• บทความ
  • Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง

กลุ่มคนชายขอบในสังคมมักตกเป็นเหยื่อแห่งความรุนแรง ถูกเอาเปรียบจากรัฐและผู้มีอำนาจมาเสมอ ในพื้นที่ห่างไกลออกไปในป่าเขา กลุ่มชาติพันธุ์ก็เป็นคนชายขอบกลุ่มหนึ่งที่ถูกกดขี่ขูดรีดจากอำนาจที่ไม่ชอบธรรมเสมอมา หากย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 2500 - 2520 ยิ่งเป็นช่วงที่การกดขี่ขูดรีดทวีความรุนแรง เนื่องด้วยเป็นยุคสมัยที่เผด็จการทหารครองอำนาจทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง ในห้วงเวลาเดียวกันนี้เอง 'อิสระ วรกิจพาณิชย์' ลูกหลานชาวม้งจากสบบง ที่ครอบครัวพากันอพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ดอยผาจิตั้งแต่ปี 2500 ก็ต้องเผชิญกับการเอารัดเอาเปรียบ และการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ความเจ็บปวดที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงได้อย่างไรนั้น เริ่มมองเห็นทางสว่างเมื่อกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้ย่างกรายเข้ามาในหมู่บ้านของเขา แนวทางของพรรคที่ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งทางชนชั้น ทำให้เขาเริ่มมองเห็นโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมที่กดทับพวกเขาอยู่อย่างที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน อีกทั้งพรรคยังมอบสิ่งที่ชาวม้งไม่เคยได้รับจากราชการไทย ทั้งการศึกษา ความเท่าเทียม การมองเห็นคุณค่าว่าพวกเขาคือกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคม และมองเห็นความเป็นมนุษย์อย่างไม่แบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์

อิสระตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในชื่อ 'สหายฉลอง' จากนั้นจึงถูกส่งตัวไปศึกษาวิชาการเมือง - การทหารที่ลาวและจีน ก่อนที่เขาจะเข้าร่วมกับ 'หน่วยศิลปิน' โดยหวังใช้บทเพลงสร้างความฮึกเหิมปลุกใจมวลชนเพื่อโค่นล้มระบอบทุนนิยม และศักดินา เขาตระเวนทำการแสดงให้กับเขตงานต่าง ๆ ของพรรคในพื้นที่ภาคเหนือแทบจะครบทุกเขต ในบางครั้งจำเป็นต้องวางเครื่องดนตรี แล้วหันมาจับอาวุธเข้าต่อสู้กับรัฐบาลไทย ทำให้เขาผ่านเหตุการณ์ที่ถูกหมายเอาชีวิต และเหตุการณ์ที่เขาต้องลงมือสังหารศัตรูเพราะหน้าที่ทางการทหาร

เมื่อเวลาผ่านพ้นไปสิบกว่าปีนับจากวันแรกที่สหายฉลองเข้าร่วมกับพรรค ในที่สุดเมื่อรัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายด้วยคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ทำให้ในเวลาต่อมาก็เกิด 'ป่าแตก' สมาชิก พคท. จำนวนมากวางอาวุธคืนสู่เมืองด้วยบทบาทใหม่ในฐานะ 'ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย' ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองโลก เมื่อประเทศคอมมิวนิสต์ด้วยกันเริ่มหันมาโจมตีกันเอง ทั้งการที่เวียดนามโจมตีกัมพูชาซึ่งขณะนั้นปกครองโดยเขมรแดง และกองทัพจีนเปิดปฏิบัติการบุกเวียดนามเพื่อสั่งสอน ทำให้สหายฉลองเริ่มตั้งคำถามต่อแนวทางที่เคยดำเนินมา สุดท้ายเขาตัดสินใจมอบตัวกับรัฐบาลและกลับคืนสู่บ้านผาจิ แต่ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิถีชีวิตของชาวม้งให้ดีขึ้น พ้นจากอำนาจที่ไม่เป็นธรรมของราชการและผู้มีอำนาจ ยังคงอยู่



 

คำพยากรณ์ถึง "สงครามที่ผาจิ"

"ผมเกิดปี 2497 ที่บ้านห้วยบง ตำบลสบบง อำเภอเชียงคำ ตอนนั้นยังเป็นจังหวัดเชียงราย เพราะพะเยายังไม่เป็นจังหวัด จากนั้นพอปี 2500 พ่อแม่ก็พาอพยพกันมาอยู่ที่ดอยผาจิ ก่อนหน้านี้ที่นี่ก็มีพี่น้องม้งกับเมี่ยน (เย้า) มาตั้งถิ่นฐานกันก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2440 - 2460 อยู่มาก่อนตั้งอำเภอปงด้วยซ้ำ แต่ก่อนนั้นเขาอยากให้หมู่บ้านขึ้นกับ 'เมืองช้างดำ' ก็คือจังหวัดน่าน แต่อยู่กันได้สักสี่ถึงห้าปี ปรากฏว่ามีกบฏผีบุญ คือพี่น้อง 'เย้า' เขาสู้กันเองเพื่อชิงกันเป็นใหญ่ สุดท้ายก็เสียหายกันไปเยอะ"

"ต่อมาก็มีเสือมากัดสาวชาวเย้าไป ทำให้คนม้งกับคนเย้าแตกตื่นเพราะนี่ถือเป็นลางไม่ดี ว่ากันว่าจะมีสงครามใหญ่ที่นี่เลยพากันอพยพแยกย้ายกันไป บ้างก็ไปอยู่ที่เขาปู่เขาย่า ปัจจุบันนี้ก็คือเขาค้อที่เพชรบูรณ์ บ้างก็ย้ายไปอยู่ที่ภูแว อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน พื้นที่ตรงนี้เลยร้างไปเป็น 10 ปี ต่อมาจึงมีการอพยพมาตั้งถิ่นฐานอีกครั้ง ส่วนหนึ่งนั้นก็คือครอบครัวผมที่มาจากบ้านห้วยบง ตำบลสบบง และชาวบ้านห้วยแฝด จากตำบลร่มเย็น พอมาถึงก็ถากถางทำไร่ทำนากันเป็นหลัก"


คนชายขอบกับการถูกกดทับโดยรัฐ

"คนสมัยนี้อาจจะไม่เชื่อนะ แต่บอกตรง ๆ ว่าสมัยนั้นพวกเราชาวม้งโดนดูถูกหยามเหยียด กดขี่ขูดรีด ครอบครัวผมก็โดน ทั้งตำรวจตระเวนชายแดน เจ้าหน้าที่จากรัฐบาล ข้าราชการ มาเก็บภาษี อย่างฝิ่นสมัยนั้นยังถูกกฎหมาย ปลูกได้ ขายได้ ไม่มีการจับกุม แต่พอพวกเราเอาฝิ่นไปขายตำรวจก็เข้ามาหา บอกเราว่าขอเก็บ 'ภาษีฝิ่น' แต่เก็บแล้วไม่เอาเข้าราชการ กลับเอาเข้าตัวเอง ลุงผมคนหนึ่งเขาทำสวนฝิ่น และเขาเองก็สูบฝิ่น จู่ ๆ วันหนึ่งตำรวจมาดูที่สวนของเขา เห็นว่ามีสวนฝิ่นอยู่ประมาณห้าไร่ ให้เสียภาษีร้อยบาท สมัยนั้นเงินร้อยบาทนี่แพงมาก ลุงเขาปลูกฝิ่นสูบเองก็ไม่มีเงิน จะเอาฝิ่นไปขายก็ไม่มีทาง สุดท้ายไม่มีเงินให้เขาก็ถูกเอาไปขังที่เชียงราย"

"ไม่ใช่แค่ฝิ่น แต่มีการเก็บภาษีทุกอย่าง คนเลี้ยงวัวก็เสียภาษีวัว คนเลี้ยงม้าก็เสียภาษีม้า คนเลี้ยงหมูก็เสียภาษีหมู แล้วยังมีภาษีตอไม้อีก เพราะสมัยนั้นเราทำไร่กันแต่เขาว่าเราทำ 'ไร่เลื่อนลอย' จะต้องเสียภาษีตอไม้ เวลาเสียภาษีเขาก็จะนับตอไม้ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสิบสองนิ้ว เขาจะเก็บตอละห้าบาท มีกี่ตอก็บวกไป ได้เท่าไหร่ก็ต้องจ่ายให้เขา โดยปีหนึ่งจะมาเก็บภาษีสองครั้ง คือช่วงปีใหม่ม้งเดือนธันวาคม และสงกรานต์ เวลาเขามาก็ต้องเดินเท้ามานะ สมัยนั้นไม่มีถนนต้องเดินเท้าเท่านั้น แต่เขาก็มากันเพื่อเก็บภาษี เราไม่รู้เลยว่าเงินนี้เข้าหลวงหรือเปล่า ไม่รู้จนทุกวันนี้ แต่ถ้าให้เดาคิดว่าไม่เข้า"

"นอกจากภาษีแล้ว อีกเรื่องที่พวกเราไม่พอใจมาก ๆ คือเขาไม่ถือว่าคนม้ง - คนเมี่ยนเป็นคนไทย ไม่ให้มีสัญชาติไทย ไม่ให้บัตรประชาชน ขนาดเด็กจะเรียนหนังสือเขาก็ไม่รับ อย่างปี 2507 ผมอายุประมาณเก้าขวบ พ่อแม่พาไปสมัครเรียนที่โรงเรียนสบขามในปัจจุบันนี้พร้อมเพื่อนอีกสี่ห้าคน เขาไม่รับ แล้วยังเรียกเราอย่างดูถูก เขาเรียกเราว่า 'พวกแม้ว' เราก็เสียใจ เห็นคนพื้นราบได้เรียนเราก็อยากเรียนแต่ถูกกีดกัน สุดท้ายพ่อแม่เลยบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าเขาไม่รับ เราก็ไปหาครูมาสอนเอง เลยมีการติดต่อครูที่เกษียณแล้วชื่อ 'ครูประเวศ' ซึ่งอยู่ที่ตัวอำเภอปงให้มาสอนที่หมู่บ้านผาจิ ให้มานอนกับพวกเราเลย เพราะสมัยนั้นไปกลับลำบาก ต้องเดินเท้าเท่านั้น พอติดต่อครูได้แล้ว พวกเราก็หาที่สร้างอาคารเรียนและที่พักให้ครู"

"ก่อนสอนครูบอกว่าเราเป็นเด็กโตแล้ว และครูก็ไม่มีเวลามากนัก ถ้ายิ่งอยู่นานจะยิ่งเสียค่าใช้จ่ายเยอะ เพราะเด็กหนึ่งคนต้องเสียค่าเรียนปีสองร้อยห้าสิบบาท ตอนนั้นเราเลยตั้งใจเรียนอย่างเดียวโดยไม่ทำอะไรอย่างอื่นเลย พอผ่านไปหนึ่งปี จากที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เราก็อ่านออกเขียนได้ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือเขียนจดหมายลาครูได้แล้ว พอเรียนจบก็ไม่รู้จะเรียนต่อที่ไหน ผมเลยไม่ได้เรียนไปอีกประมาณสองปีจนเริ่มโตเป็นหนุ่ม"
 


 

เสียงปืนแตกที่ผาจิ

"ในระหว่างสองปีนี้ปรากฏว่าวันที่ 7 สิงหาคม 2508 เกิดเหตุการณ์ 'เสียงปืนแตก' ที่บ้านนาบัวทางอีสาน จากนั้นพรรคก็ส่งให้คนไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงทางเหนือด้วย ปี 2509 พรรคคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามาโฆษณาแนวทางพรรคในหมู่บ้าน และชักชวนให้ชาวบ้านเข้าร่วมกับพรรคเพื่อปลดแอกจากการโดนกดขี่ของรัฐบาลเผด็จการ พรรคบอกว่าพวกเราโดนกดขี่ขูดรีดเพราะรัฐบาลเป็นเผด็จการ พรรคจะให้สิทธิเสรีภาพกับเราโดยไม่สนใจว่าเราเป็นชนชาติหรือเผ่าอะไร ถ้าเราอยากมีสิทธิก็ให้มาร่วมการปฏิวัติเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ และจัดตั้งให้มีรัฐบาลของประชาชนขึ้น พ่อแม่ผมก็เห็นว่าดีเลยสนับสนุน เพราะก่อนหน้านี้โดนราชการกดขี่ แต่คนจากพรรคมาช่วย ทำให้เราคิดในใจว่า ทำไมข้าราชการก่อนหน้านี้มาที่หมู่บ้านเพื่อขูดรีดเรา เวลาเราจะคุยกับเขาต้องคุกเข่า ทำตามที่เขาสั่งทุกอย่าง ถ้าเขาไม่พอใจเขาก็ฆ่าหมูฆ่าไก่ชาวบ้าน เจ้าของพูดอะไรไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะตายไปด้วย แต่คนของพรรคนี่เขาก็เป็นทหาร ใส่ชุดทหาร ใส่หมวกดาวแดง กลับมาช่วยเราทำนาทำไร่ทำสวน พาหมอมารักษาเอายามาแจกจ่าย ใครเจ็บไข้ได้ป่วยหรือท้องใกล้คลอดเขาก็รักษาให้ทำคลอดให้ ตอนนั้นเราก็สงสัยว่าทำไมเป็นราชการเหมือนกัน แต่ทำตัวไม่เหมือนกัน พ่อแม่เราเขาก็เลยคิดว่าพวกคอมมิวนิสต์นี่ดีนะ ตอนเราอยู่กับรัฐบาลไม่เคยมีอย่างนี้”

“เวลาต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2511 ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ประมาณหนึ่งร้อยคนจากจังหวัดน่านก็เดินทางจะมาตรวจสอบที่หมู่บ้านเรา ชาวบ้านที่ตอนนั้นมีกันอยู่สี่หมู่บ้านคือบ้านขุนสมุน บ้านปงอาง บ้านผาช้าง และบ้านผาจิ ประชากรมีสองพันกว่าคน พอ ตชด. เดินทางมาถึงเห็นสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านก็ฆ่าทิ้ง แล้วยังเผายุ้งข้าวด้วย เพราะคิดว่าเป็นของคอมมิวนิสต์ รัฐบาลตอนนั้นเขาถือหลักตาม 'ฮิตเลอร์' ว่าสามเรียบ คือ ปล้นเรียบ เผาเรียบ ฆ่าเรียบ ผู้ใหญ่บ้านตอนนั้นชื่อ 'เล่าวัง' กับเพื่อนสองคนชื่อ 'สหายเลี่ยม' กับ 'สหายขำเพชร' เลยออกไปลาดตระเวนเพราะกลัวเจ้าหน้าที่จะมาทำร้ายชาวบ้านหรือทำลายข้าวของอีก ขณะไปซุ่มดูก็เห็นเจ้าหน้าที่ทำลายข้าวของ เผายุ้งข้าว เผาบ้านเรือนชาวบ้าน ทำให้ทั้งสามคนตัดสินใจปะทะกับเจ้าหน้าที่ วันนั้นเป็นวัน 'เสียงปืนแตกที่ผาจิ' ครั้งแรก หลังปะทะกันไปได้สักพักปรากฏว่าสหายเล่าวังถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นก็ยิงปะทะกันต่อไปอีกราวสิบนาทีต่างฝ่ายจึงล่าถอยไป"

"หลังการปะทะกัน ชาวบ้านปงอางและชาวบ้านขุนสมุนก็อพยพประชากรพันกว่าคนไปอยู่ที่ 'บ้านสองแคว' ปัจจุบันนี้อยู่ที่ตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน ส่วนชาวบ้านผาจิ และบ้านผาช้างอีกพันกว่าคนก็หนีไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่นั้นมาพื้นที่ผาจิ - ผาช้างก็กลายเป็นพื้นที่สีแดงของคอมมิวนิสต์"

 

 

การศึกษาหลักสูตร "ดาวแดง"

"การเข้าร่วมกับพรรคนั้นมีสองแบบ แบบแรกคือเป็นชาวบ้าน ชาวบ้านก็อยู่ภายใต้การคุ้มครองดูแลจากพรรค และต้องทำตามกฎระเบียบที่พรรควางเอาไว้ด้วย เช่น มีเรื่องมีราวขัดแย้งกันในหมู่บ้าน พรรคก็จะเป็นผู้เข้ามาจัดการปัญหาเหล่านี้ให้ ส่วนแบบที่สอง คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค คือเข้าร่วมเป็นคอมมิวนิสต์เต็มตัว แบบนี้เราต้องไปเรียนก่อน"

"วันที่ 26 ธันวาคม 2511 ผมกับพวกอีกสิบสองคนออกเดินเท้าจากหมู่บ้านไปที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อข้ามไปลาว ตอนนั้นต้องเดินเท้าเปล่าไปเจ็ดวัน พอไปถึงริมฝั่งแม่น้ำโขงแล้วก็จะมี 'อ้ายน้องลาว' หรือสหายชาวลาวมารับพาเราเดินเท้าต่อไปอีกจนถึงโรงเรียน A30 และ A31 ซึ่งอยู่ที่เมืองลา ใกล้ชายแดนลาวกับจีน โรงเรียนนี้จะเป็นโรงเรียนการเมืองการทหาร หลักสูตรสามเดือน วิชาที่เราเรียนก็จะมีวิชาการเมือง วิชานี้สอนเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น สอนให้วิเคราะห์ว่าในสังคมมีชนชั้นต่างกัน มีทั้งชนชั้นสูงกับชนชั้นต่ำ, ชนชั้นนายทุนกับชนชั้นชาวนา พอได้เรียนเราก็เพิ่งรู้ว่าในสังคมนี่มีชนชั้นด้วย เพราะในสังคมม้งเราไม่มีแบบนี้ ฉะนั้นศัครูสำคัญตอนนั้นของเราจึงเป็นชนชั้นนายทุน และจักวรรดิอเมริกา"

"จากนั้นเราก็ไปเรียนวิชาการทหาร เขาก็จะสอนการใช้ปืน เรียนรู้ทั้งปืนอาก้าของฝ่ายคอมมิวนิสต์ และปืน M16 ของฝ่ายอเมริกา ที่ต้องเรียนรู้เพราะถ้าหากเราเข้าต่อสู้ยึดอาวุธศัตรูได้ ก็จะสามารถใช้เป็น นอกจากเรื่องปืนก็มีวิชาวางกับดักทุ่นระเบิด และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อที่ว่าเมื่อเราจำเป็นต้องไปวางทุ่นระเบิดก็สามารถฝังทุ่นได้ และเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้แล้วก็ไปเก็บกู้เอาออกมา"

"วิชาสุดท้ายที่เรียน คือวิชาภาษาไทย ที่ต้องเรียนเพราะถ้าไม่เรียนภาษาไทยก็อ่านหนังสือไม่ออก อ่านไม่ออกก็เรียนทฤษฎีของมาร์กซ์ ของเหมาเจ๋อตงไม่ได้ ฉะนั้นคนที่เข้าป่าไปจะต้องรู้หนังสือไทย แต่ตอนเรียนก็จะมีภาษาจีนภาษาเวียดนามด้วย วิชาการเมืองคนสอนใช้ภาษาจีน ส่วนวิชาการทหารใช้ภาษาเวียดนาม ตอนเรียนก็ต้องมีล่ามภาษาไทย แต่พอเริ่มรู้หนังสือภาษาไทย ตอนหลัง ๆ ก็สอนกันเองบ้าง"



 

ชีวิตศิลปินปฏิวัติ

"พอเราเรียนจบหลักสูตรสามเดือนนี้ก็เรียกได้ว่าพร้อมรบ เพราะรู้หมดแล้วทั้งหลักทฤษฎีและปฏิบัติ ฉะนั้นพรรคส่งไปไหนก็ได้แล้ว อย่างผมก็ถูกส่งไปในเขตงานภาคเหนือเกือบทุกที่ โดยหลังเรียนจบพรรคก็ให้ผมไปเข้ากับ 'หน่วยศิลปิน' ภารกิจคือเล่นดนตรีโฆษณา"

"เครื่องดนตรีสมัยนั้นที่เล่นได้ก็จะมีไม่มาก เช่น ขลุ่ย แอคคอร์เดียน ไวโอลิน กีต้าร์ โดยเราเน้นเครื่องดนตรีที่เล่นสะดวกสำหรับเล่นในป่าได้ เช่นเครื่องลม เครื่องดีด พวกนี้ไม่ต้องใช้ไฟ ส่วนใครจะเล่นอะไรก็มีสองแนวทาง อย่างแรกคือชอบอันไหน อย่างที่สองคือผู้นำกำหนดให้ อย่างผมก็เล่นแอคคอร์เดียน"

"การแสดงดนตรีนี่สำคัญกับพรรคมาก เพราะเพลงมันสร้างความฮึกเหิม ปลุกใจ คนที่เป็นทหารฟังแล้วก็ไม่กลัวตาย ส่วนชาวบ้านฟังแล้วก็อยากเข้าร่วมกับพรรคกันมากขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะเนื้อหาปลุกระดม ปลุกใจ หรือทำให้ร่าเริง แต่มันส่งผลให้คนอยากมาร่วม ตอนนั้นก็ไปเล่นดนตรีทั้งพื้นที่สีแดง และพื้นที่สีขาว แต่เวลาไปเล่นในพื้นที่กึ่งแดงกึ่งขาวนี่ก็ต้องมีทหารไปคอยคุ้มกันด้วย เพราะเดี๋ยวถ้ารัฐบาลรู้จะมาล้อมเรา แต่ส่วนมากจะตระเวนไปตามเขตงาน ไปเล่นดนตรีสร้างขวัญกำลังใจ แล้วก็อัดเทปด้วยเพื่อส่งไปที่ สปท.(สถานีวิทยุเสียงเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย) ออกวิทยุ"

 



 

"เพลงที่เล่นตอนนั้นก็จะเป็นเพลงของพรรค เน้นสร้างความเข้มแข็งปลุกใจ ปลุกระดม เพลงรัก ๆ ใคร่ ๆ จะไม่มีใครร้อง นอกจากเล่นดนตรีร้องเพลงแล้วก็ต้องแต่งเพลงด้วย ตอนแต่งเพลงก็เลือกเอาว่าเราชอบอะไรก็แต่งเอา อย่างเพลงหนึ่งที่ค่อนข้างดังตอนนั้น คือ"

ฝั่งแม่น้ำน่านเอย มีภูสองลูกเอย
ภูแวเอยภูพยัคฆ์ เป็นพี่น้องเอย
ชนชาติม้ง ชาติลั้วะ มีความทุกข์ความยาก
เคียงบ่าเคียงไหล่เอย ร่วมกันตีศัตรูเอย

"อันนี้คือเราแต่งเองในฐานที่มั่น หรืออีกเพลงคือตอนนั้นเราไม่มีโรงสี ก็ต้องตำข้าว ตำแล้วก็ส่งไปให้ทหาร"

ตำข้าวเอย ให้รีบ ๆ ตำ ตำข้าวส่งให้กองทหาร
ทหารเอยและประชาชน ประชาชนช่วยกองทหาร
เออเอยรีบรีบตำ เออเอยรีบรีบตำ ร่วมกันตีศัตรูเอย

"ตอนนั้นก็ตระเวนเล่นไปทั่วภาคเหนือ พรรคเลยมองว่าเรามีความชำนาญเรื่องดนตรีนะ เราเป็นหัวหน้าหน่วย เขาอยากให้เสริมความรู้ด้านนี้เพื่อเอามาใช้ประโยชน์ ปี 2515 พรรคเลยส่งเราไปเรียนกับคณะศิลปินที่เมืองจีน มีแผนให้ไปเรียนหนึ่งปีหกเดือน ตอนนั้นเราก็ไปอยู่ที่คุนหมิง เรียนที่นั่นได้หนึ่งปี เขาก็ให้ไปทัศนศึกษา เราก็ไปที่ซีอาน เฉิงตู กว่างสี แล้วตอนนั้นปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ปี 2516 พรรคเลยบอกว่าให้รีบกลับ พวกนักดนตรีต้องมารวมกันเป็นวงใหญ่เพราะนักศึกษาส่วนหนึ่งก็หนีเข้าป่ามาร่วมกับพรรคแล้ว"

 

วางเครื่องดนตรี แล้วจับปืน

"นอกจากเล่นดนตรีแล้วก็มีบางครั้งที่ต้องสู้รบ แต่ก็เพราะความจำเป็นนะ เราอยู่ในสถานการณ์สงคราม ถึงเวลารบเราก็ต้องจับอาวุธ ในช่วงนั้นผมผ่านประสบการณ์การรบเฉียดตายมาสองครั้ง"

"ครั้งแรก ก่อนที่จะไปเรียนที่เมืองจีน ตอนนั้นผมไปแสดงดนตรีอยู่ที่ภูหินร่องกล้า และเขาค้อ พอเราแสดงเสร็จก็เตรียมกลับไปที่น่านเพื่อไปเรียนที่จีน แต่ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ที่ภูขวาง ทางจัดตั้งก็บอกเรามาว่ากลับไม่ได้แล้ว เพราะรัฐบาลปิดเส้นทางหมด ต้องรอให้การรบสิ้นสุดก่อนถึงกลับได้ ตอนนั้นพวกเราหน่วยศิลปินก็ต้องช่วยกันต่อต้านรัฐ ตอนนั้นเราเลยวางเครื่องดนตรีแล้วถือปืนแทน เขาให้ผมถือปืนกลเบาไปดักซุ่มตรงหลุมเพลาะ พอตอนเที่ยงปรากฏว่าศัตรูเดินมาร้อยกว่าคน ห่างจากจุดที่เราซุ่มประมาณห้าสิบเมตร แล้วเขามานั่งรวมกันเพราะผู้บังคับบัญชาสั่งหรืออะไรไม่ทราบได้ ตอนนั้นผมเลยสั่งให้ยิง ทุกคนก็ระดมยิง ทหารที่หนีไม่ทันก็ตายไป ส่วนที่หนีทันก็กลับลงไป ศัตรูเลยให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิด เราก็ยิงเครื่องบินจนเสียหายกลับไป ครั้งนั้นเราชนะ ศัตรูไม่สามารถขึ้นมาได้"

"การปะทะอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาได้สองวัน เขาต้องการให้หน่วยศิลปินมาร่วมแสดงพลังรบกับเจ้าหน้าที่รัฐ ตอนนั้นผมอยู่ที่จังหวัดน่าน หน่วยลาดตระเวนไปสืบมาพบว่ามีการเคลื่อนไหวของศัตรูในเส้นทางอำเภอแม่จริม กับอำเภอบ้านตอง คนบังคับกองร้อยเลยสั่งให้เราไปซุ่มในเส้นทาง ปรากฏว่าตอนนั้นก็มีรถผ่านมาสองคัน เป็นรถ Jeep ที่มีผู้บังคับกองร้อยเป็นนายร้อยห้าคน และอีกคันหนึ่งเป็น GMC มีพลทหารประมาณยี่สิบคน พอรถเข้ามาในระยะสองร้อยเมตรผมก็สั่งยิง สุดท้ายคนที่นั่งบนรถ Jeep ตายทั้งหมด ส่วนที่อยู่ในรถ GMC กระโดดหนีไปหลบใต้ถนนรอดไปได้หนึ่งคน พอโจมตีเสร็จเราก็เข้าไปดูนับศพได้ยี่สิบสามศพ จากนั้นเราก็ตรวจของ เจอปืน M16, HK ก็เอาไปหมดเลย"




 

 

จาก 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา

"ในช่วงนั้นการรับข้อมูลข่าวสารสำคัญจะใช้โทรเลข ส่วนการข่าวทั่วไปก็อาศัยฟังจาก สปท. ตอนปี 2516 เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา นักศึกษาก็เริ่มเข้าป่ากันแล้ว ที่ผาจิก็มีนักศึกษาผู้หญิงสองคนมาอยู่ เขาไปตั้งวิทยุดักฟังโค้ดของรัฐบาลในถ้ำ เราเรียกว่า 'ถ้ำสื่อสาร' เวลารัฐบาลเคลื่อนไหวอะไรเขาจะดักฟัง เช่น จะมีเครื่องบินมาจากเชียงใหม่ มาทิ้งบอมบ์เขาก็จะรู้ข่าวหมด จนผ่านไปสามปีก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา"

"หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาเกิดขึ้น พวกเราแค้นมาก พอเห็นภาพเขากราดยิงนักศึกษาที่สนามหลวง พวกเรากำชับพี่น้องม้งเลยว่าให้จับปืนให้มั่น แนวทางที่เราสู้มาถูกต้องแล้วต้องยืนหยัดต่อไป ลูกหลานที่มีต้องส่งไปเรียนทหารให้เยอะที่สุด เพื่อแก้แค้นให้นักศึกษา ตอนนั้นผมคิดว่า ถ้าวันนี้ต้องไปรบแล้วถ้าผมไม่ได้ไปจะเสียใจมาก เพราะอยากไปรบ ไปแก้แค้น รู้สึกว่าจิตใจเราตอนนั้นฮึกเหิมมาก ยอมตายได้เลย เพราะเราคิดว่าพวกรัฐบาลไปฆ่านักศึกษาทำไม พวกนั้นไม่มีปืน มีเพียงสองมือเปล่ากับปากกา ถ้าจะฆ่าทำไมไม่มาฆ่าเรา อยากให้มาที่ในป่า แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเพราะเข้ามาเมื่อไหร่ก็โดนเรายิง เขาเลยทำนักศึกษาอย่างโหดร้ายมาก นักศึกษาโดนยิงเหมือนสัตว์ป่าหรือยิ่งกว่าสัตว์อีก"

"จากนั้นไม่นานก็มีนักศึกษามาเข้าร่วมเพิ่มขึ้น แต่คนที่อยากเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ในเขตพื้นที่นี้บางทีหาไม่เจอ ต้องใช้ 'หน่วยเมล์' คอยติดต่อรับส่ง เช่น ถ้าจะมีนักศึกษามาจากกรุงเทพฯหรือเชียงใหม่เขาจะวิทยุมาบอก จากนั้นเราก็จะนัดหมายกันว่าที่หลักกิโลนี้ ถนนสายนี้ จะให้คนไปรับโดยจะเอาก้อนหิน กิ่งไม้ หรืออะไรวางไว้ตามที่นัด คนที่พามาก็จะส่งไว้ตรงจุดนัด คนที่ไปรับก็จะรับมา ช่วงหลัง 6 ตุลาผมก็ได้เจอกับ 'หงา คาราวาน' และ 'จิ้น กรรมาชน' เรายังได้มาเล่นดนตรีด้วยกัน เคยทำผลงานส่งไปที่ สปท. ด้วย"

"ในเขตงานผาจินี่จะมีนักศึกษามาเข้าร่วมกันเยอะ เพราะที่นี่เราอุดมสมบูรณ์ มีข้าว มีสัตว์ป่า ดีกว่าเขตสามจังหวัดอย่างเพชรบูรณ์ พิษณุโลก หรือน่าน แล้วเราอยู่ในเขตป่าดงที่เครื่องบินตรวจการณ์ของรัฐหาไม่ค่อยเจอ เลยไม่ค่อย 'เสียลับ' ฐานที่มั่นนี้เลยถือว่าเป็นฐานที่มั่นที่รัฐไม่สามารถตีได้ ฉะนั้นจึงคิดว่าอย่าให้นักศึกษาไปเผชิญความยากลำบากมากเลย ให้มาอยู่ที่นี่ดีกว่า"

 

รอยร้าวหลังราวป่า

"หลังนักศึกษาเข้าป่ากันมากขึ้นช่วงปี 2520 - 2521 การเคลื่อนไหวในป่าของพรรคก็มีแนวร่วมมากขึ้น ที่ผาจิก็มีคนเข้ามาอยู่เยอะ เพราะพื้นที่นี้สมัยนั้นอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าวก็งอกงาม สัตว์ป่าก็มาก นักศึกษาที่เข้ามาก็ช่วยชาวบ้านหลายอย่าง มาสอนหนังสือให้เด็ก เราภูมิใจมากที่ลูกหลานได้เรียนหนังสือ อย่าง 'คุณไหมลี' ก็มาเป็นครู สมัยก่อนพี่น้องม้งนี่เขาจะดูถูกผู้หญิง ให้ผู้ชายเรียนผู้หญิงไม่ได้เรียน แต่พอพรรคเข้ามาแล้วเขาว่าต้องเรียนเหมือนกันทั้งหมด เพราะผู้หญิงสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของโลก ครึ่งหนึ่งของหมู่บ้าน ฉะนั้นต้องได้รับการศึกษาเหมือนกันอย่างเท่าเทียม ตอนนั้นก็เปลี่ยนแปลงสังคมหน้ามือเป็นหลังมือ"

"แต่นักศึกษาที่เข้าป่ามาเจอแนวทางของพรรคแล้วก็แบ่งกันออกเป็นสองกลุ่มนะ กลุ่มแรกรู้สึกชอบแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่อีกกลุ่มไม่ชอบ คิดว่าแนวทางการต่อสู้แบบนี้รุนแรงเกินไป ต้องหาวิธีอย่างอื่นที่ดีกว่า อย่าง 'เสกสรรค์ ประเสริฐกุล' มาอยู่ที่นี่ชื่อ 'สหายไท' กับแฟนเขาชื่อ 'จิระนันท์' เขาไม่ชอบแนวทางพรรคเลย เวลาคุยการเมืองเรื่องนโยบายเขาไม่เห็นด้วย บอกว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องสู้ด้วยอาวุธ เราต่อสู้กันในรัฐสภาก็ได้"

"ประกอบกับตอนนั้นมีเหตุการณ์ที่เวียดนามยกทัพไปบุกกัมพูชา  และต่อมาจีนก็ยกทัพมาโจมตีเวียดนามทางตอนเหนือเพื่อสั่งสอนเพราะจีนสนับสนุนกัมพูชา ทั้งที่ประเทศพวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกันแต่รบกัน ต่อมารัฐบาลก็ออกคำสั่ง 66/2523 เขานิรโทษเหมาหมดเลย นักศึกษาก็เลยทยอยออกจากป่า ส่วนพวกเราที่เป็นชาวไร่ชาวนา ชาวม้งก็ทยอยกลับบ้านกัน สาเหตุเพราะตอนนั้นเริ่มไม่มั่นใจในอุดมการณ์แล้วจากการที่ประเทศคอมมิวนิสต์ด้วยกันรบกันเอง"

 

วางอาวุธ

"ผมออกจากหมู่บ้านผาจิไปปี 2511 กว่าจะกลับมาอีกครั้งก็ปี 2519 เลย เพราะตอนนั้นอยู่หน่วยศิลปินต้องเดินทางไปหลายเขตงาน ตอนนั้นพรรคเห็นว่าผมจากบ้านมาหลายปีแล้ว อยากให้กลับมาเยี่ยมบ้านสักสองถึงสามเดือน พอเห็นพ่อแม่อยู่กันสุขสบาย น้องก็ได้เรียนหนังสือแล้ว เราก็กลับไปทำงานตามที่พรรคมอบหมายต่อไป แต่ปี 2523 หลังประเทศคอมมิวนิสต์โจมตีกัน เราเริ่มไม่มั่นใจในอุดมการณ์ ผมจึงลาออกจากหน่วยศิลปินมาเป็นชาวบ้านธรรมดา ทิ้งดนตรี ทิ้งปืน หลังจากอยู่กับพรรคมาสิบสี่สิบห้าปี เราขอกลับมาอยู่กับพ่อกับแม่ พอมีคำสั่ง 66/2523 ที่ให้โอกาสสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แนวร่วมมวลชน ทหาร ทปท. (กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย) ที่เคยรบกับรัฐบาล ถ้าจะมามอบตัววางอาวุธ เขาจะไม่เอาผิดเลย จะยกโทษให้ทั้งหมด ซึ่งมันต่างกับสมัย ถนอม - ประภาสนะ ตอนนั้นมาเมื่อไหร่ ฆ่าเมื่อนั้น ฉะนั้นโอกาสนี้ก็เลยลองดู เราเลยให้คนไปลองมอบตัว ปรากฏเขาไม่ฆ่าจริง ๆ"

"ผมคิดว่าอุดมการณ์ที่เรามีคงเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังคงจดจำไว้เสมอ คือ พรรคสอนให้พวกเรารู้หนังสือไทยได้ สอนให้เรารู้ถึงเรื่องชนชั้น และการต่อสู้ทางชนชั้น ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ดีมาก เพียงแต่วันนี้อุดมการณ์ยังไม่บรรลุ ตอนนั้นเลยจัดให้มีประชุมพรรคครั้งสุดท้าย เพื่อขอมติชาวบ้านว่าพวกเราอยู่กับพรรคมาสิบห้าปีแล้ว เราอยากอยู่กันต่อมั้ย ถ้าอยู่ต่อก็ช่วยกันรบกับทหารรัฐบาล แต่ตอนนั้นรัฐบาลเริ่มยึดได้หลายพื้นที่แล้ว ชาวบ้านก็ลงความเห็นว่าพอแล้ว ไม่รบแล้ว สุดท้ายขบวนก็เลยแตก อย่างพื้นที่นี้วันที่ 30 เมษายนปี 2525 คนเดินทางทั้งหมู่บ้านไปที่บ้านสองแคว ซึ่งเป็นหมู่บ้านพี่น้องม้งด้วยกัน ใช้เวลาเดินสิบองสิบสามชั่วโมง เดินด้วยเท้าเปล่าไปถึงที่บ้านสองแควประมาณห้าหกโมงเย็น แล้วรัฐบาลกับ กอ.รมน. ที่ค่ายสุริยพงษ์ก็มาเอารถมารับเราไปอยู่ที่ศูนย์การุณยเทพ"

 

คืนสู่รัง

"ที่ศูนย์การุณยเทพเขาก็เลี้ยงข้าวเราสามมื้อ และชี้แจงเรื่องนโยบาย 66/2523 ว่าสาระสำคัญของนโยบายมีอะไรบ้าง แล้วก็บอกเราว่าเดี๋ยวนี้คุณคือ ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ ไม่ใช่ ‘ผู้หลงผิด’ หรือ ‘ผู้ก่อการร้าย’ เปลี่ยนคำเรียกจากคำหนึ่งเป็นคำหนึ่ง แล้วก็บอกเราว่า ต่อไปนี้ให้เราเลือกว่าจะอยู่กับพี่น้องในจังหวัดน่านหรือจังหวัดอื่น เขาพร้อมส่งไปหาญาติ แต่ถ้าต้องการตั้งหมู่บ้านใหม่รัฐบาลก็จะดำเนินการให้ เราฟังตรงนี้เลยตัดสินใจว่าขอกลับไปอยู่ที่เดิม เพราะเรามีไร่นาอุดมสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว ทหารก็บอกว่าที่เดิมไม่มีถนนถ้าจะไปต้องเดินเท้าไป แล้วเขาก็ให้เราอยู่ที่ศูนย์อีกระยะ ต่อมาจึงบอกเราว่าถ้าพร้อมเมื่อไรก็กลับได้ แล้วเขาจะตัดถนนเข้ามาให้ที่หมู่บ้านภายหลัง จากนั้นวันที่ 1 มิถุนายน 2525 เราก็เดินเท้าจากบ้านสองแคว เดินกันทั้งวัน จนห้าถึงหกโมงเย็นเราก็มาถึงบ้านผาจิ พวกทหารที่นั่นก็มารอต้อนรับ เขาใส่เป็นชุดพลเรือนเพราะกลัวเราเข้าใจผิด จากนั้นก็มาจับไม้จับมือบอกว่าต่อไปนี้ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ศัตรูกันแล้ว เราคือพี่น้องร่วมอุดมการณ์"

"ที่หมู่บ้านตอนนั้นถูกทหารยึดได้ตั้งแต่ก่อนเรามาถึง ไร่นา ยุ้งข้าวถูกเผาทั้งหมด เพราะทหารคิดว่าเป็นของคอมมิวนิสต์ เราเลยถามว่าแล้วจะอย่างไร เพราะข้าวของถูกทำลาย ข้าวปลาอาหารก็ไม่มี ทหารเลยบอกว่าเดี๋ยวเขาจะเลี้ยงเอง จากนั้นเขาก็ให้เฮลิคอปเตอร์เอาอาหารมาส่ง สนับสนุนอาหารให้ชาวบ้านอยู่หนึ่งปี จนชาวบ้านเริ่มทำนาปลูกข้าวเองได้"

 

อนุสรณ์สถานและงานรำลึกวีรชน

"หลังจากปี 2525 ที่บ้านเมืองเริ่มสงบแล้ว ผมก็เริ่มติดต่อไปหาสหายที่อยู่เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เพราะมีความคิดว่าอยากจะสร้างอนุสรณ์ แต่ยังทำอะไรมากไม่ได้เพราะยังมีกฎหมายคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งมีการยกเลิกกฎหมายคอมมิวนิสต์สมัย 'ชวน หลีกภัย' เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เลยคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น สหายนักศึกษาในเมืองก็ร่วมด้วย เราระดมเงินกันใครมีมากก็ออกมาก ใครมีน้อยก็ออกน้อย ใครมีฐานะก็ช่วยกันออก แต่เงินก็ยังไม่พอ เราก็ใช้วิธีทำไปเรื่อย ๆ หาเงินมาเพิ่มเรื่อย ๆ ใช้เวลาสี่ถึงห้าปีก็เสร็จเรียบร้อย"

"ที่อนุสรณ์ก็จะมีการรวบรวมอัฐิของวีรชนที่เสียชีวิตไว้ด้วย อาจจะไม่ครบทุกคนแต่ก็รวบรวมมาเท่าที่หาได้ เพราะช่วงนั้นเราสูญเสียกันไปเยอะ ทั้งมวลชนก็มี สหายม้งก็มี สหายชาวนาก็มี สหายพื้นราบก็มี แล้วก็อดีตสหายนักศึกษาที่มาเข้าร่วมช่วงหลัง 6 ตุลา ที่เคยมาเรียนในเขตงานนี้ ตอนนั้นจะมีโรงเรียน 7 สิงหา (วันเสียงปืนแตก) โรงเรียน 1 ธันวา (วันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) พอเขาเรียนจบก็ไปขยายเขตงานที่จังหวัดอื่น ๆ แถวลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน คนที่ไปด้วยกันเขาก็บันทึกไว้ว่าใครอยู่ที่ไหน บางคนเสียชีวิตที่นั่นก็รวบรวมรายชื่อไว้ด้วย"

"จากนั้นทุก ๆ ปีเราก็ตกลงกันว่าจะจัดงานรำลึกมิตรสหาย หรือประชาชนที่เสียชีวิตในพื้นที่ โดยจะจัดช่วงปีใหม่ม้ง จะตรงกับช่วงเดือนธันวาคมแล้วแต่ว่าวันไหนเป็นขึ้น 1 ค่ำ สหายที่เคยอยู่ที่นี่เคยร่วมรบก็จะมากัน อย่างที่หมู่บ้านก็ยังมีสหายอยู่สามสิบกว่าคน แล้วก็มีสหายที่กรุงเทพฯมาร่วมงานด้วย แต่ช่วงหลังนี้ส่วนใหญ่อายุเยอะกันแล้วก็จะมีลูกหลานมาร่วมแทน เขาก็สนใจไปดูว่าตรงนี้พ่อเขาแม่เขาเคยอยู่"

"แต่คนรุ่นใหม่ที่นี่เขาไม่ค่อยสนใจเรียนรู้เรื่องอดีต เพราะเกิดมาสบายแล้ว ไม่รู้ว่าสมัยเราลำบากยังไง เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องการต่อสู้สมัยที่เราเข้าป่า ไม่สนใจว่าเราถูกกดขี่ยังไง พอเราเล่าให้เขาฟังเขาก็ฟังกันเป็นนิทาน อะไรที่เราทำเขาเลยไม่ค่อยสนับสนุน สิ่งนี้ทำให้เราคิดไปถึงพวกนักศึกษาสมัยนั้นว่าเขาอยู่ในเมืองก็สบาย แต่ยังมาร่วมกับเราที่เป็นชาวไร่ชาวนาอยู่ป่าอยู่ดอย"



 

ปัญหาในพื้นที่กับความเปลี่ยนแปลงหลังมีโครงการในพระราชดำริ

"หลังจากผมวางอาวุธกลับมาเป็นชาวบ้านธรรมดาก็ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐมาคอยรังแกอยู่ มีช่วงหนึ่ง ตชด. ปลอมตัวมาที่หมู่บ้านแล้วก็ดักยิงรถชาวบ้าน อ้างว่าชาวบ้านค้ายาเสพติด ค้าฝิ่น แล้วก็ยังเรียกชาวบ้านไปขู่อีกว่าถ้าไม่อยากถูกจับให้ญาติเอาเงินมาให้"

"นอกจากจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคามแล้วพวกเราก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาจากภัยธรรมชาติด้วย ช่วงปี 2538 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอปง ถนนทุกสายถูกตัดขาดหมด ผมที่เป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ตอนนั้นก็ต้องเดินเท้าไปที่บ้านผาตั้งซึ่งถนนยังไม่ขาดแล้วนั่งรถเพื่อนผู้ใหญ่บ้านด้วยกันไปหานายอำเภอปงเพื่อรายงานสถานการณ์ความเดือดร้อนของชาวบ้านให้นายอำเภอทราบ หลังจากนั้นนายอำเภอก็รายงานไปที่จังหวัด แล้วเขาก็เอาเฮลิคอปเตอร์มาส่งข้าวสารให้พวกเราที่หมู่บ้าน"

"ผมรู้สึกว่าการประสานงานกับหน่วยงานราชการหลายๆครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรค์ การแก้ไขก็ล่าช้า หลายเรื่องประสานงานไปทางจังหวัด กอ.รมน. หรือทางป่าไม้ก็ไม่คืบหน้า บังเอิญว่าผมได้เคยพูดคุยกับอดีตสหายนักศึกษาคนหนึ่งที่เคยอยู่ที่เขตงานผาจิผาช้างแล้วตอนนั้นเขามีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล พอเขารับรู้ถึงความลำบากของคนหมู่บ้านผมก็บอกว่าเดี๋ยวจะใช้งบประมาณจากกองสลากมาให้ทำไฟฟ้าพลังน้ำให้ ประมาณปี 2545 หรือ 2546 เราถึงมีไฟฟ้าพลังน้ำใช้ จนกระทั่งปี 2558 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถึงได้เดินเสาไฟฟ้าเข้ามาในมู่บ้าน"

"อดีตรัฐมนตรีคนนั้นยังแนะนำด้วยว่าการนำ โครงการในพระราชดำริเข้ามา น่าจะช่วยขยายโอกาสด้านอาชีพกับคนในพื้นที่ได้ พอถึงปี 2543 สมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่เก้ากับในหลวงองค์ปัจจุบันเสด็จมาที่ภูชี้ฟ้า ผมเลยขอเข้าเฝ้าแล้วก็ถวายฎีกาขอให้ทรงมีพระเมตตานำโครงการในพระราชดำริเข้ามาที่ผาจิ พอถึงปี 2546 มีราชเลขาฯบินเข้ามาดูพื้นที่แล้วตกลงว่าจะนำโครงการพระราชดําริมาลงที่นี่ พอโครงการมาลงปั๊บ ถนนหนทางไฟฟ้าก็เริ่มพัฒนา หลังจากนั้นพอมีเจ้าหน้าที่รัฐมารังแกหรือใช้อำนาจในทางไม่ชอบกับคนที่หมู่บ้านผมก็จะนำเรื่องไปปรึกษากับองคมตรีปรากฏว่าหลังจากนั้นเราก็ไม่ถูกคุกคามอีก"

 

เส้นทางที่เหลืออยู่

"ตอนนี้ที่ผาจิเราก็พัฒนาพื้นที่หลาย ๆ ส่วน พยายามทำเป็นที่ท่องเที่ยวและโฮมสเตย์ เพราะที่นี่เรามีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ นอกจากอนุสรณ์สถานดอยผาจิ ก็ยังมีถ้ำสื่อสาร มีซากเครื่องบินที่ตกช่วงนั้นที่สามารถทำเป็นเส้นทางเดินศึกษาประวัติศาสตร์ได้ แล้วก็ยังมีสุสานวีรชนผาจิด้วย ตรงสุสานนี้เป็นจุดที่ถูกทิ้งระเบิดและมีมิตรสหายเราเสียชีวิต จริง ๆ จะมีหลุมที่ระเบิดลงอยู่แต่ว่าผ่านมาหลายปี ดินก็ไหลไปมองไม่ค่อยชัดแล้ว ตรงสุสานนี้เป็นที่ฝังศพของสหายเรามาตั้งแต่นั้น นอกจากสหายที่โดนระเบิดตรงนี้ ต่อมาก็เอากระดูกสหายที่เสียชีวิตจุดอื่นมาฝังร่วมด้วย แล้วก็มีสหายในเมืองสองคนที่มีบทบาทสำคัญในช่วงนั้นในรุ่นบุกเบิก เขาไม่ได้เสียชีวิตที่นี่แต่ว่าหลังสถานการณ์คลี่คลายก็กลับบ้านไปใช้ชีวิต จนไม่กี่ปีมานี้ ประมาณปี 2562 เขาเสียชีวิต แต่ก่อนเสียชีวิตก็บอกลูกหลานเอาไว้ว่าให้เอากระดูกมาไว้ที่สุสานนี้ เพราะเขาอยากมาอยู่กับสหาย ก็จะมีหลุมของสหายสองคนนี้ด้วย"

"ผมคิดเอาไว้เหมือนกันว่าถ้าในอนาคตเสียชีวิตก็อยากมาอยู่กับมิตรสหายที่นี่ แต่ถึงตอนนั้นก็ต้องแล้วแต่ลูกหลาน เพราะคนม้งเรามีความเชื่อประเพณีของตัวเองเหมือนกัน และผมเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำก็มีประเพณีของม้งอยู่ ถึงตอนนั้นก็แล้วแต่ลูกหลานที่อยู่ คงไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว"

 

 

สัมภาษณ์และเรียบเรียง : ธนพล พันธุ์งาม
ภาพ : พิพิธภัณฑ์สามัญชน


ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
 

การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของ พคท. ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่ พคท. ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท. ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน

ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับ พคท. ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆคนอาจ ยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆคนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย

พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน "ไดอารีดาวแดง" ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์