- บทความ
- Commoner’s Voice สามัญชนสนทนา
กิจกรรมเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของชมรมคนรักเสื้อแดงในจังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2559 ทำให้ วาสนา เคนหล้า หรือ ติ๋ม (ติ๋ม แดงอุดร) ถูกแจ้งข้อกล่าวหา มั่วสุมชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)พร้อมกับแกนนำร่วมอีก 4 คน ซึ่งนับว่าเป็นการถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐเพียงเพราะมีปฏิทินรูปอดีตนายกทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ พร้อมกับขันน้ำสีแดงที่มีข้อความอวยพรเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ไว้ในครอบครอง แม้ว่าการแสดงออกทางการเมืองของเธอจะถูกเพ่งเล็งจากรัฐอยู่หลายหนจนกลายเป็นความชินชา แต่นั่นกลับกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เธอยังคงต่อสู้และได้เข้ามาสู่เกมการเมืองด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้มีระบอบประชาธิปไตยเต็มใบได้อย่างแท้จริง
จุดเริ่มต้นของติ๋ม แดงอุดร
“ด้วยความที่เราไปอยู่เกาหลีมาเป็นสิบกว่าปี ตอนที่กลับมาไทยตอนปี 51 เราไม่ได้ตามข่าวสารการเมืองที่ไทยเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่พอกลับมา ถึงสนามบินแล้วเห็นว่าเขามีม็อบปิดสนามบินอยู่ ญาติเราก็ลงมาเข้าร่วมม็อบด้วย ก็เลยได้เข้าร่วมม็อบกับเขา แต่ก็ยังไม่รู้สถานการณ์อะไรมากนัก”
“ที่ได้มาสัมผัสจริง ๆ ตอนที่อยู่ในม็อบแล้วได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง เขาเป็นแกนนำของอุดรที่มาจาก 'ชมรมคนรักอุดร' แล้วผู้หญิงคนนี้ก็รู้จักกับพี่ขวัญชัย ไพรพนา (ดีเจเก่ง) จากการเข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งพี่ผู้หญิงคนนี้เขาเป็นคนดูแลในเรื่องการครัว พอตัวเองไปร่วมการชุมนุมด้วยความเป็นคนที่ไม่อยู่นิ่ง พอรู้จักกับพี่เก่ง เขาก็ชวนให้ไปดูแลเรื่องการ์ด จะได้รับหน้าที่จากพี่เก่งให้จัดการ อย่างเช่น คนที่จะต้องเข้าไปช่วยดูแลพี่ขวัญต้องไปกี่คน การ์ดคนนี้วันนี้ต้องดูแลตรงนี้นะ”
อุดรธานี เมืองหลวงคนเสื้อแดง
“เคลื่อนไหวเยอะมากเลยนะ การเคลื่อนไหวในอุดรฯ จะมีแกนนำหลายคน มีทั้งสส.เข้ามาช่วย ก็เลยได้รู้จักคนอีกหลายคน เขาจะมีการระดมคน เอาข้าวของที่คนในพื้นที่อยากร่วมบริจาคลงมาส่งให้กับทางม็อบในกรุงเทพฯ คนเฒ่าคนแก่เขาไปม็อบไม่ได้แต่เขาบริจาคสิ่งของให้ก็มี จากตรงนี้เราได้มีบทบาทมากขึ้นเพราะต้องเอาของลงมาส่งให้กับคนข้างล่าง (กรุงเทพฯ)ด้วย”
“ในอุดรฯ เกิดการชุมนุมที่สำคัญหลายที่ ด้วยความที่คนในอุดรตอนนั้นมีความสามัคคีกันมาก ส่งผลให้มีการทำกิจกรรมกันทั่วทุกอำเภอ นี่แหละที่ทำให้อุดรได้ชื่อว่าเป็น 'เมืองหลวงของคนเสื้อแดง' จำได้ว่ามีเหตุการณ์หนึ่งคือ เหตุการณ์เผาศาลากลางอุดร ทั้งที่ตรงนั้นมันไม่ใช่เราเผาด้วยซ้ำไป พวกเราไม่รู้หรอกว่ามันเกิดจากอะไร แต่เรารู้สึกว่ามันคือการสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายให้คนเสื้อแดงผิดมากกว่า สุดท้ายก็มีคนติดคุก ที่โดนจับไปไม่รู้กี่คน”

“ส่วนเราก็ได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเยอะมาก อย่างตอนที่ปิดราชมังฯ รถของคนที่เข้าร่วมการชุมนุมก็โดนเผา มันสืบเนื่องจากราชประสงค์นั่นแหละ แล้วก็มาช่วง 57 ที่เขาปิดถนนอักษะ ทหารเขายึดของไปหมด เลยไม่ได้เก็บอะไรกลับมาเลย”
หมู่บ้านเสื้อแดง
“นอกจากนั้น เราได้มีส่วนร่วมเปิด หมู่บ้านเสื้อแดง หนึ่งในกลุ่มเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2553 จุดประสงค์คืออยากจะเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อให้ความรู้ด้านประชาธิปไตยกับทุกคน เพื่อที่จะมาต่อสู้ให้ไทยมีความเป็นประชาธิปไตยให้ได้ ผลกระทบจากภายนอกไม่เท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่มักจะมาจากทหาร เพราะเราจะโดนจับตามองจากทหารบ่อยมาก ๆ ส่วนใหญ่ทหารก็ไม่ได้ทำอะไรมาก แต่จะมีมาข่มขู่บ้าง เช่น ตอนที่แจกปฏิทินกับขันแดงให้ประชาชนทั่วไป แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ถูกคุมขังจนกลายเป็นคดีความเลยก็คือ เหตุการณ์เปิดศูนย์ปราบโกง”
กิจกรรมการเปิดศูนย์ปราบโกงของชมรมคนรักอุดร
“ตอนนั้นยังมี นปช.อยู่ตรงอิมพีเรียลเวิร์ด แล้วพี่ตู่ จตุพร เขาเรียกแกนนำแต่ละจังหวัดมาประชุมเรื่องจัดตั้งศูนย์ปราบโกงเพื่อจับตาดูการเลือกตั้งลงประชามติ พอประชุมเสร็จก็มีการคุยกันที่อุดรฯ อีกครั้งว่าจะจัดตั้งศูนย์ปราบโกงที่ไหน ทีแรกไม่ได้จะเปิดที่บ้านเราเพราะทหารมาเฝ้าบ้านเราทั้งวัน เลยจะไปเปิดกันในเมืองที่เป็นบ้านของพี่เก่ง ขวัญชัย แต่ด้วยความที่ทหารมาเฝ้าเยอะเหมือนกันเลยเปิดไม่ได้ สุดท้ายมีการสับขาหลอกโดยมาเปิดที่บ้านเราแทน เพราะตอนนั้นทหารเขาเห็นว่าเราไม่ได้ทำอะไรก็เลยกลับไปก่อน เราเลยประสานงานให้คนในหมู่บ้านรวมกันได้ร้อยกว่าคน เปิดได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงตำรวจทหารก็พากันมาเต็มหน้าบ้าน เราเลยบอกให้ชาวบ้านสลายตัว ตอนนั้นเลยเหลือแค่แกนนำประมาณสี่ห้าคน”
“เขาแจ้งข้อหาชุมนุมเกิน 5 คนตามคำสั่งคสช. พอทำตามขั้นตอนเสร็จเรียบร้อยเขาก็ปล่อย แล้วดำเนินคดีส่งศาลทหาร มันก็เลยเป็นคดีความ แต่ชาวบ้านคนอื่นที่โดนจับมาเราได้เจรจากับทางทหารให้ปล่อยตัวไป แลกกับการเซ็นสัญญา MOU ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองนานจนกว่าจะตัดสิน”
ปฏิทินและขันแดง
“เรื่องปฏิทินนี่เขามีการผลิตทั้งปฏิทินกับขันแดงมาแล้วส่งไปให้แต่ละจังหวัด พอเราได้รับมาเราก็เลยแจกชาวบ้าน ตามปกติ อยู่ดี ๆ ทหารมา เขาบอกว่ามันผิด แต่เขาไม่ได้ดำเนินคดีอะไร ไม่รู้หรอกว่าเขารู้ได้ยังไงว่าเราแจก แต่ก็คงมีสายของเขา ซึ่งมันสร้างความรำคาญใจให้เราแค่นั้นแหละ”

จ้างให้คนเข้าร่วมม็อบ?
“ที่เขาบอกว่ามีการจ้างคนเสื้อแดง 300, 500 เราไม่ได้ สำหรับคนอื่นยังไงไม่รู้ แต่สำหรับเราคือไม่ได้รับแล้วยังเสียอีก แต่ที่ม็อบมีอาหารแจก เราไม่รู้หรอกว่าเขาเอาอาหาร เอาโรงทานมาจากไหน เรารู้แต่ว่าถ้าเราไป ถ้าอยากกินอะไรเขาก็จะมีแจกหมด การจ้างขนคนลงมาม็อบที่กรุงเทพฯ นี่ไม่มี เพราะเขามีแต่คนอยากลงมา แล้วก็ยังมี สส.ช่วยออกค่ารถ ค่าน้ำมันให้ เขาจะส่งเรื่องมาให้เราช่วยส่งรายละเอียดจำนวนคนที่จะลงไปม็อบข้างล่างว่ามีกี่คน ใช้รถกี่คัน ที่ให้แจ้งชื่อไม่ได้จะเอาเงิน เขาแค่จะเช็คชื่อว่ารถคันนึงจะพอไหม”
“เวลาเราจะกลับ จะมีแกนนำช่วยจัดแจงว่าวันนี้มีรถคนนี้พากลับ ต้องลงชื่อ เพราะบางคนเขามาอยู่เป็นเดือนก็มี ส่วนใครอยากกลับก็แจ้งการ์ด จะมีผู้ใหญ่ใจดี ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าใคร แต่เขาจะมาช่วยในหลาย ๆ เรื่อง มันไม่ได้มีเรื่องแบบขนคนไปใส่ เพราะส่วนใหญ่มีแต่คนอยากมาร่วมม็อบกันเองทั้งนั้น”
“เรามองว่าสิ่งที่ทำให้คนยอมเดินทางไกลเพื่อมาชุมนุมคือศรัทธา อยากให้มันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะมันเห็นแล้วไงว่าถ้าได้คนจากตระกูลทักษิณมาบริหาร ประเทศมันคงจะเจริญ เพราะเศรษฐกิจช่วงนั้นมันดีมาก รักษาโรงพยาบาลก็ฟรี บางคนได้เงินจากกองทุนหมู่บ้านไปต่อยอดให้กับชีวิต”
กลุ่มชมรมคนรักอุดร
“ตอนก่อตั้งเราไม่รู้ว่าเขาเป็นมายังไง เพราะตอนเราเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองก็เห็นว่าเขามีมาก่อนอยู่แล้ว กลุ่มชมรมคนรักอุดรจัดตั้งขึ้นโดยขวัญชัย ไพรพนา จะมีการระดมทุนเพื่อที่จะจัดตั้งส่วนนี้ขึ้นมา ซึ่งจะมีแกนนำขึ้นมาปราศรัยที่อำเภอหนองลีหู จังหวัดอุดรฯ เขาจะจัดกิจกรรมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยที่นั่น ก็จะมีคนจากต่างอำเภอเข้าไป มีการจัดงานฌาปนกิจสงเคราะห์ที่จัดให้คนเสื้อแดง ก็เลยมีความเป็นปึกแผ่น แต่หลังจากนั้นเริ่มมีการแยกย้ายกันเพราะมีการใช้รายได้ในทางส่วนตัว คนมันเริ่มเสื่อมลง ทุกวันนี้ยังมีคนเสื้อแดงอยู่เหมือนเดิม เราก็ยังเป็นคนเสื้อแดงเหมือนเดิม แต่เราไม่ได้สู้เพื่อพรรค เราสู้เพื่ออยากให้เป็นประชาธิปไตยที่เต็มใบ คือคนเสื้อแดงเป็นแบบนี้จริง ๆ สำหรับความคิดของเรา”

“ชมรมคนรักคนเสื้อแดงอยู่มาเรื่อยๆจนกระทั่งเกิดรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนมาถึงสมัยคณะ คสช. ความศรัทธามันค่อย ๆ หายไป แต่เราไม่เคยทำกิจกรรมอะไรที่เป็นการหารายได้ให้กับชมรมเท่าไร เลยไม่ได้สนใจขนาดนั้น งานฌาปนกิจมันกลายเป็นธุรกิจครอบครัวของเขาไปแล้วพอมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง คนก็เริ่มเสื่อมศรัทธา”
ช่วงการปกครองของคณะ คสช.
“ตอนนั้นสิทธิของเราโดนลิดรอน เราถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้กลัวอะไรแล้ว ซึ่งตอนก่อนยิ่งลักษณ์จะออกนอกประเทศ พวกตำรวจทหารเขาตามเราแจเลยนะ เขากลัวเราขนคนลงมาที่ศูนย์ราชการ แต่สุดท้ายเราก็ขนลงมาอยู่ดี ครั้งนี้เราไม่ได้พาคนขึ้นรถมาอย่างแต่ก่อน แต่เรากระจายข่าวไปตามที่ต่าง ๆ ว่าจะต้องขึ้นรถตรงไหน เข้ามายังไงแทน”
“ตอนเราโดนทหารหรือตำรวจเข้ามาหา เราก็เฉย ๆ เพราะคนมันโดนบ่อยแล้ว เราโดนมาตั้งแต่เปิดศูนย์ปราบโกงช่วงปี 58 คดีมาสิ้นสุดตอนปี 60 แล้วก็มาโดนอีกครั้งตอนปี 62 ที่มีการทำประชามติคนอยากเลือกตั้ง โดนทหารเรียกหลายครั้ง แต่โดนขังแค่ตอนคดีคนอยากเลือกตั้งกับคดีเปิดศูนย์ปราบโกง”
“การโดนตำรวจทหารเรียกไปบ่อยขนาดนี้ก็ไม่คิดว่ามีผลกระทบอไะรกับตัวเองนะ มีแต่จะเพิ่มความอยากสู้ ความอยากเรียกร้องให้มีประชาธิปไตย ซึ่งนี่เป็นสิทธิของเรา การที่เราออกมาเรียกร้องมันผิดตรงไหน จากคนที่ไม่สนใจการเมืองเลย กลายมาเป็นคนที่เชื่อว่าการเมืองนี่แหละ สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ มันทำให้ความคิดเราเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน”
“เราเปลี่ยนวิธีคิดในเรื่องของการต่อสู้ จากที่เคยเป็นคนมุทะลุ กลายเป็นเรารู้แล้วว่าถ้าจะสร้างความเปลี่ยนแปลง เราต้องทำให้คนรากหญ้าเข้าใจว่าทำยังไงถึงจะได้นักการเมืองมีประสิทธิภาพ เป็นคนที่ทำงานจริง ๆ มาบริหารต่างหาก ซึ่งเรามองว่าการที่จะทำให้คนรากหญ้าเข้าใจได้เราจะต้องมีตำแหน่งและอำนาจ เขาถึงจะเชื่อถือเรา ตอนที่เราต่อสู้แล้วโดนคดีก็ไม่มีใครช่วยแม้กระทั่งคนที่เราสู้เพื่อพวกเขา พวกเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไร คนที่ช่วยคือคนที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนต่างหาก ซึ่งมันทำให้เราเริ่มคิดว่าถ้าการที่เราต่อสู้เพื่อพรรคแล้วพวกเขาจะพัฒนาประเทศอย่างที่เราหวังจริงไหม เลยทำให้รู้แล้วว่าการจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเราได้ มันจะต้องค่อยเป็นค่อยไป จะต้องมีอำนาจ ต้องมีตำแหน่งทางการเมือง ไม่งั้นทำอะไรไม่ได้”
จากประชาชนธรรมดาสู่ผู้เล่นในสนามการเมือง
“เราลงการเมืองแต่ว่าไม่ได้ลงกับฝั่งเสื้อแดง เราไปกับพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่วันแรกเลย เพราะตอนนั้นเราเริ่มไม่โอเคกับพรรคเพื่อไทยแล้ว เพราะเขาไม่ให้ความช่วยเหลือเราตอนเราโดนคดีคนอยากเลือกตั้งเท่าไร ด้วยความคิดที่เริ่มสวนทางกันกับคนในพรรค ทำให้เราเริ่มห่างออกมา บวกกับเราไม่ได้ยึดติดกับตัวพรรค แต่อยากได้ความเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ พอได้มาสนิทกับเด็กรุ่นหลังแล้วก็เลยได้ทำงานร่วมกัน”
“วันที่พรรคอนาคตใหม่เข้ามาในอุดรฯ เราก็ได้ไปฟังแล้วรู้ว่าเขาพูดดี แนวคิดเขาดูไปได้ในทางเดียวกับเรา ก่อนหน้านี้เราไม่ได้เคลื่อนไหวขนาดนั้น จนกระทั่งมีพรรคอนาคตใหม่ก่อตั้งขึ้น เราก็ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง”
การเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหยุดยั้ง
“เราลง สจ. (สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด)ในนามพรรคอนาคตใหม่ 2 ครั้ง ปีแรกลงกับคณะก้าวหน้า ปี 63 กับปี 66 ล่าสุดนี้เราแพ้ ถามว่าเราเสียใจไหม เสียใจ แต่ไม่เสียดาย เรามีความสุขเพราะว่าทุกเสียงที่เลือกเรามาเขาเลือกเราด้วยใจจริง เราหาเสียงทุกบ้านจนสนิทกับชาวบ้านหลายครอบครัว ตอนนั้นมีแค่พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลที่ลงสมัครในเขตเรา จริง ๆ ทีแรกคนในอุดรฯ ไม่ค่อยเลือกพรรคอนาคตใหม่กัน แต่พอมาปี 66 ส้มแตก ได้ สส. แสดงว่าคนเริ่มเปลี่ยน ในความรู้สึกของเราคือไม่มีอะไรหยุดยั้งคนหรือเวลาได้ มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ขอแค่ทำให้คนรู้ว่าการเมืองมันสำคัญกับชีวิตเขาจริง ๆ อย่างที่บอกไปว่าแม้การที่เราลงเลือกตั้งครั้งนี้แล้วเราแพ้ แต่เราก็สามารถทำให้คนเปลี่ยนความคิดไปได้เยอะมาก”
“ทัศนคติของเราที่มีต่อทักษิณก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะเรายังคิดว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ตัวพรรคเพื่อไทยยังแขวนอยู่กับคำว่าทักษิณอยู่ พอเริ่มมีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง มันก็เริ่มไม่เหมือนเดิม มันมีปัญหาภายในประจวบเหมาะกับช่วงที่พรรคอนาคตใหม่ตั้งขึ้นมา พอได้ปะติดปะต่อความคิดของเรา มันกลายเป็นว่าแนวคิดของเราเป็นไปได้กับแนวทางพรรคอนาคตใหม่มากกว่า”
“แต่การต่อสู้ที่ผ่านมามันก็ไม่ได้หายไปไหน มันยังติดอยู่ในใจ ยังจำได้อยู่เลยว่าตอนปี 53 เราพากันวิ่งหนีตายขนาดไหน เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์เหมือนทุกวันนี้ ถ้าตอนนั้นมีกล้องมือถือแบบสมัยนี้เราคงได้เห็นภาพที่เขาทำกับพวกเรา มันจะสะท้อนออกมามากกว่านี้”
“พรรคเพื่อไทย เราไม่ได้เกลียดหรืออะไร แต่แค่ทัศนคติทางการเมืองเราเปลี่ยนไป สำหรับพรรคอนาคตใหม่ หรือก้าวไกล จนกลายมาเป็นพรรคประชาชนเขาทำให้เรารู้สึกว่าประเทศนี้มันมีความหวังและสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลง มันเกิดขึ้นได้ถ้าให้โอกาสเขาได้ลงมือทำ เพราะมันทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วถ้าพรรคนั้นไม่มีอำนาจ”
แดงแบก และ แดงฝังใจ
“ขบวนการคนเสื้อแดงมันเป็นประวัติศาสตร์ ในการต่อสู้มันจบแล้ว แต่คำว่า 'เสื้อแดง' มันไม่จบ มันเป็นเพราะวาทกรรมของคนต่างหาก ลองไปสัมผัสกับคนเสื้อแดงจริง ๆ ดู มันเป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นต่อไปได้รู้ว่าคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ หรือรุ่นก่อนหน้านี้เขาสู้กันจริง ๆ มันจะไปต่อยังไง เพราะมันไม่มีแล้ว ถ้าลองจัดชุมนุมคนเสื้อแดงตอนนี้ ถ้าไม่ได้จัดตั้งขึ้นมาเอง มันก็คงจะมีคนเข้าร่วมไม่เยอะเท่าเมื่อก่อน”
“สำหรับคนอื่นเราไม่รู้ แต่ถ้าถามเราว่าทำไมเสื้อแดงถึงไปต่อไม่ได้ แล้วจะให้ไปต่อตรงไหน เรามองว่าแดงที่เหลืออยู่คือ แดงแบกกับแดงที่ยังฝังใจ แต่แดงที่จะไปข้างหน้ามันหมดแล้ว”
คิดว่าจะมีเหตุการณ์ไหนในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นเหมือนเหตุการณ์เสื้อแดงอีกไหม
“มันยาก คนเริ่มเปลี่ยน แล้วการลงถนนมันไม่ใช่เรื่องง่าย การที่เสื้อแดงลงถนนได้ง่ายมันมีนายทุนที่จะพยุงตรงนั้นได้ แต่ละค่ายไปเอาทรัพยากรมาไม่ใช่น้อย ๆ ไม่ใช่การจ้างแต่ต้องมีการซัพพอร์ตการอยู่การกินของคนในม็อบ ถ้าจะมีการชุมนุมจริง ๆ ต้องเป็นคนที่เจ็บปวดจริง ๆ ที่เขาอยู่ไม่ได้ ไม่มีอะไรจะกินต่างหาก ตอนนี้มันยังไม่ถึงขั้นนั้น แล้วทุกวันนี้มันเจริญขึ้น มันจะไม่เหมือนครั้งก่อน สังคมนี้ถ้าคุณล้ม เขาพร้อมที่จะเหยียบ ไม่ว่ายังไง มันไม่มีคนอยู่ค้างฟ้าอยู่แล้ว”
เรื่องโดย วริศรา สาอุบล
ภาพโดย อานนท์ ชวาลาวัณย์