• บทความ
  • NEWS ข่าวสาร

29 มีนาคม 2568  พิพิธภัณฑ์สามัญชน ร่วมกับ Kinjai Contemporary จัดวงสนทนาเปิดตัวงาน เสื้อตัวนี้สีแดง Red’s Objects Dialogue ในหัวข้อ “ความทรงจำสีแดง- The Red Diaries”  

เพื่อแชร์ประสบการณ์ขบวนการเคลื่อนไหวกลุ่มคนเสื้อแดงในมิติต่างๆ ทั้งบรรยากาศ อาหารการกิน บทเพลงและวัฒนธรรมบันเทิงทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดผ่านวงสนทนาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงาน “เสื้อตัวนี้สีแดง” ที่จัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 15 ปี เหตุการณ์สลายชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเมษายน - พฤษภาคม 2553  เพื่อรำลึกและทบทวนความทรงจำการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในช่วงรัฐประหาร 2549

พูดคุยกับ วาสนา เคนหล้า อดีตคนเสื้อแดงอุดรธานี, พิทาน ทรงกัมพล (แป๊ะ บางสนาน) ศิลปินเจ้าของบทเพลง 'รักคนเสื้อแดง' และ 'ลัดดา ไม่โอเค' อดีตคนเสื้อแดงกรุงเทพ

 

แป๊ะบางสนาน: ขับเคลื่อนประชาธิปไตยด้วยเสียงเพลง 'รักคนเสื้อแดง'

แป๊ะบางสนาน เริ่มเล่าเหตุผลที่เข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงว่าเกิดมาจากความรู้สึกเสียดายที่ตนไม่ได้ไปมีส่วนร่วมตั้งแต่สมัยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ทำให้เพื่อนของเขาถูกยิงจนต้องส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาล กระทั่งเวลาผ่านไปก็ไม่คิดว่าจะมีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2549 ความเสียดายที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยในอดีตจึงทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการคนเสื้อแดง ซึ่งในครั้งแรกเริ่มเป็นการชุมนุมคัดค้านการทำรัฐประหารที่ผู้ชุมนุมใส่เสื้อสีอะไรก็ได้มาเข้าร่วม ก่อนที่ ‘สีแดง’ จะถูกหยิบมาใช้เป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวในเวลาต่อมา

อีกเหตุผลที่ทำให้แป๊ะบางสนานเข้ามามีส่วนร่วมเนื่องจากเขามองว่ารัฐประหารคือตัวถ่วงรั้งความเจริญ และรู้สึกเสียดายที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรแต่กลับไม่สามารถสร้างรัฐสวัสดิการที่ดีได้เหมือนประเทศอื่นที่เจริญแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์

แป๊ะบางสนาน ผู้รับใช้ให้พี่น้องมีความสุข สนุกสนาน

สำหรับเพลงรักคนเสื้อแเดงที่แต่งโดยแป๊ะบางสนาน เล่าว่าได้แรงบันดาลใจมาจากการชุมนุมที่ราชมังคลากีฬาสนานเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ที่มีการขับร้องพลงบนเวทีคนเสื้อแดง เช่น เพลงของวิสาคัญทัพ, จิ้นกรรมาชน, ชายอิสระชน, อู๋เสรีชน ฯลฯ ซึ่งมักจะเป็นเพลงที่มีจังหวะทำนองช้า ทำให้เขาคิดอยากลองแต่งเพลงใหม่ๆที่แหวก หรือแตกต่างไปจากแนวเพลงก่อนหน้านั้นด้วยการตั้งโจทย์ในการแต่งเพลง ว่าอะไรคือเหตุผลการมาชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยเนื้อหาเพลงที่แต่งจะต้องสื่อถึงตัวตน“ความเป็นคนเสื้อแดง”รวมถึงทำนองที่สนุกสนาน โดนใจผู้ฟัง

แป๊ะบางสนานเล่าต่อไปว่าระหว่างที่ขับรถกลับจากที่ราชมังคลา ก็ฮัมเพลงไปเรื่อยๆ จนได้เป็นทำนองเพลงรักคนเสื้อแดง ซึ่งกว่าจะปล่อยเป็นเพลงสำเร็จได้ใช้เวลาแต่งสามวัน และเรียบเรียงเสียงประสานหกเดือน ทั้งนี้ ต้องให้เครดิตโปรดิวเซอร์คุณ “ปลาหมึกไข่” ที่ช่วยเรียบเรียงเนื้อเพลงรักคนเสื้อแดงด้วย

เพลงรักคนเสื้อแดงถูกขับร้องโดยแป๊ะบางสนานบนเวทีครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ตอนเวลาประมาณตีสอง แป๊ะบางสนานเล่าความตลกอย่างหนึ่งด้วยว่าหลังจากที่เริ่มร้องเพลงนี้ผ่านไปแล้วสองท่อน  พี่น้องเสื้อแดงที่ปักหลักอยู่ฟังในคืนนั้นก็ดูมีท่าทีลังเลว่าจะลุกเต้นดีรึเปล่า แม้กระทั่งตำรวจรัฐสภาที่เดินผ่านไปมาบริเวณนั้นก็เต้นตามไปด้วย ซึ่งนับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจสำหรับแป๊ะบางสนานในฐานะที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนไปกับพี่น้องคนเสื้อแดงผ่านบทเพลงที่ตั้งใจทำออกมาเพื่อคลายความเหนื่อยล้าและความตึงเครียดให้กับพี่น้องคนเสื้อแดงที่ออกมาชุมนุมตากแดดร้อนๆทั้งวัน

 

หลังจากนั้นแป๊ะบางสนานก็ได้คิวขึ้นร้องเพลงตอนตีสองมาโดยตลอด ด้วยท่วงทำนองที่สนุกสนานชวนขยับร่างกายของเพลงรักคนเสื้อแดงก็ช่วยปลุกผู้คนให้หายจากอาการง่วงนอนได้ โดยแป๊ะบางสนานเล่าให้ฟังด้วยว่าการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาที่ใช้ ผ้าโพกหัว นั้นสื่อความหมายถึง “ผู้รับใช้ให้พี่น้องประชาชนมีความสุข สนุกสนานในช่วงที่เจอแป๊ะบางสนาน” โดยคำว่า “บางสนาน”แปลว่าละแวกแห่งความสุข

นอกจากนั้น แป๊ะบางสนานยังโชว์อัลบั้มของเขา I am Red Shirt ที่ผลิตออกมาเพื่อต้องการเผยแพร่วัฒนธรรมการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในยุคนั้น และอัลบั้มชุดที่สองที่ชื่อว่า สองขาเพื่อประชาธิปไตย ที่แป๊ะบางสนานนำมาขายเพื่อเป็นค่าน้ำมันเวลาเดินทางไปร่วมชุมนุมในต่างจังหวัด ซึ่งนับว่าสื่อประเภทแผ่นซีดี ดีวีดีที่บันทึกข้อมูล หรือภาพวิดีโอก็ได้รับนิยมแพร่หลายมากในยุคนั้นที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตยังไม่รวดเร็ว

ร้องเพลงบนเวทีเชียงรายและเวทีราชประสงค์ ประทับใจที่สุด

เมื่อถามว่าร้องเพลงที่ไหนประทับใจที่สุด สำหรับแป๊ะบางสนานเล่าว่าที่จริงก็รู้สึกประทับใจหลายที่เพราะไปที่ไหนก็รู้สึกเหมือนประชาชนมาคอยโอบอุ้มต้อนรับอย่างดี แต่ถ้าต้องเลือกก็คงจะเป็นครั้งที่ไปแสดงในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เพราะทันทีที่เครื่องบินบนลงจอดก็มีน้องคุมเวทีมารอรับที่สนามบิน มีการวอต่อๆกันว่า “แป๊ะบางสนานมาแล้วนะๆ” และเมื่อรถตู้ที่แป๊ะบางสนานนั่งมาจอดข้างเวทีขณะที่มีการปราศรัยอยู่ สายตาทุกคู่บริเวณนั้นก็หันมาจับจ้องที่รถตู้ของเขาด้วยความดีใจ ตื่นเต้นซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แป๊ะบางสนานรู้สึกประทับใจและรู้สึกขอบคุณทุกครั้งสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่นของพี่น้องเสื้อแดงในยุคนั้น

อีกเวทีที่ประทับใจคือ ที่ราชประสงค์เมื่อเดือนเมษายน 2553 คืนก่อนวันสลายการชุมนุมที่แป๊ะบางสนานเล่าว่าเขาได้นอนพักผ่อนใต้เวทีราชประสงค์หลังโชว์เสร็จกับพี่น้องที่อยู่ด้วยกันอย่างเช่น ดารุณี กฤตบุญญาลัย, ป้าศิริวรรณแอลเอ และผู้จัดการเวที รวมตัวเขาด้วยเป็นสี่คน แต่เก้าอี้ที่เอนนอนใต้เวทีมีเพียงสามตัวทำให้เขาต้องสลับเปลี่ยนกันพักผ่อนราวกับเล่นเก้าอี้ดนตรี หลังจบการแสดงตอนตีสามด้วยความเหนื่อยล้าเขาก็ยังไม่นอนทันที แต่เลือกที่จะลากสังขารตัวเองมาทานข้าวเช้า เพื่อให้เก้าอี้ว่างและผู้อื่นได้นอน แล้วเขาค่อยหาวิธีนอนทีหลัง ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ได้ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันกับพี่น้องคนเสื้อแดง หรือแม้กระทั่งบางคนก็ใช้ฟุตบาทข้างถนนเป็นหมอนหนุนนอน

สำหรับในโอกาสครบรอบ 15 ปี การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง แป๊ะบางสนานก็อยากส่งกำลังใจถึงผู้สูญเสียชีวิต และหวังอยากให้คนเสื้อแดงได้รับการเยียวยาและความยุติธรรมเกิดขึ้นในเร็ววัน

วาสนา: อุดรธานี เมืองหลวงของคนเสื้อแดง

ติ๋ม หรือวาสนา อดีตคนเสื้อแดงชาวอุดรธานี เล่าว่าครั้งแรกที่ร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเกิดขึ้นแบบงงๆ เพราะไม่ค่อยได้ติดตามการเมืองไทยมากนัก เนื่องจากก่อนหน้านั้นเธอย้ายไปทำงานที่เกาหลีใต้เป็นเวลา 14 ปี ซึ่งยุคนั้นมีคนย้ายไปทำงานที่เกาหลีแบบผิดกฏหมายหรือเป็นผีน้อยกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ตัวเธอย้ายไปทำงานอย่างถูกกฏหมาย พอได้กลับไทยเดือนมีนาคม 2553 ญาติพี่น้องของเธอที่มารอรับที่สนามบินสุวรรณภูมิก็ขับรถพาไปชุมนุมที่ราชประสงค์ทันทีพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ขนมาด้วย ในตอนนั้นเธอรับรู้เพียงว่าประชาชนรักนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

ประกอบกับในยุคนั้นเห็นว่ามีโยบายที่ประกาศให้คนไทยที่อยู่เกาหลีใต้เกิน 1 ปี สามารถขอทำวีซ่าได้ เธอจึงคิดว่ารัฐบาลทักษิณน่าจะดีจริงๆ

ติ๋มเล่าต่อไปว่าหลังชุมนุมราชประสงค์หนึ่งคืน ก็ได้มีโอกาสรู้จักกับบรรดาแกนนำ เช่น ขวัญชัย ไพรพนา กระทั่งได้เข้าร่วม ‘ชมรมคนรักอุดร’ โดยเธอได้ทำหน้าที่ประสานงานเรื่องการเดินทางไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯให้กับชาวอุดรธานี คอยแจ้งคนในอำเภอต่างๆว่าจะต้องไปขึ้นรถที่จุดไหน หรือต้องเดินทางอย่างไร สมัยนั้นเธอไม่ต้องคอยช่วยอธิบายติดต่อญาติของผู้คนภายในจังหวัด เพราะทุกคนล้วนอยากเข้ากรุงเทพฯ ขณะเดียวกัน สส. หรือผู้ใหญ่ใจดีในจังหวัดเองก็ให้การสนับสนุนจัดหารถเดินทางให้เป็นอย่างดี

แดงอุดรธานี มาด้วยใจ ไม่ต้องจ้าง

สำหรับคำกล่าวขานที่ว่า “อุดรธานีคือเมืองของคนเสื้อแดง” ในมุมมองของติ๋มเล่าว่าเป็นผลมาจากความสามัคคีของคนเสื้อแดงในจังหวัดอุดรที่จะจัดกิจกรรมกันเกือบทั้งหมด 20 อำเภอ อีกทั้ง ยังมี ‘ชมรมคนรักอุดร’ ที่เข้มแข็งมาก สมัยนั้น คนเสื้อแดงจะนัดรวมตัวกันที่อำเภอหนองลีหู ต.สามพร้าว  

เธอเล่าว่ายุคนั้นถนนเส้นหลักทั้งสี่เส้นจังหวัดอุดรธานีล้วนพร้อมใจกันปิดถนน โดยเฉพาะถนนเส้นหลักอำเภอโนนสะอาดที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพฯก็ถูกปิดกั้นโดยประชาชน เพื่อป้องกันรถเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารไม่ให้ผ่านเข้ามาในจังหวัด รวมไปถึงเส้นถนนหนองวัวซอ ,ถนนบ้านผือของจังหวัดหนองคาย และถนนหนองหาน จังหวัดสกลนครที่ก็ถูกปิดเหมือนกัน

ติ๋มเล่าว่าการปิดถนนโดยประชาชนครั้งนั้นส่งผลให้หลายคนถูกดำเนินคดี เธอเล่าว่าแนวคิดที่มวลชนเสื้อแดงรวมถึงตัวเธอที่ออกมาชุมนุมกันเพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะนโยบายต่างๆในยุครัฐบาลทักษิณที่เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ผ่านโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน, สินค้าโอทอป ฯลฯ รวมไปถึงประสบการณ์ของเธอที่ได้ไปเห็นความเจริญของเมืองนอกก็ยิ่งทำให้มองเห็นศักยภาพประเทศไทยที่สามารถพัฒนาไปสู่จุดนั้นได้  และเมื่อรัฐบาลทักษิณถูกทำรัฐประหาร ประชาชนที่รู้สึกไม่พอใจจึงออกมาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับทักษิณ

ติ๋มเล่าต่อไปอีกว่าการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งของมวลชนชาวอุดรธานีส่วนนึงเป็นผลมาจากการที่ สส.พรรคเพื่อไทยในสภาก็เป็นคนจังหวัดอุดรธานีไปแล้วถึง 8 คน อย่างไรก็ตาม สำหรับเธอในการเข้าร่วมชุมนุมคนเสื้อแดงแต่ละครั้งก็มีแต่จะควักเงินออก รวมเงินกับพี่น้องเสื้อแดงหลายคนเพื่อเหมารถเดินทางไปชุมนุม  ไม่ได้รับเงินค่าจ้างมาอย่างที่ถูกกล่าวหา เพราะคนเสื้อแดงในตอนนั้นรู้สึกผูกพันธ์และศรัทธากับแนวคิดและวิถีประชาธิปไตยโดยแท้จริง

ปฏิทินและขันน้ำที่เป็นภัยความมั่นคง

เมื่อพูดถึงของสะสมที่พิพิธภัณฑ์สามัญชนนำมาจัดแสดงในงานนี้ ติ๋มยกตัวอย่างชิ้นที่น่าสนใจที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเธอมาเล่าให้ฟังด้วย เช่น ปฏิทินปี 2019 รูปทักษิณ- ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พี่น้องอดีตนายกรัฐมนตรี กับขันน้ำสีแดงที่เธอได้รับมาช่วงสงกรานต์ตอนที่ทักษิณไปประเทศลาว โดยเธอเล่าว่าของทั้งสองชิ้นดังกล่าวเป็นเหตุทำให้เธอมีทหารติดตามเฝ้าหน้าบ้านและถูกดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าของเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคง ในตอนนั้นเธอรู้สึกงงมาก ว่าปฏิทิน กับขันน้ำธรรมดาๆเป็นภัยความมั่นคงได้อย่างไร   จนถึงขั้นที่ถูกทำเป็นข่าวไปลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เธอจำได้ว่านักข่าวและทหารมารายล้อมอยู่เต็มหน้าบ้านและมาถ่ายรูปของเธอในสภาพสวมชุดนอนด้วยใบหน้าที่ไม่ได้แต่งสวยเลย

นอกจากนั้นก็มี เสื้อสกรีนลายศูนย์ปราบโกงที่ไม่ได้นำมาจัดแสดงในงาน ติ๋มเล่าให้ฟังว่าเสื้อตัวนั้นมีเรื่องราวการถูกดำเนินคดีจากการตั้งศูนย์ปราบโกงของเธอที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2559 ซึ่งเป็นคดีแรกที่ทำให้เธอรู้จักกับศาลทหาร เธอเล่าว่าเหตุการณ์นั้นมีการจัดกิจกรรมเปิดศูนย์ปราบโกงในหลายจังหวัดโดยเธอเองก็เป็นหนึ่งในแกนนำในอุดรธานีที่จัดกิจกรรมดังกล่าว ตอนนั้นมีประชาชนมารวมตัวกันร้อยกว่าคน ซึ่งละเมิดคำสั่งคณะคสช. ที่ห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หลังจากนั้นไม่ถึงสามสิบนาทีรถทหารก็มาบุกถึงที่ เธอจึงประกาศให้ประชาชนรีบกลับกันไปก่อน เหลือเพียงแค่เธอและแกนนำที่ถูกเชิญตัวไปโรงพักเพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือและทำสำนวนคดีจนค่ำ แต่สุดท้ายก็ได้รับการประกันตัวออกมา

และเนื่องในวาระรำลึก 15 ปีสลายชุมนุมคนเสื้อแดง ติ๋มก็ฝากทิ้งท้ายว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ผ่านมาส่งผลให้หลายคนสูญเสียชีวิตและถูกจำคุกด้วยคดีการเมืองไม่ต่างจากเยาวชนยุคนี้ โดยเธอหวังว่าในอนาคตจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประเทศเราอย่างแท้จริง เพื่อให้การเสียสละชีวิตของคนเสื้อแดงและประชาชนไม่สูญเปล่า

ลัดดา: ความสามัคคีและหัวใจนักสู้ของคนเสื้อแดง

ลัดดา หรือ ดา อดีตคนเสื้อแดงกรุงเทพฯ เล่าว่าเธอประกอบอาชีพเป็นนักร้องโชว์บนเรืออันดามันปริ้นเซส เธอเล่าว่าก่อนร่วมเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดง เธอรู้สึกไม่พอใจตั้งแต่เหตุการณ์สังหารประชาชน หรือม็อบมือถือเมื่อปี 2535 เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ว่าทำไมรัฐถึงทำรุนแรงกับประชาชนมากเพียงนี้ และเมื่อถึงคราวเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ เธอก็เลือกจำลอง ศรีเมือง ส่วนเลือกตั้งทั่วไปเธอก็เลือกพรรคไทยรักไทยที่นำโดยทักษิณ ชินวัตร ซึ่งครั้งนั้นจำได้ว่าเธอเลือกตั้งข้ามจังหวัด เนื่องจากทำงานอยู่บนเรือก็กลับกรุงเทพไม่ได้

ดาเล่าต่อไปว่านอกจากทำงานบนเรือแล้ว เธอก็มีธุรกิจส่วนตัวด้วย สมัยนั้นใครมีธุรกิจหรือทำโรงงานก็จะขอกู้ได้ยากมากตั้งแต่สมัยชวน หลีกภัยเป็นรัฐบาลเพราะธนาคารจะไม่ปล่อยเงินกู้เลย แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งและเข้ามาบริหาร การกู้เงินกับธนาคารก็ทำได้ง่ายขึ้น ผู้คนมีบัตรเครดิต และไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบมาทำธุรกิจ เธอจึงคิดว่านโยบายของรัฐบาลไทยรักไทยดีเพราะให้โอกาสคนตัวเล็กตัวน้อยแบบเราได้สร้างธุรกิจของตนเอง จนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร 2549 เธอก็รู้สึกคับข้องใจว่าทำรัฐประหารทักษิณทำไม จึงตัดสินใจออกมาร่วมชุมนุมกับมวลชนเสื้อแดง

ดาเล่าว่าครั้งแรกที่ไปร่วมชุมนุมตอนนั้นยังไม่มีการเมืองสีเสื้อ ทุกคนใส่เสื้อสีอะไรก็ได้มาชุมนุมที่สนามหลวงโดยใช้ชื่อกลุ่มว่า นปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) รวมถึงก่อนรัฐประหารเอง เธอก็ได้ไปร่วมฟังการปราศรัยของทักษิณที่วงเวียนใหญ่ และการชุมนุมสมัชชาคนจนแถวจตุจักรด้วย ณ ตอนนั้นเธอรู้สึกว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้พัฒนาหรือสร้างประโยชน์ได้ตรงจุดต่อประเทศจริง ผ่านนโยบายต่างๆของรัฐบาลทักษิณ เช่น โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOS) ที่ช่วยให้เด็กเรียนจบปริญญาตรี

ดาเล่าต่อไปว่ามวลชนเสื้อแดงในยุคนั้นถือว่ามีความทรหดและใจสู้กันมาก แม้สภาพอากาศช่วงเดือนเมษายนจะร้อนจนทำให้กางเกงในไหม้เกียมขณะนั่งกับพื้นถนนตอนชุมนุมก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาท้อหรือถอยกลับบ้านกันไปก่อน คนเสื้อแดงยังคงปักหลักชุมนุมอย่างเนืองแน่นและให้ความร่วมมือทุกอย่าง แค่แกนนำบนเวทีประกาศว่าต้องการมวลชนไปที่ไหน คนเสื้อแดงก็พร้อมจะไปในทันใด

ดาเล่าต่อไปว่าสำหรับเธอหากมีอะไรที่ช่วยได้ เธอก็พร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เช่น ครั้งนึงช่วงพฤษภา 2553 ที่มีประกาศบนเวทีชุมนุมให้ประชาชนหาหมวกกันน็อกมาสวมใส่เพื่อป้องกันศีรษะจากก้อนหินที่มีคนยิงลงมาจากที่สูงย่านสีลม เธอและเพื่อนๆก็ช่วยกันรวบรวมหมวกกันน็อกมาแจกให้ เธอเล่าว่าคนเสื้อแดงมีทั้งคนกรุงเทพฯและคนต่างจังหวัดซึ่งต่างก็ไม่ค่อยมีเงินมากนักก็จะอาศัยการช่วยเหลือ หรือระดมเงินเพื่อหาของมาช่วยซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน แม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่เธอรู้สึกประทับใจ

ดาเล่าด้วยว่าเธอไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงหลายที่อย่างการชุมนุมที่โบนันซ่าเขาใหญ่ เมื่อปี 2554-55 ที่จัดบนใจกลางภูเขาในลักษณะเหมือนเทศกาลดนตรีก็เคยไป แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คือ การชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศที่ทำให้เห็นถึงความสามัคคี และหัวใจความเป็นนักสู้ของประชาชนคนเสื้อแดงในยุคนั้นที่นับว่าเป็นประสบการณ์ของประชาชนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเมษา-พฤษภา 53 ที่เป็นประวัติศาสตร์อันน่าสะเทือนใจที่ทำให้ดาเล่าไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนไม่สามารถพูดต่อไปได้

ส่งต่อเรื่องราวผ่านคอลเลคชันสะสมคนเสื้อแดง

สำหรับงานแสดงคอลเลคชันสะสมในครั้งนี้ ดาเองก็เป็นหนึ่งในผู้บริจาคคอลเลคชันใหญ่ให้กับทางพิพิธภัณฑ์มาจัดแสดงและดูแลต่อ โดยเฉพาะของสะสมที่เกี่ยวกับคนเสื้อแดงที่เธอไม่อยากเก็บไว้แล้ว โดยตัวอย่างชิ้นที่น่าสนใจคือ หนังสือและปฏิทินรูปยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่ในตอนนั้นเธอซื้อมาเก็บด้วยความภาคภูมิใจอย่างมากในฐานะที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก นอกจากนั้น ก็มีเสื้อรูป ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ที่เธอนำมามอบให้ด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากให้ทุกคนลืมผู้เสียสละชีวิตหลายคนจากการต่อสู้ในครั้งนั้นเพียงเพราะเห็นต่างทางการเมือง โดยดาฝากทิ้งท้ายให้มีการผลักดันการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทหารที่กระทำผิดต่อประชาชนเพื่อให้มีการรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ก่อนจบวงสนทนา ดาก็ฝากทิ้งท้ายว่าอยากให้ประชาชนทุกคนยึดผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าคุณจะสนับสนุนพรรคการเมืองใดอยู่ก็ขอให้จงช่วยกันตรวจสอบพรรคนั้น และเร่งรัด ผลักดัน ประเด็นที่มีประโยชน์ต่อสังคมหรือสาธารณะชน และเพื่อไม่ปล่อยให้คนที่สูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาเป็นเรื่องสูญเปล่า ดังนั้น การให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนรวมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด


สำหรับงานแสดงคอลเลคชันสะสม “เสื้อตัวนี้สีแดง Red’s Objects Dialogue”  จะจัดแสดงระหว่างวันที่ 29 มีนาคม -  10 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. - 19.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์) ผู้ที่สนใจสามารถแวะมาชมได้ที่ Kinjai Contemporary ใกล้ MRT สิรินธร ทางออก 1