• บทความ
  • Stories from the Commoner’s collections สามัญวัตถุ

‘แพทองธาร ชินวัตร’ เป็นที่รู้จักโดยสาธารณชนมานานหลายปี ในฐานะบุตรสาวคนเล็กของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เส้นทางการเมืองของแพทองธารเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2564 เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 

แม้ตำแหน่งนี้จะไม่ได้อยู่ในโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค แต่ก็สะท้อนเจตนารมณ์ว่าพรรคมีความพยายามที่จะปูทางให้ทายาทตระกูลชินวัตรรุ่นใหม่เข้าสู่สนามการเมือง

ในวันที่ 20 มีนาคม 2565 พรรคเพื่อไทยเปิดตัวแพทองธารในฐานะ ‘หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย’ ในงาน ‘ครอบครัวเพื่อไทย บ้านหลังใหญ่หัวใจเดิม’ ที่จังหวัดอุดรธานี พร้อมประกาศความหวังในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องชนะการเลือกตั้งแบบ ‘แลนด์สไลด์’ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเดียวที่มีเสถียรภาพ จะได้แก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนและรื้อระบอบเผด็จการให้สิ้นซาก 

อนาคตทางการเมืองของแพทองธารเริ่มชัดเจนเกิดขึ้นในวันที่ 5 เมษายน 2566 เมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ 3 คน ได้แก่ แพทองธาร ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน และชัยเกษม นิติสิริ

จาก ‘หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย’ สู่ตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2' 

ช่วงก่อนการเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลชูแคมเปญ ‘มีลุงไม่มีเรา’ ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่สืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหาร พรรคเพื่อไทยจึงชูแคมเปญ ‘แลนด์สไลด์’ เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยต้องตอบคำถามเป็นระยะว่าจะมีการตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่สืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารหรือไม่ 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค ประกาศบนเวทีประชันวิสัยทัศน์ที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2566 ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่จับมือกับผู้มีส่วนร่วมกับการรัฐประหารแน่นอน หากมีการจับมือ เขาจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เช่นเดียวกับแพทองธารในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยก็ปราศรัยในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2566 ว่าจะ ‘ปิดสวิตช์ สว. ปิดสวิตช์ 3 ป.’ เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะไม่ร่วมกับพรรคการเมืองที่สืบทอดอำนาจ

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่พรรคเพื่อไทยคาดหวัง เพราะพรรคที่ได้สส.มากเป็นอันดับหนึ่งคือพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทยที่มีเสียงในสภาน้อยกว่าพรรคก้าวไกล 10 เสียง จึงให้พรรคก้าวไกลที่มีเสียงมากที่สุดเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคเพื่อไทยประกาศพร้อมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม 

แม้ในเบื้องต้นพรรคก้าวไกล จะสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม จะสามารถรวบรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้เกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่พรรคก้าวไกลก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เพราะบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญในมาตรา 272 กำหนดว่าในช่วง 5 ปี นับจากที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 การเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งในเวลานั้นคือมากกว่า 375 เสียง จากจำนวนเต็ม 749 เสียง ขณะที่พรรคก้าวไกลรวบรวมเสียงได้เพียง 324 เสียงเนื่องจากสส.บางพรรคและสว.ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของพรรคก้าวไกลที่มีต่อมาตรา 112 

เมื่อพรรคก้าวไกลไม่สามารถรวบรวมเสียงได้สำเร็จ พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคอันดับสองจึงรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยไปรวบรวมเสียงส่วนหนึ่งจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เช่น พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคใหม่อย่างรวมไทยสร้างชาติที่เคยเสนอพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง 66 จนผลักดันเศรษฐา ทวีสินเป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ

ช่วงที่เศรษฐา ทวีสินเป็นนายกรัฐมนตรี แพทองธารไม่ได้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เธอเพียงแต่ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ว่าด้วยซอฟต์พาวเวอร์ ในเดือนตุลาคม 2566 เมื่อชลน่าน ศรีแก้ว ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แพทองธารได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ 

ในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งเพราะไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน ที่เคยจำคุกในคดีละเมิดอำนาจศาลเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

ในวันเดียวกันหลังศาลมีคำวินิจฉัย หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเข้าหารือกันที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เบื้องต้นมีกระแสข่าวว่า ชัยเกษม นิติสิริ จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกคนถัดไป แต่พรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นด้วย เนื่องจากชัยเกษมเคยเป็นคนลงนามในแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยที่ออกมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 ว่าพรรคเพื่อไทย เห็นควรให้ใช้พื้นที่รัฐสภาหาทางออกจากปัญหาการใช้ข้อหาทางการเมืองดำเนินคดีกับประชาชน 112 สุดท้ายจึงต้องเสนอชื่อแพทองธารให้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

ในวันที่ 16 สิงหาคม 2567 เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ให้ความเห็นชอบให้แพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 โดยการทำงานของแพทองธารนั้น เป็นการพยายามสานต่องานที่เศรษฐาเริ่มเอาไว้ อย่างไรก็ตามการทำนโยบายยังคงมีอุปสรรคหลายประการ รวมถึงข้อครหาว่าเป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดของพ่อตนเองก็ถูกฝ่ายที่ตรงข้ามหยิบยกเอามาเป็นประเด็นโจมตีอยู่เสมอ แต่ประเด็นที่สั่นคลอนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแพทองธารได้มากที่สุด เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งเรื่องชายแดนไทย - กัมพูชา

ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชา และเหตุปะทะชายแดน




วันที่ 24 เมษายน 2568 แพทองธารเดินทางไปกัมพูชาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 75 ปีความสัมพันธ์ไทย - กัมพูชา แต่ประมาณหนึ่งเดือนให้หลังก็เกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่บริเวณสามเหลี่ยมมรกต - ช่องบกในวันที่ 28 พฤษภาคม หลังจากนั้นสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศรวมถึงสถานการณ์บริเวณแนวชาวแดนเข้าสู่สภาวะตึงเครียด

วันที่ 18 มิถุนายน 2568 มีการเผยแพร่คลิปเสียงบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างสมเด็จฮุน เซนอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นบิดาของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต กับนายกแพทองธาร สมเด็จฮุน เซนเปิดเผยว่าคลิปเสียงดังกล่าวเขาส่งต่อให้กับบุคคลภายในพรรคประชาชนกัมพูชาและผู้ที่เกี่ยวข้องประมาณ 80 คน เนื้อหาในคลิปเสียงพูดถึงปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน นายกแพทองธารยังกล่าวพาดพิงแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลางด้วย

หลังคลิปเสียงถูกเปิดเผยจนเป็นที่รับรู้ของคนในประเทศมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นายกแพทองธารทั้งบนโลกออนไลน์และในรายการวิเคราะห์การเมืองต่างๆ ขณะที่แพทองธารก็แถลง ‘ขออภัย’ประชาชนต่อกรณีดังกล่าวพร้อมยอมรับว่าคลิปเสียงเป็นเสียงของตัวเองจริง แต่วัตถุประสงค์ของการพูดคุย เป็นไปเพื่อการเจรจาหาทางออกให้กับวิกฤตความขัดแย้งเท่านั้น แพทองธารยังประณามการปล่อยคลิปเสียงเพื่อใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองของสมเด็จฮุน เซน ว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมืองระหว่างประเทศ และผิดมารยาททางการทูตอย่างร้ายแรงด้วย

ในวันเดียวกันพรรคภูมิใจไทยที่มีข่าวว่ากำลังขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรีที่พรรคเพื่อไทยต้องการกระทรวงมหาดไทยซึ่งอยู่ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยมากำกับดูแลเอง ก็ออกแถลงการณ์ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยใช้ประเด็นคลิปเสียงมาเป็นเหตุผลในการถอนตัว ก่อนที่ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2568 สว. 36 คน เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 170 และ 160 เพื่อวินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรีของแพทองธาร กรณีคลิปเสียงยังทำให้สถานการณ์การเมืองในประเทศมีความเคลื่อนไหวด้วย โดยมีกลุ่มประชาชนที่มีจุดยืนตรงข้ามกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยออกมาจัดการชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ






ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า คณะรัฐมนตรีใหม่ โดยแพทองธารดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ก่อนที่ในช่วงบ่ายจะมีคำสั่งจากศาลรัฐธรรมนูญให้แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีชั่วคราวจนกว่าจะมีผลคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568



ย้อนดูความสัมพันธ์ ทักษิณ - ฮุน เซน

ก่อนจะเกิดกรณีคลิปเสียง ทักษิณ ชินวัตร และสมเด็จฮุน เซน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในปี 2552 ระหว่างที่อดีตนายกทักษิณอยู่ระหว่างลี้ภัยการเมืองหลังการรัฐประหาร 2549 สมเด็จฮุน เซน เคยตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวและที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา ในวันที่ 14 เมษายน 2555 แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดเวทีปราศรัยที่จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์คนเสื้อแดง ทักษิณเดินทางมาร่วมเวทีปราศรัยด้วย ไฮไลท์สำคัญคือการร้องเพลง Let It Be ของ The Beatles ที่ทักษิณแปลงท่อนฮุกจากคำว่า ‘Let It Be’ เป็นคำว่า ‘ช่างแม่มัน’ 



ในปี 2557 หลังการรัฐประหารโดยคสช. มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยบางส่วนลี้ภัยไปกัมพูชา โดยผู้ลี้ภัยบางส่วนก็ได้รับการดูแลอย่างดีโดย ‘เคลียงฮวด’ ซึ่งเป็นคนสนิทของฮุนเซน ซึ่งในปี 2563 วันเฉลิมถูกอุ้มหายระหว่างลี้ภัยการเมืองในกัมพูชา



อีกตัวอย่างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทักษิณกับสมเด็จฮุน เซน ในช่วงเดือนสิงหาคม 2566 ก่อนที่ทักษิณจะเดินทางกลับไทย เคยเดินทางไปร่วมงานฉลองวันเกิดของฮุนเซนที่กรุงพนมเปญพร้อมยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งรัฐบาลกัมพูชายืนยันว่าเป็นการเดินทางไปแบบส่วนตัวและไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 สมเด็จฮุน เซนเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าเยี่ยมทักษิณที่บ้านจันทร์ส่องหล้าหลังได้รับการพักโทษกลับมาอยู่บ้าน ก่อนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะถึงจุดเปลี่ยนเมื่อเกิดกรณีการเผยแพร่คลิปเสียงในเดือนมิถุนายน 2568 

เรื่องและภาพบางส่วนโดย ธนาพร นาคเจือ และภาพการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิโดย ธีรภพ เต็งประวัติ