• บทความ
  • NEWS ข่าวสาร

10 เมษายน 2568 พิพิธภัณฑ์สามัญชนร่วมกับ Kinjai Contemporary จัดวงสนทนาปิดท้ายงานแสดงคอลเลคชันสะสมคนเสื้อแดง “Red’s Objects Dialogue - เสื้อตัวนี้สีแดง” ในหัวข้อ Red’s Legacy นิยามคนเสื้อแดงและภารกิจทวงคืนความยุติธรรม ก่อนชวนผู้ฟังมาร่วมวางดอกไม้เพื่อรำลึก 15 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง 10 เมษายน-พฤษภาคม 2553

ผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ แจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน อดีตคนเสื้อแดงผู้เคยร่วมเคลื่อนไหวกับขบวนเสื้อแดงในวัยเยาวน์ และ สว.บัส เทวฤทธิ์ มณีฉาย โดยมี ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากไอลอว์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ก่อนเข้าสู่เสวนา ผู้ดำเนินรายการและวิทยากรมีการเกริ่นถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 และ 19 พฤษภาคม 2553 ที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลจากการสังหารประชาชนที่ทุกวันนี้ตัวผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล นอกจากนั้นได้มีการกล่าวถึงไอเดียนิทรรศการ “เสื้อตัวนี้สีแดง - Red’s Objects Dialogue ” ที่ได้มาจากการติดสติ๊กเกอร์“รถคันนี้สีแดง”บริเวณท้ายรถยนต์ แม้ตัวรถจะไม่ใช่สีแดงก็ตามซึ่งเปรียบเทียบกับผู้คนบางกลุ่มที่แม้จะไม่ได้มีเนื้อตัวหรือเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแเดงมาก่อน แต่ก็มีการนิยามตนเองว่าเป็น “คนเสื้อแดง” เพราะยึดมั่นในอุดมการณ์ หรือความชอบบางอย่าง และนำมาสู่บทสนทนาในครั้งนี้

“ควายแดง” ยอมให้ทักษิณจูงจมูก

สส.แจม สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เขตสายไหม พรรคประชาชน อดีตคนเสื้อแดง เริ่มต้นเล่าถึงนิยามความเป็น  
“คนเสื้อแดง”ที่ไม่ได้เป็นน่าชื่นชม หรือเป็นที่นิยมมากนักในสังคมยุคนั้น ในวัยเด็กเธอมักจะถูกเพื่อนด่าว่าเป็น “ควายแดง”ตลอด  เพราะยุคนั้นคนจะบอกว่าคนเสื้อแดงคือ คนโง่ที่โดนจูงจมูก และเป็นขี้ข้าของทักษิณ ชินวัตร ในทางตรงข้าม การยอมรับว่าเป็นคนที่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรจะได้รับคำชมว่าเป็น “คนฉลาด” และดูจะเท่มากกว่า  แม้จะมีคำด่าสารพัดมาแปะป้ายให้คนเสื้อแดง แต่เธอก็ไม่สนใจ เธอยังคงใส่เสื้อยืดลาย นปช. หรือบางครั้งก็โพกผ้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดลด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ พร้อมกับพิสูจน์ตนเองให้เพื่อนทุกคนเห็นว่าคนเสื้อแดงไม่ได้โง่ทุกคนด้วยการตั้งใจเรียนจนได้เกียรตินนิยมอันดับหนึ่ง

สส.แจม เล่าต่อไปว่าช่วงที่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุม 2553 เธอเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 ตอนนั้นเธอก็พยายามทำให้คนสนใจเรื่องนี้ด้วยการลงทุนปริ้นท์รูปศพที่ถูกสลายการชุมนุมไปแจกให้เพื่อนในมหาวิทยาลัยเพื่อบอกข่าวว่ามีคนตาย แต่เพื่อนของเธอกลับคิดว่าเป็นภาพปลอม แม้ว่าจะมีแรงต้านจากสังคมรอบข้างแต่เธอก็ยังคงยืนหยัดในความเป็นคนเสื้อแดง เพราะเธอเชื่อในสิ่งที่ทำอยู่ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เนื่องจากเธอเป็นคนที่ติดตามการเมืองมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น เวลามีใครมาเถียงเรื่องพรรคไทยรักไทยกับเธอ หรือถามกลับด้วยเหตุผล พวกเขาเหล่านั้นก็มักจะตอบไม่ได้ เธอเคยบอกเพื่อนด้วยว่าคอยดูนะ อีกสิบปีเพื่อนจะมาขอโทษเธอ กระทั่งสิบปีต่อมาช่วงที่เกิดชุมนุมในปี 2563 เพื่อนของเธอก็ทักมาขอโทษเธอจริงๆที่ในอดีตเคยเข้าใจเธอผิด

สส.แจมเล่าต่อไปว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยปฏิเสธความเป็นคนเสื้อแดงของเธอ แม้จะทำงานในสังกัดพรรคส้ม เธอเล่าว่าคนในพรรคส้มจะรู้ดีว่าอย่าด่าทักษิณให้ทนายแจมได้ยิน เพราะทนายแจมจะโกรธ

เห็นต่างแต่ทำงานด้วยกันได้

สส.แจมเล่าให้ฟังถึงช่วงชีวิตหนึ่งที่เธอได้เคยทำงานกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งว่ากันว่าเป็นออฟฟิศที่อยู่ฝั่งเสื้อสีเหลืองและด่าทักษิณหนักมาก เธอเล่าว่าการทำงานที่นั่นถือเป็นทดสอบความอดทนและแสดงให้เห็นว่าแม้เราจะเห็นต่างกันแต่ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยช่วงเวลานั้นเธอไม่เคยแสดงตัวว่าเป็นคนเสื้อแดง ไม่โพสหรือแชร์อะไรบนเฟซบุ๊กเพราะไม่อยากให้คนที่ทำงานรู้สึกลำบากใจว่ามีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกัน และอยากให้ดูที่ผลงานของเธอมากว่าจนกระทั่งเธอกลายเป็นที่รักในที่ทำงาน หลังทำงานครบ 1 ปี เธอก็ลาออกและได้โอกาสโพสเฟซบุ๊กที่แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนเสื้อแดง ซึ่งเธอเดาว่าคนที่ทำงานก็คงจะรู้สึกตกใจ
 

เธอระบุด้วยว่าการที่ได้ทำงานในองค์กรที่มีความคิดต่างกับเธอก็สอนให้เธอรู้จักเป็นคนที่ Compromise มากขึ้น เธอคิดว่าคนเหล่านั้นจริงๆไม่ได้เป็นคนที่คิดร้ายอะไร เพียงแต่ว่าพวกเขาเข้าใจเราผิดเท่านั้นเอง

ผิดหวังพรรคเพื่อไทย และสตอรี่ ผ้าคาดศีรษะ ในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจของสส.แจม ศศินันท์

ปี 2568 หากมองย้อนกลับไปถึงการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ผ่านมาในฐานะอดีตคนเสื้อแดงสำหรับสส.แจมรู้สึกผิดหวังกับพรรคเพื่อไทยและอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เธอระบุว่ารู้สึกเสียใจ เหมือนคนอกหักที่ในอดีตเคยให้ความเคารพและเชื่อมั่นต่อตัวพรรคและทักษิณ โดยเธอบอกว่า พรรคเพื่อไทยเป็นอะไรที่ Bitter and sweet สำหรับเธอ คือเธอไม่ได้เกลียด แต่ก็ไม่ได้รักเหมือนเดิม

ในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตรเมื่อ 24 มีนาคม 2568 ที่สส.แจมใช้ผ้าคาดศีรษะ “เรารักทักษิณ” มาประกอบการอธิบายในประเด็นเรื่องความล้มเหลวของรัฐในการคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง สส.แจมมเล่าเบื้องหลังให้ฟังว่าสคริปต์ที่เธอเขียนไปอภิปรายวันนั้นต้องยกเครดิตให้กับชัยธวัช ตุลาธน ที่ชี้แนะแนวทางให้เธอดึงอารมณ์ความรู้สึกเจ็บปวดในฐานะอดีตคนเสื้อแดงของเธอออกมาอยู่ในสคริปต์ เพื่อสื่อสารไปยังรัฐบาลเพื่อไทยให้เห็นถึงความรู้สึกผิดหวังต่อบทบาทและการทำงานของพรรคเพื่อไทย ซึ่งสส.แจมเล่าว่าจริงๆ เธอรู้สึกเจ็บใจตั้งแต่ตอนดีลจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยถีบพรรคก้าวไกลออกและไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามอย่างไม่น่าเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ตนเองเข้าสู่อำนาจโดยไม่สนใจศพคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตเพื่อออกมาปกป้องพรรคเพื่อไทย

ตาสว่าง ขบวนคนเสื้อแดงกับพัฒนาการของประชาธิปไตยไทย

สส.แจมเล่าต่อไปว่าเธอตาสว่างช้า ช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 ที่กำหนดให้มีบัตรเลือกตั้งสองใบ จำได้เธอก็ช่วยพรรคเพื่อไทยหาเสียงด้วยโดยเฉพาะประชาชนในเขตสายไหมที่ส่วนใหญ่เชียร์พรรคเพื่อไทย เธอเคยบอกกับประชาชนว่าให้เลือกพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลคนละครึ่งเพราะคิดว่าจะจับมือกันแน่นอน ซึ่งเธอก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าพรรคเพื่อไทยจะหักหลังประชาชนด้วยการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วในภายหลัง

สส.แจมเล่ามุมมองส่วนตัวที่ตัดสินใจเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงปี 2553 ว่าตอนนั้นเธอมองว่าทักษิณเป็นสัญลักษณ์ของผู้ถูกกระทำอย่างอยุติธรรม แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลังจากทักษิณปล่อยเรือ เธอก็รู้สึกว่าคนเสื้อแดงกลายเป็นสัญลักษณ์นั้นแทนจากการถูกปราบปรามเสียชีวิต หลายคนกลายเป็นแพะในคดีต่างๆโดยไร้ซึ่งความยุติธรรม อีกทั้งคนเสื้อแดงยังถูกปรามาศว่าสมควรตายราวกับว่าชีวิตของพวกเขาไร้คุณค่า ขณะที่มีการจัดกิจกรรม Big Cleaning Day ที่ห้างสรรพสินค้าเซนทรัลเวิร์ลหลังสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่บาดเจ็บเสียชีวิตซึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการทำลายหลักฐานเช็ดเลือดของคนเสื้อแดงออกไปโดยให้ความสำคัญกับอาคารสถานที่มากกว่าชีวิตของผู้ชุมนุมที่ถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่รัฐ  และผู้คนก็ใช้ชีวิตกันต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หลังจากนั้น เหตุการณ์คนเสื้อแดงก็ยิ่งทำให้สส.แจมหันมาสนใจการเมืองมากขึ้นกว่าเดิม เธอรู้สึกเจ็บปวดและต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อทวงความยุติธรรมโดยเฉพาะหลังสลายการชุมนุมพฤษภา 2553 ที่เธอค่อยๆตาสว่างมากขึ้นจากการรับรู้ข้อมูลบางอย่างที่คนเสื้อแดงส่งต่อกันผ่านแผ่นซีดีในยุคนั้น  และการได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวในขบวนเดียวกับพี่หนูหริ่ง - สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) ผู้บุกเบิกการใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวและแกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กระทั่งต่อมาเธอก็ตาสว่างเพิ่มขึ้นอีกหลังได้เริ่มรู้จักชื่อของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล รวมไปถึงการดำเนินคดีมาตรา 112 กับประชาชน เช่น คดีอากง ฯลฯ ที่กระตุ้นให้เธอสนใจทำอาชีพทนายความเพื่อต้องการใช้ความรู้ความสามารถด้านกฏหมายมาช่วยเหลือประชาชน และเธอก็ได้เป็นทนายความคดีคนเสื้อแดงตอนทำงานที่ศูนย์ทนายฯ ด้วย

ความยุติธรรมเพื่อคนเสื้อแดงที่ฝากทวงต่อไป

สส.แจมระบุว่าเมื่อเช้า (10 เมษา 2568) ไปงานรำลึกครบ 15 ปี สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมษา-พฤษภา 53 ที่แยกคอกวัว เธอได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานคนเสื้อแดงและเลขาธิการกรรมการคณะประชาชนทวงความยุติธรรมที่มาร่วมงานและฝากสส.แจมในประเด็นการคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง โดยอาจารย์ธิดาบอกกับสส.แจมในทำนองว่า ฝากทวงความยุติธรรมให้คนเสื้อแดงด้วยเพราะไม่รู้ว่าตนจะมีอายุยืนยาวทันเห็นความยุติธรรมหรือไม่ โดยคดีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงจะหมดอายุเมื่อครบ20 ปี ซึ่งในตอนนี้เหลือเวลาอีก 5 ปีเท่านั้น เธอก็ยังคงมีความหวังอยู่ว่าจะสามารถทวงความยุติธรรมได้สำเร็จแม้จะมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ล่าช้าของรัฐบาล

เสื้อแดงมีหลายเฉด แดงแบบยึดหลักการ กับแดงแบบยึดตัวบุคคลและพรรค

สว.บัส เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา กลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน จังหวัดสมุทรสงครามเล่าว่าประสบการณ์การชุมนุมคนเสื้อแดงในฐานะกลุ่มผู้จัดกิจกรรมว่าในตอนนั้นการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นเพียงส่วนหนึ่งในเป้าหมายของกลุ่ม และจริงๆเขาเองก็ไม่ได้ชื่นชอบทักษิณมากขนาดนั้น แต่เข้าร่วมชุมนุมคนเสื้อแดงเพราะยึดมั่นในหลักการและรู้สึกไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทักษิณถูกกระทำ

สว.บัสให้เหตุผลว่าเขาไม่ได้ชอบทักษิณเพราะนโยบายไม่ได้เป็นประชาธิปไตยขนาดนั้นในแง่ของการใช้อำนาจพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และสงครามยาเสพติดที่ก็นำไปสู่การตั้งคำถาม จริงอยู่ที่ทักษิณได้รับเลือกมากจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เรื่องนโยบายดังกล่าวเขาไม่เห็นด้วยเท่าใดนัก แต่ถึงกระนั้นเขาก็เข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเพราะไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ใช้มาตรา 7 เรียกร้องจนนำไปสู่รัฐประหารทักษิณ

สว.บัสเล่าต่อไปว่าในการชุมนุมคนเสื้อแดงมีหลากหลายเฉด มีทั้งเสื้อแดงที่รักทักษิณ และยึดมั่นในหลักการไม่เอารัฐประหาร  กับกลุ่มเสื้อแดงลักษณะที่สองไม่เอา ไม่เอาทักษิณและไม่เอารัฐประหาร เขาเล่าว่ากลุ่มแรกๆที่ออกมาต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน คือกลุ่มของอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์, เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ บางส่วนประท้วงด้วยการอดอาหารเช่น ฉลาด วรฉัตร บางส่วนก็จะไปร่วมกลุ่มนปก. ที่มีแกนนำเป็นณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, จตุพร พรหมพันธ์ุ และหมอเหวง  โตจิราการ แต่ถ้าเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหว (Activist) ที่ไม่เอาทั้งทักษิณและไม่เอารัฐประหาร เช่น กลุ่มฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ, กลุ่มแดงสยาม, กลุ่ม24 มิถุนาประชาธิปไตย ที่จะพบว่าข้อเรียกร้อง ข้อวิจารณ์ค่อนข้างไปไกลกว่าหรือเพดานสูงกว่ากลุ่มแรกๆ ซึ่งสื่อหลักก็มักจะไปรายงานเวทีใหญ่เป็นหลัก เช่น เวทีของกลุ่มนปช. แต่ขณะเดียวกันก็มีสื่อที่ถ่ายทอดสดการชุมนุมกลุ่มอื่นที่เกิดขึ้นในยุคนั้นด้วยอย่างช่องยูทูปของลุงสนามหลวง

ชนวนเหตุและผู้อยู่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม

สว.บัสเล่าถึงตอนสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 โดยโชว์ภาพถ่ายเก่าสมัยที่ชัยธวัช ตุลาธน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, อุเชนทร เชียงแสน ในการชุมนุมที่แยกคอกวัว เมื่อเวลาประมาณหกโมงเย็นก่อนจะมีสลายการชุมนุม  สว. บัสเล่าด้วยว่าวันนั้นในภาพที่เห็นชัยธวัชใส่หมวกกันน็อกถือธงทำให้ชัยธวัชถูกดันไปข้างหน้าตอนเกิดเหตุชุลมุนกับเจ้าหน้าที่เพราะเขาแต่งตัวดูพร้อมเป็นแนวหน้าปะทะมากที่สุดแต่ว่าวันนั้นชัยธวัชถูกตีออกมาจากกลุ่มคนตรงนั้นก่อน ขณะที่ธนาธร ถูกยิงที่แขน ซึ่งในวันนั้นสว.บัสได้ไปถ่ายรูปก็รู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดีเพราะสังเกตว่าบริเวณพื้นที่ชุมนุมไม่มีรถเครื่องเสียง และไม่มีการเจรจาใดๆ ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็เคลื่อนตัวมาจากแยนคอกวัวไปราชดำเนินอย่างไม่หยุดพัก ประกอบกับก่อนหน้านั้นก็มีข่าวลือที่กลายเป็นเรื่องจริงว่าเกรียงไกร คำน้อย ถูกยิงที่ท้องและลือว่าเสียชีวิต แต่ในความจริงเกรียงไกรไปเสียชีวิตที่รพ.หน้ากระทรวงการศึกษา  ทำให้ผู้ชุมนุมคิดเตรียมใจว่าทหารเอาจริงแน่ ทุกคนพร้อมแต่เครื่องเสียงไม่พร้อม

สว.บัสเล่าต่อไปว่าตัวเขากับพี่จิตรา คชเดชก็ไปบอกกับเวทีใหญ่ว่าควรเอาเครื่องเสียงมาแต่ไม่สำเร็จ เพราะเครื่องเสียงมาถึงแค่โรงเรียนสตรีวิทยา วันนั้นมีเหตุระเบิดและเหตุชุลมุนปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนจนเสียชีวิต บางศพถูกยิงที่ศีรษะ เขาเล่าว่าคนเสื้อแดงก็จับทหารไปหลังเวทีชุมนุมด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยสนามอารมณ์ ตัวเขาก็พยายามเอาตัวไปห้ามด้วยการเข้ากอดทหารไว้จนถูกถีบมาที่หลังซึ่งก็ไม่รู้ว่าเท้าใคร  สว.บัสเล่าว่าการชุมนุมไม่ได้มาลอยๆ ก่อนหน้านั้นวันที่ 7 เมษายน 2553 มีคำสั่งตัดดาวเทียมไทยคมจนช่องทางการสื่อสารมีปัญหา เว็บไซต์สำนักข่าวประชาไทก็ถูกปิดด้วยซึ่งเขาทำงานเขียนข่าวส่งให้ประชาไท หลังจากนั้น คนเสื้อแดงก็บุกไปดาวเทียมไทยคม เขาเล่าว่าการชุมนุมคนเสื้อแดงมีข้อเรียกร้องเรื่องการยุบสภาซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานมากแต่กลับถูกปราบอย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ

สว.บัสเล่าต่อไปอีกว่าช่วงสงกรานต์เลือดก็เคยมีข่าวพบศพลอยมาที่แม่น้ำซึ่งพบว่าผู้เสียชีวิตมีประวัติเป็นการ์ดผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ย้อนกลับไปดูที่สาเหตุการชุมนุมตั้งแต่ 2 ธันวาคม 2551 พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลถูกยุบพรรคจากข้อกล่าวหาการกระทำที่เข้าข่ายทุจริตการเลือกตั้ง (ก่อนจะไปตั้งพรรคใหม่เป็นพรรคเพื่อไทย)และสมชาย วงศ์สวัสดิ์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการถูกตัดสิทธิทางการเมือง กขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมหันไปสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีคะแนนเสียงในสภารองลงมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ส่งผลให้เกิดรัฐบาลข้ามขั้ว ด้วยเหตุนี้คนเสื้อแดงจึงรู้สึกว่าต้องยุบสภา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน พวกเขาจึงมาชุมนุมกัน

สองมาตรฐาน ชะตากรรมที่พรรคแดงและพรรคส้มเผชิญ

สว.บัสเล่าด้วยว่าก่อนหน้านั้นตั้งแต่สมัยก่อนการชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็มีเหตุการณ์สองมาตรฐานจากการพยายามไปดึงอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง ซึ่งกลายมาเป็นประเด็นดีเบตระหว่างพรรคส้มกับพรรคแดงในปี 2566  โดยสว.บัสพยายามเชื่อมโยงประสบการณ์สองมาตราฐานตอนที่เขาเคยทำงานด้านการแสวงหาการความจริง (Fact Finding) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาคนเสื้อแดงเรื่องเผาบ้านเผาเมือง และชายชุดดำที่เซนทรัลเวิร์ลเมื่อปี 2553 ซึ่งหากเปรียบเทียบสิ่งที่คนเสื้อแดงถูกกระทำกับสิ่งที่พรรคก้าวไกลเผชิญอยู่ก็ไม่ได้ต่างกัน ทั้งเรื่องสองมาตรฐาน เรื่องการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แม้จะมีการอ้างว่าพรรคดังกล่าวมีลักษณะขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่อย่าลืมว่า เสียงของสว.ชุดเก่า 250 คน คือตัวแทนของอำนาจนอกระบบที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจทางการเมืองหลายๆเรื่อง

สว.บัสเล่าต่อไปว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทย หรืออดีตพรรคพลังประชาชน และพรรคก้าวไกลในปัจจุบันเจอคือสิ่งที่เหมือนกันอาทิเช่น ยุคทักษิณที่ในตอนนั้นเป็นพรรคไทยรักไทยก็ถูกกล่าวหาเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ รวมไปถึงการกล่าวหาเรื่องวางแผนล้มเจ้า ซึ่งหากไม่ได้มองเรื่องตัวบุคคลหรือชื่อพรรค สิ่งที่พรรคก้าวไกลถูกกระทำก็ไม่ได้ต่างจากพรรคสีแดง หากคุณเป็นคนเสื้อแดงประเภทที่ยึดมั่นในหลักการก็คงจะรู้สึกเห็นใจพรรคก้าวไกลเหมือนกับที่เคยเห็นใจพรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน และหากมองกระแสทุกวันที่ทุกคนเคลมตนเองว่าเป็นคนเสื้อแดงก็จงทบทวนดูว่า เราเป็นคนเสื้อแดงแบบไหน โดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าเราสู้เพื่ออะไรหรือยึดมั่นอะไร เช่นเป็นคนเสื้อแดงที่ยึดมั่นในพรรคการเมือง บุคคล สีเสื้อ หรือยึดมั่นในหลักการ

มรดกที่คนเสื้อแดงช่วยผลักดันสังคมให้เป็นประชาธิปไตย

สำหรับมรดกคนเสื้อแดงที่มีต่อพัฒนาการประชาธิปไตยไทย สว.บัสระบุว่า คนเสื้อแดงทำให้การเมืองเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน โดยเเฉพาะพี่หนูหริ่ง สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวตั้งแต่ขบวนที่เรียกว่า “แดงไม่รับ” และแกนนำกลุ่ม “วันอาทิตย์สีแดง” ที่ต่อมาส่งผลให้ผู้คนในสังคมหันมาตื่นรู้ทางการเมืองผ่านการนัดเจอทำกิจกรรมรวมกลุ่มกันทุกวันอาทิตย์รวมไปถึงวัฒนธรรมบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่เป็นพื้นที่เปิดให้คนได้แสดงความคิดเห็น อุดมการณ์หรือสร้างบทสนทนาที่มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย

คืนความยุติธรรม = คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สว.บัสเล่าด้วยว่านอกจากกลุ่มของบก.ลายจุด เขาเองก็มีกลุ่ม “ประกายไฟ” ของตัวเองที่ไปจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนอนตายจำลองเหตุการณ์ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหลังสลายการชุมนุมพฤษภา 2553  เพื่อไม่ให้คนลืมเหตุการณ์ ขณะที่ช่วงนั้นมีการจัดกิจกรรมไว้อาลัยอาคารเซนทรัลเวิร์ลซึ่งสำหรับเขามองว่าผ่านไปไม่กี่เดือนอาคารก็ถูกสร้างใหม่แล้ว แต่ชีวิตคนที่เสียไปมันสร้างใหม่ไม่ได้ และจากการทำงาน Fact Finding ของสว.บัส เรื่องการตามหาข้อเท็จจริงของคนเสื้อแดง และโดยเฉพาะกรณีการปรากฏตัวของชายชุดดำที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ก่อความรุนแรง แต่จากการสืบสวนการตายพบว่าศพของคนเสื้อแดงไม่มีใครมีเขม่าดินปืนติดอยู่เลย อีกทั้งยังพบว่าประชาชนหลายรายเสียชีวิตจากกระสุนของฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐ

นอกจากนั้น สว.บัสมองว่ามรดกจากเหตุการณ์คนเสื้อแดงที่มีต่อสังคมไทยอีกส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดของรัฐที่กระทำต่อประชาชนโดยไม่มีใครรับผิดชอบ โดยยกตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่น คดีตากใบที่อายุความหมดไปแล้วก็ยังคงนำตัวผู้ต้องหาที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐมาดำเนินคดีไม่ได้ และเกรงว่าคดีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเองจะดำเนินตามรอยหรือไม่ เพราะตอนนี้เหลืออีกห้าปีคดีก็ใกล้จะหมดอายุความแล้ว ซึ่งเขามองว่าฝ่ายนิติบัญญัติเองก็อาจจะต้องหันมาพิจารณาประเด็นเรื่องการแก้กฏหมายให้คดีที่รัฐกระทำต่อประชาชนไม่มีอายุความจนกว่าจะตามผู้ต้องหามาลงโทษให้ได้

สว.บัสระบุว่านอกจากจะแก้กฏหมายเรื่องอายุความแล้ว หากคุณคิดว่าตนเป็นคนเสื้อแดงอย่างแท้จริง สิ่งที่ไม่คุณจะยอมไม่ได้คือการเพิกเฉยต่อการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง รวมไปถึงอาสาสมัครที่ไม่ได้จะมาชุมนุมแต่เสียชีวิตในที่ชุมนุม เช่น คุณกมลเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ศพวัดปทุมฯ, คุณบุญทิ้ง ปานศิลา อาสาสมัครกู้ชีพที่ถูกยิงเสียชีวิตที่ซอยรางน้ำ, คุณฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพอิตาลีที่ถูกยิงเสียชีวิตไปช่วงพฤษา 2553  และคุณฮิโรยูกิ มุราโมโต (Hiroyoki Muramoto) ช่างภาพชาวญี่ปุ่นจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters)ที่ถูกยิงเสียชีวิตที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ซึ่งคนเหล่านี้เสียชึวิตระหว่างสลายการชุมนุมไปโดยไม่ได้รับความยุติธรรมเลยแม้กระทั่งอาสาสมัครที่ตั้งใจมาช่วยเหลือผู้อื่น และหากเรายังคงปล่อยให้มาตรฐานนี้ดำรงอยู่ในสังคมไปเรื่อยๆ ลูกหลานของเราก็อาจจะเจอชะตากรรมแบบเดียวกันก็ได้ในอนาคต

หากคุณเคลมว่าเป็นคนเสื้อแดงแท้จริงหรือบอกว่ารักพรรคการเมืองนั้น คุณยิ่งก็ควรจะเรียกร้อง ยิ่งต้องคาดหวังกับรัฐบาลพรรคนั้น เพื่อให้รัฐบาลพรรคนั้นดำเนินงานในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคุณมากที่สุด และเพื่อให้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดไม่สานต่อไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน