- นิทรรศการ
หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง 2475 รัฐบาลคณะราษฎรพยายามทำให้ ‘ระบอบใหม่’ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพลเมืองผ่านการดำเนินการในลักษณะต่างๆ เพื่อเผยแพร่หรือสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแนวคิดการปกครองภายใต้ รัฐธรรมนูญ ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ทั้งการตีพิมพ์หนังสือหรือเอกสาร การจัดงานพิธีหรือกิจกรรมรื่นเริง เช่น งานฉลองรัฐธรรมนูญหรืองานฉลองวันชาติ รวมถึงการจัดสร้างและแจกจ่ายสิ่งของเช่น เข็ม หรือเหรียญที่ระลึก ที่มีรูป ‘พานรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบอบใหม่
สำหรับการจัดสร้างสิ่งของที่มีสัญลักษณ์ของระบอบใหม่ไม่ได้มีเพียงภาครัฐที่เป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น หากแต่ภาคเอกชนก็ มีการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีสัญลักษณ์ของระบอบใหม่ด้วย
อย่างไรก็ตามเรื่องราวเกี่ยวกับคณะราษฎรก็เริ่มถูกทำให้ลบเลือนไปพร้อมๆกับการที่สมาชิกคณะราษฎรต้องหมดอำนาจทางการเมืองหรือลี้ภัยการเมืองเพราะถูกทำรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรัฐประหารในปี 2500 ที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจการปกครองจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งหลังจากนั้นสัญลักษณ์หรือเรื่องราวของคณะราษฎรบางส่วนก็ถูกทำให้เลือนหายไป เช่น การประกาศยกเลิกวันชาติ 24 มิถุนายน หลังจากนั้นในช่วงตั้งแต่ปี 2560 สัญลักษณ์ของคณะราษฎรที่ยังหลงเหลือ ก็ทยอยถูกทำให้หายไปอีกครั้ง เช่นหมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และอนุสาวรีย์พระยาพหล พลพยุหเสนา ที่เคยอยู่ในศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น
เหรียญสร้างชาติ ปี 2482
จากเหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้แก่สังคมไทย รัฐมีความพยายามสร้างกระแสสำนึกในระบอบการปกครองใหม่ให้แก่ผู้คน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยใหม่ การสร้างเหรียญที่ระลึกรัฐธรรมนูญ และอื่น ๆ
ในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้มีการผลิตเหรียญสร้างชาติถูกสร้างขึ้นในปี 2482 เพื่อระลึกถึงการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่เป็นมรดกจากคณะราษฎรเช่นเดียวกัน โดยมีการปลุกเสกจากคณาจารย์หลายองค์เพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัย และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
เรียงความ เนื่องในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ประจำพุทธศักราช 2483 ฉะบับที่ได้รับรางวัลของกรมโฆษณาการ
การจัดประกวดเรียงความฉลองรัฐธรรมนูญในระดับมัธยมศึกษา เตรียมอุดม และอุดมศึกษานั้น ถือเป็นการสำรวจความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยในสายตาของพลเมืองพร้อมส่งเสริมการปกครองให้แพร่หลายขึ้น
โดยเรียงความเล่มนี้เกิดขึ้นจากการจัดประกวดเรียงความในงานฉลองรัฐธรรมนูญสำหรับชั้นมัธยมศึกษาและเตรียมอุดม กับชั้นอุดมศึกษา ประจำปี 2483 จากกรมโฆษณาการ โดยกำหนดหัวข้อเรียงความว่าด้วยเรื่อง “รัฐนิยมส่งเสริมอารยธรรมของชาติไทยอย่างไร?” กับ “รัฐบาลในระบอบรัฐธรรมนูญได้ส่งเสริมการอาชีพของชาวไทยอย่างไร”
ผู้ที่ได้รับรางวัลการเขียนเรียงความประจำปี 2483 คือนางสาวบุญเจือ มิ่งขวัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศึกษานารี ในระดับเตรียมอุดม และนายสมบุญ นักศึกษาปริญญาตรีปีที่ 3 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
หนังสือคู่มือพลเมือง
จัดทำโดยกรมการโฆษณา มีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องชาติ ประเทศ สิทธิ และการศึกษาของพลเมือง ประเทศสยามภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เพื่อให้ความรู้เรื่องการเมือง สิทธิ และสร้างสำนึกเกี่ยวกับประชาธิปไตยหรือระบอบใหม่ให้แก่พลเมืองชาวสยาม
ส.ค.ส ปี 2513 ของเทศบาลนนทบุรี
มีตราสัญลักษณ์ของเทศบาลที่เป็นพานรัฐธรรมนูญเปล่งรัศมี สำหรับสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญที่ปรากฏอยู่บนตราประจำจังหวัดในประเทศไทย มีเพียงจังหวัดเดียวเท่านั้นคือจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีลักษณะตามที่กรมศิลปากรบันทึกไว้ในหนังสือตราประจำจังหวัด พ.ศ. 2542 ไว้ว่า
“ตราประจำจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นเกาะอยู่กลางบึงพลาญชัย กลางเกาะมีศาลาซึ่งภายในประดิษฐานพานรัฐธรรมนูญ ขอบตราตอนล่างเป็นลายกระหนก หมายถึง ความพร้อมเพรียงยึดมั่นสามัคคีกันของชาวเมือง เนื่องจากบึงพลาญชัยนี้ประชาชนในจังหวัดเคยพร้อมใจกันขุดลอกเมื่อ พ.ศ. 2490 โดยใช้กำลังคนจำนวนมาก พานรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องหมายของความสามัคคีเช่นกัน”
แต่ใน พ.ศ. 2545 พานรัฐธรรมนูญในตราประจำจังหวัดร้อยเอ็ดได้ถูกแทนที่ด้วยภาพศาลหลักเมือง

นอกจากของร่วมสมัยคณะราษฎร พิพิธภัณฑ์ยังนำสิ่งของที่ถูกผลิตเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2563 ที่มีความเชื่อมโยงกับคณะราษฎร ไปจัดแสดงด้วย
สัญลักษณ์ของคณะราษฎรถูกผู้ชุมนุมในยุคหลัง โดยเฉพาะผู้ชุมนุมในปี 2563 นำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ในโอกาสต่างๆ เช่น มีการจัดชุมนุมในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของจอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นสมาชิกคณะราษฎรคนสำคัญในวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 หรือการประยุกต์หมุดก่อกำเนินรัฐธรรมนูญหรือหมุดคณะราษฎรไปเป็น"หมุดสามนิ้ว" ที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชุมนุมในปี 2563 โดยหมุดดังกล่าวจารึกข้อความรอบหมุดเป็นภาษาสมัยคณะราษฎร และผู้ชุมนุมได้นำหมุดดังกล่าวไปฝังบนพื้นสนามหลวงในเช้าวันที่ 20 กันยายน 2563 ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว น่าจะล้อมาจากการฝังหมุดคณะราษฎรที่ลานพระบรมรุปทรงม้าตรงจุดที่คาดว่าพระยาพหลพลพยุหเสนาน่าจะยืนอ่านประกาศคณะราษฎรเมื่อย่ำรุ่ง 24 มิถุนายน 2475 สำหรับของสะสมในกลุ่มนี้ที่พิพิธภัณฑ์นำไปจัดแสดง ได้แก่
ประกาศคณะราษฎรฉบับจำลอง
ประกาศคณะราษฎรฉบับจำลอง ที่แจกในการชุมนุม 24 มิถุนายน 2563 บริเวณลานคนเมือง หน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยช่วงเช้ามืด ในวาระครบรอบ 90 ปี อภิวัฒน์สยามโดยคณะราษฎร 2475

แชทกรุ๊ป 2475
ภาพล้อเลียนคณะราษฎร 2475 โดยมีลักษณะเป็นแชทกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า The 2475 (102) เพื่อเป็นการโปรโมทงาน “ลบยังไงก็ไม่ลืม: 24 มิถุนายน 2563 เวลาย่ำรุ่ง (ตี 5) ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จังหวัดพระนคร”
สิ่งที่ปรากฏบนภาพคือโปรไฟล์ที่ใช้ชื่อว่า พจน์ พหลโยธิน ส่งโปสเตอร์โปรโมทกิจกรรม โปรไฟล์รูปปรีดี พนมยงค์ ที่ใช้ชื่อ P.D. และโปรไฟล์รูปจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ใช้ชื่อว่า Trust me ถือเป็นการพูดถึงคณะราษฎร 2475 ในเชิงล้อเลียน โดยคาดเดาว่าหากในช่วงเวลาก่อนปฏิวัติมีสื่อโซเชียลที่สามารถติดต่อกันได้เช่นสมัยนี้ กลุ่มคณะราษฎรจะเป็นอย่างไร

แท่งไฟรูปหมุดคณะราษฎร 63
แท่งไฟด้ามสีขาว ด้านบนเป็นรูปหมุดคณะราษฎร 63 ถูกนำมาใช้ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ หลังจากที่คณะราษฎร 63 ประกาศเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เขตดุสิต แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจวางกองกำลังและประกาศว่าห้ามเข้าใกล้เขตพระราขฐานในระยะ 150 เมตร ขบวนของคณะราษฎร 63 จึงได้เคลื่อนไปยังหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เขตจตุจักรแทน เพื่อลดการปะทะจากม็อบฝ่ายตรงข้าม
https://realframe.co/peoplesplaque2020/
https://thestandard.co/thestandarddaily251163/

แม้ความพยายามในการลบสัญลักษณ์เกี่ยวกับคณะราษฎรและการอภิวัฒน์ออกไปจากสังคมไทยยังคงเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ นับตั้งแต่การรื้อถอนศาลาเฉลิมไทย อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ การเปลี่ยนชื่อค่ายพหลโยธินและค่ายพิบูลสงคราม รวมถึงการเถอนหมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เป็นต้น แต่การกำเนิดใหม่หรือผลิตซ้ำสัญลักษณ์แวดล้อมคณะราษฎร ก็ทำให้ควรมีการตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า ความพยายามลบเรื่องราวของคณะราษฎรอาจจะให้ผลในทางตรงกันข้ามหรือไม่
เรื่องและภาพโดย วริศรา สาอุบล