- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
27 มิถุนายน 2568 ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิสิทธิอิสรา ร่วมกันจัดเสวนาในหัวข้อ “2475 กับประวัติศาสตร์สามัญชน” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองเดือนแห่งการอภิวัฒน์สยาม และเป็นการเปิดตัวเว็บไซต์ “วัตถุปฏิวัติ” เว็บไซต์ที่จัดทำโดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิสิทธิอิสราและมูลนิธิจอมพล ป.และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม เพื่อบันทึกและส่งต่อเรื่องราวของคณะราษฎรและการอภิวัฒน์สยามที่กระจัดกระจายอยู่ในสถาปัตยกรรมหรือสิ่งของต่างๆ เพื่อให้ความทรงจำเหล่านั้นยังคงถูกเก็บรักษาไว้ แม้วันหนึ่งตัววัตถุหรือสถาปัตยกรรมเหล่านั้นจะสูญหาย ถูกทำลายหรือถูกแปลงสภาพไป
สำหรับวิทยาการที่อยู่ร่วมวงเสวนานี้ต่างมาเล่าเรื่องราวของสามัญชนกับการอภิวัฒน์สยาม 2475 ในมุมมองที่แตกต่างกันไป ศรัญญู เทพสงเคราะห์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ผู้ประพันธ์หนังสือราษฎรธิปไตย นำเสนอเรื่องราวของราษฎรสามัญจากอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา กับการเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 ชลิตา บัณฑุวงศ์ นักมานุษยวิทยาที่ทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นำเสนอเรื่องราวของผลกระทบของการอภิวัฒน์สยามที่มีต่อสามัญชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชนชวนผู้ร่วมงานสำรวจร่องรอยของคณะราษฎรที่ยังหลงเหลืออยู่ตามข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งข้าวของร่วมสมัยและข้าวของที่ผลิตขึ้นโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคหลัง ขณะที่ชาตรี ประกิตนนทการ นักวิชาการด้านสถาปัตยกรรม ในฐานะผู้ร่วมพัฒนาเว็บไซต์วัตถุปฏิวัติ แนะนำวิธีใช้งานเว็บไซต์และชวนผู้ที่มีภาพถ่ายหรือสิ่งของที่มีเสี้ยวความทรงของยุคสมัยคณะราษฎร มาร่วมบันทึกความทรงจำเหล่านั้นบนเว็บไซต์ผ่านภาพถ่ายและเรื่องเล่า เพื่อให้ความทรงจำและจิตวิญญาณของคณะราษฎรยังดำรงอยู่ต่อไปแม้ในวันที่ตัววัตถุสูญสลายหรือถูกทำลายไป
ราษฎรบางคล้ากับบทบาทในการอภิวัฒน์สยามที่เริ่มต้นจาก “สมาคมลับ”
ศรัญญู ระบุว่า สามัญชนจากอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าไปมีบทบาทในการอภิวัฒน์สยามด้วยการเข้าร่วมกับคณะราษฎรสายพลเรือน ก่อนที่จะเข้าร่วมกับคณะราษฎร ชาวจีนอพยพที่อำเภอบางคล้าเคยมีการรวมตัวกลุ่มกันเป็นสมาคมลับที่เรียกว่า “ตั้วเหี่ย” เพื่อดูแลซึ่งกันและกัน ต่อมาเมื่อกลุ่มคนจีนที่อำเภอบางคล้าถูกขุนนางหรือราชการไทยใช้อำนาจรีดไถ จึงได้รวมตัวกันก่อการจลาจลในปี 2391 เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐทำให้ถูกปราบปรามจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 3000 คน ในเวลาต่อมาได้มีการก่อสร้างศาลเจ้าโกแป๊ะไว้ในบริเวณที่เกิดการปราบปราม ซึ่งศาลเจ้าแห่งเป็นสถานที่ที่คนในอำเภอบางคล้าให้ความเคารพนับถือ
สำหรับสามัญชนชาวบางคล้าที่มีส่วนสำคัญในการอภิวัฒน์สยามคือสงวน ตุลารักษ์ สงวนเป็นลูกหลานชาวจีนอพยพ เขามีโอกาสเข้าเรียนวิชากฎหมายซึ่งในระหว่างนั้นเขาได้รู้จักกับถวิล อุดล (หนึ่งในสี่รัฐมนตรีอีสานที่ถูกสังหารหลังการรัฐประหาร 2490) และกลึง พนมยงค์ (ญาติของปรีดี พนมยงค์) ซึ่งได้ชักนำให้เขารู้จักกับปรีดี จนได้เข้าร่วมการอภิวัฒน์สยามในเวลาต่อมา
ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สงวน และราษฎรชาวบางคล้า เช่น สมใจ ตุลารักษ์ ซุนเซ็ง ตุลารักษ์ กระจ่าง ตุลารักษ์ กิมซัว จิตโรภาศ และ จ้อย โอปลั๊ก ถือเป็นกำลังสำคัญของคณะราษฎรสายพลเรือน พวกเขามีบทบาทในการควบคุมตัวข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ร่วมกับคณะราษฎรสายทหารเรือในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน จ้อย โอปลั๊ก อยู่ในกลุ่มผู้ก่อการที่เข้าควบคุมตัวพระยาเสนาสงคราม ครั้งนั้นเขาได้ใช้พานท้ายปืนตีพระยาเสนาสงครามจนเลือดออก จนมีการบันทึกว่าเหตุการณ์นั้นถือเป็นการเสียเลือดหยดแรกในการปฏิวัติ ชาวบางคล้ายังนัดแนะกันด้วยว่า หากการก่อการที่พระนคร (กรุงเทพ) ล้มเหลว พวกเขาจะรวมตัวกันปลุกระดมในพื้นที่ฉะเชิงเทราด้วย แต่เนื่องจากการอภิวัฒน์สยามจบลงด้วยความสำเร็จจึงไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับรัฐธรรมนูญจำลอง และมีการสร้างสัญลักษณ์ที่สืบเนื่องกับระบอบใหม่ในหลายพื้นที่ เช่น วัด และโรงเรียน ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับบทบาทของสามัญชนบางคล้าที่เข้าไปมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เช่นสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญที่โบสถ์ของวัดแจ้งบางคล้าและหน้าจั่วของศาลาการปรียญวัดบางกระเจ็ด แต่ระยะเวลาที่ผ่านไปกว่า 90 ปี ก็ทำให้ร่องรอยบางอย่างมีความเสี่ยงที่จะหายไปตามกาลเวลา
2475 ฉบับชายแดนใต้: เมื่อการอภิวัฒน์สยามอาจไม่ใช่การอภิวัฒน์ของคนทุกหมู่เหล่า?
ชลิตา เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามัญชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ว่า ในปี 2466 ซึ่งเป็นเวลาก่อนการอภิวัฒน์สยามเคยเกิดเหตุการณ์กบฏชาวนาที่ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี มูลเหตุของการลุกขึ้นสู้ครั้งนั้นเกิดจากการที่ข้าราชการสยามที่ถูกส่งมาทำการขูดรีดภาษีและค่าเช่านาจากคนในพื้นที่ การลุกขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐครั้งนั้นทำให้เกิดการปราบปรามและสังหาร
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่เริ่มมีความหวัง มีบางส่วนที่พยายามเข้าสู่อำนาจทางการเมืองภายใต้กลไกตามระบอบใหม่ แต่เมื่อจอมพล ป.ดำรงตำแหน่งสมัยแรกและนำนโยบายชาตินิยมมาใช้อย่างเข้มข้น ชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบ การยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายอิสลามและการยกเลิก “ดาโต๊ะยุติธรรม” สร้างความไม่พอใจในหมู่ชาวมลายูมุสลิมอย่างมาก
ต่อมาเมื่อจอมพลป.พ้นจากอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุความขัดแย้งก็เริ่มบรรเทาลง และเมื่อพล.ร.ต.ถวัลย์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ (บริหารประเทศระหว่างปี 2489 - 2490) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ความพยายามที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชาวมลายูมุสลิม มีการแต่งตั้งจุฬาราชมนตรี และรื้อฟื้นตำแหน่งดาโต๊ะยุติธรรมให้อยู่ภายใต้ศาลยุติธรรม รวมถึงมีการส่งตัวแทนรัฐบาลไปรับฟังข้อเรียกร้องของชาวมลายูมุสลิมด้วย
แต่เมื่อรัฐบาลของพล.ร.ต.ถวัลย์สิ้นสุดลงด้วยการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ความบาดหมางระหว่างรัฐกับชาวมลายูมุสลิมก็เริ่มทวีความตึงเครียดขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเกิดกรณีการจับกุมตัวหะยีสุหลง (ผู้นำศาสนาและอดีตประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี) ไปคุมขังเป็นเวลาเกือบ 5 ปี จึงได้รับการปล่อยตัว หลังจากนั้นในปี 2497 หะยีสุหลงและบุตรชายก็ถูกบังคับสูญหาย
ในส่วนของความตื่นตัวของราษฎรในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชลิตาระบุว่าชาวมลายูมุสลิมมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง คนมลายูมุสลิมที่สมัครรับเลือกตั้งมักใช้อัตลักษณ์ของตัวเองเป็นจุดขายในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวมลายู
อย่างไรก็ตามหลังเข้าสู้อำนาจผู้แทนชาวมลายูเหล่านั้นก็มักจะเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่ช่วงที่รัฐบาลที่มีความเป็นชาตินิยมสูงและมีนโยบายที่แข็งกร้าวกับชาวมลายู ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการที่พวกเขาเชื่อว่ามีเพียงการเข้าสู่อำนาจรัฐหรือผลักดันให้ชาวมลายูเป็นรัฐมนตรีเท่านั้นที่จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ ขณะเดียวกันเมื่อผู้แทนกระทำการใดๆที่ผู้มีสิทธิชาวมลายูเห็นว่าเป็นการทรยศหักหลัง พวกเขาก็พร้อมที่จะดัดหลัง ดังเช่นการไม่เลือก สส.กลุ่มวาดะห์เป็นผู้แทนหลังเกิดเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะหรือเหตุการณ์ตากใบ
ชลิตาสรุปส่งท้ายว่า ความทรงจำของชาวมลายูในชายแดนใต้เกี่ยวกับการอภิวัฒน์สยาม 2475 อาจไม่ใช่ความทรงจำในลักษณะเดียวกันกับชาวไทยในภูมิภาคอื่น แต่พวกเขาจะเชื่อมโยงตัวเองกับประวัติศาสตร์หรืออุดมการณ์ทางการเมืองของพวกเขาเอง
มองร่องรอยความเคลื่อนไหวของสามัญชนผ่าน “วัตถุพยาน”
อานนท์ ชวนผู้เข้าร่วมมองบทบาทการเคลื่อนไหวสามัญชนในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายยุคสมัย ผ่านการมองวัตถุหลายๆชิ้นที่ถูกใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่รวมถึงสิ่งของที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังปี 2549 โดยอ้างอิงหรือเชื่อมโยงกับการอภิวัฒน์สยาม 2475
ตัวอย่างแรกที่อานนท์ยกขึ้นมาคือการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงหลังการรัฐประหารปี 2549 ที่เคยใช้อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญหรืออนุสาวรีย์ปราบกบฎ สิ่งปลูกสร้างสมัยคณะราษฎรเป็นพื้นที่จัดการชุมนุมซึ่งอานนท์ตั้งข้อสังเกตว่า การที่คนเสื้อแดงซึ่งมีจุดยืนตรงกันข้ามกับคณะรัฐประหารในปี 2549 เลือกใช้อนุสาวรีย์ปราบกบฎเป็นพื้นที่จัดการชุมนุม อาจเป็นการสื่อความหมายว่าการทำรัฐประหารเป็นการก่อกบฎ
อานนท์กล่าวต่อไปว่าในการชุมนุมปี 2563 มีกลุ่มกิจกรรมหลายกลุ่มที่ตั้งชื่อตัวเองให้มีความเชื่อมโยงกับคณะราษฎร เช่น คณะราษฎร 2563, ราษฎร, กลุ่มราษฎรัมส์, และกลุ่มคณะราษเก็ต เป็นต้น ในปีเดียวกันนั้นยังมีการจัดกิจกรรมรำลึกการอภิวัฒน์สยามในช่วงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนาด้วยการฉายคลิปเสมือนในรูปแบบ hologram จำลองเหตุการณ์ขณะที่พระยาพหลพลพยุหเสนาอ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของนักเคลื่อนไหวยุคหลังที่จะเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวของตัวเองเข้ากับเรื่องราวหรืออุดมการณ์ของคณะราษฎร
เว็บไซต์ "วัตถุปฏิวัติ" กับความพยายามส่งต่อความความทรงจำถึงการอภิวัฒน์สยาม
ชาตรี กล่าวถึงที่มาของการทำเว็บไซต์วัตถุปฏิวัติว่า หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีความพยายามที่จะลบเรื่องราวของคณะราษฎรหลายต่อหลายครั้ง ชาตรียกตัวอย่างการปรับภูมิทัศน์ภายนอกกลุ่มอาคารบนถนนราชดำเนินที่สร้างด้วยศิลปะ Art Deco ซึ่งเป็นศิลปะที่เป็นที่นิยมสมัยคณะราษฎรให้เป็นศิลปะแบบ Neo Classic ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5
ชาตรีเห็นว่าการปรับภูมิทัศน์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกของอาคาร แต่เป็นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงความหมายที่แฝงมากับตัวสถาปัตยกรรมด้วย เพราะรูปโฉมของสถานที่มีความหมายต่อการกำหนดตัวตนและชีวิตทางสังคมของที่สัมพันธ์กับพื้นที่เหล่านั้น สถาปัตยกรรมแนว Art Deco เป็นตัวแทนสะท้อนคุณค่าหลังการอภิวัฒน์สยามอย่างระบอบประชาธิปไตย การเปลี่ยนภูมิทัศน์ภายนอกจากรูปแบบ Art Deco กลับไปเป็นศิลปะแบบ Neo Classic ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยสมบูรญาสิทธิราชย์ ในทางหนึ่งจึงเป็นการสะท้อนว่าสังคมไทยกำลังถอยออกจากความเป็นประชาธิปไตย
ชาตรีกล่าวต่อไปความพยายามในการลบเรื่องราวและมรดกของคณะราษฎรจุดประกายให้มีการจัดทำเว็บไซต์วัตถุปฏิวัติ เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับรวบรวมเรื่องราวของคณะราษฎรและการอภิวัฒน์สยามที่ปรากฎอยู่ทั้งตามสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งของต่างๆ เพื่อส่งต่อเรื่องราวให้กับคนรุ่นต่อไป
ชาตรีระบุว่าทางเว็บไซต์ตั้งใจที่จะรวบรวมภาพถ่ายและเรื่องราวของวัตถุ สิ่งพิมพ์ หรือสิ่งปลูกสร้าง ที่มีความเชื่อมโยงกับคณะราษฎรหรือการอภิวัฒน์สยาม ไม่ว่าจะเป็นวัตถุร่วมสมัยคณะราษฎร หรือวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นในภายหลัง ให้ได้ 2475 ชิ้น แต่ในขณะที่มีการจัดเสวนาครั้งนี้ บนเว็บไซต์มีภาพและข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประมาณ 40 ชิ้นเท่านั้น จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนที่มีตัววัตถุหรือภาพถ่ายของวัตถุ ช่วยกันส่งภาพถ่ายและเรื่องราวของสิ่งของเหล่านั้นมาให้กำทางเว็บไซต์ เพื่อที่เรื่องราวและความทรงจำถึงสิ่งเหล่านั้นจะยังดำรงอยู่ต่อไป แม้ในวันที่ตัวของวัตถุหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นถูกทำลายหรือสูญหายไป โดยสามารถติดต่อส่งเรื่องราวและภาพถ่ายเข้ามาได้ที่เว็บไซต์วัตถุปฏิวัติ
เรื่องโดย ธนพล พันธุ์งาม
ภาพโดย วริศรา สาอุบล