- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
16 สิงหาคม 2568 เวลา 13:00 - 16:30 น. ที่ Hope Space พิพิธภัณฑ์สามัญชนจัดกิจกรรม “สามัญชนรามา When my Father was a Communist” โดยกิจกรรมหลักเป็นการฉายภาพยนตร์สารคดีซึ่งกำกับโดยวิชาติ สมแก้ว และหลังการฉายภาพยนตร์ได้มีวงสนทนา Exclusive Talk พูดคุยกับผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อร่วมถ่ายทอดเบื้องหลังการถ่ายทำสารคดีประวัติศาสตร์บาดแผลของสหายที่เคยเข้าป่าต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในพื้นที่สีแดงของภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้กำกับ โดยชวนคุยทั้งในแง่ของแรงบันดาลใจในการถ่ายทำ วิธีการเก็บข้อมูล รวมถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการสร้างภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย
ภายในกิจกรรมมีการจัดแสดงวัตถุจากพิพิธภัณฑ์สามัญชนที่เกี่ยวข้องกับช่วงเหตุการณ์การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยข้าวของต่าง ๆ เช่น ชามสังกะสี ‘จงกำจัดคอมมิวนิสต์’, หนังสือแบบเรียนจากเขตงานผาจิ, เหรียญที่ระลึกในการจัดสร้างอนุสาวรีย์ทุ่งช้าง และหนังสือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นต้น
กิจกรรมเริ่มต้นในช่วง 13:00 น. ในกิจกรรม ‘Read Around’ ฟังเรื่องเล่าของอดีตสหายจากวรรณกรรมแนวเรื่องเล่าจากฐานที่มั่น ซึ่งคัดสรรมาจากหนังสือ 6 เล่มหลากมุมมองจากทั้งฝั่งรัฐ และ ‘สหาย’ โดยมีผู้ร่วมอ่าน 8 คน จากนั้นในเวลาประมาณ 14:15 น. จึงเริ่มชมภาพยนตร์ และต่อด้วยสนทนากับผู้กำกับในช่วง ‘Exclusive Talk with Director วิชาติ สมแก้ว’ ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์สามัญชนได้เก็บตกบทสนทนากับผู้กำกับมาให้ได้อ่านกัน
แรงบันดาลใจ
วิชาติเล่าว่าช่วงที่รัฐมีนโยบายคำสั่ง 66/2523 ซึ่งส่งผลให้มีการนิรโทษกรรมให้กับคนที่เคยเข้าป่าในเวลาต่อมาและทำให้คนเริ่มทยอยกลับเข้าเมือง ในปีที่ออกนโยบายนี้เป็นปีที่เขาเกิดพอดี ทำให้ในวัยเด็กที่เขาเติบโตขึ้นมานั้น ยังได้ยินผู้คนในละแวกบ้านที่พัทลุงพูดถึงเรื่องคอมมิวนิสต์อยู่บ้างในหลากหลายมุมมองทั้งในแง่บวกและลบ สิ่งเหล่านี้มีส่วนหล่อหลอมให้เขากลายมาเป็นผู้ที่สนใจศึกษาประเด็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยในเวลาต่อมา อีกทั้งบ้านของเขาก็อยู่ห่างจาก ‘อุทยานถังแดง’ ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่เกิดเหตุความรุนแรงไปเพียงประมาณ 10 กิโลเมตรเท่านั้น
วิชาติเล่าว่าที่ผ่านมาเขาเคยทำหนังหลายเรื่องแต่เป็นแนวเรื่องเล่าของการเมืองยุคปัจจุบัน เขาจึงมีความคิดว่าอยากลองทำหนังแนวการเมืองไทยในอดีตดูบ้าง ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ พ่อของเขาชวนไปเยี่ยมบ้านเพื่อนของพ่อซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง และได้ยินพ่อกับเพื่อนคุยกันเรื่องคอมมิวนิสต์ ทำให้ตอนเดินทางกลับ เขาจึงพูดคุยและถามกับพ่อในรถตลอดทางกลับบ้านถึงเหตุการณ์คอมมิวนิสต์ จากนั้นจึงได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นจากบุคคลที่ผ่านประสบการณ์จริงเกี่ยวกับ พคท. จากที่ตอนแรกรับรูัแค่เฉพาะในหนังสือเรียน สิ่งเหล่านี้เลยสร้างแรงบันดาลใจทำให้เกิดความคิดว่าเราต้องทำหนังเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์บ้าง
เหตุผลและทุนสร้างภาพยนตร์สารคดีคอมมิวนิสต์
วิชาติเล่าว่า จากจุดตั้งต้นที่มาจากความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ไทยในวัยเด็กของเขาที่คนแถวบ้านมักจะพูดถึงในเชิงให้ร้ายคอมมิวนิสต์ ประกอบกับเมื่อเขาได้มาเรียนในกรุงเทพฯก็พอรับรู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ช่วงนั้นบ้าง อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าแม้จะมีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้าง แต่คงยังไม่มากหรือละเอียดพอ เพราะมีอีกหลายส่วนที่เขาเองยังสงสัย เช่น สหายที่เข้าป่ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรในค่าย ทำให้เขาคิดว่าต้องลงไปเก็บข้อมูลกับคนที่ร่วมเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยตัวเอง และเพื่อหาคำตอบของคำถามตั้งต้นที่ต้องการเปรียบเทียบระหว่างการเมืองไทยในยุคปัจจุบันกับในอดีตว่ามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร จากนั้นจึงลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์คนเพื่อเก็บข้อมูล และเพื่อลองทำเป็นหนังสารคดีขึ้นมา
ในการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ วิชาติระบุเขาทำด้วยตัวเองเกือบทั้งหมดในทุกขั้นตอนตั้งแต่การถ่ายทำ แต่จะมีบางฉากที่มีรุ่นน้องมาช่วยตัดต่อให้ ส่วนทุนที่ใช้ในการถ่ายทำก็เป็นเงินส่วนตัวทั้งหมด ไม่ได้ขอทุน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าใช้เงินไปเท่าไร เพราะทำไปเรื่อย ๆ เงินก็ไหลไปเรื่อย ๆ วิชาติกล่าวว่าโชคดีที่อาชีพหลักของเขาเป็นสถาปนิกจึงไม่ได้คาดหวังเรื่องผลตอบแทนจากการทำภาพยนตร์ในแง่ของการหาเลี้ยงชีพมากนัก
ดังนั้นแผนการตลาดของวิชาติจึงอาจจะฟังดูอินดี้ แต่เขามองว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเล็ก ๆ ที่พูดถึงคนชายขอบ จึงไม่ใช่หนังกระแสหลักที่หวังได้เงิน แต่ถ้าได้ก็ดี อย่างไรก็ตามวิชาติกล่าวว่าไม่ได้คาดหวังในเรื่องเงินมากนัก เพราะสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเติมเต็มในใจมากที่สุดคือการได้แลกเปลี่ยนมุมมอง การนำเสนอ และเรียนรู้ชีวิตซึ่งกันและกัน รวมถึงทำไปเพื่อสนองตอบข้อสงสัยของตนเองเกี่ยวกับความรู้ทางประวัติศาตร์
เมื่อพ่อของฉันเป็น (เพื่อน) คอมมิวนิสต์
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และติดต่อผู้ให้สัมภาษณ์ วิชาติเล่าให้ฟังว่าได้รับช่องทางการติดต่อผู้ให้สัมภาษณ์ที่ปรากฏในภาพยนตร์มาจากพ่อ แม้ว่าจริง ๆ พ่อของวิชาติจะไม่เคยเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ก็ตาม แต่มีเพื่อนของพ่อหลายคนที่เดินตามแนวทางพรรคโดยเข้าป่าจับอาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐ ‘สันติชัย’ คือหนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ซึ่งมีพ่อเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้วิชาติได้ไอเดียตั้งชื่อหนังว่า When my Father was a Communist ที่ตั้งใจจะสื่อถึง 2 นัย คือ หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องของ ‘พ่อที่เป็นคอมมิวนิสต์’ และ ‘พ่อผู้รวบรวมแหล่งข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์’ ของผู้กำกับที่นำพามาสู่การเข้าถึงข้อมูลของแต่ละคนในสารคดีเรื่องนี้
เบื้องหลังการเก็บข้อมูลและภาพประกอบภาพยนตร์
นอกจากฉากการสัมภาษณ์ที่เป็นเส้นเรื่องหลักในการดำเนินเรื่องราวในหนังแล้ว ยังพบว่ามีฉากอีกจำนวนหนึ่งที่มีการใช้ภาพเคลื่อนไหวเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ที่ค่อนข้างหาชมได้ยากมาประกอบในภาพยนตร์ ซึ่งวิชาติเล่าว่าเขาค้นพบภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้มาจากเว็บไซต์ของฝรั่งเศส ซึ่งรวบรวมฟิล์มหรือฟุตเทจเก่า ๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ได้ฟรี ทำให้เขาค่อย ๆ รวบรวมฟุตเทจเหล่านี้เอาไว้ตั้งแต่ช่วงที่เขาเริ่มสนใจจะทำตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งรวบรวมไว้ได้มากกว่า 20-30 ฟุตเทจ และมีรุ่นน้องมาช่วยโหลดเก็บไว้ด้วยอีกแรง จากนั้นจึงค่อยมาคัดเลือกว่าฟุตเทจที่รวบรวมมานั้น มีอันไหนที่เข้ากับประเด็นเนื้อหาของหนังบ้าง นอกจากนั้นก็ยังมีภาพบางส่วนที่ผู้ให้สัมภาษณ์บางคนที่เป็นผู้ดูแลอนุสรณ์สถานเทือกเขาบรรทัดที่ได้นำมาให้ใช้ประกอบในหนังด้วย
ในส่วนของการเก็บข้อมูลจากในเรื่องได้มีการลงพื้นที่ในจังหวัดพัทลุง และอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งผู้ให้สัมภาษณ์ในหนังที่เป็นเพื่อนของพ่อทั้งหมดทำให้วิชาติทำงานได้ค่อนข้างราบรื่น โดยเบื้องต้นพ่อจะช่วยคัดเลือกคนมาก่อนว่ามีใครที่น่าสนใจบ้าง จากนั้นจึงให้เบอร์โทรเพื่อให้วิชาติไปติดต่อเอง ซึ่งจากการพูดคุยกับพ่อในรถตั้งแต่คราวพาพ่อไปเยี่ยมเพื่อนครั้งนั้น เขาพอจะวางโครงเรื่องได้ และรู้ว่าจะต้องสัมภาษณ์เรื่องอะไร และสัมภาษณ์ใคร
ความไว้ใจและการถามประเด็นอ่อนไหวที่อาจเปิดแผลผู้ให้สัมภาษณ์
การคัดเลือกผู้ให้สัมภาษณ์ที่ปรากฏในหนัง วิชาติเล่าว่าเริ่มจากพ่อของเขาที่ช่วยเพิ่มความง่ายต่อการถ่ายทำ เนื่องจากเพื่อนพ่อแต่ละคนค่อนข้างมีหัวก้าวหน้า เป็นนักปฏิวัติ และเปิดใจ วิชาติเล่าต่อว่าสิ่งแรกเขาเจอในช่วงการสัมภาษณ์เกือบทุกครั้ง คือ ผู้ให้สัมภาษณ์ถามเขากลับคล้าย ๆ กันว่า “คุณจะเล่ามุมไหน ?”
อย่างไรก็ตาม มีผู้ให้สัมภาษณ์บางคนที่มีทีท่าเหมือนไม่ไว้ใจมากนัก ทำให้วิชาติต้องใช้วิธีชวนคุยในประเด็นทั่วไปก่อน หรือเข้าไปคุยและสัมภาษณ์หลาย ๆ ครั้งเพื่อสร้างความรู้จักและไว้วางใจ ตัวอย่างเช่นผู้ให้สัมภาษณ์ที่เป็นคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง วิชาติเล่าว่าเขาไปสัมภาษณ์สร้างความคุ้นเคยที่บ้านสามีภรรยาคู่นี้ 3 ครั้ง จนในครั้งที่ 4 จึงขออนุญาตสัมภาษณ์จริงจัง ขณะเดียวกันคู่สามีภรรยานั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปเขาเหมือนกัน ซึ่งก็เดาว่าเขาอาจยังไม่ไว้ใจเรามากขนาดนั้น
วิชาติเล่าต่อไปว่าในภาพรวมของการถ่ายทำค่อนข้างเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากเป็นหนังแนวสารคดีก็จะเน้นความเป็นธรรมชาติของผู้คนตามที่ปรากฏในหนังโดยไม่ต้องมีการถ่ายสำรอง นอกจากนั้น การให้พ่อของผู้กำกับมาแสดงในหนังด้วยก็ไม่ได้รู้สึกเขินอะไร พ่อให้ความร่วมมือดี ปล่อยตัวสบาย ๆ เป็นธรรมชาติ โดยสถานที่ถ่ายทำก็เป็นบ้านของพ่อกับพี่สาวของเขา เนื่องจากพ่อและแม่ได้แยกทางกันเมื่อนานมาแล้ว และเขาไปอยู่กับแม่ ซึ่งช่วงนั้นเขาก็มีประสบการณ์ทำภาพยนตร์สารคดีกับคนในครอบครัวมาก่อน โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่แต่ไม่ใช่แนวการเมือง ในโอกาสนี้เขาจึงคิดว่าอยากทำสารคดีที่เกี่ยวกับพ่อบ้าง
สำหรับการสัมภาษณ์ในหัวข้อประเด็นที่อ่อนไหวเหมือนเป็นการไปเปิดแผลความทรงจำของผู้ให้สัมภาษณ์ วิชาติเล่าว่าในหนังก็มีผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งที่พูดคุยเกี่ยวกับพ่อของเขาซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ถังแดง ตอนนั้นวิชาติก็จะมีการถามผู้ให้สัมภาษณ์ก่อนว่ายินดีที่จะให้สัมภาษณ์หรือไม่ ซึ่งเขาก็เต็มใจเล่าให้ฟังทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ค่อยอยากเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้เท่าไร
คาดการณ์กระแสตอบรับจากผู้ชม
วิชาติกล่าวถึงคำว่า ‘คอมมิวนิสต์’ ว่าสำหรับหลายคนอาจรู้สึกแสลงใจที่จะพูดถึง อาจจะเพราะความเสี่ยงจากการนำเสนอในที่สาธารณะ ที่อาจนำไปสู่การถูกวิพากษ์วิจารณ์ มีโอกาสได้รับทั้งดอกไม้และก้อนหินจากผู้ชม ครั้งที่เขานำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปจัดฉายที่สงขลา และหาดใหญ่ ก็มีผู้ชมบางส่วนตั้งข้อสังเกตให้ระวังจะโดนดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จากบางฉากที่อาจมีความสุ่มเสี่ยง แต่สำหรับมุมมองของวิชาติระบุว่าตนไม่ได้รู้สึกกังวลขนาดนั้น เพราะเขาก็มีคำตอบเหตุผลในแบบของเขาเช่นกัน และมองว่าฟุตเทจทั้งหมดคือตัวบันทึกที่ดีในการระบุช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์
ในแง่ของกระแสตอบรับ วิชาติระบุว่าเขาก็ไม่คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ เพราะเป็นการทำหนังที่ตั้งใจจะนำมาจัดฉายแบบ Micro cinema ที่จังหวัดพัทลุงซึ่งมีการจัดฉายทุกเดือนอยู่แล้ว ปรากฏว่าทางทีมผู้จัดงานได้ดูหนังสารคดีนี้ก็รู้สึกประทับใจและถูกเลือกมาฉายจนกระทั่งมีหลายที่ที่สนใจติดต่อมาเช่นกัน
วิชาติเล่าต่อไปว่าในจังหวัดพัทลุงที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ‘ถังแดง’ พบว่าความรับรู้ของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่นั้นก็มีที่พอจะรู้อยู่บ้างในระดับผิวเผิน แต่คนรุ่นใหม่บางส่วนที่มาดูหนังและสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ถังแดงจริง ๆ ก็มีเหมือนกัน
ภาพยนตร์เรื่องต่อไปที่อยากเห็น และลู่ทางความเป็นไปได้
หากถามในฐานะผู้ชมว่าภาพยนตร์แนวการเมืองไทยเรื่องอะไรที่อยากดู วิชาติตอบว่าอยากเห็นหนังประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับ พคท. ที่เล่าในมุมของรัฐไทย หรือฝั่งตรงข้ามบ้าง ซึ่งจริง ๆ เขาก็มีแผนอยากไปสัมภาษณ์คนอีกฝั่งเหมือนกัน และเคยลองติดต่อคนหนึ่งที่พ่อก็รู้จัก ปรากฏว่าเขาไม่ยอมให้สัมภาษณ์ เพราะในแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นการเปิดเผยตัวตนเขาว่าเป็นผู้ร้าย ทำให้การคุยจึงไม่ค่อยได้แง่มุมอะไร แต่วิชาติยังรู้สึกสนใจหากผู้กำกับท่านอื่นที่มีความสามารถและไอเดียในการสร้างหนังที่เล่าเรื่องในมุมของฝั่งตรงข้าม ทว่ามีความท้าทายอยู่มาก เพราะในแง่หนึ่งก็เป็นเหมือนการมาประจานความผิดของเจ้าหน้าที่
สำหรับด้านโอกาสจากแหล่งทุนที่พร้อมให้การสนับสนุน วิชาติระบุว่าบริบททุกวันนี้มีลู่ทางในการเสนอโปรเจค พลอตหนังกับหน่วยงานที่เป็นแหล่งทุนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นและถือว่าดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว เมื่อ 2 - 3 ปีที่ผ่านมาก็มีคนส่งพลอตหนังแปลก ๆ หรือหนังการเมืองมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีในแง่ของ Soft Power ที่อยากสนับสนุนให้ผู้กำกับท่านอื่นที่มีไอเดียลองยื่นโปรเจคเสนอกัน อย่างภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ก็ถือได้ว่ามีผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะขณะนี้ได้รับการติดต่อเพื่อขอนำไปจัดฉาย 21 แห่ง และจัดฉายไปแล้วกว่า 15 แห่งทั่วประเทศ ในลักษณะ Micro cinema โดยวิชาติมองว่าการฉายหนังเรื่องนี้เป็นโปรเจคต์ทดลองของเขาที่อยากทำภาพยนตร์แนวสารคดีที่มุ่งตีตลาดในเมืองไทยก่อนไปเมืองนอก