- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
6 มิถุนายน 2568 Cross Cultural Foundation (CrCF) จัดงานเปิดตัวหนังสือ “ราคาของความจริง: บันทึกการตามหาน้องชายและเส้นทางรณรงค์ยุติการบังคับสูญหายของสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ในงาน The Price of Truth: ให้ความจริงอยู่กับเราทุกที่ ณ ห้องโถงใหญ่ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน
ในครั้งนี้มีการปาฐกถาเปิดงานโดย อานา ลอเรนา เดลกาดิลโล เปเรซ (Ms.Ana Lorena Delgadillo Perez) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ก่อนเข้าสู่วงเสวนาในหัวข้อ “ให้ความจริงอยู่กับเราทุกที่” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ (พี่สาวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์), พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ (ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม), บุญเลิศ วิเศษปรีชา (อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์), และวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ (พิธีกร Spokedark, TV) โดยมีวศินี พบูประภาพ เป็นผู้ดำเนินรายการ และการปาฐกถาปิดงานโดย พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า
หนังสือ “ราคาของความจริง: บันทึกการตามหาน้องชายและเส้นทางรณรงค์ยุติการบังคับสูญหายของสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” เป็นหนังสือที่เคยถูกห้ามเผยแพร่ ซึ่งเรียบเรียงขึ้นโดย สิตานันท์ สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของวันเฉลิม นักกิจกรรมและผู้ลี้ภัยทางการเมืองไปยังประเทศกัมพูชาหลังเหตุการณ์รัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2557 ซึ่งเขาถูกอุ้มหายไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 จนถึงเวลานี้ล่วงเข้าปีที่ 5 แล้วที่ยังไม่สามารถทราบชะตากรรมของวันเฉลิมได้อย่างแน่ชัด มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงได้มีการนำบันทึกเล่มนี้มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อหวังว่าการหายตัวไปของวันเฉลิมจะไม่ถูกเลือนหายไปจากสังคมไทย
เนื้อหาของเสวนาในภาพรวมว่าด้วยเหตุการณ์การถูกอุ้มหายของวันเฉลิมที่ประเทศกัมพูชา โดยสิตานันได้อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่าการหายตัวไปของน้องชายเธอถูกกีดกันจากทางหน่วยงานรัฐไม่ว่าจะเป็นทั้งในหรือนอกประเทศ จนล่วงเข้าปีที่ 5 ที่วันเฉลิมหายตัวไป ความนิ่งเฉยของหน่วยงานเหล่านี้ทำให้การสืบคดีเต็มไปด้วยความล่าช้า โดยพรเพ็ญ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงอุปสรรคที่เกิดขึ้นและความพยายามตามหาความยุติธรรมคดีของวันเฉลิม ขณะที่ด้านของบุญเลิศ ได้เล่าถึงความรู้สึกในฐานะผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวอักษรได้อย่างซื่อตรง และความต้องการที่อยากให้ประชาชนยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมในสังคม และจอห์น วิญญู ได้เล่าถึงประเด็นความกลัวและความกดดันที่มาจากรัฐ ในฐานะคนทำงานสื่อที่รายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองเช่นเดียวกับวันเฉลิม
ก่อนเข้าสู่เสวนา มีปาฐกถาเปิดงานโดยอานา โลเรนา เดลกาดิลโล เปเรซ จาก คณะทำงานว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจ (UNWGEID) กล่าวถึงประเด็นการถูกบังคับให้หายสาบสูญที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ การปราบปรามนักกิจกรรม นักข่าว ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ชนกลุ่มน้อย และอีกมากมาย ผู้คนเหล่านี้ต้องละทิ้งประเทศของตนเพื่อหาความคุ้มครอง ซึ่งในบริเวณภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เกิดเหตุการณ์การส่งตัวข้ามชาติ และการบังคับสูญหายอยู่หลายกรณีเช่นเดียวกับกรณีของวันเฉลิม
อานา โลเรนา เดลกาดิลโล เปเรซ ได้กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราเห็นในภูมิภาคนี้คือพื้นที่ภาคประชาสังคมที่ถูกจำกัด รัฐบาลมักจะใช้ข้อห้ามทางกฎหมายเพื่อปราบปรามผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง ผลที่ตามมาคือผู้ที่มีจุดยืนต่างจากรัฐบาล อาจจะตกอยู่ในความเสี่ยงจนอาจจะถึงแก่ชีวิตได้ซึ่งเป็นวิธีที่รัฐนำมาใช้เพื่อหยุดยั้งหรือสกัดกั้นการทำงานของเหล่านักกิจกรรม สื่อ ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และชนกลุ่มน้อยหลาย ๆ กลุ่ม ทางคณะทำงานของเธอจึงมองว่า ทุกประเทศควรที่จะเคารพสิทธิมนุษยชน และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการใช้ข้ออ้างในการต่อสู้ของรัฐ ที่ทำไปเพื่อความมั่นคงของชาติที่ประเทศต่าง ๆ กำลังดำเนินการในลักษณะส่งตัวข้ามประเทศ เพื่อที่จะหยุดไม่ให้ผู้คนออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตยในประเทศ
เธอกล่าวส่งท้ายในนามของคณะทำงานด้วยว่า การหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจ (UN WGEID) เป็นที่ทราบดีว่าการต่อสู้ภายใต้ความคุกคามนั้นยากเพียงใด โดยเฉพาะสถานการณ์นี้ที่ยิ่งทำให้เห็นว่าครอบครัวของวันเฉลิมควรได้รับการคุ้มครองและสนับสนุนจากรัฐบาลทันที ทางคณะทำงานจึงขอแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หากเมื่อใดครอบครัวของวันเฉลิมต้องการความช่วยเหลือ ทางคณะทำงานขออยู่เคียงข้างและให้การสนับสนุนต่อไป
สำหรับวงเสวนาหัวข้อ “ให้ความจริงอยู่กับเรา” พูดถึงสถานการณ์การหายตัวไปของต้าร์ วันเฉลิม โดยบรรยายถึงเหตุการณ์วันที่วันเฉลิมถูกอุ้มหายในกัมพูชา กระบวนการความยุติธรรมทั้งของไทยและกัมพูชาที่ไม่มีความคืบหน้าในการสืบคดี ความยากลำบากในการดำเนินเรื่องระหว่างประเทศ และความพยายามไม่ให้เรื่องราวของวันเฉลิมถูกลืมไปจากสังคม
สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์: ประโยคสุดท้ายจากน้องชาย และกระบวนการยุติธรรมที่ไร้ความคืบหน้า
เจน หรือ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของต้าร์ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เล่าถึงเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่น้องชายของเธอถูกบังคับสูญหายในระหว่างที่พักอยู่ในโรมแรม ณ กัมพูชา เธอได้ยินประโยค “โอ๊ย หายใจไม่ออก” ผ่านการคุยโทรศัพท์จากน้องชายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะไม่สามารถติดต่อได้อีก และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่เธอพยายามตามหาตัวน้องชายตลอด 5 ปี หลักฐานและข้อมูลทุกอย่างที่มีอยู่ถูกประเคนให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรม แต่กลับไม่ได้รับความคืบหน้า ซ้ำยังไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากหน่วยงานรัฐเลย

สิตานันกล่าวว่า รายได้ของหนังสือเล่มนี้จะเข้ากับทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมทั้งหมด ซึ่งเงินส่วนนี้ไม่ได้ช่วยเพียงแค่กรณีของวันเฉลิม แต่จะช่วยเหลือกรณีอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้มูลนิธิฯ ด้วยเช่นกัน เธอได้พูดต่อว่า วันเฉลิมเป็นบุคคลที่ทำงานในแวดวงการเมืองมาก่อน เมื่อเกิดเหตุการณ์การถูกบังคับสูญหายเกิดขึ้น น้องชายของเธอผู้เคยทำงานให้แก่พวกเขา กลับไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเลย ทั้งที่หน่วยงานรัฐมีทรัพยากรมากกว่า มีเพียงแต่องค์กรเอกชนเท่านั้นที่คอยช่วยเหลือ แม้จะไม่ได้รู้จักกันมาก่อนก็ตาม แต่ก็ได้พยายามช่วยตามหาความยุติธรรมให้แก่วันเฉลิมมาตลอด 5 ปีนี้ หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องเจอกับอะไรอีก
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ: อุปสรรคในการตามหาความจริงตลอด 5 ปี
พรเพ็ญ ตัวแทนทนายความของต้าร์ เล่าว่าตอนที่มีการบังคับสูญหายข้ามแดน กรณีที่เกี่ยวข้องกับการลี้ภัย เราจะทำยังไงให้คนกล้าพูดความจริงในทุกที่ เรื่องเสรีภาพในการแสดงออกเรื่องความคิดเห็น ตรงนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศไทยอยู่

สำหรับคดีของวันเฉลิม พรเพ็ญเล่าว่าเธอได้มีการร้องเรียนกับทางกัมพูชาแล้ว แต่หลักฐานที่ส่งไปไม่ถูกยอมรับจากศาลกัมพูชา อีกทั้งในฐานะทนายความ เธอกลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปหาเพื่อพูดคุยหรือเจรจาด้วยซ้ำ พร้อมกับขอให้ศาลบันทึกบทสนทนาของสิตานันในวันที่เข้าไปเยี่ยมวันเฉลิม แต่ทางกัมพูชาตอบกลับว่า ที่มาร้องเรียนต้องการเท่าไร ให้ไปฟ้องศาลแพ่ง แต่ความจริงแล้วการมาร้องเรียนในครั้งนี้ คือต้องการทราบความจริงและอยากให้ศาลบันทึกความจริงที่เจอ ในช่วงที่เกิดเรื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น โซเชียลมีเดียของวันเฉลิมก็ได้หายไป ซึ่งโซเชียลมีเดียตรงนี้อาจจะเป็นหลักฐานที่จะให้ข้อมูลอะไรกับเราก็ได้ เราก็พยายามที่จะกู้คืนอย่างสุดความสามารถเช่นกัน
บุญเลิศ วิเศษปรีชา: บันทึกความเจ็บปวดที่ซื่อสัตย์
บุญเลิศได้กล่าวว่าจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้ค้นพบสิ่งที่น่าประทับใจอยู่ 2 ประเด็น ได้แก่ 1. การบันทึกเรื่องราวในหนังสืออย่างตรงไปตรงมา และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง ด้วยการปลดปล่อยความรู้สึกที่โกรธออกมาให้ได้รับรู้ทั่วกัน และ 2.ความรุนแรงที่ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกถ่ายทอดออกมาซึ่งมีทั้งความเสียใจ คับแค้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งกับตัวเองหรือคนรอบข้าง ทำให้มองเห็นถึงความเข้มแข็งของคนในครอบครัววันเฉลิม

บุญเลิศระบุโดยเฉพาะประโยคในหนังสือที่เขียนว่า “ทำกับครอบครัวอื่นแล้วเขาเงียบ แต่ไม่ใช่กับครอบครัวกู” เป็นประโยคที่สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกโกรธแค้นและเปรียบเสมือนไฟเชื้อไฟบางอย่างที่ผลักดันให้ครอบครัวของวันเฉลิมยังคงยืนหยัดอยู่ตรงนี้
นอกจากนั้น บุญเลิศมองว่ากรณีของวันเฉลิมค่อนข้างซ้ำซ้อนและพิเศษ ซึ่งในแง่ของการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกบังคับสูญหายเช่นนี้ เพียงแค่เราแสดงพลังยืนหยัดต่อสู้ทวงความยุติธรรม ลุกขึ้นยืน หรือส่งเสียงออกมานั้นก็นับว่าเป็นอะไรที่มีคุณค่าและมีความหมายอย่างมากทั้งต่อผู้เสียหายและสังคม
วิญญู วงศ์สุรวัฒน์: ความกดดันในเสรีภาพของการแสดงออก
วิญญู กล่าวว่า มันคงเป็นเรื่องที่ยากลำบากในการถ่ายทอดเรื่องราวมาก ๆ ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของคนเขียน เขาก็สัมผัสในสิ่งที่สิตานันเขียนออกมาเช่นกัน จึงทำให้ฉุกคิดว่าเมื่อไหร่ความสูญเสียเช่นนี้จะหมดไปจากสังคม มีการเปิดเผยว่าวันเฉลิมเคยทำสื่อผ่านช่องทางออนไลน์ ตัวของวิญญูเองก็เป็นหนึ่งในสื่อที่ทำรายการผ่านช่องออนไลน์ แล้วก็เจอการคุกคามจากหน่วยงานรัฐตลอดเวลา สิ่งนี้จึงทำให้เขามีความรู้สึกร่วมกับกรณีของวันเฉลิมเช่นกัน
วิญญูกล่าวต่อว่า ความนิ่งเฉยของหน่วยงานต่าง ๆ มันทำให้เราเจ็บปวด เมื่อนึกย้อนไปถึงทุก ๆ เรื่องที่ตนได้นำเสนอไป เรานำเสนอแค่บางช่วงของเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้แม้แต่ครึ่งนึงของความรู้สึกจริง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ด้วยซ้ำ โดยส่วนตัวเขาเองติดตามข่าวสารในเรื่องของสิทธิเสรีภาพเกี่ยวกับการเมืองเช่นกัน ยังคงมีนักกิจกรรมหลาย ๆ คนที่ทำสื่อเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้วโดนคดี ความกลัวที่จะถูกเพ่งเล็งจากรัฐก็ยังคงมีอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งการทำสื่อด้วยความกลัวเช่นนี้มันไม่ปกติ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกแบบไทย ๆ คือการพูดถึงเรื่องการเมืองแล้วโดนคุกคาม มันคือเรื่องไม่ปกติ ถึงแม้สิ่งเหล่านี้จะเกิดในยุคปัจจุบันแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเห็นการถูกกดดันจากฝั่งรัฐในการแสดงความเห็นอยู่เรื่อยมา
ระหว่างเสวนา มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นคนที่ 1 ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องวันเฉลิมว่า ผู้ที่ถูกอุ้มหายก็มีราคาที่ต้องจ่ายไปเหมือนกัน คนเหล่านี้พูดถึงความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น กลายเป็นว่าการพูดสิ่งเหล่านี้กลับสร้างความสูญเสียแก่ตัวผู้พูด สิ่งที่นักกิจกรรมหลาย ๆ คนพูดออกมา อาจจะเป็นความเป็นจริงบางอย่างจนนำไปสู่การบังคับสูญหาย ถึงแม้จะมีหลักฐานมากแค่ไหน ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
นอกจากนั้น ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นคนที่ 2 มีข้อสงสัยว่าทำไมรัฐถึงเพ่งเล็งวันเฉลิมเป็นพิเศษ สิตานันจึงกล่าวว่า มีนักการเมืองที่คอยส่งข้อมูลให้น้องชายของเธอ แล้วขอให้วันเฉลิมเป็นกระบอกเสียง เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเกิดการคุกคามกับวันเฉลิมได้ง่าย
สิ่งที่ต้องได้รับการพัฒนาเพื่อนำพาความยุติธรรมกลับคืนสู่ประชาชน
ก่อนจบเสวนา ผู้ร่วมเสวนาแต่ละคนร่วมแลกเปลี่ยนฝากทิ้งท้ายถึงสิ่งที่สังคมจะต้องพัฒนาต่อไป โดย จอห์น วิญญู กล่าวว่า เราเผชิญความผิดหวังและเจ็บปวดจากสังคมไทยมาโดยตลอดซ้ำซาก อยากจะให้มีความร่วมมือกันและคอยสนับสนุนให้เกิดกระบวนการความยุติธรรมต่อไป เราทุกคนคือผู้ที่ถูกกระทำกันทั้งนั้น มันยังไม่สายเกินไปที่จะส่งเสียงต่อไปเพื่อให้หนังสือเล่มนี้ไม่เลือนหายไป
บุญเลิศ ได้กล่าวถึงการตระหนักถึงราคาของการหาความจริง เรื่องที่สำคัญคือกระบวนการยุติธรรมที่กระทำกับความจริง การต่อสู้เหล่านี้เป็นราคาที่ใหญ่มาก โดยมีภาคประชาชนเป็นคนจ่าย เราจะทำยังไงให้ฝั่งผู้ที่กระทำจริง ๆ ได้จ่ายบ้าง และหากจะพูดให้ถูก ชื่อหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ “ราคาของความจริง” แต่มันชื่อ “คุณค่าของความจริง”ต่างหาก
พรเพ็ญ กล่าวว่า ความพยายามที่เราจะหาความจริงทำให้เราได้พบว่า หากปล่อยให้ความจริงถูกบิดเบือนจะส่งผลให้ผู้กระทำความผิดไม่ได้รับโทษอย่างแท้จริง และในวันหนึ่ง เราอาจจะเป็นประโยชน์ให้กับใครคนหนึ่งในอนาคต เราไม่ควรจะถูกกระทำซ้ำ ๆ และหวังว่าเราจะไม่สูญเสียไปมากกว่านี้
สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลาที่วันเฉลิมหายไป มีการรำลึกถึงเขาอยู่เสมอ อย่างเช่นการชุมนุมที่สกายวอล์คมันทำให้เราจุดประกายว่า เด็กรุ่นใหม่ ๆ เขากล้าออกมาพูด แล้วเราที่เป็นพี่สาว ก็ต้องกล้าออกมาต่อสู้ เราจะไม่นิ่งเงียบเช่นคนอื่นอีกต่อไป
พรรณิการ์ วานิช: การตายเพื่อปลุกให้คนตื่น
สำหรับปาฐกถาปิดท้าย พรรณิการ์กล่าวถึงบทกวี “กระทุ่มแบน” ที่แต่งขึ้นเพื่อรำลึกถึงกรรมกรหญิงที่ถูกฆ่าเพียงเพราะไปร่วมชุมนุมหยุดงานในช่วงที่มีกระแสขวาพิฆาตซ้าย การตายของเธอในครั้งนี้เป็นการตายที่ปลุกให้ทุกคนเห็นถึงการต่อสู้ เช่นเดียวกับการตายของใครหลาย ๆ คนที่ปลุกกระแสให้คนจากหลายพื้นที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ทั้งการตายของจอร์จ ฟลอยด์และคนผิวสีอื่น ๆ การตายของคนเสื้อแดงที่ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่การเคลื่อนไหวของเด็ก ๆ รุ่นหลัง รวมถึงการตายของใครหลาย ๆ คนซึ่งมันขึ้นอยู่กับพวกเราว่าจะทำให้การตายของพวกเขาสูญเปล่าหรือมีคุณค่าต่อไป กรณีของวันเฉลิมก็เช่นเดียวกัน

พรรณิการ์เล่าว่า ในระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการทำโปสเตอร์ของวันเฉลิม ซึ่งเป็นโปสเตอร์ที่ทรงพลังมาก เพราะเขาทำให้ทุกคนรู้สึกได้ว่าหากเด็กใส่แว่น หน้าตาซื่อ ๆ แบบต้าร์โดนอุ้มหายได้ เราเองก็อาจจะโดนได้เหมือนกัน นี่คือพลังการปลุกให้คนตื่น และหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่มันเป็นการบอกเล่า เป็นการต่อสู้ทางการเมือง สิ่งนี้คือการไม่ยอมจำนน และประโยค “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย เพราะคนพูดตายแทน” มันเกิดขึ้นเยอะในสังคมไทย มากเกินไป และหนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และคนพูดก็จะไม่ตาย หากเราช่วยกันพูด มันเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะช่วยไม่ให้มีคนตายอีก

พรรณิการ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบัน ประชาชนต้องช่วยกันรักษาความจริงให้ยังคงอยู่ เราจึงต้องช่วยกันเรียกร้องให้ผู้ที่มีอำนาจออกมาใช้อำนาจในทางที่ถูกต้อง
สำหรับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัมพูชาและไทย เราขอให้ท่านจงพิสูจน์ว่าความสนิทสนมนั้นจะรับใช้ประชาชนคนไทย ถ้าไม่คิดเช่นนั้น จงคิดว่าจะช่วยให้คนที่ทำงานถวายชีวิตแก่พรรคเพื่อไทยได้รับความเป็นธรรมยังไง เมื่อนั้นก็จะช่วยนำความเป็นธรรมมาสู่ ต้าร์ วันเฉลิม ได้ภายในเร็ววัน
เรื่องและภาพโดย วริศรา สาอุบล