• บทความ
  • Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง

หนึ่งในเหตุผลที่ผลักดันให้คนหนุ่มสาวเดินทางเข้าสู่เขตป่าเขาเพื่อจับอาวุธต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คืออุดมการณ์และความหวังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับประเทศ แต่เมื่อการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงกับโครงสร้างทางสังคมดังที่พวกเขาคาดหวัง คนหนุ่มสาวหลายคนตัดสินใจเดินทางกลับคืนเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ซึ่งเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกลับคืนเมืองเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่  

แม้ความพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยกำลังอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจะจบลงด้วยความล้มเหลว แต่ความใฝ่ฝันถึงความเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในใจของอดีตสหายหลายคนยังคงไม่มอดดับไป 

หลังออกจากป่าอดีตสหายหลายคนเลือกทำงานผลักดันความแปลงในเส้นทางที่แตกต่างกันไป บางส่วนก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองจนได้เป็นผู้แทนราษฎรหรือรัฐมนตรี บางส่วนเลือกทำงานวิชาการ บางส่วนเข้าสู่วงการสื่อสารมวลชน ขณะที่บางส่วนก็เลือกทำงานในภาคประชาสังคม 

สุนี ไชยรส หรือ "สหายอำไพ" บัณฑิตเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คืออดีตสหายอีกคนหนึ่งที่เลือกทำงานในภาคประชาสังคมเพื่อผลักดันความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะประเด็นความเสมอภาคระหว่างเพศ สิทธิมนุษยชน  สวัสดิการสังคม  ผลงานของเธอได้รับการยอมรับจนกระทั่งเธอมีโอกาสดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540   ตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ชุดที่หนึ่ง ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540  และกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2550  

แม้ในขวบปีที่หลักกิโลชีวิตของเธอวิ่งไปถึงหลักเจ็ด สุนียังคงทำงานเผื่อผลักดันความเปลี่ยนแปลงต่อไป และยังคงทำงานสอนหนังสือที่วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตเพื่อส่งต่อความรู้และประสบการณ์ให้คนรุ่นต่อไป 


ความเติบโตที่รายล้อมด้วยการถูกกดทับ


“เราเกิดวันที่ 24 มิถุนายน 2497 ถ้าดูจากวันเกิด เราก็ดูจะมีดวงเป็นนักปฏิวัติกับเขาด้วย พ่อเราเป็นข้าราชการเล็กๆของกรมป่าไม้ ส่วนแม่เป็นชาวนาที่เรียนแค่ ป.4 ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กเราต้องพบเห็นการกดทับผู้หญิงในครอบครัวตัวเองโดยเฉพาะสิ่งที่พ่อทำกับแม่ หลังจากทนมานาน แม่ตัดสินใจลุกขึ้นสู้ด้วยการขอหย่ากับพ่อ ซึ่งเรากับพี่น้องอีกสองคนก็สนับสนุนแม่ในเรื่องนั้น แต่กว่าจะหย่าได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะระบบกฎหมายที่มีอยู่ในเวลานั้นไม่ได้เอื้อให้ผู้หญิงเป็นอิสระได้ง่ายนัก แต่สุดท้ายแม่ก็หย่าขาดกับพ่อสำเร็จตอนเราจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย พวกเราเลยสามารถแยกตัวออกมาจากพ่อได้”


“สภาพแวดล้อมของครอบครัวเราอาจจะไม่เอื้อให้เราได้เติบโตอย่างสุขสบายเช่นเดียวกับครอบครัวอื่น แต่มันก็เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เรียนรู้ประเด็นปัญหาที่มีอยู่ในสังคมด้วยตัวเอง อย่างเรื่องที่ทฤษฎีมาร์กซ์อธิบายไว้ว่า ผู้หญิงจะต้องมีอาชีพ ต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้  จึงจะสามารถปลดปล่อยตัวเองให้ออกจากการถูกกดทับ เราก็ได้เห็นจากชีวิตของแม่เราว่า แม่ต้องทนกับอะไรหลายๆอย่างกับพ่อที่ไม่ได้มีเงินเดือนมากนักแต่กลับชอบเที่ยวเตร่ เล่นการพนัน  ระหว่างที่ยังอยู่กับพ่อ แม่ก็ไปรับจ้างเย็บผ้าโหล จนหาเงินให้ลูกทั้งสามคนได้เรียนหนังสือ  เมื่อหาเงินเป็นของตัวเองได้ แม่ก็มีความมั่นใจที่จะขอหย่า เรื่องราวของแม่กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เรามีความกระตือรือร้นที่จะเรียนและทำกิจกรรมในเวลาต่อมา”

“นอกจากประสบการณ์ตรงในครอบครัวแล้ว สภาพแวดล้อมทางการเมืองในเวลานั้นก็มีส่วนไม่น้อยในการหล่อหลอมตัวตนของเรา ในช่วงที่เราเติบโต อเมริกามีความตั้งใจที่จะสกัดกั้นไม่ให้คอมมิวนิสต์แพร่ขยายในภูมิภาคเอเชียเลยมาตั้งฐานทัพอากาศในประเทศไทยที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคใ ช่วงหนึ่งพ่อเราต้องไปรับราชการที่โคราชเราเลยมีโอกาสได้เห็นผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากฐานทัพสหรัฐ  โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้หญิงต้องไปเป็น "เมียเช่า" ของทหารอเมริกันจำนวนมาก"



รั้วแม่โดมและการเติบโตทางการเมือง
 

“เรามาเริ่มสนใจประเด็นทางการเมืองตอนที่เรียนชั้น ม.8 คือเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ  แล้วมีครูเอาหนังสือก้าวหน้ามาขายในราคาเล่มละ 3 บาท เช่น นิตยสารชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชน  พอมีโอกาสอ่านหนังสือพวกนั้นมากเข้า  เราก็ตัดสินใจว่าถ้าเข้ามหาวิทยาลัยจะไปเรียน ธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์ไม่มีระบบโซตัส  ตัวเราตั้งใจจะเข้าในคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะคิดว่าสาขาวิชานี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในเวลานั้นได้ พอจบม.8 ในปี 2513 เราก็สอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตรงกับที่ตัวเองตั้งเป้าไว้”

"ก่อนที่เราจะเข้ามหาวิทยาลัย เมืองไทยอยู่กับเผด็จการทหารมาตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ มาถึงจอมพลถนอม การทำกิจกรรมของนักศึกษาช่วงก่อนหน้านั้นก็จะเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ก้าวหน้าอะไรเน้นไปทางบันเทิงมากกว่า แต่ช่วงที่เราเข้าเรียนปี 1 เริ่มมีกลุ่มอิสระในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ออกมาทำกิจกรรมทางการเมือง ตัวเราเองที่เริ่มสนใจการเมืองจากการอ่านหนังสือก้าวหน้ามาก่อนหน้านี้ก็เลยเข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มอิสระนี้ด้วย เราเข้าร่วมกลุ่มสภาหน้าโดม กลุ่มเศรษฐธรรม รวมถึงร่วมก่อตั้งกลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ เรายังไปเข้าร่วมกับบ้านแสงจันทร์ ของพี่เสกสรรค์ ประเสริฐกุลด้วย"

“กิจกรรมของกลุ่มอิสระในตอนนั้นมันเข้มข้นมาก แม้ในช่วงเผด็จการ มีทั้งการถกเถียงประเด็นทางการเมือง  การจัดเสวนา  การผลิตหนังสือใต้ดินออกมาอ่าน หนังสือของจิตร ภูมิศักดิ์หรือกุหลาบ สายประดิษฐ์  และอื่นๆอีกมาก  บางส่วนก็ถูกตีพิมพ์ซ้ำเพื่อขายหาทุนทำกิจกรรม   นักศึกษาธรรมศาสตร์ในยุคนั้นยังเรียกร้องให้มีการตั้งองค์การนักศึกษาขึ้นมาด้วย ตอนหลังก็มีการตั้งองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ขึ้นมาจริงๆ"

"สำหรับตัวเราเอง พอมีอมธ. มีสภานักศึกษา เราก็ได้สมัครรับเลือกเป็นสภานักศึกษาตอนเรียนอยู่ปี 4  ด้วย  แล้วเราก็เป็นคนเสนอญัตติให้ยกเลิกการบังคับใส่ชุดนักศึกษายกเว้นเวลาสอบ  เพราะชุดนักศึกษาหญิงมันไม่คล่องตัว ปรากฎว่าญัตติที่เราเสนอได้รับการยอมรับจากสภานักศึกษา   นักศึกษาธรรมศาสตร์เลยมีอิสระในการแต่งตัวมาตั้งแต่นั้น"

 

จากรั้วมหาลัยสู่สายพานการผลิต

 

"ตลอดเวลาที่เรียนมหาวิทยาลัย เรามีโอกาสทำกิจกรรมกับกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ทั้งในมหาลัย แล้วก็กับเพื่อนมหาลัยอื่นๆ ในเหตุการณ์ 14 ตุลา นี่เราเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย  แต่ไม่ได้เป็นนักไฮด์ปาร์คกับเขานะเป็นแค่มวลชนจำนวนนับคนหนึ่ง หลังจบเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เราที่เพิ่งเรียนจบก็ไปทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์การเมืองรายสัปดาห์ "มหาชน"  ที่มีรัศมี เผ่าเหลืองทองเป็นบรรณาธิการ  แต่ทำได้แค่ประมาณปีเดียวหนังสือพิมพ์ก็เลิกกิจการเพราะขาดทุน"

"หลังหนังสือพิมพ์เลิกกิจการ เราตัดสินใจใช้วุฒิม.6ไปสมัครงานเป็นกรรมกร ในโรงงานสิ่งทอย่านดอนเมืองของคุณประมาณ อดิเรกสาร ต้องเล่าย้อนไปหน่อยว่าสมัยนั้น คำขวัญในการทำงานของพวกเราคือ "สามประสาน กรรมกร ชาวนา นักศึกษา"  เวลานักศึกษาไปทำกิจกรรมกับชาวนาหรือกรรมกร พวกเราจะไปใช้ชีวิตคลุกคลีกับพวกเขา ทำงานทำการผลิตเหมือนพวกเขาเพื่อให้เรียนรู้วิถีชีวิตและปัญหาได้อย่างถ่องแท้ เราเลยมีความคิดที่จะไปทำงานในโรงงานเพื่อที่จะได้ทำงานทางความคิดกับกรรมกรด้วย  และเราก็ไปช่วยงานศูนย์ประสานงานกรรมกรแห่งชาติ "

"เราไปทำงานในไลน์การผลิตได้ประมาณ 4 เดือนก็ถูกจับได้  เราถูกเรียกไปคุยที่สำนักงานใหญ่ของโรงงาน คุณเดช บุญหลง ที่เป็นคนใหญ่คนโตในแวดวงสิ่งทอในเวลานั้นถามเราว่า  เข้ามาทำอะไรที่โรงงานเขา เราก็ตอบไปตามตรงว่าเราจบเศรษฐศาสตร์มา อยากเรียนรู้ความเป็นอยู่ที่แท้จริงของกรรมกรว่าเป็นอย่างไร คุณเดชเขาก็เสนอเราว่าให้ยื่นวุฒิปริญญาตรีเข้ามาแล้วเขาจะรับทำงานที่สำนักงานใหญ่ แล้วเราจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นจากที่ทำในสายการผลิตเดือนละ 600 บาท แต่สุดท้ายเราก็เลือกที่จะออกมาจากโรงงาน"

"ก่อนออกจากโรงงาน เราก็ชวนกรรมกรคนที่เราคุ้นเคยและเป็นคนชอบอ่านหนังสือที่เราเห็นว่าน่าจะสานงานของเราในการจัดตั้งสหภาพแรงงานมาคุย  เราเปิดเผยตัวเองว่าเราเป็นใครและขอให้เขาช่วยสานการเคลื่อนไหวในโรงงานต่อ สุดท้ายเราก็มารู้ทีหลังว่าพวกเขาสามารถก่อตั้งสหภาพแรงงานในโรงงานที่เราเคยไปทำได้สำเร็จในเวลาต่อมา ช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ผู้นำสหภาพแรงงานจากโรงงานที่เราเคยไปทำบางคนยังเข้าป่าไปร่วมกับพคท. ที่กาฬสินธุ์ด้วย อันนี้เรามารู้หลังจากที่ตัวเรากลับออกมาจากป่าแล้ว"    

 

ผู้ต้องหาคดี คอมมิวนิสต์

 

“พอออกจากโรงงานสิ่งทอ เราก็เข้าไปทำการงานจัดตั้งกรรมกรต่อในสหภาพแรงงานที่อ้อมน้อย  ช่วงปี 2517 สหภาพแรงงานอ้อมน้อยเป็นแกนหลักในการประท้วงเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน ปรับปรุงสวัสดิการ และเรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน”

"ตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พลังสามประสานกรรมกร ชาวนา นักศึกษา เคลื่อนไหวกันอย่างเข้มข้น  แต่ในเวลาเดียวกันกระแสขวาพิฆาตซ้ายก็ค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มมีกลุ่มพลังฝ่ายขวาเข้ามาป่วน มาทำร้ายกรรมกรที่ไปชุมนุมเรื่องค่าแรง  ขัดขวางการไปพื้นที่ชนบทของนักศึกษา  รวมทั้งมีการลอบฆ่านักศึกษา อาจารย์  นักการเมืองฝ่ายซ้าย 31 มีนาปี 2519 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังมาที่สำนักงานสหภาพแรงงานอ้อมน้อยที่เราเป็นที่ปรึกษาอยู่เพื่อจับตัวนักศึกษาและปัญญาชนที่อยู่ที่นั่น ตอนนั้นมีคนถูกจับทั้งหมด 4 คน รวมทั้งตัวเราด้วย  จากนั้นตำรวจก็ไปจับกรรมกรอีก 5 คนจากอีกที่หนึ่ง หลังจากนั้นคนที่ถูกจับทั้งหมดรวมทั้งตัวเราถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายคอมมิวนิสต์ (พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495)"

"สมัยนั้นข้อหาคอมมิวนิสต์เป็นข้อหาร้ายแรง ไม่มีโอกาสที่จะประกันตัว เราเองก็ถูกเอาไปขังคุกลาดยาวหญิงกับนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรอีกคนหนึ่ง  ด้วยความที่เราเป็นคนหัวแข็งพอไปอยู่ในเรือนจำเราก็ดื้อกับผู้คุม เขาสั่งให้คุกเข่า ให้นั่งพับเพียบตอนที่ผู้คุมยืนคุยด้วย  เราก็ไม่นั่ง ไม่ยอมให้ตรวจภายใน สุดท้ายผู้คุมเลยสั่งขาใหญ่ในนั้นให้มา 'ซ่อม' เรากับน้องนิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตร  พอข่าวที่เราถูกทำร้ายเริ่มแพร่ออกไป  ก็มีสื่อเอาไปลงข่าว ตอนหลังเลยมีนักศึกษา ประชาชน มาชุมนุมที่หน้าเรือนจำ แม่เราก็มาชุมนุมด้วย  อาจารย์ป๋วย และท่านอื่นๆออกมาพูดเรื่องเราจนสุดท้ายเราก็ได้ประกันตัวออกมา"

"เงินประกันเราตอนนั้นคนละ 200,000 บาท ถ้าคิดตามค่าเงินสมัยนั้นนี่ไม่น้อยเลย แม่เราไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอก โชคดีที่ได้เพื่อนๆข้างนอกช่วยกันระดมทุนจนมีนายทุนผู้หญิงก้าวหน้าคนหนึ่งร่วมสมทบเงินมาตอนนั้น พี่ทองใบ ทองเปาด์ที่เป็นทนายก็ช่วยเดินเรื่องประกันตัวเราให้ เราเลยได้ออกมาทันร่วมเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่พอเราต้องหนีเข้าป่าเงินประกันก็ถูกยึดไป ต้องยอมรับว่าเวลานั้นเราก็เจ็บปวดกันมาก  แต่ไม่มีทางเลือก ได้เขียนจดหมายลา กราบขอโทษพี่ที่ช่วยประกันตัว พอกลับจากป่าก็ได้ไปขอบคุณและขอโทษพี่เขาอีกครั้ง"

รุ่งสาง 6 ตุลา

 

“หลังได้รับการประกันตัวออกมาช่วงเดือนสิงหา ปี 19 เราก็ยังไม่ได้เข้าป่าในทันที ตอนนั้นพี่สาวเรา สุกัญญา ทำงานในกองบก.หนังสือพิมพ์อธิปัตย์ของศูนย์นิสิตฯ (ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย - ศนท.) พอเห็นว่าเราว่างงานเขาก็เลยชวนให้มาช่วยงาน เราช่วยทำงานที่นั่นจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา"

"เวลานั้นโรงพิมพ์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับพิมพ์หนังสืออธิปัตย์   เพราะถูกกลุ่มขวาพิฆาตซ้ายข่มขู่คุกคาม มีโรงพิมพ์มาตุคามของพี่กรองแก้ว เจริญสุข ช่วยพิมพ์ให้ ช่วงที่มีการชุมนุมคัดค้านการกลับประเทศของจอมพลถนอม ทีมกองบก.ทำนสพ.เสร็จตอนดึกก็ไปร่วมชุมนุมทุกวัน คืนวันที่ 5 ตุลากองบก.ก็ตั้งใจจะเข้าไปที่ธรรมศาสตร์ในช่วงดึกเช่นเคย แต่ก็ต้องรำลึกถึงความกล้าหาญของน้องๆในธรรมศาสตร์ที่โทรมาบอกว่า สถานการณ์ไม่ค่อยดี ธรรมศาสตร์ถูกล้อมแล้ว อย่าเพิ่งเข้าไป พอประเมินสถานการณ์ร่วมกันแล้ว กองบก.ก็ตกลงกันว่าจะอยู่ที่โรงพิมพ์เพื่อทำต้นฉบับให้เสร็จ พวกเราเลยปักหลักกันอยู่ที่โรงพิมพ์" 

"ตัวเราไม่ใช่กองบก.หลัก เลยอาสาเป็นหน่วยยามคอยดูแลความปลอดภัยให้ มีมิตรสหายจัดหาปืนเล็กๆมาให้สองกระบอกเพื่อป้องกันตัวเอง พวกเราตกลงกันว่าถ้าคนที่บุกเข้ามาเป็นพวกกระทิงแดงก็จะสู้ตาย  แต่ถ้าเป็นตำรวจบุกเข้ามาก็จะยอมให้จับ กองบก.ทำหนังสือเสร็จก็เก็บทำลายเอกสารที่จำเป็น โดยที่คืนนั้นไม่มีเหตุผิดปกติอะไรที่โรงพิมพ์ แต่พวกเราก็รู้แล้วว่าเกิดการล้อมปราบครั้งใหญ่ในธรรมศาสตร์ พวกเราเลยแยกย้ายกันในตอนตีห้าเพื่อหาที่หลบภัย เรากับพี่สาวตัดสินใจกันตอนนั้นเลยว่าคงต้องหนีเข้าป่ากันแล้ว


สู่แดนอีสาน

 

“เรื่องการเข้าป่านี่จริงๆขบวนนักศึกษารวมถึงตัวเราก็คิดกับตัวเองมาพักหนึ่งแล้วว่าคงต้องไป เพราะดูจากสถานการณ์ช่วงนั้นแล้วเราคิดว่าน่าจะมีรัฐประหารแน่ๆ ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงๆในช่วงค่ำวันที่ 6 ตุลา นั่นเอง"

"นักศึกษาชุดที่เข้าป่าพร้อมกับเราคือกลุ่มที่ทำหนังสืออธิปัตย์ พี่สาวของเรากับน้องที่หนีประกันคดีที่อ้อมน้อยก็หนีเข้าป่าไปพร้อมกันด้วย ต้องเล่าก่อนว่าในช่วงหลัง 6 ตุลา มีการปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้ายทารุณ มีการกวาดจับผู้คนหลายพันคน ทางพรรคคอมมิวนิสต์เลยมีนโยบายเปิดป่ารับนักเคลื่อนจากในเมืองเพราะประเมินกันว่าน่าจะมีการปราบปรามครั้งใหญ่ ใครที่จะเข้าป่าก็รับเข้ามาก่อนเพื่อให้ปลอดภัย ทำให้มีนักศึกษาปัญญาชน  กรรมกร ชาวนา เข้าป่าไปเยอะมาก"  

"วันที่ 6 ตุลา เรากับพี่สาวกลับไปที่บ้าน แล้วก็บอกแม่กับพี่ชายว่าพวกเราจะไปไหนกัน  แม่เองก็คงเป็นห่วงและไม่ได้อยากให้เราไปแต่ก็เข้าใจสถานการณ์ จริงๆต้องบอกว่าบ้านเรามีความเข้าใจทางการเมืองกันทั้งบ้าน เรากับพี่สาวทำกิจกรรมทั้งคู่ พี่ชายก็เป็นกรรมกรระดับช่าง ที่เคยออกมาเรียกร้องสิทธิแรงงานจนถูกขึ้นบัญชีดำ ส่วนแม่ก็เคยไปชุมนุมบ้างตอนหลัง 14 ตุลา รวมทั้งตอนที่เราถูกขังในเรือนจำ"  

"วันที่ 9 ตุลาคม เรากับพี่สาวและ และน้อง ๆผู้หญิงทั้งหมดห้าคนเดินทางด้วยรถทัวร์ไปหนองบัวลำภูที่ตอนนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี  ช่วงที่รถวิ่งใกล้ถึงจุดหมายพวกเราเริ่มรู้สึกว่ามีสายตาจับจ้องมาตลอดเวลา ยิ่งใกล้จุดนัดหมายพวกเรายิ่งกลัวจะเสียลับ พอรถทัวร์จอดส่งคนที่ตลาดโนนสูง หน้าค่ายรามสูร เราก็เห็นว่ามีรถสองแถวเข้าตัวเมืองอุดรธานีจอดอยู่ พวกเราเลยรีบลงรถทัวร์ตรงนั้นแล้วขึ้นสองแถวเข้าเมืองเลย พอรถสองแถวมาถึงจุดนัดหมายในเมือง เราก็เห็น"พ่อใหญ่"คนหนึ่งถือของที่เป็นรหัสนัดหมายมา เราก็รีบเดินตามไปขึ้นรถของเขา รถของเราวิ่งมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมงบนถนนลาดยางที่จะไปจังหวัดเลยก็หยุดที่บ้านหลังหนึ่ง พอรถหยุดพ่อใหญ่ก็บอกให้เราลงจากรถ ก่อนที่รถจะแล่นออกไป"

"แทบจะทันทีที่พวกเราลงจากรถคนที่อยู่ในบ้านออกมาเรียกให้เราเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยให้นุ่งผ้าถุงเพื่อให้กลมกลืนไปกับคนในพื้นที่ หลังจากนั้นพวกเราก็ต้องเดินเท้าเข้าค่ายจรยุทธ์ของภูหินลาดช่อฟ้า  เราพักอยู่ที่นั่นเกือบเดือนเพื่อให้ปรับตัวและรอขบวนที่มาเข้าป่าเพิ่มเติม จากนั้นจึงค่อยเข้าสู่จุดที่มั่น เทือกเขาภูซางที่ต้องเดินเท้าต่อไปอีก 7 วัน


ชีวิตใหม่ของ ‘สหายอำไพ’


"หลังเข้าไปอยู่ในป่าเรา  ทุกคนต้องเปลี่ยนชื่อกันใหม่เพื่อความปลอดภัย มีแต่ชื่อจัดตั้งเพื่อไม่ให้เสียลับ ทุกคนคือ 'สหาย' เราเลือกใช้ชื่อใหม่ว่า 'สหายอำไพ' คำว่าอำไพนี่เราเอามาจากบทกวีของแสงดาว ศรัทธามั่น  บทกลอนนี้มันไพเราะมาก ชื่ออำไพนี่จริงๆเราก็เคยใช้มาก่อนแล้ว "อำไพ รุ่งอรุณ" เป็นนามแฝงที่เราใช้ในการแปลหนังสือทฤษฎีมาร์กซิสเบื้องต้น ที่สำนักพิมพ์ดวงกมลพิมพ์ขาย "

"เขตจรยุทธ์ภูหินลาดช่อฟ้า ถือเป็นฐานปฏิบัติการใหญ่ฐานหนึ่งของพคท.เขตงานภูซาง (เขตงานอุดรธานี) ต้องเล่าย้อนไปก่อนว่าสมัยที่จอมพลป. พิบูลสงครามเป็นนายก เคยปราบปรามคนในพื้นที่อย่างหนักหน่วง หลังปี 2500 ชาวบ้านที่นี่เลยส่งลูกหลานหลายร้อยคนเข้าไปอยู่ในป่าเพื่อความปลอดภัยและร่วมการต่อสู้  ทำให้ในเวลาต่อมาเขตภูหินลาดช่อฟ้ากลายเป็นฐานสำคัญของการขยายเขตงานไปหลายจังหวัด รวมทั้งเทือกเขาภูซางที่เป็นพื้นที่หลักใจกลางของเขตงานนี้เพราะชาวบ้านที่อยู่รอบๆพื้นที่จะช่วยเป็นหูเป็นตาให้ รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อกับงานในเขตเมือง  ในภายหลังก็มีการสร้างสถูปภูซางเพื่อใช้เก็บอัฐิสหายและมวลชนปฏิวัติเขตงานภูซางประมาณ 200 คน และมีการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สหายเขตงานภูซาง ที่วัดอุทุมพรพิชัย บ้านห้วยเดือ่ ทางขึ้นภูหินลาดช่อฟ้าด้วย"

"เมื่อเข้าไปอยู่กับพรรคในเขตป่าเขาแล้ว ทุกคนจะต้องมีหน้าที่ของตัวเอง สำหรับตัวเราเองได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่หลากหลาย ตั้งแต่ไปช่วยทำงานที่โรงเรียนการเมืองและการทหาร รวมถึงไปเป็นผู้ช่วยฝ่ายการเมืองอยู่ในกองทหารหญิง หลังประจำการอยู่ที่กองทหารหญิงได้พักใหญ่ๆเราก็ถูกย้ายไปทำหน้าที่เหมือนกับนักข่าวสงครามให้กับวารสาร "ดาวแดง" ของเขตงานภูซาง บางครั้งที่มีการสู้รบเราจะต้องไปกับทหารเพื่อบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วเอามาเขียนรายงานด้วย"

"งานมวลชนเป็นอีกหน้างานหนึ่งที่เราอยากทำ งานนี้มีความสำคัญเพราะเป็นการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างคนในป่ากับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่รอบป่า ถ้างานมวลชนไม่เข้มแข็งเวลาที่เราลงไปทำงานเคลื่อนไหวก็มีความเสี่ยงที่จะถูกฝ่ายศัตรูดักโจมตี สมัยนั้นเรายังสูบบุหรี่อยู่ ฝ่ายนำเลยไม่อยากให้เราลงงานมวลชนเพราะกลัวเขารับภาพลักษณ์ที่เราสูบบุหรี่ไม่ได้ จริงๆเราก็ตั้งใจว่าถ้าเข้าป่าคงได้เลิกบุหรี่เพราะมันน่าจะหายาก แต่เมื่อสหายไม่ได้ห้ามเราก็สูบต่อไป ทีนี้พอได้ลงไปทำงานมวลชน เราก็พิสูจน์ให้ฝ่ายนำเห็นว่าเราสามารถทำงานมวลชนได้ บางทีเวลาลงไปชาวบ้านยังหายาสูบมาให้เราด้วย"


ความรักในเขตป่าเขา

 

"เรื่องความรักนี่ จริงๆเรามีแฟนตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์แล้ว แฟนเราเรียนรัฐศาสตร์ แต่เราก็มาขัดแย้งกับเขาด้วยหลายๆปัจจัย  รวมถึง ทรรศนะทางการเมืองบางเรื่องและความฝันในการประกอบอาชีพ คือเขาอยากเป็นปลัดอำเภอและสอบได้ในเขตพื้นที่สีแดงที่มีการเคลื่อนไหวของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นเรามองว่าการไปเป็นปลัดอำเภออาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชน เราเลยตัดสินใจบอกเลิกเขา ถึงอย่างนั้นช่วงที่เราติดคุกในปี 2519 เขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาคนมาช่วยประกันตัวเรา แต่ความสัมพันธ์แบบแฟนมันจบไปแล้ว สุดท้ายก็แยกย้าย เราเข้าป่า ส่วนเขาได้เป็นปลัดอำเภออย่างที่หวัง  รอบครัวของเขาก็ยังสนิทสนมกับแม่และครอบครัวของเราต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ และเรากับเพื่อนคนนี้ก็ยังเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกัน”

"หลังเข้าป่าได้ไม่นาน แฟนเก่าก็ตามเราเข้ามาในเขตภูหินลาดช่อฟ้า เขาก็เป็นนักต่อสู้ที่มีอุดมการณ์คนหนึ่งถึงขนาดลาออกจากปลัดอำเภอเพื่อตามเราเข้าป่า เนื่องจากเขาสนิทกับแม่เราเลยได้รู้ความเคลื่อนไหวของเราจากจดหมายที่เราส่งถึงแม่จากในป่า แฟนเก่าเราเข้าป่ามาที่เขตเดียวกับเรา แม้เราจะไม่มีความผูกพันกันในฐานะแฟนแล้ว แต่เราก็นับถือใจเขามากที่มุ่งสู่เขตป่าเขาและมุ่งสู่เขตเดียวกับเรา เขามาอยู่ที่เขตงานเดียวกับเรา นานพอควร เรากับแฟนเก่ามีโอกาสคุยกันต่อหน้า "จัดตั้ง" หรือฝ่ายนำของพรรค ซึ่งเราก็ยืนยันให้จัดตั้งรับทราบว่าเราสองคนไม่ได้สัมพันธ์กันแบบแฟนแล้ว จัดตั้งก็รับทราบ ในเวลาต่อมาแฟนเก่าเราก็ถูกย้ายไปมีบทบาทเขตงานอื่น จริงๆแฟนเก่าเราก็เคยพยายามจะกลับมาสานสัมพันธ์ ก่อนที่เขาจะกลับมาคืนเมือง แต่เราตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าความสัมพันธ์แบบคู่รักมันจบไปแล้ว เราจึงปฏิเสธเขาไป"

“เรื่องความรักข้ามชนชั้นระหว่างสหายนักศึกษากับสหายชาวนาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นระยะที่เขตงานภูซาง เราเองก็เป็นหนึ่งในสหายนักศึกษา 15 คน ที่พบรักกับสหายชาวนา ต้องยอมรับว่าความแตกต่างทางภูมิหลังและสถานภาพทางสังคมเป็นอุปสรรคเมื่อกลับคืนเมือง สหายนักศึกษากับสหายชาวนาหลายๆคู่สุดท้ายแล้วพอออกจากป่าก็ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน โดยเฉพาะคู่ที่สหายชาวนาต้องตามสหายนักศึกษากลับไปกรุงเทพแล้ว ต้องเผชิญกับอคติจากครอบครัวของสหายนักศึกษา หรือข้อจำกัดด้านการปรับตัวหรือการประกอบอาชีพที่มีช่องว่างกัน  แต่โดยทั่วไปก็จากลากันด้วยดี"

"สำหรับคู่ของเราอาจจะโชคดีหน่อย ตรงที่ตอนเข้าป่าเราเองเรียนจบแล้ว ประกอบกับพี่ชายของเราก็ดูแลแม่เป็นอย่างดี เราเลยไม่มีห่วงอะไรสามารถอยู่ในเขตป่าได้นานกว่าสหายนักศึกษาคนอื่นๆจนได้เรียนรู้และปรับจูนสหายชาวนา จนทำให้ท้ายที่สุดเราสองคนได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันในระยะยาว"

"ในส่วนพิธีการแต่งงานของสหายในป่า หากใครมีความชอบพอกันต้องแจ้งให้ทางพรรคทราบเพื่อให้มีโอกาสพูดคุยและเช็คประวัติว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร หากทางพรรคอนุญาตก็จะมีการจัดงานแต่งงานให้ แต่ก็ไม่ได้จัดเป็นพิธีใหญ่อะไรมากเพราะต้องดูตามสถานการณ์และความเหมาะสม" 

"การจัดงานแต่งงานจะมีการเชิญสหายมาร่วมพิธี มารับประทานอาหารมื้อพิเศษ แต่หลายกรณีกว่าจะได้จัดงานแต่งงานจริง ๆ ก็ต้องรอเวลาพอสมควร เพราะบางครั้งสถานการณ์ในพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย สหายบางคู่ก็ไม่ได้อยู่ในเขตงานเดียวกัน จึงต้องรอเวลาที่เหมาะสม เมื่อแต่งงานไปแล้วบางครั้งก็อาจจะยังต้องทำงานกันคนละเขต แต่พรรคก็พยายามขยับให้คู่แต่งงานมีโอกาสอยู่ด้วยกัน"  

"เนื่องจากสถานการณ์ในป่าเป็นสถานการณ์ปฏิวัติ ทางพรรคเลยมีนโยบายสามช้า ถ้ายังไม่มีความรักอย่าเพิ่งมี  ถ้ามีแล้วก็อย่าเพิ่งรีบแต่งงาน ถ้าแต่งแล้วก็อย่าเพิ่งมีลูก แต่จริงๆในป่าก็มีการแต่งงานระหว่างสหายเกิดขึ้นหลายคู่ และแม้สถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวยแต่ก็มีความพยายามที่จะจัดมาตรการเพื่อรองรับสหายที่ตั้งครรภ์หรือมีลูกอ่อน"

 

ป่าแตก

 

"ในปี 2523 พล.อ.เปรมออกคำสั่ง 66/23 (คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523) ปรับนโยบายการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาใช้การเมืองนำการทหาร ส่วนหนึ่งของนโยบายนี้คือการเปิดโอกาสให้ให้คนที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเดินทางกลับคืนเมืองมาใช้ชีวิตปกติ ในปี 2523 สหายนักศึกษายังเดินทางกลับบ้านไม่มาก แต่พอถึงปี 2524 พรรคเริ่มปล่อยให้สหายนักศึกษากลับไปเยี่ยมบ้านเกิด พอสหายนักศึกษากลับเข้ามาในเมืองก็มีโอกาสได้รับฟังกระแสวิพากษ์วิจารณ์พรรค สหายนักศึกษาหลายคนเลยตัดสินใจไม่กลับเข้าป่าอีก  แต่ที่เขตงานภูซาง  สหายส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจออกจากป่าจะกลับเข้าาอำลาก่อนจากกันด้วยดี" 


“ปี 2524 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเขตงานภูซาง หลังสหายนักศึกษา กรรมกร และชาวนาบางส่วน ทยอยเดินทางออกจากป่า และพรรคมีการปรับทิศทางหลังการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่สี่  ทำให้มีการย้ายศูนย์การนำของเขตงานภูซางไปที่ภูเขียว ในอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ  แต่เราและสหายอีกจำนวนหนึ่งยังปักหลักทำงานที่เขตงานภูซางต่อไป ต่อมาเมื่อมีสหายกลับคืนเมืองมากขึ้น เขตงานภูซางก็ทยอยส่งสหายกลับบ้านตามความเร่งด่วนและจำเป็น แต่ในเขตงานเราจะไม่มีการยกเป็นขบวนไปมอบตัว"   

"ในปี 2526 เขตงานภูซางทั้งหมดย้ายไปที่ภูเขียว เวลานั้นเราแต่งงานแล้วกับสหายชน ซึ่งเป็นชาวหนองบัวตัวเราเลยไม่ได้ย้ายไปที่ภูเขียวด้วยแต่จะทำหน้าที่ประสานงานอยู่ภายนอกรวมถึงประสานงานกับสหายที่ต้องการกลับคืนเมือง ในการทำงานเราจะเข้าภูเขียวบ้าง เข้าเมืองไปประสานกับจัดตั้งบ้าง โดยหลบหลีกอยู่ตามหัวไร่ปลายนาตำบลโนนทัน ซึ่งเป็นบ้านของสหายชนที่อยู่ไม่ไกลจากภูหินลาดช่อฟ้า"


“การทำงานปฏิวัติที่ฐานที่มั่นภูเขียวดำเนินไปจนถึงปี 2527 ก็เริ่มประสบปัญหาโดยเฉพาะการขาดแคลนหมอ เพราะหมอใหญ่ทยอยลงจากป่ากันหมด หมอที่ยังเหลืออยู่ในเวลานั้นอาจจะรักษาอาการป่วยเล็กๆน้อยๆได้ แต่ถ้ามีคนบาดเจ็บจากการสู้รบก็จะไม่สามารถผ่าตัดหรือทำการรักษาได้ คนที่ยังเหลืออยู่ก็เลยคุยกันอาจจะถึงเวลาที่จะต้องแยกย้ายกันกลับคืนเมือง เพราะหากยังปักหลักสู้รบต่อโดยไม่มีหมออาจมีความสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น หลังตกลงกันแบบนั้น พวกเราที่เหลือกลุ่มสุดท้ายก็ทยอยกันออกจากที่มั่นที่ภูเขียวแบบเงียบๆ หลังออกมาพวกเราไม่ไปรายงานตัวกับทางการไทยและไม่กลับไปที่บ้านเดิม สำหรับตัวของเรากับสามีพอออกจากป่ามาก็ไม่ไปรายงานตัวกับรัฐเพราะเราถือว่าเราไม่ได้ทำผิด ตัวเราเองก็ไม่ได้กลับไปอยู่ที่กรุงเทพแต่ไปทำไร่ทำนาที่บ้านของสหายชนที่หนองบัวลำภู ซึ่งที่นั่นก็เป็นบ้านที่เราอยู่เรื่อยมาจนถึงตอนนี้"

"เราคิดว่า เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้วเราก็ต้องไปให้สุด หลังออกจากป่าเราก็ยังทำการเคลื่อนไหวต่อ เพียงแต่สิ่งที่เราทำไม่ใช่การจับอาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐ แต่เป็นการไปตระเวนเยี่ยมเยียนและดูแลสหายที่ออกจากป่า สหายหลายคนประสบกับความยากลำบากในการปรับตัวกับการใช้ชีวิตข้างนอก หลายคนก็ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ นอกจากการทำไร่ทำนาหาอยู่หากิน เรากับสามีก็ตระเวนดูแลสารทุกข์สุขดิบสหายที่ออกจากป่าไม่ได้ขาด”



นักโทษคดีคอมมิวนิสต์

 

"เราเริ่มตั้งท้องช่วงต้นปี 2529 พอท้องแก่ แม่ก็ชวนเรากลับไปอยู่ที่กรุงเทพเพื่อจะได้ไปเตรียมตัวคลอด สามีก็ตามเราไปอยู่ที่กรุงเทพด้วย แต่พอคลอดลูกได้สองเดือน เราก็มาถูกจับด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์อีกครั้งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ครั้งนั้นตำรวจบุกมาจับเราที่บ้านตอนเช้ามืดในขณะที่เรากับสามีและลูกเล็กของเรากำลังนอนอยู่"  

“การจับกุมตัวเราเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่สหายนำของพรรคอีกหลายๆคนถูกจับ  เขาอ้างว่าจับเราในคดีที่ค้างมาตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งจริงๆแล้วคดีคอมมิวนิสต์ที่เราถูกจับ 9 คนในปี 2519 พร้อมกับกรรมกรที่อ้อมน้อย มันจบไปตั้งแต่ปี 2521 โดยที่ศาลยกฟ้องจำเลยที่เหลืออยู่ทั้งหมด 7 คนในคดี แต่เนื่องจากวันที่ศาลมีคำพิพากษาเรากับน้องนิสิตหญิงอีกคนอยู่ในป่า ไม่ได้มาฟังคำพิพากษา เขาเลยอ้างเป็นเหตุมาจับตัวเรา ส่วนสามีถูกจับข้อหาคอมมิวนิสต์ด้วย ตอนที่ถูกจับลูกเราเพิ่งอายุได้ประมาณสองเดือน เราจำเป็นต้องเอาลูกอ่อนของเราเข้าเรือนจำไปด้วยเพราะลูกเราแพ้นมผงประกอบกับเราเชื่อว่าเราคงเข้าเรือนจำไม่นานเพราะคดีอ้อมน้อยศาลก็ยกฟ้องไปแล้ว"

"การสู้คดีคอมมิวนิสต์รอบที่สองเรามีพี่ทองใบ ทองเปาด์ ทนายที่เคยทำคดีในช่วงปี 2519 มาทำคดี กับมีพี่เขยที่เป็นทนายมาช่วยว่าความให้อีกคน ซึ่งสุดท้ายผ่านไปสี่เดือน ศาลก็ยกฟ้องตามที่คาด ในวันที่ศาลยกฟ้องเราควรจะได้รับการปล่อยตัว แต่ปรากฎว่ากว่าเรือนจำจะปล่อยตัวเราออกมาก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว พี่น้องเราที่มารอรับก็กลับกันไปแล้วเพราะเขาคิดว่าเราน่าจะถูกปล่อยตัวในเช้าวันถัดไป ตอนที่เราออกมานอกเรือนจำเลยไม่มีใครอยู่ยกเว้นตำรวจที่มารออายัดตัวเราพร้อมกับหมายที่จะดำเนินคดีเราด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์อีกคดีหนึ่ง ตอนที่ถูกอายัดตัวเราได้แต่คิดว่าความหวังที่จะได้ดูแลลูกให้ดีน่าจะเรียกได้ว่าถูกโยนทิ้งไปเลย เราตัดสินใจส่งลูกออกไปให้แม่ของเรากับพี่สาวช่วยเลี้ยง ส่วนสามีเราก็ถูกส่งไปขังที่คุกสันติบาลเศรษฐศิริ แถวสามเสน ร่วมกับลุงๆผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ที่ถูกจับมาอีกหลายๆคน"

"หลังถูกขังจนถึงเดือนมกราคม 2531 มีคำสั่งให้ปล่อยตัวเรากับสามีของเราที่อยู่คุกมืด รอบหลังนี่เราถูกขังประมาณ 1 ปี นอกจากเรากับสามีแล้วสหายที่ถูกจับในความผิดข้อหาคอมมิวนิสต์ในเวลาไล่เลี่ยกับเราอีกสองคนก็ได้รับการปล่อยตัวในคราวเดียวกันด้วย โดยมีข้อแม้ว่าหลังได้รับการปล่อยจากเรือนจำพวกเราต้องเข้าไปรับการอบรมที่ศูนย์การุณยเทพของกอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) ที่นครปฐม จนถึงเดือนกุมภาฯ 2531 เราถึงได้กลับบ้านและคดีทั้งหมดของเราก็เป็นอันสิ้นสุด"




หนังสือที่สหายอำไพเป็นผู้เขียน มีอนหนึ่งที่เล่าถึงชีวิตในป่าและการถูกจับกุม
 

จากแนวรบในเขตป่าเขาสู่แนวรบในกลไกรัฐ


“หลังออกจากเรือนจำเราก็มาทำงานเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการของนิตยสารโลกสีเขียวที่ติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อม และวารสารสารสนเทศ ทำได้ประมาณ 2-3 ปี เราก็ตัดสินใจลาออกเพื่อกลับไปอยู่ที่หนองบัวลำภู ในปี 2535 เริ่มมีทหารเข้ามายึดพื้นที่แถวบ้านเราที่เคยอยู่ในเขตอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งในเวลานั้นเป็นพื้นที่ทำกินของประชาชนมายาวนาน  ทหารอ้างว่าบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ของทหาร เรากับประชาชนในพื้นที่เลยพากันต่อสู้คัดค้าน มีประชุมกันว่าจะสู้กับทหารพวกนั้นยังไงดีเพราะทหารใช้อำนาจคุกคามชาวบ้านอย่างมาก อดีตสหายที่อยู่ในพื้นที่เลยชวนให้เราลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.จ.(สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด) หนองบัวลำภู เพื่อที่เราจะได้เป็นกระบอกเสียงและต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านที่ต้องการคัดค้านพวกทหารที่แย่งยึดพื้นที่ในขณะนั้น ซึ่งท้ายที่สุดเราก็ได้รับเลือกตั้ง”

"ในปี 2537  เราตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งส.จ.เพื่อไปสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฎว่าในช่วงการหาเสียงเราถูกคู่แข่งร่วมมือกับสื่อสำนักดัง เขียนเรื่องสมัยที่เราเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มาโจมตีเรา คืนก่อนวันเลือกตั้งยังมีการโปรยใบปลิวโจมตีว่าเราจะทำลายชาติ ทำลายสถาบันฯ และทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วย สุดท้ายเราก็ไม่ได้รับเลือก หลังจากนั้นเราก็ทำงานในประเด็นผู้หญิงในฐานะภาคประชาสังคมต่อจนกระทั่งในปี 2539 ที่มีการสรรหาสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยด้วยวิธีเลือกกันเองในหมู่ผู้สมัคร เราได้ลงสมัครที่จังหวัดหนองบัวลำภูและได้รับการเลือกเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัด และผ่านความเห็นชอเบของรัฐสภาให้เป็น ส.ส.ร.หนองบัวลำภูและเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540"  

“ประสบการณ์การต่อสู้ตั้งแต่เป็นนักศึกษา จนมาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์  มีส่วนสำคัญที่ทำให้วิธีคิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค มีความชัดเจนขึ้น เมื่อเรามาทำงานเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเราก็ใช้อำนาจหน้าที่ตรงนั้นแปรญัตติประเด็นสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคระหว่างเพศอย่างจริงจัง รวมทั้งเสนอให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระ ที่ส.ส.ร.บางส่วนไม่เข้าใจ คิดว่าเป็นองค์กรคอมมิวนิสต์เลยคัดค้านกันอย่างหนัก เราน่าจะเป็นคนที่แปรญัตติเรื่องนี้มากที่สุดคนหนึ่งในบรรดาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนั้น โดยทำงานประสานกับองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ“

”พอร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่ขั้นตอนการอภิปราย ประเด็นที่เราเคยแปรญัตติไว้ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพก็ถูกหยิบมาอภิปรายคัดค้านอย่างหนักหน่วง ถึงขั้นมีใบปลิวออกมาว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์มาร่างกฎหมาย แต่ก็ได้ผู้ใหญ่และเพื่อนๆในสสร.ส่วนหนึ่งที่มาให้กำลังใจและช่วยชี้แจง จนท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ได้รับการสนับสนุนธงเขียวจากประชาชนทั่วประเทศ ก็ถูกประกาศใช้และได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังจากนั้นเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เราก็ได้ไปเป็นกรรมการคนหนึ่งด้วย หลังพ้นจากตำแหน่งเราก็ทำงานในองค์กรที่ขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคระหว่างเพศเรื่อยมา จนกระทั่งเรามาสอนหนังสือที่วิทยาลัยนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิตในปี 2558 หลังจากหมดวาระของการเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย"

"การผลักดันที่ชัดที่สุดในรัฐธรรมนูญ 40 คือเรื่องสิทธิเสรีภาพ และกระบวนการยุติธรรม เราสู้ในเรื่องของความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย ในหลายมาตรา หรือเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งได้เขียนเอาไว้ในมาตรา 53 เราสู้กันดุเดือดจนสุดท้ายก็ได้เขียนลงในรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อที่ทำให้เราถูกแปะป้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์มากที่สุดคือคณะกรรมการสิทธิฯ"

"พอได้มาเป็นอาจารย์แล้ว เราก็มีโอกาสเล่าประสบการณ์ที่เราเคยเจอในป่าให้นักศึกษาฟังบ้าง ก็จะแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละวิชา อย่างเช่นวิชาการเมืองภาคประชาชน เพราะสามารถนำเรื่องของขบวนการการต่อสู้มาถกเถียงกันได้ และหัวข้อในการเรียนจะเกี่ยวเนื่องกับขบวนการต่อสู้ของประชาชน หรือวิชาขบวนการทางสังคมแบบใหม่ หรือ วิชาเพศภาวะกับการพัฒนา บางทีมีนักศึกษาบางคนที่อยากรู้ เราก็จะเล่าให้เขาฟัง เพราะยุคสมัยนี้มันก็ยังคล้ายเดิม เช่นเรื่องปัญหากระบวนการยุติธรรมที่มีคนถูกจับกุมไปมากมาย เราก็สามารถแลกเปลี่ยนเรื่องที่เราเคยเข้าคุกให้เขาฟังได้ แล้วแต่จังหวะของเวลา"

"ตัวเราเองหรือแม้แต่สหายอีกจำนวนไม่น้อยก็ยังเป็นผู้ที่รักประชาธิปไตย และความเป็นธรรม ก็จะพยายามทำงานผลักดันในส่วนที่แต่ละคนพอจะทำได้ ในเรื่องที่มองว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่สำหรับตัวเราแล้ว เราอาจจะมีเงื่อนไขที่ดีกว่าหน่อยนึงตรงที่มีโอกาสมาทำงานเป็นสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ 40 (สสร.) เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย  หรือแม้กระทั่งมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย พานักศึกษาไปเรียนรู้นอกห้องเรียน ไปช่วยงานเคลื่อนไหวภาคประชาชน  รวมทั้งช่วยงานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย  มูลนิธิ 14 ตุลา  และรวมถึงได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า แม้สถานะและพื้นที่การต่อสู้จะเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือเรายังคงยึดมั่นในจุดยืนเรื่องความเสมอภาคเป็นหลักสำคัญในการต่อสู้และขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ"

 

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย วริศรา สาอุบล

_______________________________________________________________________________________________________________

ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
 

การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของพคท.ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่พคท.ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับพคท.ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน

ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับพคท.ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆคนอาจ ยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆคนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย

พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน “ไดอารีดาวแดง” ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์