงจะไม่ได้เข้าป่ากับเขาหรอก"
“จริงๆเรื่องเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์นี่ผมเคยได้ยินตั้งแต่สมัยอยู่บ้านที่นครแล้ว แต่ตอนเป็นเด็กผมก็ไม่รู้ว่าคอมมิวนิสต์คืออะไร มารู้ทีหลังว่าสถานการณ์ที่บ้านผมนี่รุนแรงมาก มีการปะทะด้วยอาวุธ แล้วก็เคยมีกรณีที่ตำรวจตระเวนชายแดนเอาร่างของคนที่น่าจะเป็นคอมมิวนิสต์มาทิ้งไว้ที่หน้าโรงพักเพื่อประจานด้วย ศพถูกทิ้งไว้จนกระทั่งขึ้นอืดและส่งกลิ่นถึงได้เอาไปเผา ในภายหลังผมเพิ่งมารู้ว่าคุณครูที่เคยสอนผมสมัยประถมห้าก็เป็นนักเคลื่อนไหวเหมือนกัน แต่ไม่เปิดเผยตัว ผมมารู้ว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ก็หลังจากที่ผมออกจากป่ามาแล้ว”
"เรื่องการทำงานของพรรคในหมู่นักเรียนนักศึกษา ผมมารู้ทีหลังว่ามีคนของพรรคส่วนหนึ่งแทรกซึมไปทำงานในระดับโรงเรียนด้วย ส่วนใหญ่นักเรียนที่เป็นสาย "จัดตั้ง" ของพรรคมักจะมีเชื้อจีน โรงเรียนที่มีสายของพรรคเข้าไปทำงานก็มีอย่างเช่นโรงเรียนเตรียมอุดมหรือโรงเรียนศึกษานารี นักเรียนกลุ่มนี้จะมีวิธีคิด วิธีพูดที่เป็นแบบของเขา ส่วนตัวผมเองตอนที่เรียนม.ปลายยังถือเป็นพวกเสรีชนไร้สังกัดอยู่ กระทั่งเข้าเรียนในมหาลัย ผมก็ยังไม่มีสายสัมพันธ์กับพรรคไม่ว่าจะทางไหน พอผมตัดสินใจว่าอยากจะเข้าป่าเลยลำบากหน่อยเพราะไม่รู้จะเข้าผ่านช่องทางไหน"
"โชคยังดีที่ผมพอจะรู้จักคนที่ทำงานศูนย์นักเรียนฯอยู่ซึ่งเขาสามารถเชื่อมผมกับพรรคได้ ผมแจ้งความประสงค์กับคนที่อาสาจะเชื่อมผมกับพรรคว่า ผมอยากเข้าป่าทางใต้แต่ปรากฎว่าตอนนั้นทางใต้มีคนเข้ากันจนเต็มแล้ว เลยต้องให้ผมไปพื้นที่อื่นแทน ท้ายที่สุดผมก็ถูกส่งตัวไปที่ภูหินร่องกล้า"
ชีวิตใหม่ในพงพนา
"ก่อนเข้าป่า ผมเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับทางการไทยมาบ้าง ผ่านบทเพลงที่มีเนื้อร้องเกี่ยวกับทหารป่าระหว่างที่ไปออกค่ายอาสามา ซึ่งเนื้อเพลงก็จะเป็นทำนองว่ามีคนที่ต่อสู้เพื่อประชาชนอยู่ในป่า แต่ผมก็ไม่ได้มองว่าตัวเองจะเป็นนักสู้อะไรขนาดนั้น"
"ก่อนที่จะเดินทางผมต้องเตรียมทั้งข้าวของและร่างกายตัวเองให้พร้อม ทุกอย่างทำไปแบบ 'ปิดลับ' ผมได้รับแจ้งว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง และให้ไปที่จุดนับพบไหนในเวลาเท่าไหร่ แต่ไม่ได้รับแจ้งว่าจุดหมายปลายทางคือที่ไหน ผมกับคนที่จะเข้าป่าสิบสองคนออกเดินทางจากกรุงเทพด้วยรถที่มีลักษณะเป็นรถสองแถว คนที่อยู่บนรถรวมถึงตัวผมไม่มีใครรู้เลยว่าจุดหมายปลายทางของเราคือที่ไหน มารู้อีกทีพวกเราก็ถูกบอกให้ลงจากรถเมื่อถึงตัวเมืองเพชรบูรณ์ หลังจากที่พวกเรารอที่ตัวเมืองถึงช่วงค่ำก็มีทหารป่าในชุดสีเขียวสวมหมวกดาวแดงมารับที่ชายป่า ทหารป่าพาพวกเราเดินเท้าเข้าเขตป่าไปจนถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนก่อนจะให้เราพักก่อนที่ตอนเช้าจะพาพวกเราเดินต่ออีกประมาณครึ่งวันก็ถึงที่ตั้ง"
"ความรู้สึกตอนนั้นก็ตื่นเต้นเหมือนกันนะ เราเห็นคนใส่ชุดทหารป่าที่เหมือนกับทหารจีนเลย ตอนไปถึงก็จะมีคนที่เข้ามาอยู่ก่อนเรามาตั้งแถวต้อนรับ พร้อมจับมือต้อนรับคนที่เข้าไปใหม่ และร้องเพลงปฏิวัติไปด้วยระหว่างต้อนรับพวกเรา"
ภาพโรงเรียนการเมืองที่ภูหินร่องกล้า สหายพายุถ่ายภาพนี้หลังกลับไปเยี่ยมฐานที่มั่นเป็นครั้งแรกหลังออกจากป่า
"ช่วงแรกที่เข้ามาอยู่ในป่า พวกเราต้องเข้าไปเรียนที่โรงเรียนการเมืองและการทหารเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตใหม่ของพวกเรา ทั้งการเรียนรู้ด้านการทหารเพราะตอนนั้นเราอยู่ในสถานการณ์สู้รบและการเรียนรู้ทฤษฎีการเมืองเพื่อ 'ดัดแปลงตัวเอง' ในช่วงที่เรียนโรงเรียนการเมือง กิจวัตรประจำวันคือตื่นมาออกกำลังกายตอนตี 5 เริ่มเรียนอีกทีตอน 8 โมง ตอนบ่ายมาฝึกทหาร ฝึกการประกอบอาวุธ ฝึกการรบพื้นฐาน ช่วงที่ฝึกอาวุธผมเคยได้ลองใช้ปืน AK แต่ตอนที่ลงมาปฏิบัติหน้าที่จริงใช้ปืน M16 ซึ่งที่มาของปืนแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันไป ถ้าเป็นพวก AK นี่ก็จะได้มาจากแนวหลังซึ่งหมายถึงจากจีนผ่านมาทางลาว แต่ถ้าเป็น M16 นี่ส่วนใหญ่ก็จะยึดมาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย”
"หลังเรียนจบจากโรงเรียนการเมืองและการทหาร จัดตั้งก็จะดูว่าสหายที่ผ่านการอบรมแต่ละคนมีความรู้พื้นฐานหรือทักษะเฉพาะอะไรบ้างเพื่อที่จะได้จำแนกงานตามนั้น อย่างสหายนักศึกษาที่เรียนมาด้านการแพทย์ก่อนจะเข้าป่าก็จะได้ทำงานในหน่วยแพทย์ สหายที่มีความคล่องแคล่วก็จะได้อยู่ในหน่วยรบ ส่วนผมที่ไม่ได้มีความรู้พื้นฐานอะไรเป็นการเฉพาะเจาะจงเพราะเรียนพละมา จัดตั้งเลือกเลยให้ไปอยู่หน่วยเส้นทางหรือ "หน่วยเมล์ ซึ่งมีหน้าที่เดินสาร จดหมาย หรือติดต่อระหว่างหน่วย"
"ตอนแรกผมก็คิดว่าตัวเองคงทำงานที่หน่วยเมล์ได้แบบยาวๆ แต่เอาเข้าจริงผมทำได้แค่สองปีก็ต้องย้ายเพราะปัญหาสุขภาพ คือตอนนั้นผมเริ่มมีอาการปวดตามข้อ ผมสันนิษฐานเอาเองว่าอาการป่วยน่าจะเกิดจากความเครียดสะสม ประกอบกับวิถีชีวิตที่ผมมักจะต้องแบกของหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน ช่วงแรกผมไปรักษาตัวอยู่ที่สถานพยาบาลในเขตงานซึ่งผมก็กลายเป็นเหมือน "เคสตัวอย่าง" ให้พยาบาลฝึกหัดได้ลองทดสอบด้วยวิธีฝังเข็มกัน ระหว่างที่อยู่ในสถานพยาบาลผมยังได้ช่วยเขาดูแลลูกๆของสหายด้วย เพราะบางทีสหายที่อยู่ในหน่วยพยาบาลต้องลงไป 'เป้ของ' (ขนของ)”
เพื่อนใหม่ที่ได้รู้จัก
"ที่เขตงานสามจังหวัด (พิษณุโลก เพชบูรณ์ เลย) มีสหายส่วนหนึ่งที่เป็นคนชาติพันธุ์ม้ง ก่อนเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์คนม้งถูกปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสองและถูกแย่งชิงทรัพยากรไปโดยทางการไทยทั้งที่พวกเขาก็เกิดในเมืองไทยไม่ต่างจากคนไทยทั่วไป นอกจากความรู้สึกว่าพวกเขาถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว ผมคิดว่าอีกเหตุผลที่ทำให้คนม้งเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์น่าจะเป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากกระแสการต่อสู้ของคนม้งในลาวที่เข้าร่วมกับพรรคปฏิวัติลาว ซึ่งข้อนี้ในอีกทางหนึ่งก็น่าจะมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้ทางการไทยมองคนม้งด้วยสายตาหวาดระแวง"
“ผมพอได้ยินมาบ้างว่าในเขตงานอื่นๆ ช่วงที่เริ่มมีความขัดแย้งภายในพรรคนอกจากจะมีความขัดแย้งระหว่างสหายนักศึกษากับสหายนำแล้วก็จะมีความขัดแย้งระหว่างสหายนักศึกษากับสหายที่เป็นชาวนาหรือเป็นคนท้องถิ่น ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะวิธีคิดหรือวิถีชีวิตที่ไม่ตรงกัน แต่เท่าที่ผมได้ประสบกับตัวเองโดยเฉพาะการเข้าไปสัมพันธ์กับชาวม้งผมกลับไม่เคยเจอปัญหาเลย พวกเราต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันในทุกๆเรื่องโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและการใช้ชีวิตในป่า ยิ่งการเดินป่านี่นักศึกษาหรือคนเมืองจะกลายเป็นเหมือน 'เด็กน้อย' ไม่รู้ประสาไปเลย ก็ได้คนม้งนี่แหละที่คอยให้คำแนะนำพวกเราหลายๆเรื่อง ขณะเดียวกันสหายนักศึกษาเองก็จะช่วยแนะนำชาวม้งในเรื่องที่เราพอช่วยได้ โดยเฉพาะการสอนภาษาไทยซึ่งผมพบว่าคนม้งที่ผมรู้จักหลายๆคนเป็นคนที่กระตือรือร้นในการเรียนรู้มาก”
ภาพสหายชาวม้งที่เคยอยู่ร่วมกับสหายวิเชียรในหน่วยเมล์ที่ภูหินร่องกล้า
"การได้สัมพันธ์กับคนม้งช่วยเปิดโลกให้กับผมและทำให้ผมมีความสนใจปัญหาความไม่เป็นธรรมที่กลุ่มคนชาติพันธุ์ต้องเผชิญ และเป็นประเด็นที่ผมได้มาร่วมเคลื่อนไหวในภายหลัง"
"ชาวม้งมีความตั้งอกตั้งใจในการเรียนภาษาไทยที่สูงมาก บางวันกลุ่มแม่บ้านที่ทำงานหนักมาแล้วตลอดทั้งวันก็ยังมาจับกลุ่มเรียนภาษาไทยกันต่ออย่างขยันขันแข็งในช่วงกลางคืน เด็กม้งบางคนที่ทำหน้าที่ออกไปทำงาน เป้ข้าว ก็ยังอุตส่าห์ติดหนังสือมาอ่านระหว่างนั่งพัก อย่างเด็กคนหนึ่งที่เข้ามาช่วยในหน่วยเภสัช เรื่องความจำเขาก็ดีมากๆ สูตรเคมีเขาก็จำได้ เป็นผลมาจากการที่เขามีนิสัยใฝ่เรียนตลอดเวลา"
ทุกสงครามมีการสูญเสีย
“ย้อนกลับไปที่เรื่องสุขภาพ ผมรักษาตัวที่สถานพยาบาลในเขตงานได้ระยะหนึ่งก็ถูกส่งตัวไปรักษาตัวต่อที่ฝั่งลาว การเดินทางตอนนั้นผมได้เดินทางทั้งทางรถทางเรือ สิ่งที่ประทับใจคือทัศนียภาพที่สวยงามระหว่างเดินทางด้วยเรือผ่านลำน้ำโขง นอกจากนั้นผมก็ประทับใจที่ทหารฝั่งลาวเขาดูแลผมเป็นอย่างดี"
"หลังรักษาตัวที่ฝั่งลาวจนอาการดีขึ้น ผมก็กลับมาฝั่งไทยโดยย้ายไปอยู่ที่ฝั่งเขาค้อ เมื่อย้ายมาที่นี่ผมได้รับมอบหมายให้ไปทำงานในหน่วยเภสัช มาช่วยงานสหายนักศึกษาที่เคยเรียนเภสัชที่มหาวิทยาลัยมหิดล หน้าที่หลักของผมคือช่วยผลิตน้ำเกลือ ที่เราต้องทำน้ำเกลือใช้เองเป็นเพราะการขนส่งขึ้นมาที่เขตงานทำได้ยากและเราก็มีความต้องการใช้ในปริมาณมาก ถ้าต้องแบกน้ำเกลือจากพื้นราบขึ้นไปบนฐานก็จะหนักมาก"
"การทำน้ำเกลือนี่เราจะใช้เกลือแร่กลูโคสผสมน้ำที่ผ่านการกลั่นแล้วบรรจุลงขวด ในการบรรจุขวดเราจะต้องตรวจเศษผงอย่างละเอียดเพราะถ้ามีผงอยู่ในน้ำเกลือแล้วเอาไปใช้อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ นอกจากการทำน้ำเกลือเรายังทำแอลกฮอล์เองด้วย โดยจะใช้แป้งจากข้าวเหนียวหรือข้าวโพดเป็นวัตถุดิบ แอลกฮอล์ที่เราผลิตสามารถใช้กินได้ ทำให้มีสหายชายหลายคนแวะเวียนมาที่หน่วยเภสัชไม่ขาด โดยเฉพาะสหายที่มีปัญหาความคิดเรื่องความรัก รวมถึงบสหายที่มีปัญหากับการนำของพรรคในช่วงวิกฤติ"
"การทำงานในหน่วยเภสัชทำให้ผมได้เห็นภาพคนเจ็บคนตายหลายคน เหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดครั้งหนึ่งคือมีสหายเหยียบกับระเบิดมา สภาพของสหายตอนที่มาถึงหน่วยพยาบาลคือรักษาอะไรไม่ได้แล้ว ผมทำได้แค่เฝ้าอยู่ข้างๆสหายคนนั้นจนกระทั่งเขาเสียชีวิต”
"ที่เขาค้อนี่การปะทะจะหนักกว่าที่ภูหินร่องกล้า ทหารไทยเองก็สร้างถนนขึ้นเขาเพื่อเตรียมเข้าตีฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เขาค้อ แรงงานที่เป็นกำลังหลักในการสร้างถนนเส้นนี้มาจากกองพล 93 ที่มีกำลังผสมทั้งคนชาติพันธุ์ ชาวเขา และชาวจีนฮ่อ เหตุผลที่คนกลุ่มนี้เข้ามาช่วยรบหรือช่วยเป็นกำลังให้รัฐบาลไทยเป็นเพราะพวกเขาต้องการบัตรประชาชน ต้องการสัญชาติไทยและต้องการที่ดินทำกิน อาจจะเรียกว่าเป็นการ "รบเพื่อแลกบัตร" ก็ได้"
"ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสพูดคุยกับคนชาติพันธุ์ที่เคยเข้าร่วมกับกองทัพไทยสู้รบกับคอมมิวนิสต์ เลยลองแกล้งถามเขาไปว่าได้บัตรประชาชนมายังไง เขาตอบผมว่าได้มาเพราะเขาไปยิงพวกคอมมิวนิสต์ ยิงตายเป็นเบือเลยด้วย ผมเลยถามเขาต่อว่าเคยไปตั้งค่ายที่ทุ่งสะเดาะพง เขตเขาค้อใช่ไหม เขาก็ตกใจว่าผมไปรู้ได้ยังไง ผมเลยบอกเขาไปว่าจะไม่รู้ได้ยังไง เพราะผมก็เคยไปยิงพวกคุณที่ทุ่งนั้นเหมือนกัน ก่อนจากลากันผมก็พูดกับเขาด้วยว่า สุดท้ายพวกเราต่างก็ถูกหลอกให้รบไม่ต่างกัน อย่างอดีตสหายเองก็มีบางคนที่ถูกทางการหลอกว่าถ้ายอมแพ้ ยอมออกจากป่า จะให้ที่ดินทำกิน แต่สุดท้ายพอออกมาก็ไม่มีที่ทำกิน”
“สำหรับประสบการณ์เสี่ยงตายที่สุดในชีวิตของผมเกิดขึ้นช่วงปลายปี 2521 สมัยที่ผมยังอยู่ที่ภูหินร่องกล้า ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน คือทุกวันที่ 1 ธันวาคม เป็นวันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ช่วงพวกเราจะคึกคักและและมีแรงจูงใจในการสู้รบกับศัตรูเป็นพิเศษทั้งเพื่อสร้างผลงานและสร้างกระแส ครั้งนั้นผมได้รับมอบหมายให้ไปอยู่ร่วมในชุดที่จะไปซุ่มโจมตีเพื่อยึดอาวุธจากศัตรู พวกเราดักรอข้างทางจนระทั่งมีรถทหารที่ขนทั้งทหารและลูกเสือชาวบ้านผ่านเข้ามา จึงมีการส่งสัญญาณให้เข้าปะทะ ปรากฎว่าครั้งนั้นสหายที่ถือจรวดหัวปลี (เครื่องยิงจรวด RPG7) ยังใช้อาวุธไม่ค่อยชำนาญ กลายเป็นว่าพอยิงจรวดใส่รถทหาร ไฟท้ายจรวดก็ถูกตัวเขาจนได้รับบาดเจ็บ"
"พวกเรายังไม่ทันจะได้ทำการยึดอาวุธจากศัตรูก็กลายเป็นว่าต้องถอยเพราะมีสหายได้รับบาดเจ็บ เท่านั้นไม่พอปรากฎว่ามีเครื่องบินของศัตรูยิงกราดเข้ามาใส่พวกเราอีก เดาว่าเครื่องบินของศัตรูน่าจะดูไฟของรถทหารที่ถูกยิงด้วยจรวดจนไฟไหม้แล้วสาดกระสุนมาทางนั้น โชคยังดีที่หัวหน้าหน่วยของเราที่เป็นสหายชาติพันธุ์หญิงเขาเป็นคนเก่ง รีบสั่งให้พวกเราล่าถอยเข้าป่าออกจากจุดปะทะมาได้ทัน ระหว่างถอยยังสั่งให้พวกเราหนีลงไปในร่องห้วยเพื่อให้พ้นจากวิถีกระสุนด้วย สุดท้ายในครั้งนั้นก็ไม่มีสหายต้องเสียสละหรือมีใครบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก ครั้งนั้นน่าจะเป็นครั้งเดียวที่ผมได้ออกไปที่แนวปะทะ หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยได้ออกไปสนามรบอีกเลย"
ถึงเวลาคืนเมือง
"ผมต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยประมาณ 4 ปี นับจากปี 2520 จนถึงปี 2524 ถึงตัดสินใจกลับเข้าเมือง เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลานั้นทั้งความขัดแย้งภายในพรรคไทย และความขัดแย้งของขบวนการคอมมิวนิสต์สากลทำให้มองไม่เห็นว่าการต่อสู้ด้วยแนวทางเดิมจะนำไปสู่ชัยชนะ"
"ในระดับสากลเกิดความขัดแย้งระหว่างจีนกับโซเวียต พรรคไทยเลือกเข้าข้างพรรคคอมมิวนิสต์จีน ส่วนลาวกับเวียดนามเข้าข้างโซเวียต การเลือกข้างของพรรคไทยทำให้พรรคลาวกับเวียดนามยุติการให้ความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้การส่งความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากจีนที่ครั้งหนึ่งเคยส่งให้พรรคไทยผ่านทางลาวต้องยุติไป พวกเราเรียกสภาวะนี้ว่า 'แนวหลังขาด' นอกจากความขัดแย้งในทางสากลแล้ว ความขัดแย้งภายในพรรคระหว่างสหายนำกับสหายนักศึกษาก็เป็นอีกสถานการณ์หนึ่งที่พรรคกำลังเผชิญในปี 2524"
"สถานการณ์สู้รบในพื้นที่สามจังหวัดเพชบูรณ์ เลย และพิษณุโลก เวลานั้นก็ไม่สู้ดี เพราะเขาค้อถูกโจมตีอย่างหนัก มีการสู้รบเกิดขึ้นรายวัน พวกเราไม่สามารถตั้งที่พักแบบถาวรได้อีกต่อไป ต้องย้ายที่พักไปเรื่อยๆแบบไม่มีหลักแหล่ง ท้ายที่สุดพวกเราก็จำเป็นต้องย้ายจากเขาค้อกลับไปอยู่ที่ภูหินร่องกล้า เวลานั้นผมเริ่มกังวลเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น ผมคิดกับตัวเองว่าเหตุผลหลักที่ผมตัดสินใจเข้าป่าคือเรื่องของความปลอดภัยแต่ตอนนั้นพื้นที่ป่าดูจะกลายเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัยไปเสียแล้วและเมื่อการเปลี่ยนแปลงที่ผมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งดูท่าจะมาไม่ถึงด้วยปัจจัยทั้งความขัดแย้งภายในพรรคและความขัดแย้งสากล ผมเลยคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องกลับบ้าน"
“ช่วงที่ผมจะออกจากป่า สถานการณ์ความขัดแย้งภายในพรรคสร้างบรรยากาศของความหวาดระแวงอยู่ไม่น้อย ช่วงที่ผมกำลังจะออกจากป่ากลับเข้าเมืองมีข่าวลือว่าจะมีกองทหารของพรรคที่จะมา "ไล่ล่าพวกทรยศ" ซึ่งน่าจะหมายถึงคนที่จะออกจากป่า แต่จริงๆแล้วตอนที่ผมจะออกจากป่าก็ไม่ได้ถูกติดตามไล่ล่าอะไร หน่วยทหารของพรรคที่มากับผมก็มาเพื่อคุ้มกันให้เดินทางออกจากป่าอย่างปลอดภัยเท่านั้น ผมคิดว่าบรรยากาศของความขัดแย้งที่คุกรุ่นในเวลานั้นอาจทำให้มีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงอยู่บ้าง อย่างน้อยๆข้อเท็จจริงที่ผมได้เจอมาก็ไม่เป็นแบบที่มีคนลือกันไป"
สู้ต่อไปในนาคร
“ตอนที่ออกจากป่าในปี 2524 ผมอายุประมาณยี่สิบกว่า พอกลับออกมาผมก็ไม่ได้เรียนต่อเพราะทางบ้านไม่มีกำลังที่จะส่งผมเรียนแล้ว ผมเลยต้องทำงาน เริ่มจากเป็นเด็กส่งของให้ร้านขายยาของเภสัชชุมชนที่กรุงเทพ คนที่ฝากฝังให้ผมได้งานแรกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นนักศึกษาเภสัชที่ผมเจอในป่านั่นแหละ หลังทำงานที่ร้านขายยาได้ประมาณครึ่งปี ผมก็ออกมาเป็นพนักงานในบริษัทประกันภัย พอสะสมเงินได้ก้อนหนึ่งก็เอามาลงทุนเปิดโรงงานกับคนรู้จัก แต่ก็ทำได้แค่ประมาณ 6 ปีธุรกิจก็เจ๊งไปในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 หลังจากนั้นผมก็ย้ายลงไปทำการเกษตรที่ภาคใต้เพราะผมเคยซื้อที่ไว้ที่นคร”
“แม้จะประกอบอาชีพที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ผมก็ยังยังเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่เหมือนเดิม โดยเฉพาะตอนที่กลับไปทำการเกษตรที่ใต้ ผมได้ไปร่วมเคลื่อนไหวกับสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ที่ขับเคลื่อนประเด็นสิทธิในที่ดิน โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร ผมทำงานร่วมกับสกต.ประมาณ 2-3 ปี ก็สามารถผลักดันกฎหมายได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากนั้นผมก็ย้ายไปอยู่ที่กาญจนบุรีเพราะมีเพื่อนที่เคยเข้าป่าด้วยกันชวนมาเปิดร้านขายอะไหล่รถยนต์ที่อำเภอไทรโยค"

ภาพสหายพายุกับพี่น้องชาวม้งระหว่างร่วมกันทำบุญ
"ตอนนั้นผมเดากับเพื่อนว่าน่าจะมีการเปิดด่านที่ชายแดนบ้องตี้ เราเลยจะไปเปิดร้านอะไหล่ดักทางไว้ แต่ต่อมาเขาเปลี่ยนเส้นทางที่จะเปิดด่าน ทำให้ร้านไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ผมจึงย้ายไปที่ทองผาภูมิแล้วก็เปลี่ยนอาชีพอีกครั้งไปทำสวนยางเพาะกล้ายางขาย หลังจากนั้นก็มีสหายเก่าที่ไปทำงานให้องค์กรของญี่ปุ่นมาชวนให้ผมไปทำงานกับพรรคมอญใหม่ที่ฝั่งพม่า จนทำให้ผมต้องข้ามไปข้ามมาระหว่างฝั่งไทยกับพม่าอยู่ประมาณ 5 ปี"
“ความใกล้ชิดกับพี่น้องม้งทางภาคเหนือที่ผมเคยรู้จักกันตอนอยู่ป่า ทำให้ผมมีความสนใจในความเดือดร้อนของพี่น้องคนชาติพันธุ์เป็นพิเศษ ตอนที่ย้ายไปอยู่มีเมืองกาญจน์ฯ ผมมีโอกาสเข้าไปให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวม้งที่ถูกผู้มีอิทธิพลคุกคาม คือพวกข้าราชการในพื้นที่ที่มีอำนาจ เขามีแปลงนา มีที่ดิน ที่ปล่อยให้คนเช่าทำเกษตร ทีนี้พอพี่น้องม้งเข้ามาทำไร่ในพื้นที่ก็มีเหตุไปกระทบกระทั่งกับผู้มีอิทธิพลอยู่เป็นระยะ ผู้มีอิทธิพลเลยอยากจะย้ายคนม้งออกไปจากพื้นที่โดยใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงบ้าง หาว่าคนม้งใช้ยาเสพย์ติดบ้าง จนสุดท้ายมีคำสั่งจากฝ่ายปกครองลงมาให้ขับไล่คนม้งออกจากพื้นที่ ผมก็เลยต้องเข้าไปช่วยพวกเขาแบบลับๆ ที่ผมไม่เข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างเปิดเผยเป็นเพราะเกรงว่าถ้าผู้มีอิทธิพลรู้ว่าผมเข้าไปทำอะไรผมก็จะถูกหาเรื่องหรือถูกบีบให้ออกจากพื้นที่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผมก็มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยจนต้องย้ายออกจากพื้นที่อยู่ดี"
"คนม้งที่ผมให้ความช่วยเหลือที่เมืองกาญจน์เคยถามผมด้วยความสงสัยว่า ทำไมผมถึงให้ความช่วยเหลือพวกเขาขนาดนั้น ผมเลยเล่าเรื่องราวที่เคยใช้ชีวิตกับสหายชาวม้งให้พวกเขาฟังว่าพี่น้องชาวม้งให้ความช่วยเหลือผมตลอดเวลาที่ผมอยู่ในป่า ผมจึงมีความรู้สึกที่ดีกับพี่น้องคนชาติพันธุ์ทุกๆกลุ่มและรู้สึกรับไม่ได้กับความอยุติธรรมที่พวกเขาต้องเผชิญจากรัฐไทย ในช่วงหลังผมยังได้ไปทำงานกับพรรคก้าวไกลปีกทำงานด้านสิทธิของคนชาติพันธุ์ด้วย"
เรื่องและภาพโดย วริศรา สาอุบล
ภาพสหายพายุกับคนชาติพันธุ์ชาวม้งและภาพจากฐานที่มั่น เอื้อเฟื้อโดยสหายพายุ
_______________________________________________________________________________________________________________
ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของพคท.ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่พคท.ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับพคท.ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน
ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับพคท.ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆคนอาจ ยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆคนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน “ไดอารีดาวแดง” ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์