- บทความ
- Stories from the Commoner’s collections สามัญวัตถุ
29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเนื่องจากขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้อง(แพทองธาร) หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568
จากนี้ไปสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ตรงตามเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ คือ ชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย, อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคจากพรรครวมไทยสร้างชาติ และจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากพรรคประชาธิปัตย์
พิพิธภัณฑ์สามัญชนชวนย้อนดูประวัติแคนดิเดตที่เหลือทั้ง 5 คน และแผ่นพับหาเสียงที่ถูกใช้งานในปี 2566
1. ชัยเกษม นิติสิริ พรรคเพื่อไทย

เมื่อแพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ทำให้ชัยเกษม นิติสิริกลายเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย
ชัยเกษมเคยดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในสมัยรัฐบาลที่มียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหารโดย คสช. เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557
เมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ชัยเกษมได้รับการเสนอชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยร่วมกับสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในการเลือกตั้งปี 2566 ชัยเกษมได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกอีกครั้งร่วมกับเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร
ในคราวที่เศรษฐาถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ชื่อของชัยเกษมเคยถูกนำมาพิจารณาว่าจะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในครั้งนั้นถูกคัดค้านจากพรรคร่วมรัฐบาลเนื่องจากชัยเกษมเคยแสดงออกเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 112 จึงทำให้แพทองธารถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31
หลังจากนั้นมีข่าวว่าชัยเกษมมีปัญหาด้านสุขภาพ แต่เมื่อมีประเด็นความขัดแย้งไทย - กัมพูชา และเกิดกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างสมเด็จฮุน เซนและแพทองธารหลุด จน สว. ร้องศาลรัฐธรรมนูญ ชัยเกษมก็ออกมาตีกอล์ฟ และให้สัมภาษณ์ว่าหากเกิดอะไรขึ้นมาก็พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี
2. อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวของพรรค ทั้งในการเลือกตั้งในปี 2562 และการเลือกตั้งปี 2566
ในการเลือกตั้งปี 2562 อนุทินเคยกล่าวว่า ‘นายกฯต้องมาจากการโหวตของสภาผู้แทนราษฎร’ แต่ท้ายที่สุดพรรคภูมิใจไทยก็ออกเสียงสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาที่คสช.แต่งตั้ง
ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับที่สามรองจากพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย หลังการเลือกตั้งพรรคก้าวไกลรวบรวมเสียง สส. ได้เกินกึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญในมาตรา 272 ระบุว่าในช่วง 5 ปีแรกนับจากมีรัฐสภาชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 (นับจากพฤษภาคม 2562) ผู้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา ครั้งนั้นพรรคภูมิใจไทยลงมติไม่เห็นชอบพิธา ลิ้มเจริญรัตน์จากพรรคก้าวไกลให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า
‘ไม่สามารถลงมติสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคที่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิก มาตรา 112 ได้’ ทำให้พรรคเพื่อไทยได้โอกาสรวบรวมเสียงและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จโดยมีเศรษฐา ทวีสินเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมรัฐบาลโดยอนุทินควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เมื่อเศรษฐาถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกจากกรณีแต่งตั้งพิชิต ชื่นบานเป็นรัฐมนตรี จนนำไปสู่การเสนอชื่อแพทองธารเป็นนายก พรรคภูมิใจไทยก็ยังเข้าร่วมรัฐบาลโดยได้ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีตามเดิม กระทั่งเกิดขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทยในช่วงกลางปี 2568 เนื่องจากมีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยต้องการรับคณะรัฐมนตรีเพื่อดังกระทรวงมหาดไทยที่เป็นสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยกลับมาบริหารจัดการเอง ประกอบกับเกิดกรณีคลิปเสียงของอดีตนายกแพทองธาร พรรคภูมิใจไทยจึงถือโอกาสถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 18 มิถุนายน 2568
3. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ
พล.อ.ประยุทธ์เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบก และเป็นผู้นำในการรัฐประหารรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ปกครองประเทศในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารคสช.ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงปี 2562 จึงเข้าสู่อำนาจทางการเมืองตามระบบหลังการเลือกตั้ง 62 โดยเขาได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกเพียงหนึ่งเดียวของพรรคพลังประชารัฐ
ด้วยกลไกตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้สว.ที่คสช.แต่งตั้งร่วมเลือกนายกกับส.ส.ในช่วงห้าปีแรกนับจากมีรัฐสภาชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกอีกในสมัยที่ 2 ระหว่างนั้นเขาต้องเผชิญกับชุมนุมต่อต้านอย่างหนักในปี 2563 - 2564 อย่างไรก็ตาม ประยุทธ์สามารถอยู่ต่อมาได้จนถึงปี 2566 เมื่อใกล้ครบวาระเขาจึงประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้ง ครั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคการเมืองใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นก่อนการเลือกตั้ง 2566 ไม่นาน พล.อ.ประยุทธ์ยังสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติด้วยและได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกของพรรคร่วมกับพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค แต่เนื่องจากในการเลือกตั้ง 66 พรรครวมไทยสร้างชาติได้สส. มาเพียง 36 คน พล.อ.ประยุทธ์จังประกาศวางมือทางการเมือง ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติก็เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และในเวลาต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นองคมนตรีในเดือนพฤศจิกายน 2566
4. พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคเคยทำงานเป็นผู้พิพากษาก่อนที่จะมาลงเล่นการเมืองร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยรวมกลุ่มกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และธารินทร์ นิมมานเหมินท์ จนพีระพันธุ์ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. กรุงเทพฯ ครั้งแรกในปี 2539 และได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2551
ในปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้งให้แก่พรรคเพื่อไทย จึงทำให้พีระพันธุ์ที่ขณะนั้นเป็น สส. บัญชีรายชื่อต้องเป็นฝ่ายค้าน แต่สุดท้ายก็เกิดการรัฐประหารโดย คสช. ในปี 2557 และมีการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2562 ซึ่งพีระพันธุ์ได้กลับมาเป็น สส. อีกครั้ง แต่ในเวลาต่อมาเขาได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และมาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ และสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ก่อนที่จะลาออกในปี 2565 เพื่อมาเป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเตรียมลงเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนั้น พีระพันธุ์ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ผลเลือกตั้งที่ได้ สส. มาเพียง 36 คนทำให้ไม่ได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล จึงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยพีระพันธุ์ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
5. จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เคยเป็นคอลัมนิสต์เขียนการ์ตูนการเมืองให้หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, สยามรัฐ และมติชน ก่อนที่จะลงสมัคร สส. ในนามพรรคปรชาธิปัตย์ในปี 2529 และได้เป็นโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2532 และเป็นรองหวัหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2546
นอกจากนั้นในงานการเมือง จุรินทร์ได้เป็นรัฐมนตรีในหลายกระทรวง คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในปี 2535, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2537 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในปี 2540 ในช่วงที่ชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หลังการเลือกตั้งในปี 2562 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ประกาศลาออก เนื่องจากให้คำมั่นไว้ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่มติของพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วม ทำให้ที่ประชุมพรรคมีมติเลือกจุรินทร์เป็นหัวหน้าพรรค และได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
ในการเลือกตั้ง 2566 พรรคประชาธิปัตย์มีมติส่งจุรินทร์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค แต่ผลเลือกตั้งปรากฏว่าประชาธิปัตย์ได้ สส. มาเพียง 25 คน จึงไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และจุรินทร์จึงประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค
เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเศรษฐา พรรคประชาธิปัตย์ที่มีหัวหน้าพรรคคนใหม่คือเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลือกเป็นฝ่ายค้าน แต่เมื่อเศรษฐาพ้นจากตำแหน่งนายกจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยได้ทาบทามให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล แม้ว่าจะมีเสียงอดีตหัวหน้าพรรคอย่างชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน และจุรินทร์จะคัดค้าน แต่สุดท้ายเฉลิมชัยตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย โดยเฉลิมชัย หัวหน้าพรรคได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะที่อดีตหัวหน้าพรรคทั้ง 3 คนรวมถึงจุรินทร์ไม่สามารถคัดค้านได้สำเร็จ