- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
9 กันยายน 2568 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดกิจกรรม 49 ปี 6 ตุลาคม 2519 โดยกิจกรรมครั้งนี้มีการจัดนิทรรศการบริเวณโถงทางเข้าชั้น 1ของอาคารคณะรัฐศาสตร์ และมีกิจกรรมฉายภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘สองพี่น้อง’ และวงเสวนาหลังการฉายหนัง ปิดท้ายด้วยการแสดงละครเรื่อง ‘ปั่น’ โดยกลุ่ม UBON AGENDA
ภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘สองพี่น้อง’ เป็นภาพยนตร์ที่ชวนไปพบ และพูดคุยกับครอบครัวของ ‘ชุมพร ทุมไมย’ และ ‘วิชัย เกศศรีพงษ์ศา’ สองพนักงานไฟฟ้าที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการกลับมาไทยของจอมพลถนอม กิตติขจรในเดือนกันยายน 2519 เขาทั้งสองถูกฆ่าและนำศพมาแขวนคอที่ ‘ประตูแดง’ ในจังหวัดนครปฐมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2519
ในเวลาต่อมา นักศึกษานำเหตุการณ์นี้มาทำเป็นละคร และแสดงที่ลานโพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในวันที่ 4 ตุลาคม 2519 การละครครั้งนี้ถูกฝ่ายขวานำไปปลุกปั่นว่ามีการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ เช่น หนังสือพิมพ์ดาวสยาม ที่ระบุว่าเป็นการ ‘แขวนคอหุ่นเหมือนเจ้าฟ้าชาย’ ทำให้มีการรวมตัวประท้วงของกลุ่มฝ่ายขวา และนำมาสู่การล้อมปราบนักศึกษาในช่วงเช้าของวันที่ 6 ตุลาคม 2519


‘สองพี่น้อง’
หลังการฉายภาพยนตร์ มีการเสวนาเกี่ยวกับการทำภาพยนตร์สารคดีสั้นเรื่องนี้ โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือ ภัทรพร ภู่ทอง จากโครงการบันทึก 6 ตุลา และดำเนินการเสวนาโดย อ.ธีระพล อันมัย จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ภัทรพรเล่าว่าการทำภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ เริ่มต้นมาจากการที่ทีมงานที่ทำเรื่อง 6 ตุลา พูดคุยกัน และสนใจว่าตอนนี้ญาติของผู้เสียชีวิตเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง พวกเขามีวิธีจัดการกับความรู้สึกสูญเสีย และมีวิธีการจดจำผู้จากไปกันอย่างไร ทำให้ตอนนั้นได้มาตามหาญาติของผู้เสียชีวิตและลองติดต่อหาได้หลายคน โดยก่อนหน้านี้มีการทำสารคดีเรื่อง ‘ความทรงจำไร้เสียง’ มาก่อน โดยช่วงนั้นต้องหาข้อมูลจากสมุดหน้าเหลือง แล้วดูคนที่มีนามสกุลเหมือนกับผู้เสียชีวิต จากนั้นจึงลองกรองคนแต่ละพื้นที่เพื่อตีกรอบว่าคนเหล่านี้ว่าน่าจะรู้จักหรือเป็นญาติกับผู้เสียชีวิตแล้วลองโทรหา ในการทำสารคดีเรื่องสองพี่น้องก็เช่นกัน ทีมงานได้ติดต่อไปหาญาติของชุมพร ทุมไมย ปรากฏว่าพี่สะใภ้เป็นคนรับสายทำให้ได้คุยกับชุมพล ทุมไมยซึ่งเป็นพี่ชายของชุมพร ในขณะที่การติดตามหาญาติของวิชัย เกศศรีพงษ์ศา ทีมงานลองติดต่อไปพบว่ามีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นญาติกับวิชัย จึงได้ประสานงานให้ได้คุยกับพี่ของวิชัยเช่นกัน
การลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลและถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ทำให้รู้ว่าชุมพร ทุมไมย และวิชัย เกศศรีพงษ์ศา เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก จนดูเหมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่าเพื่อน โดยทั้งคู่ได้เข้าเรียนที่เดียวกันคือเทคโนโคราช และมีการไปมาหาสู่กันระหว่างอำเภอเขื่องใน จ.อุบลราชธานี และอำเภอสตึก จ.บุรีรัมย์ เสมอเมื่อเรียนจบแล้ว ทั้งสองจึงไปทำงานเป็นพนักงานฟฟ้าที่นครปฐม และทำงานสหภาพแรงงาน ทำกิจกรรมต่อต้านเผด็จการจอมพลถนอมที่กำลังจะกลับมาไทย จนในเวลาต่อมาก็โดนฆาตกรรมและนำศพไปแขวนคอที่ประตูแดงที่นครปฐม การได้เห็นสายใยความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันของทั้งสองคน ทำให้ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งชื่อภาพยนตร์ว่า ‘สองพี่น้อง’

40 ปี ทำไมเพิ่งติดต่อมา ?
ภัทรพรเล่าว่า ในวาระ 40 ปี ของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้มีการติดต่อหาญาติผู้เสียชีวิตหลายคน ซึ่งมีครั้งหนึ่งที่ญาติผู้เสียชีวิตติดต่อมา และเมื่อภัทรพรแนะนำตัวเองเสร็จ ญาติผู้เสียชีวิตได้ถามคำถามหนึ่งว่า ‘ผ่านมา 40 ปี แล้วทำไมเพิ่งติดต่อมา ?’ คำถามนี้ทำให้ภัทรพรในฐานะคนทำงานต้องถามกับตัวเองว่า ที่ผ่านมาเราทำอะไรอยู่ และในฐานะคนที่ทำงานเรื่องนี้ เราให้กำลังทำอะไรอยู่ และเราให้คุณค่ากับการจัดการความทรงจำร่วมของสังคมอย่างไร ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ
6 ตุลาฯ ไม่ใช่แค่เรื่องราวในวันที่ 6 ตุลาฯ และไม่ใช่แค่ที่ธรรมศาสตร์
การทำงานเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ทำให้ภัทรพรและทีมงานที่ทำงานร่วมกันในโครงการตระหนักว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯไม่ใช่เพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาฯ เพียงเท่านั้น หากแต่มันยังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน และหลังจากนั้นด้วย เช่น เรื่องราวในสารคดีสองพี่น้องก็ฉายให้เห็นว่าในเดือนกันยายน 2519 ก็เกิดเรื่องราวกับวิชัย และชุมพร และเมื่อเรื่องราวหลังจากวันที่ 6 ตุลาฯ ไปแล้วก็ยังมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สืบเนื่องกันต่อมา โดยไม่ได้จบเพียงเพราะค่ำคืนวันที่ 6 ตุลาฯ สิ้นสุดลง เราพบเห็นเหตุการณ์การเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ของนักศึกษาหลายคนในหลายพื้นที่ นั่นหมายความว่าในเชิงพื้นที่เองก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งเรื่องราวของการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้น พิพิธภัณฑ์สามัญชนก็กำลังตามเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์ ซึ่งจะให้รายละเอียดตรงนี้ได้ดีกว่า
6 ตุลาฯ กับการเข้าป่าของสหาย
ธนพลจากพิพิธภัณฑ์สามัญชนเล่าถึงโครงการรวบรวมบทสัมภาษณ์อดีตสหายที่เคยเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์สามัญชนกำลังรวบรวมอยู่ในงานเขียนซีรียส์ ‘ไดอารี่ดาวแดง’ ได้มีการสัมภาษณ์อดีตสหายในหลายพื้นที่หลายเขตงาน ธนพลยกตัวเรื่องราวของอดีตสหายสองคนที่เขาพบระหว่างการสัมภาษณ์ว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา
กรณีแรกคือ ‘สุเทพ’ ซึ่งช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการเดินทางกลับประเทศของจอมพลถนอม สุเทพไม่ได้อยู่ในธรรมศาสตร์ระหว่างการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม เนื่องจากในวันที่ 5 ตุลาคม เขาออกมาพักนอกมหาวิทยาลัยเพราะมีอาการป่วย ช่วงรุ่งเช้าวันที่ 6 ตุลาคมเมื่อไปหาข้าวเช้ากินที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งก็ได้เห็นโทรทัศน์เปิดข่าวการล้อมปราบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สุเทพรู้สึกเสียใจที่เพื่อนของเขาหลายคนต้องเสียชีวิต ขณะที่ตัวเขาเองก็กลายเป็นหนึ่งในคนที่ทางการต้องการตัว ทำให้ในช่วงสิ้นปีนั้นสุเทพตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ โดยก่อนเดินทางเขาได้เขียนจดหมายถึงครอบครัวในทำนองว่า ‘เมื่อเพื่อนผมโดนฆ่าแล้ว แต่ผมยังอยู่ เช่นนั้นผมก็จะสู้ต่อ’
ธนพลกล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ 6 ตุลามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้นักศึกษาจำนวนหนึ่งมิใช่เพียงสุเทพ ต้องเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ สิ่งนี้ก็บ่งชี้ให้เห็นว่าในเรื่องราวการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์เองก็มีส่วนสำคัญของเหตุการณ์ซ้อนทับกับเหตุการณ์ 6 ตุลาเช่นกัน
อีกบทสัมภาษณ์ที่ธนพลได้ไปพูดคุยมา คือเรื่องราวของสหายชาติพันธุ์ม้งที่ผาจิ จ.พะเยา โดยชาติพันธุ์ม้งในอดีตโดนกดขี่โดยรัฐไทยอย่างมาก เพราะไม่ถูกนับว่าเป็นคนไทย และทำให้ไม่ได้รับการศึกษา การมาถึงของพรรคคอมมิวนิสต์ทำให้ชาติพันธุ์ม้งได้รับการช่วยเหลือ เด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือ ทำให้ชาวม้งหลายหมู่บ้านเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ และในช่วงเหตุการณ์ล้อมปราบที่ธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาฯ สหายม้งรู้สึกโกรธมากจนต้องเรียกระดมพล เตรียมตัวแก้แค้นให้นักศึกษา เพราะมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้โหดร้ายรุนแรง เพราะนักศึกษาไม่มีอาวุธเขายังปราบขนาดนี้ ฉะนั้นแล้วคนในป่าต้องจับปืนให้มั่นแล้วแก้แค้นให้นักศึกษา สิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องราวจากเหตุการณ์ 6 ตุลาได้เคลื่อนไปทุกสารทิศ และส่งผลต่อหลายพื้นที่ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ธรรมศาสตร์เพียงเท่านั้น
ทุกการเปลี่ยนแปลง ล้วนเกิดจากสามัญชน
ธนพลกล่าวต่อว่า ในการเก็บรวบรวมเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์สามัญชนส่วนหนึ่งนั้น ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย การเปลี่ยนแปลงนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนมีคนธรรมดาสามัญอยู่ในนั้นเสมอ เรื่องราวของชุมพร และวิชัยก็เป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ที่บางคนอาจหลงลืม การเก็บรวบรวมข้อมูลจึงเป็นส่วนที่อยากทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญนี้ว่าทุกคนมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นพื้นที่สำหรับความเห็นต่างที่ไม่ต้องถูกปราบปรามเหมือนเช่นเหตุการณ์ 6 ตุลา
ถึงเวลาจำ 6 ตุลาฯ ในฐานะความทรงจำร่วมของสังคม
ภัทรพรกล่าวว่า ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจะมีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในสังคมไทยจนคนรู้สึกชาชินเป็นปกติ นั่นคือการลอยนวลพ้นผิด และการใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน หากนับจาก 6 ตุลาฯ เป็นต้นมาเราก็จะพบสิ่งนี้ซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ทั้งพฤษภา 35 และ 53 เหตุการณ์ที่ชายแดนใต้ ที่ตากใบ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ควรชาชิน ฉะนั้นการจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความรุนแรงเหล่านี้ไม่ใช่ความรุนแรงเฉพาะผู้ประสบในเหตุการณ์ แต่มันคือความทรงจำร่วมของสังคม