- บทความ
- Other
การลงนามในข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยกรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการลงนามแล้วในวันที่ 3 กันยายน 2568 นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญอีกครั้งในการสร้าง ‘พันธสัญญา’ ระหว่างพรรคการเมือง ซึ่งสิ่งนี้ยังคงเป็นเรื่องที่ประชาชนตั้งคำถามถึงผลในทางปฏิบัติว่าพันธสัญญาพรรคการเมืองต่างๆทำต่อกันจะมีความยั่งยืนสักเพียงใด โอกาสนี้พิพิธภัณฑ์สามัญชนจึงอยากชวนย้อนดู ‘ความสัมพันธ์แบบใด ?’ ระหว่างพรรคการเมืองผ่านคำแถลงการณ์หรือบันทึกข้อตกลงของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่เกิดขึ้นนับจากการเลือกตั้งปี 2566
MOU 8 พรรค
หลังการเลือกตั้ง 2566 ปรากฏว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาล ได้รับชัยชนะ นับเฉพาะพรรคการเมือง 2 อันดับแรกที่ครองที่นั่งมากที่สุดในสภาคือพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยก็มีเสียง สส. รวมกันมากกว่า 250 เสียงซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่พรรคก้าวไกลต้องเดินหน้ารวบรวมเสียง สส. และเสียงสนับสนุนจาก สว. เพิ่มเพื่อให้เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาตามที่บทเฉพาะกาลมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่า การให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงห้าปีแรกนับจากมีรัฐสภาชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ผู้ดำรับเลือกต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่
หลังการเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลรวบรวมเสียงสส. ในขั้นต้นได้ 312 เสียงจาก 8 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล 151 เสียง, พรรคเพื่อไทย 141 เสียง, พรรคประชาชาติ 9 เสียง, พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง, พรรคเพื่อไทรวมพลัง 2 เสียง, พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง, พรรคเป็นธรรม 1 เสียง และพรรคพลังสังคมใหม่ 1 เสียง เพื่อส่งหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวของพรรคคือ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ไปสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
หลังเดินสายรวบรวมเสียงขั้นต้น พรรคก้าวไกลยึดเอาหมุดหมายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 9 ปีการรัฐประหารของ คสช. เป็นวันแถลงข่าวการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) ในการจัดตั้งรัฐบาล เนื้อหาใน MOU ประกอบด้วยวาระร่วม 23 ข้อ และแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อ มีสาระสำคัญ เช่น
การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้ง, การปฏิรูปกองทัพ - เปลี่ยนการเกณฑ์ทหารไปใช้ระบบสมัครใจ, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ผลักดันการกระจายอำนาจ, การลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดทุนผูกขาด และฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นต้น
ส่วนแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1. ทุกพรรคจะคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชนทุกคน 2. ทุกพรรคจะทำงานโดยซื่อสัตย์สุจริต หากมีบุคคลของพรรคใดมีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ทุกพรรคจะยุติการดำรงตำแหน่งของบุคคลนั้นๆ ทันที 3. ทุกพรรคจะทำงานโดยให้เกียรติซึ่งกันและกัน จริงใจต่อกัน สนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน โดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง มากกว่าผลประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง 4. ทุกพรรคมีสิทธิในการผลักดันนโยบายอื่นเพิ่มเติม แต่ไม่ขัดแย้งจากนโยบายในบันทึกข้อตกลงร่วมฉบับนี้ โดยอาศัยอำนาจฝ่ายบริหารของรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของแต่ละพรรคการเมือง 5. ทุกพรรคมีสิทธิในการผลักดันนโยบายอื่นเพิ่มเติม แต่ไม่ขัดแย้งจากนโยบายในบันทึกข้อตกลงร่วมฉบับนี้ โดยอาศัยอำนาจนิติบัญญัติของผู้แทนราษฎรที่สังกัดแต่ละพรรคการเมือง
(สามารถ download เอกสารได้ในไฟล์แนบ - แถลงการณ์เข้าถึงในเว็บไซต์ของอดีตพรรคก้าวไกลในวันที่ 4 กันยายน 2568)
แถลงการณ์พรรคภูมิใจไทยแสดงจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีนโยบายแก้ไข/ยกเลิกมาตรา 112
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่พรรคก้าวไกลเดินสายหาพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ก็ออกแถลงการณ์ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 มีเนื้อหาโดยสรุปว่า พรรคภูมิใจไทยไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมแสดงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยว่า จะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเรียกร้องให้ฝ่ายเสียงข้างมากเคารพและรับฟังเสียงข้างน้อยตามหลักการประชาธิปไตย มิใช่ข่มขู่ และกดดันให้ต้องทำตามที่เสียงข้างมากต้องการหรือกำหนด นอกจากนั้นแถลงการณ์ของพรรคภูมิใจไทยยังขอให้พรรคการเมืองฝ่ายเสียงข้างมาก แสดงจุดยืนเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 112 และแจ้งให้ประชาชนทราบด้วย
(แถลงการณ์พรรคภูมิใจไทย เข้าถึงบนเฟซบุ๊กเพจพรรคภูมิใจไทยวันที่ 4 กันยายน 2568)
ส้ม - แดง ยกที่ 1 ปมเสนอชื่อประธานสภาฯ
หลังมีการลงนามใน MOU 8 พรรค กระบวนการในรัฐสภามาถึงขั้นตอนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกลต้องการเสนอชื่อ สส.ของตัวเองให้ดำรงตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อความสะดวกในการผลักดันร่างกฎหมาย และนโยบาย แต่พรรคเพื่อไทยแสดงความต้องการตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยเช่นกัน
24 พฤษภาคม 2566 อดิศร เพียงเกษ สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยเขียนข้อความบนทวิตเตอร์ทำนองว่า
‘ในเมื่อมีเสียงไม่เกินครึ่ง คุณต้องแบ่งให้คนอื่น ไม่ใช่กินรวบทุกตำแหน่ง’
แม้พรรคเพื่อไทยจะแสดงความต้องการตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่เบื้องต้นพรรคก้าวไกลก็ยังยืนยันจะเสนอชื่อปดิพัทธ์ สันติภาดา สส. เขต 1 พิษณุโลก
เมื่อประเด็นประธานสภาผู้แทนราษฎรมีแนวโน้มจะพัฒนาไปเป็นชวนเหตุความขัดแย้งระหว่างสองพรรค จึงเกิดการหารือเพื่อหาทางออก จนได้ข้อสรุปว่าจะใช้การเสนอชื่อคนกลางที่ทั้งสองฝ่ายให้การยอมรับมาทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่วันมูหะหมัดนอร์ มะทา สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ ซึ่งเคยเป็นอดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรมาก่อน พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อได้ยังจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมในประเด็นนี้ร่วมกันในวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ด้วย โดยเนื้อหาสรุปได้ว่า
จะมีการเสนอชื่อวันมูหะหมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนตำแหน่งรองประธานฯคนที่หนึ่งจะเป็นของพรรคก้าวไกล และตำแหน่งรองประธานฯคนที่สอง เป็นของพรรคเพื่อไทย โดยผู้ดำรงตำแหน่งทั้งสามจะร่วมกันผลักดันวาระที่ทำให้รัฐสภาไทยก้าวหน้า ให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีประสิทธิภาพ และเป็นของประชาชน
ทั้งสองพรรคยังแถลงว่าจะให้ความเห็นชอบกฎหมายสำคัญเพื่อประชาชน ซึ่งรวมถึงการนิรโทษกรรมคดีแสดงออกทางการเมือง และการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ร่างพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามที่พรรคก้าวไกลเสนอ
(ข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยในประเด็นตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าถึงจากเพจเฟซบุ๊ก ก้าวไกลของประชาชน เข้าถึงเมื่อ 4 กันยายน 2568)
ส่ง ‘พิธา’ ไปไม่ถึงตำแหน่งนายกฯ ก้าวไกลส่งไม้ต่อเพื่อไทยตั้งรัฐบาล
ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ที่ประชุมรัฐสภามีการลงมติเพื่อให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งนั้น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส. จังหวัดน่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ที่ประชุมรัฐสภามีการลงมติ ‘เห็นชอบ’ เพียง 324 เสียง จาก 749 เสียง ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมร่วมรัฐสภา ทำให้พิธาไม่ผ่านความเห็นชอบ
แม้จะมีความพยายามในการลงมติอีกครั้ง แต่ก็ถูกสกัดจากพรรคฝ่ายตรงข้าม และ สว. ว่าเป็นการเสนอญัตติซ้ำจะกระทำไม่ได้ ส่งผลให้ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 พรรคก้าวไกลแถลงส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็มีการออกแถลงการณ์ขอบคุณและตอบรับในวันเดียวกัน โดยระบุว่า
ข้อตกลงของ 8 พรรคการเมืองสามารถรวมเสียงได้เพียง 312 เสียง ซึ่งสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ยังไม่เห็นชอบเพราะมีเงื่อนไขเกี่ยวกับมาตรา 112 ทำให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ พรรคเพื่อไทยจึงต้องหาเสียงสนับสนุนเพิ่มให้เกินกึ่งหนึ่ง โดยจะหาจาก สว. และ สส. จากพรรคอื่น ๆ เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในที่สุด และหากมีผลอย่างไรจะแจ้งให้ 8 พรรคการเมือง และประชาชนทราบ จากนั้นพรรคเพื่อไทยก็เริ่มเดินหน้าหาแนวร่วมในการตั้งรัฐบาล
(แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย หลังพรรคก้าวไกลประกาศส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล เข้าถึงบนเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยวันที่ 4 กันยายน 2568)
พรรคเพื่อไทยประกาศตั้งรัฐบาลผ่าทางตันหาทางออกให้ประเทศ ส่ง ‘ก้าวไกล’ เป็นฝ่ายค้าน
หลังพรรคก้าวไกลส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 พรรคเพื่อไทยก็เดินจัดตั้งรัฐบาลโดยเข้าหารือกับพรรคต่างๆ เริ่มจากพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนากล้า พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งหลายพรรคมีเงื่อนไขที่เป็นประเด็นสำคัญในการร่วมรัฐบาล คือต้องไม่มีพรรคที่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 จึงทำให้ไม่สามารถร่วมรัฐบาลที่มีพรรคก้าวไกลด้วยได้
ในเวลาต่อมา วันที่ 2 สิงหาคม 2566 พรรคเพื่อไทยจึงออกแถลงการณ์ ‘เริ่มต้นใหม่ ร่วมผ่าทางตัน หาทางออกให้ประเทศ’ ระบุว่าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ยืนยันจะไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะไม่มีพรรคก้าวไกลอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนพรรคก้าวไกลจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน
พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้ารวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป โดยมีนโยบายสำคัญคือการเดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะให้มีการออกมติ ครม.ในการประชุมครั้งแรก ให้มีการทำประชามติ และจัดตั้ง สสร. รวมถึงจะดำเนินนโยบายด้านอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ เช่น สมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้า ปฏิรูประบบราชการ ตำรวจ กองทัพ และกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนการเกณฑ์ทหารแบบบังคับเป็นระบบสมัครใจ ผลักดันการกระจายอำนาจทั้งในแง่ภารกิจและงบประมาณ ยกเลิกการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมในทุกอุตสาหกรรม เป็นต้น การออกแถลงการณ์ฉบับนี้ถือเป็นการปิดฉาก MOU 8 พรรคลงอย่างสมบูรณ์


(แถลงการณ์เริ่มต้นใหม่ ร่วมผ่าทางตัน หาทางออกให้ประเทศ เข้าถึงบนเฟซบุ๊กของพรรคเพื่อไทยวันที่ 4 กันยายน 2568)
เพื่อไทยเดินหน้าตั้งรัฐบาล
เมื่อออกแถลงการณ์ตัดพรรคก้าวไกลออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว พรรคเพื่อไทยก็เร่งรวบรวมเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวมทั้งเสียง สว. เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งพบว่ามีการออกแถลงการณ์จากพรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคอื่น ๆ ออกมาอีกหลายฉบับ เช่น แถลงการณ์ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย 

(แถลงการณ์ร่วมพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย เข้าถึงบนเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยเมื่อ 4 กันยายน 2568)
แถลงการณ์กับพรรคร่วม 6 พรรค
(คำแถลงจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองต่างๆ เข้าถึงบนเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยเมื่อ 4 กันยายน 2568)
แถลงการณ์ร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา 
(คำแถลงจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา เข้าถึงบนเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยเมื่อ 4 กันยายน 2568)
และสุดท้ายในวันที่ 21 สิงหาคม 2566 มีการออก แถลงการณ์พรรคร่วมรัฐบาล 11 พรรค 314 เสียง โดยในแถลงการณ์ยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่มีพรรคก้าวไกลเข้าร่วมรัฐบาล และมีการแบ่งโควต้าจำนวนรัฐมนตรีของแต่ละพรรคเอาไว้ด้วย ซึ่งการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเองขณะที่รัฐสภากำลังมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้เดินทางกลับมาที่ประเทศไทยด้วย


(คำแถลงจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค 314 เสียง เข้าถึงบนเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยเมื่อ 4 กันยายน 2568)
รัฐบาลระส่ำ คลิปเสียงฮุนเซนทำพิษ ภูมิใจไทยชิงย้ายฝั่ง
หลังการตั้งรัฐบาลเศรษฐาของพรรคเพื่อไทยดำเนินไปได้เกือบ 1 ปี เศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการแต่งตั้งพิชิต ชื่นบานเป็นรัฐมนตรี ทำให้แนวร่วมพรรครัฐบาลเสนอชื่อ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็เกิดรอยร้าวในพรรคร่วมเมื่อผ่านการลงมติให้แพทองธารแล้ว ปรากฏว่าไม่มีการให้ตำแหน่งรัฐมนตรีกับพรรคพลังประชารัฐ แต่พรรคเพื่อไทยมีการไปทาบทามพรรคประชาธิปัตย์มาแทน ทำให้พรรคพลังประชารัฐแยกตัวไปเป็นฝ่ายค้าน แต่เกิดการแตกกันภายในพรรคระหว่างกลุ่ม สส. ของ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ และธรรมนัส พรหมเผ่า ทำให้ฝ่ายธรรมนัสมีการแยกตัวไปตั้งพรรคกล้าธรรมและเข้าร่วมกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
แต่แล้วการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแพทองธารก็มีปัญหาใหญ่อีกครั้งในปี 2568 เมื่อเกิดกรณีพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างไทย - กัมพูชา และในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่างแพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในกลุ่มประชาชน ในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยจึงออกแถลงการณ์ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยจะถอนตัวอยู่แล้วเนื่องจากมีปัญหาเรื่องการถูกพรรคเพื่อไทยขอคืนกระทรวงมหาดไทย ก่อนที่ในเวลาต่อมาก็มี สว. ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งจากกรณีคลิปเสียงหรือไม่
(แถลงการณ์พรรคภูมิใจไทย ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เข้าถึงบนเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทยเมื่อ 4 กันยายน 2568)
พรรคประชาชนเสนอทางออกฝ่าทางตัน พร้อมยกมือให้ตั้งรัฐบาลเพื่อยุบสภาฯในสิ้นปี
จากกรณีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรี กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยได้นัดหมายการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 จากนั้นในวันที่ 1 กรกฎาคม ก็มีการโปรดเกล้าฯ ครม. ใหม่ และมีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งทำให้สถานะของรัฐบาลสั่นคลอนอย่างมาก เนื่องจากความไม่แน่นอนในตำแหน่งของผู้นำรัฐบาล และเสียงในสภาฯที่มีเกินกึ่งหนึ่งมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
วันที่ 3 กรกฎาคม 2568 พรรคประชาชนแถลงจุดยืน เสนอทางออกให้กับวิกฤตครั้งนี้ โดยระบุว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการยุบสภาฯ เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยยืนยันว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาฯได้ แต่หากไม่ยุบสภาฯ และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลใหม่ต้องพร้อมเดินหน้ายุบสภาฯ และเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ถูกบีบไปสู่ทางตัน และเปิดทางให้อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยเข้ามาแทนที่ พรรคประชาชนพร้อมยกมือสนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่ยอมรับเงื่อนไขว่าจะเดินหน้ายุบสภาฯภายในสิ้นปี 2568 เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยพรรคประชาชนจะเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาลตามเดิม
ซึ่งปรากฏว่าในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาว่าให้แพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องสิ้นสุดลงตามไปด้วย
(แถลงการณ์พรรคประชาชน เสนอทางออกให้ประเทศ กรณีนายกแพทองธารพ้นจากตำแหน่ง เข้าถึงบนเฟซบุ๊กพรรคประชาชนเมื่อ 4 กันยายน 2568)
ภูมิใจไทยตอบรับข้อเสนอพรรคประชาชน ประกาศตั้งรัฐบาลเพื่อยุบสภาฯใน 4 เดือน
ในวันเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยออกแถลงการณ์ตอบรับข้อเสนอของพรรคประชาชน โดยระบุว่า
นโยบายและภารกิจหลักของรัฐบาลใหม่ ที่จะจัดตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของพรรคประชาชน มี 3 ประการ ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะได้นำไปหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อพิจารณาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา 2. การจัดทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และ 3. การยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองภายในเวลา 4 เดือน นับจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น
(แถลงการณ์พรรคภูมิใจไทย รับข้อเสนอพรรคประชาชน เข้าถึงบนเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทยเมื่อ 4 กันยายน 2568)
ในขณะที่พรรคเพื่อไทยในช่วงแรกยังยืนยันว่าเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลยังอยู่ครบ แต่ในเวลาต่อมาปรากฏว่ามีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคไปร่วมแถลงข่าวสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในจำนวนนี้พบว่ามีกลุ่ม สส. ของพรรคเพื่อไทยเองด้วย จากนั้นก็มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของพรรคกล้าธรรมว่าจะสนับสนุนอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32
(แถลงการณ์พรรคกล้าธรรม สนับสนุนแคนดิเดตนายกของพรรคภูมิใจไทย เข้าถึงบนเฟซบุ๊กพรรคกล้าธรรม เมื่อ 4 กันยายน 2568)
เพื่อไทยรับด้วย แจงพรรคประชาชนหากภารกิจสำเร็จอาจยุบสภาฯเร็วกว่า 4 เดือน
หลังรู้ตัวว่าแนวร่วมเริ่มตีตัวออกหาก พรรคเพื่อไทยจึงตั้งหลักและนัดเข้าหารือกับพรรคประชาชน จากนั้นจึงมีการออกมาแถลงข่าวว่าพร้อมรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน โดยระบุว่ารัฐบาลของพรรคเพื่อไทยจะยุบสภาฯภายใน 4 เดือน หรือหากภารกิจลุล่วงเร็วกว่ากำหนดก็จะยุบสภาฯทันที ในส่วนของการประชามติก็จะมีการเสนอว่าให้มีการประชามติเรื่องการร่างรัฐธรรมนูยใหม่โดยใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นร่างหลัก รวมทั้งประชามติเพื่อถามประชาชนว่ามีความต้องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 หรือไม่ในคราวเดียวกัน รวมทั้งจะร่วมมือกับพรรคประชาชนและกลไกต่าง ๆ ในการเร่งดำเนินการคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง
พรรคประชาชนแถลงสนับสนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกรัฐมนตรี
เมื่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยต่างตอบรับข้อเสนอของพรรคประชาชน ทำให้พรรคประชาชนจัดประชุม สส. และสอบถามความเห็นจากบุคลากรและสมาชิกพรรคในประเด็นว่าจะมีการลงมติไปในทิศทางใด โดยมีการรับฟังความเห็นในระหว่างวันที่ 1 - 2 กันยายน 2568 จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคที่จะแถลงผลสรุปต่อไป ซึ่งหลังจากการหารือกันแล้วนั้น พรรคประชาชนได้แถลงข่าวที่รัฐสภาในวันที่ 3 กันยายน ประกาศว่าจะสนับสนุนอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี และมีการลงนามในข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยกรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
(ข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย เรื่องการสนับสนุนแคนดิเดตของพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี เข้าถึงบนเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย 4 กันยายน 2568)
เพื่อไทยเผย ทูลเกล้ายุบสภาฯแล้ว องคมนตรีตีกลับแจ้งอำนาจยังคลุมเครือ
เมื่อพรรคประชาชนแถลงว่าจะสนับสนุนอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ทางฝั่งพรรคเพื่อไทยก็ออกมาระบุว่าได้มีการทูลเกล้าฯยุบสภาฯแล้ว โดยให้เหตุผลว่า การที่พรรคประชาชนแถลงสนับสนุนให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ร่วมรัฐบาลนั้น จะทำให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไร้เสถียรภาพ ไร้ความเชื่อมั่น
แต่ในเวลาต่อมา มีกระแสข่าวว่าองคมนตรีตีกลับร่างทูลเกล้าฯ ยุบสภาฯ ซึ่งภูมิธรรมผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่าทางองคมนตรีให้เหตุผลว่ายังมีข้อโต้แย้งเรื่องอำนาจของผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีว่ามีอำนาจยุบสภาฯหรือไม่ ซึ่งยังไม่มีข้อยุติ จึงคิดว่ายังไม่ควรนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯในเวลานี้
ข้อเสนอ ‘นาทีทอง’ ของเพื่อไทย เลือกชัยเกษมเป็นนายก ได้ยุบสภาฯทันที
หลังการถูกตีกลับร่างทูลเกล้าฯยุบสภาฯ ประกอบกับทางสภาฯมีการบรรจุระเบียบวาระการประชุม สส. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ทำให้พรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอสุดท้ายว่าจะขอเสนอชื่อ ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าหากได้รับการเห็นชอบ จะให้มีการยุบสภาฯทันทีหลังแถลงนโยบายโดยไม่ต้องรอ 4 เดือน
เรียบเรียงโดย ธนพล พันธุ์งาม
| Attachment | Size |
|---|---|
| move-forward-cabinet-mou.pdf (261.17 KB) | 261.17 KB |