- บทความ
- Commoner on tour สามัญชนออนทัวร์
16 สิงหาคม 2568 เวลา 19:30 น. ที่ร้าน A Book with No Name ได้มีวงเสวนา “NO GOD NO KING Out of Context” ซึ่งพูดคุยเกี่ยวกับการรวบรวมภาพถ่ายเพื่อจัดทำหนังสือภาพ (Photobook) ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นช่วงปี 2563 - 2565 โดยหนังสือภาพนี้มีชื่อว่า ‘NO GOD NO KING ONLY HUMAN’ ที่จัดพิมพ์ไปเมื่อปี 2565
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ‘กร คารวะ’ บรรณาธิการของหนังสือภาพเล่มนี้ ร่วมพูดคุยกับ ‘ผศ.กานตชาติ เรืองรัตนอัมพร’ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายสารคดี และมีผลงานหนังสือภาพที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายของตนเองในเหตุการณ์การชุมนุมช่วงปี 2563 - 2565 ในชื่อ ‘END IN THIS GENERATION’
โดยประเด็นเนื้อหาเสวนาประกอบด้วย การชวนดูเบื้องหลังการทำหนังสือภาพเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการชุมนุมครั้งนั้นโดยไม่ใช้ตัวอักษร แต่เลือกใช้ภาพถ่ายในการเล่าเรื่อง รวมถึงการเปิดเผยบางภาพที่ไม่ได้ใช้ในการทำหนังสือ และชวนแลกเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องเหตุการณ์ชุมนุมผ่านภาพถ่ายในประวัติศาสตร์ไทย ที่มีเส้นบาง ๆ ระหว่าง ‘สารคดี’ และ ‘ศิลปะ’ ที่อาจจะแบ่งกันไม่ขาด และชวนคิดถึงความหมาย และหน้าที่ของภาพถ่ายที่อาจแปรผันไปตามกาลเวลา ว่าจะถูกให้ค่าและแปลความอย่างไรเมื่อเวลาพ้นผ่านไป

โจทย์ของการทำ Photobook คือการค้นหาความเป็นไปได้ เมื่อความจริงไม่ได้มีด้านเดียว
กร คารวะ บรรณาธิการของหนังสือ No God No King Only Human เล่าให้ฟังว่าเขามีความสนใจเรื่องการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 ซึ่งเขาสังเกตว่าภาพถ่ายในยุคนั้นมักเป็นภาพประกอบข่าวที่ยังไม่มี ‘ภาษาภาพ’ มากนัก ประกอบกับในช่วงปี 2563 เขาทำงานที่ร้านหนังสือย่านปทุมวัน ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นมีเหตุการณ์การชุมนุมที่ฮ่องกง เขาจึงลองสั่ง Photobook ของเหตุการณ์นั้นมาวางขายที่ร้าน ในขณะเดียวกันที่ประเทศไทยก็เกิดการเคลื่อนไหวในปี 2563 และในพื้นที่ปทุมวันที่เขาทำงานอยู่ก็เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมในวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ซึ่งในช่วงการชุมนุมในปี 2563 นี้เอง เขาสังเกตว่าภาพถ่าย และภาพข่าวในการชุมนุมระลอกนี้มีภาษาภาพที่ชัดเจนมากขึ้น และมีมุมมองของช่างภาพต่อเหตุการณ์ที่ค่อนข้างหลากหลาย
เช่น ช่างภาพงานแต่งที่ว่างงานในช่วง COVID-19 หันมาถ่ายภาพในการชุมนุม ซึ่งผลงานของเขาหลายชิ้นสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนผ่านภาพถ่ายบุคคล (Portrait) ซึ่งเป็นความถนัดจากอาชีพช่างภาพในงานแต่งก็สื่อสารความหมายผ่านแววตาของผู้ชุมนุมได้อย่างดี การวางองค์ประกอบในภาพก็มีเอกลักษณ์และแตกต่างจากภาพข่าวการเมืองที่เราอาจจะเคยพบเห็นได้โดยทั่วไป หรือช่างภาพอีกคนที่เลือกถ่าย ‘เศษซาก’ หลังเหตุการณ์การปะทะที่ทิ้งร่องรอยความรุนแรงเอาไว้ ซึ่งภาพเหล่านี้สามารถสื่อสารเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นได้เป็นอย่างดีโดยที่ไม่ได้ใช้ภาพ ณ วินาทีที่การปะทะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
กรเล่าต่อว่า ในเหตุการณ์หนึ่ง ๆ มีมุมมองที่หลากหลาย ฉะนั้นความเป็นจริงอาจจะไม่ได้มีด้านเดียว มุมมองจากช่างภาพที่เลือกถ่ายภาพตามสายตาของตนเองที่มองผ่านเลนส์กล้องนั้น ย่อมมีกระบวนการบางอย่างที่จะ ‘เลือก’ เอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อถ่ายทอดออกมาอย่างแน่นอน การทำหนังสือภาพครั้งนี้จึงไม่ได้ตั้งโจทย์ว่าต้องการค้นหาความจริง แต่เป็นการ ‘ค้นหาความเป็นไปได้’ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ร้อยเรียงภาพจากผู้คนที่หลากหลาย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเดียว
ในการทำหนังสือภาพเล่มนี้ กรเล่าว่ามีภาพถ่ายจำนวนมหาศาลที่เขาต้องเลือก เพราะไม่อาจยัดภาพทั้งหมดที่มีลงในหนังสือเพียงเล่มเดียวได้ วิธีการเลือกภาพที่กรใช้ คือ การเอาทุกภาพมากองรวมกัน และเลือกเอาภาพแรกกับภาพสุดท้ายที่เขาต้องการออกมาก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ เลือกภาพที่จะร้อยเรียงเรื่องราวให้ภาพแรกและภาพสุดท้ายเชื่อมโยงกัน โดยที่มาของภาพต่าง ๆ เหล่านี้ มาจากช่างภาพหลายคน ทำให้ในเหตุการณ์เดียวกันอาจจะมีภาพที่ต่างกันในหลายมุมมอง แตกต่างกันออกไปตามแต่สายตาของช่างภาพแต่ละคนว่าเลือก ‘โฟกัส’ กับอะไร


กรเล่าต่อไปว่า การทำหนังสือภาพเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวมีความแตกต่าง และท้าทายกว่าหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร ตรงที่จะร้อยเรียงภาพเหล่านี้อย่างไรให้ผู้อ่าน (จากภาพ) สามารถเข้าใจเส้นเรื่อง และอารมณ์ความรู้สึกของเหตุการณ์ โดยเฉพาะเหตุการณ์การชุมนุมได้โดยที่เห็นเพียงภาพถ่าย ฉะนั้นการวางโครงเรื่องที่จะเล่าก็มีความสำคัญ โดยในหนังสือเล่มนี้เขาเลือกที่จะเล่าผ่านอารมณ์ความรู้สึกของภาพแต่ละภาพที่แตกต่างกัน รวมถึงจังหวะการจัดวางภาพ และการสลับหน้าว่างสีขาว/ดำเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจมวลอารมณ์ หรือรู้สึกถึงจังหวะรอคอยก่อนสถานการณ์ที่ปั่นป่วนจะเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ภาพถ่ายที่มีที่มาอย่างหลากหลาย สามารถส่งต่อความรู้สึกในเหตุการณ์เดียวกันไปยังผู้อ่านที่อาจอยู่หรือไม่อยู่ร่วมเหตุการณ์นั้นด้วย
แก้อุปสรรคในการพิมพ์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้ ‘ชัด’ ที่สุด
กระบวนการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ก็เป็นเรื่องท้าทายตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ กรเล่าว่าโรงพิมพ์แห่งหนึ่งที่ตกลงจะจัดพิมพ์หนังสือให้ บอกยกเลิกการพิมพ์เมื่อรู้ว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไร ทำให้ต้องหาโรงพิมพ์ใหม่ ซึ่งเมื่อการหาโรงพิมพ์ที่พร้อมจะพิมพ์ให้ได้แล้วก็เจอปัญหาใหม่อีก คือ เรื่องราคาและต้นทุนในการผลิต เนื่องจากในช่วงแรกที่มีการพูดคุยกับทางโรงพิมพ์เป็นช่วงก่อนเกิดสงครามรัสเซีย - ยูเครน แต่พอตัดสินใจจัดพิมพ์ปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้น ทำให้ต้นทุนของวัตถุดิบที่ใช้ในการพิมพ์ขึ้นราคา ทำให้ต้องลดหน้าในหนังสือไปอีกกว่าสิบหน้า
นอกจากนี้การทำหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยภาพ การเลือกกระดาษที่ใช้ในการตีพิมพ์เพื่อให้ภาพที่พิมพ์ออกมาตรงกับภาพจริงมากที่สุดก็มีความสำคัญ แต่ปรากฏว่ากระดาษที่เหมาะสมกับการพิมพ์ให้ภาพสวยสมจริงกลับมีเนื้อกระดาษที่เรียบเงา แต่ภาพถ่ายของการชุมนุมนั้นต้องการความ ‘หยาบ’ ของเนื้อกระดาษเพื่อสะท้อนถึงความยากลำบากและอุปสรรค ทำให้ทีมงานต้องมาทดลองเทคนิคการพิมพ์หลาย ๆ แบบจนในที่สุดก็ได้ตรงตามความต้องการ แม้สิ่งเหล่านี้ดูเป็นเรื่องที่วุ่นวาย แต่นั่นเป็นเพราะหนังสือภาพมีหน้าที่ที่ต่างออกไปจากภาพถ่ายที่แขวนตามแกลเลอรี่ หนังสือภาพผู้ชมสามารถแตะต้องได้สัมผัสกับภาพโดยตรงได้แต่ภาพถ่ายในแกลเลอรี่นั้นอาจจะยาก สิ่งนี้จึงทำให้ทีมงานให้ความสำคัญเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ให้ได้มากที่สุด
เรื่องเล่าของภาพถ่ายการชุมนุมในแต่ละช่วงเวลา
ประวัติศาสตร์การชุมนุมที่ถูกบันทึกในลักษณะของ ‘ภาพถ่าย’ ในแต่ละช่วงเวลามีความแตกต่างกัน กานตชาติเล่าให้ฟังว่า เทคโนโลยี และรูปแบบการสื่อสารในแต่ละยุคสมัยก็มีความสำคัญต่อภาพถ่ายและจุดประสงค์ในการนำเสนอภาพถ่ายเหล่านั้น
ภาพถ่ายการชุมนุมในยุค 14 ตุลาและ 6 ตุลา ที่เทคโนโลยีอาจจะไม่ได้มีสูงเท่าปัจจุบัน เรามักจะพบว่าภาพส่วนใหญ่เป็นภาพจากฟิล์ม ซึ่งมีข้อจำกัดว่าฟิล์ม 1 ม้วนนั้นถ่ายได้เพียง 36 รูป ซึ่งนั่นทำให้ช่างภาพก็ต้องคำนวณว่าจะถ่ายหรือไม่ถ่ายอะไร นอกจากนี้เมื่อถ่ายมาแล้วก็ต้องเลือกว่าภาพไหนที่จะส่งไปยังสำนักพิมพ์เพื่อตีพิมพ์ออกมา ทำให้มีภาพถ่ายจำนวนมากที่อาจจะถูกละเลยไป แล้วภาพถ่ายในยุคนั้นส่วนใหญ่เป็นภาพขาวดำจึงทำให้ปัจจัยเรื่องสีที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและความหมายก็ขาดหายไป ในขณะที่ภาพในยุคต่อ ๆ มา เช่น พฤษภา 2535 ต่อเนื่องมาจนถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯหรือคนเสื้อเหลือง และกลุ่ม นปช. หรือคนเสื้อแดงเริ่มมีพัฒนาการ เทคโนโลยีเริ่มเข้าสู่ยุคดิจิทัล ในการชุมนุมจึงมีการเลือกองค์ประกอบ และการจัดวางเพื่อสื่อสารผ่านภาพให้ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงสีที่ใช้ในการสื่ออารมณ์ความารู้สึกก็ถูกบันทึกลงในภาพถ่ายมากขึ้นด้วย
แต่ถึงกระนั้น ช่องทางการเผยแพร่ก็ยังคงมีจำกัด ต่างกับการชุมนุมในช่วงของกลุ่ม กปปส. ในปี 2556 - 2557 ที่อิทธิพลของโซเชียลมีเดียแพร่หลาย การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในช่วงนั้นง่ายขึ้น การสื่อสารผ่านภาพถ่ายก็พบว่ามีภาษาภาพที่สื่อสารกับผู้ชมได้มากขึ้นตามไปด้วย จนมาถึงการชุมนุมในช่วงปี 2563 ยิ่งตอกย้ำว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้นทำให้แทบทุกคนที่มี Smartphone สามารถถ่ายภาพ และสื่อสารได้ด้วยตัวเอง ความหลากหลายของภาษาภาพที่เกิดขึ้นจึงมีมากขึ้นไปด้วย ช่างภาพและสื่อมวลชนที่ไปถ่ายภาพในการชุมนุม จึงไม่ได้ถ่ายภาพเพื่อประกอบข่าวเพียงเท่านั้น แต่เป็นการถ่ายภาพเพื่อสื่ออารมณ์ความรู้สึกหรือส่งข้อความอะไรบางอย่างลงไปในภาพถ่ายด้วย
ศิลปะการต่อต้าน (Protest art) และการทำงานของสื่อมวลชน
กานตชาติชวนมองการชุมนุมในช่วงปี 2563 ที่ผสมผสานเข้ากับการสื่อสารออนไลน์ และการทำงานของสื่อมวลชน สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ ‘ศิลปะการต่อต้าน’ (Protest art) ที่เราพบเห็นบ่อย ๆ ในช่วงนั้น ไล่ไปตั้งแต่ข้อความในป้ายประท้วงที่ผ่านการออกแบบมาให้คนเห็น การผสมผสานวัฒนธรรมประชานิยม (Pop culture) เข้ากับการประท้วง เราเห็นการใช้สัญลักษณ์ 3 นิ้วจาก The Hunger Games มีกิจกรรมวิ่งแฮมทาโร่ ที่ดูเผิน ๆ ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่เราทุกคนรู้ว่านี่คือการชุมนุมประท้วงทางการเมือง หรือแม้แต่การสาดสีที่กลายเป็นข้อถกเถียงว่านี่เป็นศิลปะหรือการแสดงออกอย่างสันติหรือไม่ ซึ่งในเวลาต่อมาก็เหมือนจะค่อย ๆ ได้รับการยอมรับมากขึ้น การประท้วงในระยะนี้เราพบความสร้างสรรค์และความขบขัน (Humor) อยู่เรื่อย ๆ ควบคู่ไปกับการเสียดสี (Satire) ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง คือการเสียดสีต้องทำให้รู้สึก ‘เจ็บ’ (เจ็บแสบ ถากถาง กระแทกกระทั้น) ด้วย
ในขณะเดียวกัน การทำงานของสื่อมวลชนก็เก็บภาพปฏิบัติการทางศิลปะเหล่านี้มาถ่ายทอดต่อ และผู้คนก็รอดูว่าจะมีข่าวอะไรของการชุมนุมโดยดูผ่านภาพถ่ายที่สื่อมวลชนเผยแพร่ออกมา ยอดเอนเกจก็สูงขึ้น นั่นหมายความว่าสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ในเวลาต่อมาเราจะพบว่านักข่าวหลายคนเมื่อลงพื้นที่ประท้วงหรือพื้นที่ขัดแย้ง สิ่งที่เขาเดินหาจึงเป็น humor ที่เกิดขึ้น เพราะมันขายได้ ดึงดูดความสนใจของคนได้
‘เพดานเสรีภาพ’ ที่ขยับตลอดเวลาทำให้เกิด Self - censorship
กานตชาติเล่าว่าความเปลี่ยนแปลงในการนำเสนอภาพการชุมนุมของสื่อมวลชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เช่น การนำเสนอภาพข่าวในอดีตนั้นอาจจะขึ้นอยู่กับบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ในขณะที่ในปัจจุบันนอกจากถ่ายภาพส่งสำนักข่าว เรายังสามารถเผยแพร่ผลงานลงในช่องส่วนตัวได้ด้วย ฉะนั้นบางภาพที่สำนักข่าวไม่ลงก็ยังสามารถนำมาเผยแพร่ให้คนเห็นได้อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม เพดานเสรีภาพที่ขยับอยู่ตลอดเวลาทำให้การเลือกที่จะนำเสนอภาพอะไรนั้น ช่างภาพในฐานะสื่อมวลชนก็ต้องตระหนักตรงจุดนี้เช่นกันว่าจะส่งผลกระทบอะไรมาถึงตัวเองหรือไม่ เช่น ในภาพข่าวของการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย หรือสุ่มเสี่ยงที่จะถูกนำกฎหมายมาเล่นงาน แม้แต่สื่อเองก็ต้องระมัดระวัง อย่างเหตุการณ์ที่เกิดกับนักข่าวที่ไปถ่ายภาพการพ่นสีที่กำแพงวัดพระแก้วที่ต่อมากลับถูกดำเนินคดีไปด้วย ทั้งที่เราไปในฐานะสื่อมวลชน สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้ช่างภาพหลายคนก็ต้องจำกัดเสรีภาพในการนำเสนอโดยตนเอง หรือ Self - censorship ตามมาด้วย เพราะหลายคนก็มีเงื่อนไขส่วนตัวต่างกันออกไป
ภาพถ่ายในฐานะหลักฐานความทรงจำ และความหมายในอนาคต
หากตั้งต้นจากปี 2563 ที่เกิดการเคลื่อนไหวใหญ่ ในวันนี้เวลาผ่านมา 5 ปีแล้ว กานตชาติเล่าว่าในชั้นเรียนของเขาพบว่านักศึกษาหลายคนก็จำรายละเอียดการชุมนุมที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้วไม่ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งในต่างประเทศก็มีการพูดคุยกันเรื่อง visual memory ว่าภาพจำของเหตุการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป เพราะเราอาจจะเห็นกระบวนการตอบโต้ทางข้อมูลข่าวสารเพื่อโต้แย้งและ ‘ช่วงชิงความหมาย’ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
กรกล่าวปิดท้ายว่า ทีมงานที่จัดทำหนังสือ NO GOD NO KING ONLY HUMAN ก็หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นหลักฐานที่ยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นต่อให้การรับรู้ของผู้คนในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตามแต่ยังไงความหมายของการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจริงในห้วงเวลานั้นก็คงมีที่ทางในความทรงจำของผู้คน และหาทางส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อ ๆ ไปได้เสมอ ในวันนี้เราก็ยังคงพูดถึง 6 ตุลาหรือ 14 ตุลาอยู่ เรื่องราวเหล่านี้มันวนกลับมาเสมอแม้ว่าเวลาจะผ่านไปกี่สิบปี ฉะนั้น 16 ตุลาในยุคของเราก็คงมีกระบวนการเดียวกัน
เรื่องและภาพโดย ธนพล พันธุ์งาม