- บทความ
- The Commoner Movements สามัญชนเคลื่อนขบวน
เกือบ 2 ทศวรรษมาแล้ว นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ประชาชนหลายฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกดำเนินคดีไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งในช่วงเวลาต่อมาก็มีความพยายามที่จะแก้ไขเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น หลังการเลือกตั้งในปี 2554 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มียิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง และมีความพยายามที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า “กฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่งสุดซอย” เพราะมีการนิรโทษกรรมให้กับทุกคนไม่เว้นแม้แต่นักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งในคดีทุจริต และคดีที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน แต่เมื่อถูกท้วงติงจากหลายฝ่ายรวมถึงมีการต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่ม กปปส. ทำให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมายดังกล่าวไป แต่ก็ยังถูกต่อต้านจนท้ายที่สุดจึงเกิดการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า
ภายใต้รัฐบาลทหารรอบนี้ ก็ยังคงมีคนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน และถูกดำเนินคดีอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา ที่เกิดการเคลื่อนไหวโดยขบวนการนักศึกษา และประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ก็เดินหน้าใช้กฎหมายหลายฉบับมาเป็นเครื่องมือดำเนินคดีประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งรวมถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ก็ถูกนำมาใช้ดำเนินคดีมากที่สุดเป็นประวัติการณ์บรรยากาศทางการเมืองนับจากช่วงกลางปี 2563 เต็มไปด้วยผู้ที่ถูกดำเนินคดีการเมืองที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน หลายคนต้องเดินเข้าเรือนจำ สูญเสียอิสรภาพที่ตัวเองเคยมี และมีอีกหลายคนที่เลือกจะเดินทางลี้ภัยไปยังต่างประเทศ หลายฝ่ายพยายามหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งการออกกฎหมาย “นิรโทษกรรม” เป็นทางเลือกหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง
ก้าวแรก “นิรโทษกรรมประชาชน”
ช่วงปลายปี 2566 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2567 มีพรรคการเมืองยื่นร่างกฎหมายนิรโทษกรรมสู่สภาผู้แทนราษฎรจำนวน 3 พรรค ได้แก่ พรรคก้าวไกล, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน และพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเนื้อหาในร่างกฎหมายของทั้ง 3 พรรคการเมืองนั้นก็มีทั้งส่วนที่เหมือน และแตกต่างกันออกไป
ทางฝั่งภาคประชาชนที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิของผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ซึ่งมีจุดยืนที่จะคืนความยุติธรรม และคลี่คลายปัญหาที่เกิดจากการดำเนินคดีทางการเมืองกับประชาชน ก็มีการรวมตัวกันภายใต้ “เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน” เพื่อทำกิจกรรมรณรงค์ให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยเปิดตัวร่างกฎหมาย “พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ. …” ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2566 และจัดวงเสวนา “ก้าวแรกอย่างไรในการแก้ไขปัญหาคดีการเมือง” โดยมีผู้ร่วมเสวนาเป็นผู้ที่มีบทบาทในกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เช่น อมร อมรรัตนานนท์ อดีตแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และเบนจา อะปัญ อดีตแนวร่วมผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎร 2563 ซึ่งจากวงเสวนา ตัวแทนจากแต่ละฝ่ายต่างมีมุมมองสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า การนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองนั้น จะเป็นทางออกขั้นต่ำให้กับวิกฤตการเมืองที่ดำเนินมาหลายปี
หลังการเปิดตัวร่างกฎหมาย “นิรโทษกรรมประชาชน” แล้ว ทางเครือข่ายฯ ก็มีการนัดหมายเปิดตัวแคมเปญเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว โดยวางแนวทางกิจกรรมและการรณรงค์ไว้ 14 วัน ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 และสิ้นสุดลงในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์
1 กุมภาพันธ์ 2567 วันแรกของกิจกรรม เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนได้นัดหมายที่รัฐสภาเวลา 10.00 น. เพื่อเข้ายื่นร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน และรายชื่อผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายต่อตัวแทนของประธานสภาผู้แทนราษฎร และมีการเปิดตัวรถกระบะสำหรับใช้รณรงค์ตลอดระยะเวลาแคมเปญโดยมีชื่อว่า “Le Truck รักเธอ” ซึ่งเป็นรถกระบะโทนสีฟ้า มีลวดลายเพนท์พร้อมข้อความ “นิรโทษกรรมประชาชน” และบริเวณกระบะมีการกั้นคอก โดยที่คอกมีการเขียนรายชื่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีทางการเมืองบางส่วน และมีการผูกโบว์สีขาวประดับ
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw ตัวแทนเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนกล่าวในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวว่า
“...งานนี้จะสำเร็จไม่ใช่เพราะองค์กรที่จัดงานเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้คนจำนวนมากอย่างที่เคยเป็นมา…”
พร้อมกันนั้นก็มีการเชิญชวนให้ประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันรณรงค์เพื่อให้คนมาร่วมลงชื่อเพื่อเสนอกฎหมายฉบับนี้
จากนั้นเครือข่ายฯได้จัดขบวนรถ นำโดยรถ Le Truck ออกเดินทางจากรัฐสภาผ่านไปทางทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการแวะทำกิจกรรมสั้น ๆ ที่นั่นก่อนจะเดินทางต่อไปยังที่ทำการพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลเพื่อเชิญชวนให้ทั้ง 2 พรรคร่วมรับร่างกฎหมายฉบับนี้ และเชิญชวนให้มาร่วมกิจกรรมในวันปิดท้ายแคมเปญ
ในวันเดียวกันนั้น ที่สภาผู้แทนราษฎรก็มีการหารือเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมขึ้นมา ซึ่งในที่สุดได้ ชูศักดิ์ ศิรินิล จากพรรคเพื่อไทยเป็นประธานกรรมาธิการ
14 วัน แห่งความหวัง
แคมเปญนิรโทษกรรมประชาชนตลอดระยะเวลา 14 วัน ได้รับการตอบรับ และความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศรวม ๆ แล้วมีไม่น้อยกว่า 100 จุดลงชื่อ และอีกกว่า 40 กิจกรรมสาธารณะ ซึ่งรูปแบบกิจกรรมก็มีความหลากหลาย ทั้งการตั้งวงเสวนา ปฏิบัติการทางศิลปะ เช่น การวาดรูป อ่านกวี เล่นดนตรี และฉายหนัง ซึ่งตัวอย่างกิจกรรมที่โดดเด่น เช่น
งานเสวนา “คนเสื้อแดง ภาพวาดปีศาจร้ายการเมืองไทย” ที่จัดขึ้นในนิทรรศการรำลึกคนเสื้อแดงที่พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำคนเสื้อแดงได้กล่าวเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมให้กับประชาชนทุกฝ่ายว่าเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะหากจะเดินหน้าปรองดองกันได้นั้นก็จำเป็นที่จะต้องสะสางคดีความการเมืองที่เกิดขึ้นกับประชาชนทุกฝ่าย รวมถึงขบวนการเยาวชนโดยไม่มีเว้นแม้แต่คดีมาตรา 112 ด้วย
ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ มีกิจกรรม “Le truck รัก ณ ทองหล่อ” ที่สวนครูองุ่น ซึ่งเป็นวงเสวนาที่มีผู้ร่วมพูดคุย 4 คน คือ ช่อ-พรรณิการ์ วานิช จากคณะก้าวหน้า อ้อม-ปาณิสรา จากกลุ่มพยาบาลอาสา Nurse Connect จอห์น-วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ จากสื่อ Spokedark และโดม-ทันธรรม วงษ์ชื่น นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เนื้อหาโดยสรุปคือการมองว่าการดำเนินคดีการเมืองกับประชาชนนั้น เป็นการใช้กฎหมายเพื่อปิดปาก ซึ่งนับเป็นการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการแสดงออก ประชาชนจำนวนมากที่ต้องสูญเสียอิสรภาพเพียงเพราะมีความคิดไม่เหมือนกับผู้มีอำนาจควรต้องได้รับการเยียวยา และคืนความยุติธรรมให้โดยไม่มีข้อแม้
เครือข่ายฯได้มีขบวนเดินทางไปยื่นหนังสือที่ทำการของพรรคอื่น ๆ หลังจากที่ยื่นถึงพรรคเพื่อไทย และก้าวไกลไปในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย, พรรคชาติไทยพัฒนา, พรรคประชาชาติ, พรรคไทยสร้างไทย และมีการไปยื่นหนังสือที่พรรคประชาธิปัตย์, พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์
ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จังหวัดขอนแก่น มีการจัดงาน “Amnesty Regional Meet Up: นิรโทษกรรม ประชาชน เปลี่ยนผ่านสู่ความยุติธรรม” ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมรณรงค์เข้าชื่อเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน พร้อมกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงวงเสวนาที่มีการนำเสนอว่า การนิรโทษกรรมให้กับประชาชนนั้น เป็นเพียงขั้นหนึ่งของช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ความยุติธรรม (Transitional Justice) ซึ่งยังคงมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วย
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนมีการจัดกิจกรรม “11.2 Love Fair” โดยมีไฮท์ไลท์สำคัญคือการเชิญให้ผู้ต้องหาคดีทางการเมืองมาร่วมกิจกรรมถ่ายภาพหมู่ที่ลานประชาชน รัฐสภา ซึ่งมีผู้ต้องหากว่า 300 คนมาร่วมถ่ายถาพ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ตัวแทนเครือข่ายฯกล่าวช่วงหนึ่งด้วยว่า
“พวกเราที่มารวมตัวกันในวันนี้ต่างก็แบกเอาเรื่องราว บาดแผล ความเจ็บแค้น ความทรงจำเอาไว้มากมายนับกันไม่ถ้วน เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมากฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐที่จะสร้างความหวาดกลัว และกระบวนการยุติธรรมกลายเป็นกระบวนการที่ใช้สร้างภาระสร้างความปั่นป่วนในชีวิต โดยเฉพาะในคดีมาตรา 112 ที่ถามหาความปกติได้ยาก เพราะผู้พิพากษาเองก็ทราบว่ามันไม่ใช่คดีปกติ… ข้อเสนอนิรโทษกรรมประชาชน ที่ต้องเรียกร้องเพื่อให้ได้มาในวันนี้ เป็นเรื่องเดียวกันกับที่เราเรียกร้องกันมาตลอดหลายปี คือ เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และคือการทวงคืนความยุติธรรมให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และคือ การเสนอใช้สิทธิช่วยกันเสนอต่อผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างเป็นทางการให้ปล่อยเพื่อนเรา”
จากนั้นมีการชักชวนให้ประชาชนมาร่วมกิจกรรมในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะมีกิจกรรม “ส่งรักให้ถึงสภา ถามหาความยุติธรรม เพื่อนิรโทษกรรมประชาชน” เป็นการปิดท้ายแคมเปญ
นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมา ยังมีกิจกรรมในจังหวัดอื่น ๆ เช่น วงเสวนา “ยังมีจิตใจจะใฝ่ฝัน: สู่แสนรายชื่อนิรโทษกรรมประชาชน” ที่เชียงใหม่ การฉายหนังสั้น “To the beloved แด่ผู้เป็นที่รัก” ที่ Rooftop Media art and Design CMU งานเสวนา “นิรโทษกรรมประชาชน” ที่ ม.อ.ปัตตานี งานเสวนา “ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ แล้วเราจะได้อะไรจากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มูลนิธิไทยรักษ์ป่า นครศรีธรรมราช กิจกรรมนิรโทษกรรมสัญจร ในงานเกษตรแฟร์ ม.เกษรศาสตร์ บางเขน และยังมีกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ เช่น กิจกรรม “นิรโทษกรรมประชาชน Dialouge” ที่เพจสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และ ครช. ร่วมจัด และวงเสวนา “พรบ.นิรโทษกรรม ไม่ติดคุก ไม่ยุ่งการเมือง ไม่เกี่ยวกับเรา ?” ที่เพจ Nitihub
กิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างแพร่กระจายในหลายพื้นที่ จากความร่วมมือของผู้คนตัวเล็กตัวน้อยที่หลากหลายเป็นการยืนยันว่า การนิรโทษกรรมให้กับประชาชนนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองควรใส่ใจ จึงมีกิจกรรมคือการเชิญชวนให้แต่ละพรรคการเมืองมาสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย แต่ดูเหมือนท่าทีของแต่ละพรรคนั้นค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกัน คือพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอของประชาชน และนำเข้าสู่การพิจารณาของพรรค โดยที่ไม่มีการปฏิเสธหรือตอบรับข้อเสนอโดยทันที จะมีก็เพียงบางพรรคที่ดูให้ความสนใจต่อประเด็นนิรโทษกรรม เช่น พรรคประชาชาติ ที่มีตัวแทนกล่าวว่าทางพรรคให้ความสนใจกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือพรรคไทยสร้างไทยที่มีตัวแทนกล่าวว่าพร้อมที่จะสนับสนุนกฎหมายของภาคประชาชน มีเพียงตัวแทนจากพรรคก้าวไกลเท่านั้นที่ยืนยันว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ถูกบรรจุเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทางพรรคจะลงมติรับหลักการอย่างแน่นอน
ส่งต่อความรักผ่านสภาถึงนักโทษการเมือง
ในที่สุด แคมเปญเข้าชื่อเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายของกิจกรรม ทางเครือข่ายฯมีการจัดกิจกรรมที่ลานประชาชน รัฐสภาอีกครั้งภายใต้ชื่อกิจกรรม “ส่งรักให้ถึงสภา ถามหาความยุติธรรม เพื่อนิรโทษกรรมประชาชน” โดยกิจกรรมที่สำคัญในงานนี้คือการสรุปยอดรายชื่อผู้ที่ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งรวมทั้งสิ้นกว่า 35,905 คน และมีตัวแทนพรรคการเมืองที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมตามคำเชิญของเครือข่ายฯจำนวน 3 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรคเป็นธรรม

ในงานครั้งนี้ พวงทอง ภวัครพันธุ์ กล่าวในวงเสวนาเรียกร้องไปยังพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลที่ยังคงไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะรับร่างกฎหมายของภาคประชาชนหรือไม่ว่า
“ทำไมคุณไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณเมื่อปี 2521 เป็นต้นมาเป็นแบบอย่างที่คุณจะคืนอิสรภาพเสรีภาพให้กับคนรุ่นหลังบ้าง คุณจำไม่ได้เหรอคะเมื่อก่อนปี 2519 พวกคุณก็เป็นเยาวชนที่มีความฝันมีความหวังที่อยากจะทำให้สังคมไทยมันดีขึ้น เยาวชนที่ติดคุกอยู่ในขณะนี้มีคดีความอยู่ขณะนี้เขาก็เป็นแบบเดียวกับพวกคุณ ทำไมเราจะประนีประนอมไม่ได้”
จากนั้น พูนสุข พูนสุขเจริญ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิประชาชน ตัวแทนเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนได้กล่าวถึงแคมเปญนิรโทษกรรมประชาชนตลอด 14 วันที่ผ่านมาว่า
“ความขัดแย้งทางการเมืองไม่อาจจบลงได้โดยง่ายจนกระทั่งทุกวันนี้เราก็เห็นความขัดแย้งดำรงอยู่ แต่เราหวังว่า จะปลดพันธนาการคืนความยุติธรรมและคืนความปกติให้ประชาชน ให้เราสามารถกลับมาพูดคุยได้อย่างมีวุฒิภาวะ ไม่ใช้กฎหมายเพื่อปิดปากประชาชน ไม่ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน พวกเราหวังว่า พรรคการเมืองที่มีที่มาโดยชอบธรรมจากประชาชนจะยอมรับว่า สังคมนี้มีปัญหาอะไร แก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างระมัดระวัง ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เหตุของความขัดแย้งที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคตที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันควรได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกในทางที่จะคลี่คลายความขัดแย้งโดยตัวแทนของประชาชน พวกเราพร้อมยืนเคียงข้างทุกพรรคที่ยืนเคียงข้างประชาชน”
เรื่องราวหลังจากนั้น
แม้ภารกิจ 14 วันจะจบลงไปแล้ว แต่ทางเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนยังคงเดินหน้าสร้างความเข้าใจถึงเหตุจำเป็นในการออกกฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงการทวงถามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 31 พฤษภาคมมีการเข้าพบตัวแทนกระทรวงยุติธรรมเพื่อเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมคดีการเมืองที่รวมคดีมาตรา 112 ด้วย รวมถึงยืนยันสิทธิการประกันตัว และสิทธิขั้นพื้นฐานของนักโทษการเมือง
วันที่ 18 กรกฎาคม 2567 ตัวแทนเครือข่ายฯได้เข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดยเรียกร้องให้มีมตินิรโทษกรรมทุกคดีรวมถึง มาตรา 112 ซึ่งในเวลาต่อมาคณะกรรมธิการชุดนี้ก็มีการสรุปรายงานส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎร โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ มาตรา 112 นั้นพบว่ายังไม่สามารถให้ข้อสรุปได้ แม้ว่าจะมีกรรมาธิการถึง 18 คนเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมให้คดี มาตรา112
อย่างไรก็ตาม เมื่อรายงานฉบับนี้เข้าสู่การประชุมของสภาผู้แทนราษฎร กลับมีการลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ซึ่งข้อสังเกตในรายงานที่แม้ว่าจะไม่ได้ระบุให้นิรโทษกรรมให้คดี มาตรา 112 หรือไม่ แต่เนื่องจากมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องถึงคดี มาตรา112 และมีการเสนอแนะไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น คณะรัฐมนตรี สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าควรปฏิบัติอย่างไร
หลังจากที่ขับเคลื่อนกันมาอย่างยาวนาน
ในที่สุดร่างกฎหมายนิรโทษกรรมทั้ง 4 ฉบับ ซึ่งรวมถึงร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนก็กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจาก สส. จากพรรคเพื่อไทยมีการเสนอให้เลื่อนเอา ร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร และร่างกฎหมายเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมขึ้นมาพิจารณาก่อนในวันที่ 9 เมษายน 2568 ในขณะที่สภากำลังจะปิดสมัยประชุม
ในวันที่ 10 เมษายน ทางเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนจึงจัดกิจกรรมจับตาการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา ฝั่งลานประชาชในชื่อกิจกรรม “9 เมษา พาส่งใจให้นิรโทษกรรม” แต่จากปัญหานโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาซึ่งไทยได้รับผลกระทบทำให้มีการเลื่อนญัตตินี้ออกไปในสมัยประชุมถัดไปซึ่งมีกำหนดเปิดการประชุมในวันที่ 3 กรกฎาคม 2568