• บทความ
  • Commoner on tour สามัญชนออนทัวร์

การปะทะด้วยกำลังอาวุธระหว่างตำรวจของทางการไทยกับผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ตำบลนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ในเดือนสิงหาคม 2508 หรือที่ถูกเรียกขานกันในภายหลังว่า “วันเสียงปืนแตก” อาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการต่อสู้กำลังด้วยกำลังอาวุธของทางการไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หลังเหตุการณ์ดังกล่าวการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างทั้งสองฝ่ายก็กระจายไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนส่งผลให้มีผู้สูญเสียจำนวนมากทั้งฝ่ายกองกำลังของทางการไทยและฝ่ายพคท.

ระหว่างที่การสู้รบด้วยกำลังอาวุธดำเนินไป เรื่องราวการสู้รบและความสูญเสียของฝ่ายกองกำลังของทางการไทยได้รับการบันทึกอย่างเป็นระบบผ่านการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตซึ่งมักมีการตีพิมพ์หนังสือที่ระลึกที่มีการบันทึกรายนามผู้เสียชีวิตแจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมพิธี ทว่าความสูญเสียของฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอาจยังไม่ได้มีการบันทึกอย่างเป็นระบบซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะข้อจำกัดของสถานการณ์

ต่อมาเมื่อการสู้รบยุติลงและสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายซึ่งรวมถึงการยกเลิก  พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 2543 อดีตสหายที่เคยเข้าป่าไปต่อสู้ร่วมกับพคท.ส่วนหนึ่งจึงเริ่มบันทึกประวัติศาสตร์และความสูญเสียของฝ่ายสหาย ทั้งในรูปแบบการตีพิมพ์หนังสือเล่าเรื่องชีวิตในเขตป่าเขา การรวบรวมรายชื่อผู้เสียสละ (ผู้ที่เสียชีวิตระหว่างสถานการณ์สู้รบ) รวมถึงการจัดสร้างอนุสรณ์สถานและจัดงานรำลึกตามเขตงานต่างๆ ซึ่งรวมถึงที่บ้านหม่องกั๊วะ ในอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของเขตงานอุ้มผาง

ความพยายามจากสหายชนชาติ

คุณเกียรติหรือสหายนำชัย อดีตสหายนักศึกษาที่เคยเป็นผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียนการเมืองที่อุ้มผางให้ข้อมูลว่าช่วงปี 2540 เริ่มมีการสร้างสถูปเพื่อบรรจุอัฐิผู้เสียสละในการปฏิวัติทั้งในพื้นที่ภาคใต้และภาคอีสาน ทำให้เริ่มมีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่จะก่อสร้างอนุสรณ์ที่บ้านหม่องกั๊วะซึ่งเป็นศูนย์กลางของเขตงานอุ้มผาง ในปี 2544 มีการประชุมร่วมกันของอดีตสหายที่เคยต่อสู้ร่วมกันในเขตงานอุ้มผาง ทั้งสหายคนเมืองและนักศึกษาและสหายชนชาติทั้งชาวม้งและชาวกะเหรี่ยงซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันว่าควรมีการสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงสหายในเขตงานที่เสียสละระหว่างการต่อสู้ สำหรับการก่อสร้างตัวอนุสรณ์มาเริ่มขึ้นจริงในปี 2545

สหายนำชัยเล่าให้ฟังต่อไปว่าการดำเนินการก่อสร้างในชั้นแรกสหายชนชาติชาวกะเหรี่ยงและชาวม้งเป็นผู้มีบทบาทหลัก มีการจัดตั้งคณะทำงานชุดหนึ่งที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายๆหมู่บ้านขึ้นมาเพื่อดำเนินงาน เนื่องจากการก่อสร้างครั้งนี้เป็นการริเริ่มของสหายชนชาติ พวกเขาจึงออกแบบตัวสถูปอย่างเรียบง่ายโดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่ครั้งนั้นการก่อสร้างยังไม่มีการสนับสนุนด้านทรัพยากรจากภายนอก วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นการระดมหินปูนทรายจากหมู่บ้านต่างๆที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเขตงานอุ้มผาง มาสร้างเป็นสถูปปูนรูปหลักศิลาจนแล้วเสร็จในปี 2547 

เพื่อให้การก่อสร้างอนุสรณ์สามารถบันทึกเรื่องราวของอดีตสหายผู้เสียสละได้อย่างครบถ้วน การรวบรวมรายชื่ออดีตสหายผู้เสียสละเป็นงานอีกส่วนหนึ่งที่ดำเนินควบคู่ไปการก่อสร้าง แม้การรวบรวมรายชื่อจะมีความท้าทายอยู่พอสมควรเพราะเกิดขึ้นหลังหลายปีหลังการต่อสู้รบซึ่งความทรงจำของคนร่วมสมัยก็อาจเลือนลางไปบ้าง 



สหายนำชัยขยายความถึงความท้าทายของการรวบรวมรายชื่อสหายผู้เสียสละเพื่อนำมาจารึกบนตัวอนุสรณ์ด้วยว่า ระหว่างที่กระบวนการดำเนินไป มีการถกเถียงกันว่าผู้เสียสละคนใดบ้างสมควรที่สมควรจะได้รับการจารึกชื่อบนอนุสรณ์นี้ ท้ายที่สุดจึงมีการตกลงกันว่าชื่อของสหายที่จะได้รับการจารึกบนอนุสรณ์นี้ ได้แก่สหายที่เสียสละในการสู้รบในช่วงสงครามนับจนถึงปี 2525 นอกจากนั้นก็จะมีรายชื่อของสหายนำที่อาจไม่ได้เสียชีวิตเพราะการสู้รบโดยตรงแต่ก็เสียชีวิตภายในปี 2525 เมื่อกำหนดกรอบการจารึกรายชื่อแล้ว สหายชนชาติก็จะกระจายตัวไปตามหมู่บ้านต่างๆเพื่อรวบรวมรายชื่อสหายผู้เสียสละที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการจารึกรายชื่อบนอนุสรณ์ ซึ่งรายชื่อของสหายกะเหรี่ยงค่อนข้างครบถ้วนแต่รายชื่อของสหายม้งอาจจะตกหล่นไปบ้าง

สหายนำชัยระบุด้วยว่ามีอยู่หนึ่งกรณีที่ญาติของผู้เสียสละไม่ต้องการให้จารึกชื่อของผู้เสียสละลงบนตัวอนุสรณ์ เป็นกรณีของสหายพื้นราบที่เป็นอดีตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนกรณีอื่นๆที่รายชื่อตกหล่นไปเป็นเรื่องปัญหาการประสานงานไม่ใช่เรื่องความยินยอมของครอบครัว 
กระบวนการรวบรวมรายชื่อสหายผู้เสียสละเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างตัวอนุสรณ์ อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2547 ที่การก่อสร้างอนุสรณ์หลักแรกแล้วเสร็จการรวบรวมรายชื่อยังไม่เรียบร้อย ชื่อที่จารึกบนตัวอนุสรณ์จึงยังไม่สมบูรณ์
 

ปรับปรุงใหม่ เสริมรากฐานให้แข็งแรง

สหายนำชัยเล่าต่อไปว่าหลังอนุสรณ์สถานสงครามประชาชนหม่องกั๊วะถูกสร้างได้ประมาณหนึ่งปี สหายพื้นราบหรืออดีตสหายคนเมืองที่เข้าป่าส่วนหนึ่งเห็นว่าอนุสรณ์ที่อดีตสหายชนชาติเป็นผู้ริเริ่มถูกสร้างด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทางสหายพื้นราบกลุ่มนั้นจึงอยากที่จะเข้าไปปรับปรุงให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับการเสียสละของอดีตสหาย อย่างไรก็ตามก็มีอดีตสหายพื้นราบอีกส่วนหนึ่งที่เห็นว่าการดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์ในชั้นแรกเป็นการริเริ่มโดยสหายชนชาติที่ยังคงอาศัยและเป็นผู้ดูแลพื้นที่อนุสรณ์ หากจะมีการปรับปรุงก็ควรให้เกียรติการริเริ่มของสหายชนชาติด้วย

ในเวลาต่อมาเมื่อตัวอนุสรณ์บางส่วนเกิดความทรุดโทรมเนื่องจากวัสดุที่ใช้ก่อสร้างในครั้งแรกเป็นเพียงปูนและวัสดุที่หาได้จากในชุมนุม สหายพื้นราบและสหายชนชาติจึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงอนุสรณ์ โดยจะใช้วิธีสร้างสถูปองค์ใหม่ในรูปแบบหลักศิลาเช่นสถูปองค์เดิมแต่มีขนาดใหญ่กว่าครอบทับสถูปองค์เดิมไปเลย ซึ่งจะทำให้สามารถมองตัวสถูปอนุสรณ์และรายชื่อผู้เสียสละชัดเจนมากขึ้น  เนื่องจากระหว่างการปรับปรุงอนุสรณ์ครั้งนี้ทางสหายสามารถรวบรวมรายชื่ออดีตสหายที่เสียสละได้เรียบร้อยแล้ว รายชื่อที่รวบรวมได้ทั้งหมดจึงถูกจารึกไว้บนตัวสถูป สำหรับการปรับปรุงครั้งนี้แล้วเสร็จในปี 2549 



ต่อมาในปี 2550 มีการปรับปรุงตัวอนุสรณ์อีกครั้งเพราะฐานของตัวสถูปทรุดลง โดยการปรับปรุงครั้งนั้นเป็นเพียงการเสริมฐานให้แข็งแรงโดยไม่ได้มีการปรับโครงสร้างของตัวอนุสรณ์
นอกจากการก่อสร้างอนุสรณ์ อดีตสหายที่เขตงานอุ้มผางก็มีการจัดงานรำลึกถึงสหายผู้เสียสละเป็นประจำทุกปีเพื่อไว้อาลัยให้ผู้ล่วงลับและเป็นโอกาสให้อดีตสหายที่เคยต่อสู้ร่วมกันได้กลับมาพบปะกัน โดยงานรำลึกจะมีทั้งการจัดพิธีสงฆ์เพื่อทำบุญให้ผู้เสียชีวิต พิธีการเมืองที่ให้ตัวแทนสหายบางส่วนกล่าวคำรำลึกและการแสดงความเคารพต่อผู้เสียสละตามแนวทางของทหารทหารปลดแอก 

นอกจากนั้นก็มีงานวัฒนธรรม ซึ่งจะมีทั้งงานวัฒนธรรมของพรรคเช่นการเปิดเพลงรำวงปฏิวัติและการแสดงวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของเขตงานอุ้มผาง โดยผู้ที่เข้าร่วมงานรำลึกที่เขตงานอุ้มผางจะมีอดีตสหายทั้งสหายชนชาติและสหายพื้นราบที่เคยปฏิบัติงานในเขตอุ้มผาง นอกจากนั้นก็จะมีลูกหลานของอดีตสหายรวมถึงเยาวชนชาวกะเหรี่ยงที่บ้านหม่องกั๊วะที่เห็นความสำคัญของการบันทึกประวัติศาสตร์ชุมชนเข้าร่วมงาน 

ด้วยข้อจำกัดด้านการเดินทางที่ค่อนข้างลำบากทำให้งานรำลึกที่เขตงานอุ้มผางมีอดีตสหายจากต่างเขตงานมามาเข้าร่วมน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับงานรำลึกที่เขตงานอื่น แต่จากการสอบถามอดีตสหายท่านหนึ่งที่เข้าร่วมงานรำลึกในปี 2568 ที่ทางพิพิธภัณฑ์สามัญชนไปลงพื้นที่เองก็ได้ทราบว่างานรำลึกในปี 2568 ถือว่ามีอดีตสหายจากเขตงานอื่นมาร่วมงานรำลึกมากกว่าปีก่อนๆ 
 

ที่พักสุดท้าย/หลักฐานแห่งยุคสมัย


ในฐานะคนที่มีส่วนร่วมในการก่อสร้าง สหายนำชัยมองว่าอนุสรณ์สถานที่บ้านหม่องกั๊วะมีความสำคัญในฐานะการบันทึกเหตุการณ์และส่งต่อเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เกิดและเติบโตในชุมชนหม่องกั๊วะ ให้ได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมาเป็นไปของบ้านเกิดของพวกเขา 



นอกจากนั้นตัวอนุสรณ์ก็ยังทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวของผู้ที่เสียสละชีวิตไปในการสู้รบ ขณะเดียวกันอนุสรณ์สถานแห่งนี้ก็ยังทำหน้าที่ยึดโยงอดีตสหายที่เคยร่วมเป็นร่วมตายในอดีตเข้าด้วยกันในวันที่ต่างคนต่างเดินไปตามเส้นทางของตัวเอง แม้ว่าในอนาคตจะไม่มีการจารึกชื่อของสหายที่เสียชีวิตเพิ่มเติมบนตัวสถูป แต่ก็มีอดีตสหายจำนวนหนึ่งที่มีความประสงค์จะให้นำอัฐิของพวกเขามาบรรจุไว้ที่บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งนี้เมื่อพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว 

สหายนำชัยทิ้งท้ายเป็นที่น่าเสียดายที่ภาครัฐไม่เห็นความสำคัญและไม่ต้องการที่จะสนับสนุนการบันทึกเรื่องราวการต่อสู้และสงครามที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ ความหวังในการส่งต่อเรื่องราวและประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่เคยเกิดขึ้นที่บ้านหม่องกั๊วะ รวมถึงเขตงานอุ้มผางจึงขึ้นอยู่กับคนรุ่นหลังรวมถึงคนในชุมชนหม่องกั๊วะเอง ซึ่งตัวสหายนำชัยเชื่อว่าหากเจตจำนงค์ของคนรุ่นหลังในชุมชนยังคงแจ่มชัด ท้ายที่สุดตัวอนุสรณ์และเรื่องราวของผู้คนที่เคยลุกขึ้นต่อสู้กับการกดขี่ก็จะยังถูกส่งต่อไปถึงคนรุ่นหลังต่อไป 


 
เรื่องโดย วริศรา สาอุบล 
ภาพงานรำลึกวีรชนประชาชนที่อนุสรณ์สถาน บ้านหม่องกั๊วะ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก 24 - 24 มกราคม 2568 โดย อานนท์ ชวาลาวัณย์