- นิทรรศการ
การชุมนุม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคใกล้ นำมาสู่ข้อเรียกร้อง “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายบางฉบับเพื่อให้สถานะของสถาบันกษัตริย์มีความสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะแม้ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเยาวชน โดยเฉพาะการจัด Flash Mob ตามมหาวิทยาลัย จะเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 แต่ในเวลานั้นยังไม่ได้มีการนำเสนอข้อเรียกร้องทางการเมืองที่ชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นการมุ่งแสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองโดยเฉพาะการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ในเวลานั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และสืบทอดอำนาจมาในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร
การสื่อสารเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาบนเวทีการชุมนุมเริ่มครั้งแรกที่กิจกรรม “เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย” ที่จัดในธีม Harry Potter เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ทนายอานนท์ นำพา ปรากฎตัวที่เวทีการชุมนุมใกล้ Mc Donald’s ถนนราชดำเนิน ปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์การออกกฎหมายโดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ที่ขยายอำนาจของสถาบันกษัตริย์โดยไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะกฎหมายส่วนราชการในพระองค์ และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
การชุมนุม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ได้ต่อยอดประเด็นนี้ด้วยการจัดทำข้อเรียกร้อง 10 ข้อเพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย เช่น ให้มีการแก้ไขกฎหมายที่ขยายอำนาจของสถาบันกษัตริย์ และในการชุมนุมครั้งนี้ยังมีการแจกคำปราศรัยของทนายอานนท์ในวันที่ 3 สิงหาคมซึ่งถูกนำมาพิมพ์เป็นหนังสือ “สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย”
หลังมีข้อเรียกร้อง 10 ข้อเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม การชุมนุมที่เกิดขึ้นต่อมาหลังจากนั้นก็มีการปราศรัยประเด็นสถาบันกษัตริย์ตามมาอย่างต่อเนื่อง เช่น คณะประชาชนปลดแอก ที่เกิดจากการขยายแนวร่วมของกลุ่มเยาวชนปลดแอกให้ครอบคลุมเครือข่ายประชาชนมากขึ้น ได้จัดการชุมนุมในวันที่ 16 สิงหาคม 2563 และมีการเสนอข้อเรียกร้องจากเดิมที่มี 3 ข้อ (หยุดคุกคามประชาชน, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่, ยุบสภาใต้กติกาที่เป็นประชาธิปไตย) โดยเพิ่มจุดยืน 2 ข้อ (ไม่เอารัฐประหาร, ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ) และมีความฝันว่าต้องการให้เกิด “ระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง” แม้ว่าสิ่งนี้จะไม่ใช่ข้อเรียกร้อง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าประเด็นสถาบันกษัตริย์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวแล้ว
ประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์น่าจะถูกทำให้เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของการเคลื่อนไหวครั้งแรกในการชุมนุม “19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร” ที่ประเมินว่าวันนั้นมีผู้ชุมนุมนับแสนคนที่ท้องสนามหลวง การชุมนุมนี้จัดขึ้นในวันที่ 19 - 20 กันยายน 2563 ซึ่งเป็นการชุมนุมแบบค้างคืน วันนั้นมีการปราศรัยจากหลายคน ซึ่งเนื้อหาโดยรวมมีการพูดเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และในย่ำรุ่งวันที่ 20 กันยายน ได้มีการฝัง “หมุดคณะราษฎร 2563” ที่กลางสนามหลวง โดยหมุดนี้มีสัญลักษณ์มือชู 3 นิ้วด้วย ต่อมาในเดือนตุลาคมจึงมีการรวมตัวของกลุ่ม “คณะราษฎร 2563” ซึ่งจะเคลื่อนไหวใหญ่ในช่วงวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ก็พบว่าข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ก็กลายมาเป็น 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องหลักด้วย และจากนั้นเป็นต้นมา การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในปี 2563 ก็จะมีการสื่อสารถึงข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันมาโดยตลอด
หลังจากจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 สืบเนื่องมาถึงกิจกรรมหลังจากนั้น ทำให้วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “จะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่ ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่ทำผิด ฝ่าฝืนกฎหมาย” ทั้งที่ก่อนหน้านั้นในเดือนมิถุนายนเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าในหลวงทรงพระเมตตาไม่ให้ใช้มาตรา 112 ดำเนินคดีกับประชาชน หลังจากนั้น ข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ก็ถูกนำมาใช้กับแกนนำ ผู้ชุมนุม รวมไปถึงบัญชีออนไลน์ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ มีผู้ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 145 คนภายใน 10 เดือนหลัง พล.อ.ประยุทธ์ออกแถลงการณ์
การเคลื่อนไหวที่จากเดิมเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เริ่มมีการปรับข้อเรียกร้องมาเป็น “ยกเลิกมาตรา 112” เช่น ในกิจกรรมเดินทะลุฟ้าที่จัดระหว่างกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2564 ก็มีข้อเรียกร้องข้อหนึ่ง คือ ยกเลิกมาตรา 112 และเครือข่ายภาคประชาชนในนาม “คณะราษฎรยกเลิก 112” ได้เปิดแคมเปญเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา “ให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112” ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อไม่ต่ำกว่า 200,000 รายชื่อ แต่จนถึงปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ถูกยื่นต่อสภาเพื่อให้ดำเนินการพิจารณา ซึ่งในระหว่างที่มีการรวบรวมรายชื่อ ยังถูกรัฐทำการปิดการเข้าถึงเว็บไซต์ www.no112.org ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการเข้าชื่อออนไลน์ด้วย
นอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์ที่ ณฐพร โตประยูร ได้เข้ายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลสั่ง “เลิกการกระทำ” เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 โดยให้เหตุผลว่า การชุมนุมมีการปราศรัยเรียกร้องในประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ต่อมาในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีนัดอ่านคำวินิจฉัยตามคำร้องของณฐพร โตประยูร ว่าการกระทำในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ตามคำร้องนั้น “เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องรวมถึงกลุ่มองค์กรเครือข่าย “เลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย”
แม้ระยะเวลาจะผ่านมา 5 ปีแล้ว จาก “ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า” ในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 แต่ยังคงมีสิ่งที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์นั้นจนถึงวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อถกเถียงเรื่องสถาบันกษัตริย์ที่ยังคงถูกพูดถึงอยู่ใน “มุมต่าง ๆ ของสังคม” จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 ที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ได้รับผลกระทบจนต้องลี้ภัย หรือการกลับมาของการ “Propaganda ชาตินิยม” สิ่งเหล่าชวนตั้งคำถามว่า ระยะเวลาที่ผ่านมา 5 ปี “เพดานเสรีภาพ” ที่เคยถูกขยายออกเมื่อวันนั้น วันนี้ยังคงเปิดกว้างมากเพียงใด
สำหรับนิทรรศการ ย้อนรอยข้อเรียกร้อง "ทะลุเพดาน" จาก "ปฏิรูปสถาบันฯสู่ยกเลิก 112" ทางพิพิธภัณฑ์สามัญชนจัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงาน "ครบรอบ 5 ปี ปรากฎการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหาคม 2563" ที่จัดโดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะกรรมาธิการส่งเสริมประชาธิปไตยและความเท่าเทียมทางเพศ สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยตัวนิทรรศการติดตั้งที่โถงอาคาร SC1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระหว่างวันที่ 10 ถึง 19 สิงหาคม 2568
นิทรรศการส่วนแรกเป็นการรวบรวมความคิดเห็นส่วนหนึ่งบนทวิตเตอร์ที่แสดงความคิดเห็นในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เกี่ยวกับการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่ลานพญานาค เพื่อให้ผู้ชมได้ย้อนกลับไปดูบรรยากาศบนโลกออนไลน์ระหว่างที่การชุมนุมดำเนินไป
ส่วนที่สองซึ่งมีทั้งหมดสองบอร์ด จัดแสดงวัตถุและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่ลานพญานาคในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 โดยคอลเลคชันที่เป็นไฮไลท์ได้แก่ภาพถ่ายของรุ้งปนัสยาระหว่างการประกาศกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่ 1 ซึ่งมีสาระสำคัญเป็น 10 ข้อเรียกร้องเพื่อการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ระหว่างการชุมนุมที่ลานพญานาค นอกจากนั้นก็มีปกหนังสือ สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย และปกหนังสือประกฎการณ์สะท้านฟ้า หนังสือเล่มแรกเป็นบันทึกคำปราศรัยของทนายอานนท์ นำภา ระหว่างการชุมนุม #เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 โดยหนังสือเล่มนี้เคยถูกนำมาแจกในการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่ลานพญานาคเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ส่วนหนังสือเล่มที่สอง มีบันทึกคำปราศรัยระหว่างการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ของทนายอานนท์ ไมค์ภาณุพงศ์และรุ้งปนัสยาตีพิม์อยู่ โดยหนังสือเล่มนี้ทางแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมตั้งใจจะนำไปแจกที่สนามหลวงแต่ถูกเจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึดระหว่างขนย้ายจากโรงพิมพ์ไปที่จัดการชุมนุม ในเวลาต่อมาคำปราศรัยของทั้งสามคนเป็นเหตุให้มีผู้นำไปร้องต่อศาลรัฐะรรมนูญว่าเป็นการใช้เสรีภาพล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
นิทรรศการส่วนที่สามเป็นการฉายภาพรวมของผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ซึ่งรวมถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการปราศรัยของทนายอานนท์ รุ้งปนัสยา และไมค์ภาณุพงศ์เข้าข่ายเป็นการใช้เสรีภาพล้มล้างการปกครอง นอกจากนั้นในบอร์ดนิทรรศการส่วนนี้ยังแสดงให้เห็นถึงข้อเรียกร้อง "ยกเลิก 112" ที่เกิดขึ้นหลังมีการดำเนินคดีประชาชนมาตรา 112 อย่างกว้างขวาง ในปี 2564 ขณะที่ข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ดูจะพูดถึงน้อยลง ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้น สำหรับคอลเลคชันที่เป็นไฮไลท์ในส่วนนี้ได้แก่คำแถลงต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการประศรัยในวันที่ 10 สิงหาคม เข้าข่ายเป็นการใช้เสรีภาพล้มล้างการปกครอง ของพริษฐ์ ชิวารักษ์หรือเพนกวินพูดแล้วให้รุ้งปนัสยาเขียนด้วยลายมือออกมาเผยแพร่เนื่องจากในเวลานั้นเพนกวินถูกคุมขังจึงไม่สามารถเขียนแถลงการณ์ออกมาด้วยตัวเองได้
เรียบเรียงโดย ธนพล พันธุ์งาม และ อานนท์ ชวาลาวัณย์
ภาพนิทรรศการโดย ธนาพร นาคเจือและแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม