- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
1 มีนาคม 2568 เวลา 18.00 น. ที่ Kinjai contemporary เขตบางพลัด กรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์สามัญชนจัดกิจกรรมชวนคุยกับ ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหัวข้อ “ของสะสม 2475- สัญลักษณ์คณะราษฏรในชีวิตประจำวัน” พร้อมนำคอลเลคชันสะสมที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฏรมาจัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ '2475 Graphic Novel: เขียนความหวัง' โดย Sa-ard
สะอาด
เพื่อช่วยต่อยอดประสบการณ์การชมนิทรรศการของ “สะอาด” และให้ผู้ชมได้มีโอกาสเห็นบรรยากาศการอภิวัฒน์สยามทั้งในจินตนาการของ "สะอาด" ผ่านภาพวาดในนิทรรศการ และในโลกจริงผ่านของสะสมที่เคยถูกใช้งานที่ทางพิพิธภัณฑ์สามัญชน และอ.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ นำมาจัดแสดง รวมไปถึงสิ่งพิมพ์ในยุคคณะราษฏรที่ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณอัครชัย อังศุโภไคยมาร่วมจัดแสดงในงานนี้ด้วย
ของสะสมคณะราษฏร: นัยยะ และเบื้องหลังการผลิตสิ่งของที่อิงกับระบอบใหม่
เมื่อพูดถึงคอลเลคชันที่นำมาจัดแสดง ศรัญญระบุว่าแหล่งซื้อขายของสะสมเหล่านี้ที่มักจะหาได้ตามสถานที่ขายของเก่า เช่น ตลาดจตุจักร และบนสื่อออนไลน์ ซึ่งของสะสมเหล่านี้ก็มีราคาสูงมาก เพราะนอกจากความหายากแล้วยังเป็นที่ต้องการและได้รับความสนใจจากผู้คนอยู่จำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะในช่วงหลังปี 2563 เป็นต้นมา โดยของที่ถูกผลิตขึ้นนั้นส่วนหนึ่งก็มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนอุดมการณ์ประชาธิปไตย

ศรัญญูระบุว่าส่วนตัวเขาเพิ่งเริ่มต้นเก็บสะสมคอลเลคชันคณะราษฏรร่วมสมัยเมื่อไม่นานมานี้ในฐานะคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ก็จะให้ความสำคัญกับตัวหลักฐานโดยเฉพาะหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยเหตุผลสำคัญที่เขาตัดสินใจเก็บสะสมของอันเนื่องมาจากเหตุการณ์การหายไปของหมุดคณะราษฏรเมื่อปี 2560 ประกอบกับประสบการณ์ส่วนตัวที่พบเห็นเหตุการณ์ตอนอนุสาวรีย์ปราบกบฏถูกเรื้อถอน ทำให้เขารับรู้ถึงความไม่แน่นอนของอนาคตว่าอะไรจะสูญหายไปอีก
ศรัญญูเล่าต่อไปว่าหนึ่งในคอลเลคชันร่วมสมัยที่เชื่อมโยงกับสัญลักษณ์คณะราษฏรในชีวิตประจำวันที่เขานำมาจัดแสดง คือ ‘ที่เขี่ยบุหรี่’ ซึ่งเป็นของใช้ที่ตัวละครหลักอย่าง ‘นิภา’ ในหนังสือการ์ตูน 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม ที่เขียนโดยสะอาด ใช้ในฉากที่มีการสูบบุหรี่ โดยที่เขี่ยบุหรี่ของจริงที่นำมาจัดแสดงมีทั้งวัสดุที่ทำมาจากโลหะ และหอยมุข ซึ่งทั้งสองชิ้นจะสังเกตว่ามีลวดลายพานรัฐธรรมนูญอยู่ด้วย
หากดูผิวเผินก็เหมือนของใช้ทั่วไปที่สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญซึ่งมีสถานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกยกย่องโดยคณะราษฏรจะไปปรากฏตามข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ตามความเข้าใจของเรา แต่ทว่าในแง่ฟังก์ชันของที่เขี่ยบุหรี่ ในที่นี้ มันคือ ถังขยะ
การปรากฏของสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญบนที่เขี่ยบุหรี่หรือถังขยะนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงการตีความที่หลากหลายและสร้างความเข้าใจใหม่ว่าสถานะของรัฐธรรมนูญก็อาจไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ตามที่เราเข้าใจ ซึ่งคำอธิบายนัยยะเบื้องหลังดังกล่าวเราจะไม่สามารถพบได้ในเอกสารราชการ แต่มักจะเจอตามวัตถุสิ่งของ
ฤกษ์งามยามดี 24 มิถุนา วันชาติ ในความหมายที่ชาติแปลว่า ประชาชน
อีกคอลเลคชันจัดแสดงที่น่าสนใจที่ทางพิพิธภัณฑ์สามัญชนหยิบมาพูดถึงคือ สลากกินแบ่งรัฐบาล โดยศรัญญูเล่าว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลเหล่านี้ผลิตขึ้นเนื่องในงานสาธารณะหรืองานรื่นเริงต่างๆ เช่น งานฉลองรัฐธรรมนูญ, งานฉลองวันชาติ ซึ่งฟังก์ชันของสลากกินแบ่งก็เป็นการพนันถูกกฏหมายรูปแบบหนึ่งที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อสร้างรายได้ให้กับอีเว้นท์ที่จัดขึ้น


นอกจากนั้น คอลเลคชันอีกชิ้นที่น่าสนใจคือ แสตมป์ไปรษณีย์วันปลูกต้นไม้แห่งชาติ 24 มิถุนายน ซึ่งมีที่มาจากการลงมติของ FAO ที่รณรงค์ให้แต่ละประเทศปลูกต้นไม้ ศรัญญูเล่าว่าแสตมป์ดังกล่าวก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามหยิบโยงของในชีวิตประจำวันเข้ากับวันชาติในยุคสมัยคณะราษฏร โดยเฉพาะสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาที่เริ่มกำหนดวันที่ 24 มิถุนายนเป็นวันชาติอย่างเป็นทางการในปี 2481
แต่ทว่าจัดงานฉลองวันชาติไม่ทันเพราะรัฐออกมติ ครม.ในเดือนกรกฏาคม ส่งผลให้การฉลองวันชาติเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 24 มิถุนายน 2482 ในยุคสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม
เหตุผลที่กำหนดให้ 24 มิถุนายนเป็นวันชาติในยุคคณะราษฏร เพราะ 24 มิถุนายนถือเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ทำให้อธิปไตยเป็นของปวงชน วันชาติจึงกลายเป็นวันสำคัญในฐานะที่ชาติ หมายถึง ประชาชน

ศรัญญูระบุถึงแนวคิดของการฉลองวันชาติในสมัยนั้นด้วยว่า เป็นการเฉลิมฉลองความเป็นเอกราช และความก้าวหน้าของชาติภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศโดยเฉพาะในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ช่วงทศวรรษ 2480) ที่พบว่าจะมีการจัดอีเว้นท์อย่างยิ่งใหญ่
อีกทั้งยังมีการเชื่อมโยงกับวันที่ 24 มิถุนายนในฐานะฤกษ์มงคลสำหรับการจัดพิธีเปิดต่างๆ เช่น สถานที่ราชการ อาคาร โรงเรียน ถนน สะพานที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น อย่างในบางกรณี พบว่า อาคารที่ปลูกสร้างเสร็จแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมก็จะมีการรอเวลาจัดพิธีเปิดในวันที่ 24 มิถุนายน
สำหรับกิจกรรมปลูกต้นไม้ในวันชาติ ศรัญญูเล่าว่าเป็นกิจกรรมที่เคยถูกจัดขึ้นในโรงเรียนตามต่างจังหวัด จากข้อมูลหลักฐานในหนังสือพิมพ์ประชาชาติมีการอธิบายถึงความสำคัญของกิจกรรมที่โยงเข้ากับวันชาติด้วยว่า
การปลูกต้นไม้ หรือต้นกล้า เพื่อรอวันเก็บดอกออกผลนั้นต้องอาศัยการดูแล รดน้ำ พรวนดินก็เปรียบเหมือนการปลูกต้นประชาธิปไตยที่ต้องหมั่นดูแลรักษา
อย่างไรก็ตาม ในปี 2503 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีการประกาศเปลี่ยนวันชาติจากวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันที่ 5 ธันวาคม และกำหนดให้วันเข้าพรรษาเป็นวันปลูกต้นไม้แห่งชาติแทน

การแทรกซึมของ ‘ระบอบใหม่’ ผ่านงานรื่นเริง
การจัดงานฉลองวันชาติในยุคคณะราษฏรนับว่าเป็นหนึ่งในวิธีการโปรโมท ‘ระบอบใหม่’ หรือระบอบประชาธิปไตยของรัฐไทย
เช่นเดียวกับมหกรรมวันรัฐธรรมนูญซึ่งจะจัดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ เช่น สนามหลวง สราญรมย์ สวนลุมพินี ลานพระบรมรูปทรงม้า สวนอัมพร และในต่างจังหวัด ตั้งแต่สมัย 2475 จนกระทั่งร่วงโรยไปในช่วงปลาย 2490 หลังจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจ โดยศรัญญูชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่น่าสนใจของตัวงานรื่นเริงที่นอกเหนือจากการโปรโมทรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้ว ยังเห็นถึงการเผยแพร่ความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ หลักหกประการ ให้กับประชาชนสมัยนั้นที่ยังไม่คุ้นชินควบคู่ไปกับกิจกรรมบันเทิงที่ถูกจริตคนไทย
รัฐนิยม ที่เข้ามากำกับวิถีชีวิตภายใต้ ‘ระบอบใหม่’ ที่ทำลายกำแพงชนชั้นทางสังคม
นอกเหนือจากงานรื่นเริงที่มีการสอดแทรกความรู้ระบอบใหม่ให้กับคนไทยแล้ว ศรัญญูชี้ให้เห็นว่าบทบาทของคณะราษฏรในการปฏิวัติ 2475 นอกจากจะส่งผลในเชิงโครงสร้างทางการเมือง คณะราษฏรยังหาวิธีแทรกซึมให้เข้าถึงใจของผู้คนด้วยการปฏิวัติทางวัฒนธรรมด้วย ผ่านวิธีการกำหนด ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่มีลักษณะเน้นให้ความสำคัญกับสาธารณะ หรือที่เรียกว่า “วัฒนธรรมแบบสามัญชน” โดยเฉพาะในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม
ตั้งแต่เรื่องการแต่งกาย อาหารการกิน สุขอนามัย การรักษาความสะอาด การจัดการเวลาระหว่างชีวิตทำงานและการพักผ่อน ไปจนถึงตารางกิจกรรมการดำเนินชีวิตในแต่ละช่วงเวลาของวันที่นอกจากจะแสดงความมีอารยะแล้วก็มีความสอดคล้องกับความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องอาหารที่กำหนดให้ควรทานให้ครบห้าหมู่ ต่างจากในอดีตที่เน้นเพียงความอร่อย

สำหรับสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่น่าสนใจในยุคจอมพล ป. เช่น หนังสือ แนวทางการตั้งชื่อให้ถูกหลัก ที่พูดถึงการตั้งชื่อให้ถูกต้องตรงตามเพศสภาพของแต่ละคนระหว่างเพศชายกับเพศหญิง โดยเฉพาะสำหรับข้าราชการที่ต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวด ศรัญญูยกตัวอย่างกรณี นักกฏหมายชายที่ชื่อ “สายหยุด แสงอุทัย” ซึ่งเป็นชื่อที่ดูคล้ายว่าเป็นผู้หญิงจึงต้องไปเปลี่ยนชื่อเป็น “หยุด” แทน
ศรัญญูระบุว่าการปฏิวัติทางวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่ง คือ การเปลี่ยนรากฐานทางวัฒนธรรมในระดับภาษาในสมัยจอมพลป. มีการออกกฏให้ใช้สรรพนามเรียกตัวเองว่า “ฉัน” และเรียกคนอื่นที่สถานะทางสังคมสูงกว่าเราว่า “ท่าน” หรือ “คุณ” และปฏิเสธการใช้ราชาศัพท์ ซึ่งแตกต่างจากบริบทสังคมศักดินาที่มีการแบ่งแยกทางชนชั้นแบบในอดีต โดยเฉพาะภาษาในวรรณกรรมที่จะพบว่ามีความเฟื่องฟูมากในยุคคณะราษฏร
ศรัญญูเล่าต่อไปว่าเนื่องด้วยวิถีชีวิตที่เน้นความเป็นสาธารณะ ก็ก่อให้เกิดสถานที่พักผ่อนหย่อนใจด้วย เช่นสถานที่ตากอากาศ บางปู ที่ในอดีตมีเพียงคนรวยไปพักผ่อนซึ่งต่อมาก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนเข้าถึงได้รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆที่เกิดขึ้นตามมา

หรือแม้กระทั่งสถาปัตยกรรมที่เราจะสังเกตเห็นได้ผ่านการสร้างอาคารบ้านเรือนในสไตล์ Modern หรือ Art decor ที่เน้นความเสมอภาค รวมไปถึงในมิติเชิงศิลปะ, ดนตรี และละครโดยเฉพาะแนวอิงประวัติศาสตร์ที่เน้นปลุกกระแสชาตินิยมในยุคจอมพลป. ตลอดจนมารยาทในที่สาธารณะ และหลักฐานทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในยุคคณะราษฏรอีกมากมายที่เราปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้อย่างเคยชิน แต่เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนในยุคนั้น
สัญลักษณ์คณะราษฏรในชีวิตประจำวัน
สำหรับวัฒนธรรมที่หลงเหลืออยู่ที่เราสามารถพบเห็นทุกวันนี้ได้อย่างชัดเจน เช่น การเคารพธงชาติทุกแปดโมง และหกโมงเย็น ซึ่งเป็นมรดกสำคัญในยุคจอมพลป. ที่เน้นสร้างความสามัคคีของคนในชาติ รวมไปถึงการประกวดนางสาวไทย นางสาวสยามในงานฉลองรัฐธรรมนูญที่จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ระบอบใหม่ในยุคนั้นซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้
รวมถึง แนวคิดเกี่ยวกับการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว (Monogamy) ที่ให้ความสำคัญผ่านกระบวนกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ก็เป็นวัฒนธรรมจากยุคคณะราษฏรที่เรารับเข้ามาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
สิ่งพิมพ์ กับบทบาทของกรมโฆษณาการที่มีส่วนช่วยโปรโมท ระบอบใหม่
อีกหนึ่งของสะสมยุคคณะราษฏรที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลายคงหนีไม่พ้นบรรดาสื่อสิ่งพิมพ์ หรือเอกสารที่แจกประชาชนตามงานรื่นเริงต่างๆ ที่ผลิตขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ เช่น บันทึกปาฐกถา สุนทรพจน์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อประเภทวิทยุกระจายเสียงจากกรมโฆษณาการที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการโปรโมทระบอบใหม่ และให้ข้อมูลกับประชาชนในช่วงเหตุการณ์กบฏบวรเดช
ศรัญญูระบุว่าในอดีต วิทยุกระจายเสียงนับว่าเป็นสื่อที่มีความทันสมัยมากที่สุดในยุคนั้นในฐานะสื่อที่ให้ความบันเทิงทั้งดนตรีไทย ดนตรีสากลที่ผู้คนจะชอบเปิดฟัง ซึ่งต่อมาหลังการปฏิวัติ 2475 พบว่ารายการวิทยุก็เริ่มมีการนำเสนอที่เปลี่ยนไปในแบบที่ไม่ให้ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ควบคู่ไปกับการเผยแพร่ความรู้ด้วยโดยเฉพาะประเด็นการเมือง ซึ่งมักจะเผยแพร่ช่วงเวลาหกโมงเย็นเป็นต้นไป หรือหลังเลิกงานของผู้คน

นอกจากนั้น ศรัญญูเล่าด้วยว่าการเผยแพร่เรื่องระบอบใหม่ในสังคมยังปรากฏผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับด้วยโดยมีการกำหนดให้นักเรียนระดับประถม และมัธยมเรียนเรื่องรัฐธรรมนูญ รวมถึงการก่อกำเนิดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองที่เน้นหลักสูตรเรื่องระบอบการเมืองการปกครอง เพื่อจุดมุ่งหมายในการผลิตพลเมืองที่มีความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรนูญในระบอบใหม่

สำหรับบรรยากาศการรับรู้ของประชาชนในประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในระบอบใหม่ ศรัญญระบุว่าประชาชนในสมัยนั้นมองว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว และสนใจการเมืองอยู่พอสมควร เนื่องจากมีวิธีคิดเชื่อมโยงกับการบริหารงานในหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของพวกเขา เช่น เทศบาล ที่ก็เริ่มเกิดขึ้นแล้วตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นเหมือนการทดลองระบอบประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นที่ให้คนเข้าไปมีส่วนร่วมปกครองและบริหารทรัพยากรระดับท้องถิ่น
นอกจากนั้น ยังพบหลักฐานการจัดอีเว้นท์ฉลองรัฐธรรมนูญที่จัดขึ้นทั่วทุกจังหวัดและปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความตื่นรู้เรื่องเหตุการณ์การปฏิวัติในวันที่ 24 มิถุนายน ศรัญญูเล่าว่าในคืนวันดังกล่าวคนขอนแก่น คนเชียงใหม่ก็มีการรวมตัวกันที่ห้างร้านเพื่อฟังสิทยุกระจายเสียงว่าเกิดอะไรขึ้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งในวันนั้นก็มีการอ่านประกาศคณะราษฏผ่านทางวิทยุกระจายเสียงด้วย
สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญ ความคิดสร้างสรรค์ที่ครองใจตลาด
ศรัญญูเล่าต่อไปว่า หลังจากนั้นก็มีการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ และของสะสมทั้งจากภาครัฐและเอกชน แม้จะไม่ทราบที่แน่ชัดว่าแนวคิดเรื่องระบอบใหม่จะเข้าไปนั่งอยู่ในใจภาคเอกชนมากระดับไหน แต่สิ่งที่รู้คืออิทธิพลของสัญลักษณ์รูปพานรัฐธรรมนูญซึ่งสื่อถึงระบอบใหม่ที่ปรากฏอยู่อย่างแพร่หลายตามสิ่งของต่างๆนั้นได้สะท้อนให้เห็นถึงความชื่นชอบ หรือความนิยมของตลาดอยู่ไม่น้อย ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับศิลปะเกิดขึ้นจำนวนมากซึ่งจะเห็นได้จากการผลิตหนังสือ ป้ายโฆษณา ตรายาง เครื่องแบบ ฯลฯ
ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตผลงานต่างๆในยุคคณะราษฏรจึงมีความอิสระมาก โดยจะมีการใช้สัญลักษณ์รูปพานรัฐธรรมนูญปรากฏตามสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
ในบางกรณีรูปพานรัฐธรรมนูญก็ไปปรากฏบนที่เก็บอัฐิตามวัดในปากเกร็ด และพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย

ประวัติศาสตร์คณะราษฏรที่ยิ่งถูกลบล้าง ก็ยิ่งถูกพูดถึง
สำหรับการให้คุณค่าและราคาที่สูงขึ้นของวัตถุสะสมยุคคณะราษฏรที่ถูกนำมาปล่อยขายในตลาดปัจจุบันเป็นเหตุการณ์ที่สืบเนื่องมาจากหลังเกิดรัฐประหาร 2557 และการชุมนุมทางการเมืองของราษฏรในปี 2563 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือเหตุการณ์การรื้อถอน ทำลาย สิ่งปลูกสร้างหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์คณะราษฏรที่ล้วนนำมาสู่การตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปประกอบกับความพยายามเชื่อมโยงบางอย่างกับคณะราษฏรของผู้คนในปัจจุบันซึ่งส่งผลให้วัตถุสะสมยุคคณะราษฏรถูกประเมินคุณค่าแบบใหม่ หรือมีราคาที่สูงขึ้น
ศรัญญูระบุว่าความพยายามรื้อถอนเรื่องราวของคณะราษฏร ไม่ได้ช่วยให้ลบล้างประวัติศาสตร์ความทรงจำ หากแต่ยิ่งเป็นการเปิดแผลหรือดึงดูดความสนใจจากผู้คนให้มากยิ่งกว่าเดิม

นักเขียนผีแห่งสยาม คือการสื่อสารเรื่องราว 2475 ผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่
ศรัญญูเล่าต่อไปว่าการส่งต่อเรื่องราวในอดีตก็เป็นภาระหน้าที่หนึ่งของเราทุกคนในปัจจุบัน โดยส่วนตัวมองว่า การเล่าเรื่องของคณะราษฏร 2475 ในรูปแบบหนังสือการ์ตูนที่เขียนโดยสะอาดถือว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในแง่ของการสื่อสารหรือการสนทนากับผู้คนในปัจจุบัน จากการประกอบสร้างตัวละครของเรื่องผ่านการตีความคณะราษฏร และการปฏิวัติในสายตาของคนรุ่นใหม่ที่อ้างอิงตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ งานวิชาการ และภาพถ่ายต่างๆ ซึ่งในแง่หนึ่งอาจพูดได้ว่า ‘สะอาด’เองก็เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องผ่านการวาดรูป ซึ่งโดยส่วนตัวเขารู้สึกชื่นชอบผลงานชิ้นนี้

นอกจากนั้น ด้วยบรรยากาศบริบทหลังปี 2563 ที่หนังสือการ์ตูนเล่มนี้ผลิตออกมา ก็คาดว่าผู้อ่านเองทั้งคนยุคปัจจุบัน และคนร่วมสมัยก็อาจรู้สึกเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นความหวัง ความกลัวสอดคล้องไปกับโทนเรื่องที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอด้วย

สำหรับนิทรรศการ '2475 Graphic Novel: เขียนความหวัง' โดย Sa-ard สะอาด นิทรรศการที่เล่าเบื้องหลังการทำงานกว่าจะเป็นหนังสือการ์ตูน 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม เปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 16 มีนาคม 2568 ที่ Kinjai contemporary ใกล้กับสถานี MRT สิรินธร ทางออก 1
เรื่องโดย อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์
ภาพโดย วริศรา สาอุบล