• บทความ
  • The Commoner Movements สามัญชนเคลื่อนขบวน

artn’t  คือ การรวมตัวกันของสมาชิกกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ผลิตงานศิลปะแนวประชดประชัน ล้อเลียนและท้าทายอำนาจเผด็จการ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งก่อตัวขึ้นท่ามกลางกระแสการชุมนุมทางการเมืองของนักเรียน นักศึกษา เมื่อช่วงพฤศจิกายน 2563

เท็น-ยศสุนทร รัตตประดิษฐ์ อดีตนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ และศิลปินสมาชิกหลักผู้ก่อตั้งกลุ่ม  เล่าให้ฟังถึงที่มาของกลุ่ม artn’t ว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากการรวมตัวกันของเพื่อนๆที่รู้จักกันผ่านบทสนทนาทางปรัชญา ศิลปะและการเมือง ซึ่งแต่ละคนมีความอยากที่จะลุกขึ้นมาสร้างสรรค์งานบางอย่างโดยเฉพาะในเชิงการวิพากษ์วิจารณ์โลกของศิลปะและอำนาจทางสังคมวัฒนธรรมที่มาจำกัด หรือควบคุมการสร้างสรรค์งานของศิลปิน

Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

เท็น เล่าต่อไปว่า เส้นทางของโลกทางศิลปะ Contemporary Art ไม่ได้ไปไกลมากนักในสังคมไทยโดยตั้งข้อสังเกตว่าการจัดแสดงผลงานในอาร์ตแกลเลอรีที่ภายนอกดูดีในสายตาคนทั่วไป แต่ขณะเดียวกันอาร์ตแกลเลอรีก็สะท้อนให้เห็นถึงตัวแทนของอำนาจที่มาด้วยข้อจำกัดหรือกฏเกณฑ์บางอย่างแบ่งแยกทางสังคมเพราะการเข้าถึงแกลเลอรีก็จำกัดคนบางประเภท และงานศิลปะบางประเภทด้วย

Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

เท็น ระบุว่า งานศิลปะของกลุ่ม artn’t ที่ปรากฏออกจะมีลักษณะท่าทีที่ดุดัน และอาจดูไม่เหมือนงานศิลปะที่จัดแสดงในแกลเลอรี โดยมองว่างานศิลปะไม่จะเป็นต้องจัดแสดงอยู่ในอาร์ตแกลเลอรีเท่านั้น หากแต่สามารถอยู่ตามท้องถนน หรือพื้นที่นอกแกลเลอรีก็เป็นงานศิลปะเหมือนกัน ต่อมาบทสนทนาดังกล่าวและกระแสตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในปี 2563 ก็ได้นำมาสู่การตั้งเพจเฟซบุ๊ก artn’t

ภาพวาดอัครปฏิชนชั้น ho ho ho Merry Karl Marx

ช่วงเทศกาลคริสต์มาสเมื่อธันวาคม 2563 เป็นครั้งแรกของกลุ่ม artn’t ที่แสดงผลงานศิลปะออกสู่สาธารณะด้วยการวางภาพวาด Karl Marx นักปรัชญาแนวสังคมนิยมผู้เป็นอัครปฏิชนชั้นที่ซุ้มต้นคริสต์มาสบริเวณหน้าห้างเมญ่า จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากที่กลุ่มร่วมเดินขบวนในธีมคริสมาสต์ก็มีการวางรูปวาดดังกล่าวซึ่งเป็นการล้อเลียนด้วยรูปลักษณ์ของ Karl Marx ที่คล้ายกับซานต้าคลอสเพื่อสื่อสารถึงการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นเรื่องชนชั้นทางสังคมไทยในช่วงที่มีกระแสทางการเมืองและการประท้วงของประชาชน และมีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวลงบนเพจเฟสบุ๊คด้วยข้อความที่ระบุว่า “This is not Santa  ho ho ho merry Karl Marx”

Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

ทิชชู่ลาย 112  สินค้า งานศิลปะ และวัตถุพยาน

หลังจากเหตุการณ์ภาพศิลปะ Karl Marx  ได้ถูกเผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ตจนเพจมีผู้ติดตามและกลายเป็นที่สนใจ อีกหนึ่งผลงานที่ทำให้กลุ่ม artn’t เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น คือ ทิชชู่ตราปั๊ม 112 ที่ผลิตขึ้นมาในช่วงที่สังคมมีกระแสพูดถึงประเด็นการแก้ไขกฏหมายหมิ่นกษัตริย์มาตรา 112 ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือดำเนินคดีลงโทษประชาชนที่คิดเห็นต่างและแสดงออกทางการเมืองบ่อยครั้ง จนก่อให้เกิดความหวาดกลัวและข้อถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับกฏหมายคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์  หลังจากนั้น ทางกลุ่มก็นำงานศิลปะ ทิชชู่ตามปั๊ม 112 ไปโปรยตามเสา ป้ายต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ กระทั่งมีคนสนใจและสั่งซื้อแบบพรีออเดอร์ทางเพจเฟสบุ๊คกลุ่มอย่างถล่มทลาย  จนกระทั่งต้องปิดรับออเดอร์ตั้งแต่ครึ่งวันเพื่อช่วยกันผลิตงานด้วยการคลี่ทิชชู่ออกมาปั๊มตราประทับ 112 ทีละอันและขายในราคา 112 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ไม่ได้เน้นกำไรมากนัก

Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

เท็นยังบอกด้วยว่าความน่าสนใจของทิชชู่ตราปั๊ม 112 นอกจากจะมีสถานะเป็น “งานศิลปะ” และ “สินค้า” ในสายตาของกลุ่มและคนทั่วไปแล้ว ยังมีสถานะเป็น “วัตถุพยาน” สำหรับสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยในคดี พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535  คดีทางการเมืองคดีแรกของกลุ่มที่ได้รับจากกรณีที่ไปโปรยทิชชู่ตามจุดต่างๆทั่วเชียงใหม่ เหตุการณ์นี้เจ้าหน้าที่มีการดำเนินคดีด้วยการออกหมายเรียกสมาชิกกลุ่มห้าคนที่ไปโปรยทิชชู่ตามภาพที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด โดยในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ทางกลุ่มเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา ร่วมกับทำกิจกรรมที่หน้าสภ. เมืองเชียงใหม่ด้วย แม้ในเวลาต่อมาคดีก็หมดอายุความไปในท้ายที่สุด

Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

ไอเดียความกระอักกระอ่วนของชื่อกลุ่ม artn’t และโลโก้นักปรัชญา

รามิล-วิธญา คลังนิล อดีตนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักแสดง Performance Art และนักกิจกรรมทางการเมืองหนึ่งในสมาชิกหลักผู้ก่อตั้ง เล่าถึงไอเดียตั้งชื่อกลุ่ม artn’t ว่าเป็นการผสมคำในภาษาอังกฤษ คำว่า “art” ที่แปลว่า “ศิลปะ” กับอะพอสทรอฟี  n ’t ที่ให้ความหมายถึงการปฏิเสธ เขาเล่าว่าตอนแรกไม่มีใครอ่านออกเสียง และอ่านไม่ออกด้วยซ้ำเพราะไม่ได้มุ่งเน้นว่าจะต้องอ่านออกเสียงยังไง ทว่า ในการสื่อสารภาษามนุษย์ มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปล่งเสียงคำนี้ออกมาซึ่งการอ่านไม่ออกก็สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้ผู้ที่พบเห็นคำนี้

รามิลเล่าต่อไปว่า แม้ความรู้ในหัวสมองมนุษย์อาจจะอ่านคำนี้ไม่ออก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจมันไม่ได้ ในแง่หนึ่ง รามิลชี้ให้เห็นว่าตัวอักษรการเขียนก็มีจารีตหรือแบบแผนเป็นของตนเอง สังเกตได้ว่าชื่อกลุ่ม artn’t ไม่ได้ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร A พิมพ์ใหญ่ตามขนบการเขียน แม้ความตั้งใจจัดวางตัวอักษรที่ออกนอกกรอบหรือในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏในสามัญสำนึกของมนุษย์มาก่อน แต่คนทั่วไปก็ยังพอจะตีความได้ถึงบทบาทการทำงานของทางกลุ่มที่มุ่งเน้นในด้านศิลปะเชิงวิพากษ์วิจารณ์เป็นหลัก

สำหรับโลโก้กลุ่มที่ใช้เป็นภาพของคู่รักนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส Jean Paul Sartre และ Simone De Beauvoir  นั้น มีที่มาจากความหลงใหลในวิชาปรัชญาของสมาชิกกลุ่มแต่ละคนที่มักจะหยิบประเด็น หรือแนวคิดมาพูดคุยกันยามว่าง โดยเฉพาะแนวคิดอัตถิภาวะนิยม  (existentialism) ของ Sarte ที่ตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของสิ่งต่างๆ และการเลือกของปัจเจกที่มีผลลัพธ์ตามมาเสมอ แนวคิดนี้ เสนอว่ามนุษย์เป็น being for itself  คือ มนุษย์สามารถเลือกสรรความหมายหรือกำหนดความเป็นตนเองและการดำรงอยู่ของตนเองได้ตามที่ต้องการ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งอื่นที่มีลักษณะเป็น being in itself เช่น เก้าอี้, โต๊ะ ฯลฯ เพราะมีความหมายในตนเองอยู่แล้วอย่างไม่สามาถเลือกเองได้ แต่ขณะเดียวกันในบางเวลามนุษย์ก็อาจถูกทำให้กลายเป็น being in itself ได้เมื่อถูกปฏิบัติเหมือนสิ่งอื่น หรือวัตถุ

Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

ในเวลาต่อมางานของ Beauvoir ก็ช่วยต่อยอดในมิติความเป็นมนุษย์และสังคมให้กับแนวคิดของ Sarte  โดยพิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์นอกจากจะเป็น being for itself แล้วยังเป็น being for the others ด้วย เพราะมนุษย์ไม่ได้ดำรงอยู่คนเดียวบนโลก กลุ่ม artn’t อธิบายว่า การใช้เสรีภาพในการเลือกสรรของมนุษย์เรานั้นก็เป็นการที่เรากำลังนิยามมนุษย์คนอื่นไปด้วยซึ่งนับว่าเป็นภาระความรับผิดชอบอันหนักอึ้งของมนุษย์ขณะดำรงอยู่บนโลกร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากการเลือกสรรของปัจเจกในแต่ละครั้งอาจต้องคำนึงถึงผู้อื่นหรือคนรอบข้างไปด้วยพร้อมกัน

การหายไปของบางสิ่งที่ทำให้อีกสิ่งถูกมองเห็น


สำหรับไฮไลท์กิจกรรมของกลุ่ม artn’t ที่เป็นกระแสไวรัลบนโลกอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นเมื่อ 22 มีนาคม 2564 จากประเด็นที่ รศ. อัศวิณีย์ หวานจริง คณบดี รวมถึงรองคณบดีของคณะวิจิตรศิลป์ มช. นำเจ้าหน้าที่บุกยึดผลงานศิลปะของนักศึกษากลุ่ม artn’t ที่วางอยู่บริเวณลานหน้าตึกมีเดียอาร์ตยัดใส่ถุงดำโดยไม่แจ้งให้นักศึกษาเจ้าของผลงานทราบก่อน โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการทำความสะอาด ซึ่งเป็นการกระทำที่สมาชิกกลุ่มในฐานะนักศึกษารู้สึกยอมรับไม่ได้


Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

สมาชิกกลุ่มศิลปิน artn’t ทั้งสอง เล่าว่าผลงานศิลปะนี้ทำขึ้นในบริบทที่กระแสความตื่นรู้ทางการเมืองของประชาชนเบ่งบานอย่างมากทั้งในประเทศและประเด็นในพม่า รวมถึงทางกลุ่มเองก็ถูกสังคมจับตามองมากขึ้นด้วยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งผลงานศิลปะที่กลายเป็นประเด็นดังกล่าวก็คือ "แถบสีนามธรรม" ผ้าแคนวาสสีขาวและสีแดงที่จัดวางในลักษณะคล้ายกับธงชาติไทยแต่ไม่มีสีน้ำเงิน  ซึ่งติดตั้งไว้บริเวณลานหน้าตึกมีเดีย คณะวิจิตรศิลป์ โดยให้ผู้ที่พบเห็นสามารถมาร่วมเขียนแสดงความคิดเห็นลงบนผ้าผืนนี้ได้ซึ่งเป็นลักษณะของกิจกรรมทางการเมืองอีกรูปแบบหนึ่ง  โดยไอเดียจะพูดถึงการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ ผ่านผืนผ้าธรรมดา แต่ทว่า กลายเป็นเประเด็นที่ถูกตีความว่าเป็นธงชาติไทย เพราะการจัดวางที่ไปสอดคล้องกับภาพจำธงชาติในมุมมองของคนทั่วไป แม้ว่ากลุ่มศิลปินไม่ได้ตั้งใจจะไปใส่ความหมายใดๆให้กับสีของผ้าเหล่านั้น

Cr. ภาพจากประชาไท


หลังจากงานศิลปะถูกจัดแสดง สมาชิกกลุ่มเล่าว่าคืนวันก่อนที่ผลงานจะถูกยึด ก็มีตำรวจมาลงพื้นที่ตรวจงานด้วยเนื่องจากมีข่าวว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 จะเสด็จมาเชียงใหม่ซึ่งพื้นที่มหาลัยเชียงใหม่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินจึงทำให้กลุ่มคาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจคงจะมีความกังวลว่าทางกลุ่มจะแอคชันในพื้นที่คณะซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งซ่องสุมทำกิจกรรมทางการเมืองในสายตาของรัฐ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่คณบดีคณะวิจิตรศิลป์มายึดผลงานศิลปะของกลุ่มใส่ถุงดำในวันต่อมา ด้วยเหตุผลที่อ้างว่าเป็นขยะรกรุงรัง และไม่ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่คณะก่อน แต่โชคดีของทางกลุ่มที่เดินทางกลับมาเห็นทันในตอนแรก ต่อมาทางกลุ่มจึงย้ายผลงานชิ้นนี้ไปเก็บไว้ในห้องแล็บพร้อมปิดประตูล็อกกุญแจไว้


อย่างไรก็ตาม สมาชิกกลุ่มเล่าว่า ในเวลาต่อมา ผลงานศิลปะดังกล่าวได้หายไปจากห้องแล็บ สร้างความสับสนและตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในพื้นที่สถานศึกษา 


เสรีภาพทางวิชาการในสถานศึกษา ของขณะวิจิตรสิ้น (คณะวิจิตรศิลป์)


สมาชิกกลุ่มเล่าต่อไปว่าผลงานศิลปะดังกล่าวมาพบอีกทีก็กลายเป็น “ของกลาง” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว พร้อมกับมีการแจ้งดำเนินคดีกับสมาชิกกลุ่มในมาตรา 112 และ พระราชบัญญัติธงชาติ พุทธศักราช  2522 โดยผู้กล่าวหาคนที่2 ศรีสุวรรณ จรรยา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564  แม้ว่าผลงานศิลปะดังกล่าวจะไม่ได้มีสัดส่วนตรงตามนิยามของธงที่ระบุไว้ทางกฏหมายดังกล่าวเลยก็ตาม แต่ศาลตัดสินให้ทางกลุ่มมีความผิดตามเจตนาที่เห็นได้ ซึ่งสมาชิกกลุ่มรู้สึกขัดข้องใจในวิธีการพิจารณาคดีของศาลที่ใช้คำว่า “เจตนา”ตีความกฏหมาย 


Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

สมาชิกกลุ่ม เล่าว่าการพิจารณาคดีในกฏหมายอาญาควรเป็นไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน เคร่งครัด และอิงตามหลักฐานที่เห็นได้ชัดว่าผลงานชิ้นนี้ไม่ใช่ธงชาติตามสัดส่วนที่นิยามไว้ในกฏหมาย ซึ่งหากว่าผู้พิพากษาใช้วิธีตัดสินคดีดังกล่าวด้วยเจตนา ก็ต้องตั้งคำถามต่อไปว่าเป็นเจตนาของสมาชิกกลุ่มที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนี้ หรือเป็นเจตนาของใครที่ต้องการให้ทางกลุ่มถูกลงโทษ  รวมถึงตั้งคำถามต่อไปด้วยว่า ถ้าตัดสินเช่นนั้น จะมีนิยามลักษณะธงชาติระบุไว้ในกฏหมายเพื่ออะไร? ซึ่งเป็นคำถามที่ทางกลุ่มฝากไว้ให้คิด


Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

นอกจากนั้น เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ทางคณะวิจิตรศิลป์ปฏิบัติผลงานศิลปะชิ้นดังกล่าวราวกับเป็นขยะ ก็สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของเสรีภาพทางวิชาการในสถานศึกษาด้วย สมาชิกกลุ่มเล่าว่าพื้นที่สถานศึกษาควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเปิดกว้างให้นักศึกษาได้ทดลอง เรียนรู้อย่างมีเสรีภาพเช่นเดียวกับสถานศึกษาทั่วโลกที่เปิดกว้า ทางกลุ่มจึงทำกิจกรรมโต้กลับด้วยการแปะกระดาษที่ตัวอักษรป้ายชื่อคณะวิจิตรศิลป์ เป็นคำว่า “ขณะวิจิตรสิ้น” เพื่อทวงถามพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการให้กับนักศึกษา

Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

อีกหนึ่งในไฮไลท์ของกลุ่ม artn't  คือ Performance art ที่ทางกลุ่มนำเสนอบริเวณป้ายมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อไว้อาลัยความยุติธรรมหลังแม่แพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์โกนผมเรียกร้องสิทธิประกันตัวเมื่ 1 พฤษภาคม 2564 โดยทางกลุ่มจัดการแสดงศิลปะเพื่อเรียกร้องสิทธิระกันตัวให้ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง กระทั่ง รามิล ผู้ทำการแสดงศิลปะดังกล่าวถูกแจ้งดำเนินคดีในมาตรา 112 จากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์  โดยรามิลเล่าถึงรายละเอียดการแสดงในครั้งนั้นว่าหนึ่งในสาเหตุที่ถูกทำให้เป็นประเด็น คือท่าทางการแสดงที่คล้ายกับ ท่าครุฑ ที่มีคนตีความ แม้ว่าความตั้งใจของเขาไม่ได้จะทำท่าครุฑตามที่บางคนเข้าใจ และตนก็ใช้ร่างกายขยับท่าทางหลายท่า ไม่ใช่ท่านั้นอย่างเดียวตามที่ปรากฏในภาพ

 

ทั้งนี้ ในส่วนของสีแดง รามิลระบุว่าในหลายการแสดงศิลปะของเขา สีแดง คือสีที่เขาใช้ในการทำงานตามปกติ และไม่ได้จะใส่ความหมายใดกับสีที่ใช้ 


Cr. ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก artn't

บทเรียนที่ได้จากศิลปะกับสังคม ตัวชี้วัดความสำเร็จ


ตัวชี้วัดความสำเร็จของผลงานศิลปะที่ผ่านมาสำหรับกลุ่ม artn’t จะให้คุณค่าและความสำคัญไปที่ตัวบทเรียน หรือสิ่งที่สังคมได้เรียนรู้จากงานศิลปะมากกว่าที่จะให้คนมาให้ความสำคัญว่าพวกเขาเป็นใคร รามิลเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งเคยมีคุณป้า หรือใครก็ตามที่มาดูการแสดง Performance art ของเขาแล้วบอกอย่างตรงไปตรงมาในทำนองว่า “ป้าไม่เข้าใจหรอกนะว่าการแสดงสื่อถึงอะไร แต่ป้ามาดูพวกหนูที่เป็นนักศึกษา เพราะต้องการซัพพอร์ตคนรุ่นใหม่ที่ยังเคลื่อนไหว ” 


รามิลระบุว่าแม้การพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่เกินกว่าที่คนตัวเล็กคนนึงจะไปจัดการได้จะส่งผลกระทบจิตใจ หรือทำให้รู้สึกท้อถอยบ้าง แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีคนมาเล่าให้ฟังว่าเขาเข้าใจหรือตีความยังไงกับผลงานของเราในฐานะศิลปินอันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วในการสร้างศิลปะกับสังคม เพราะถือว่าสังคมได้เรียนรู้อะไรจากงานศิลปะที่เรานำเสนอ

 

ส่งต่ออุดมการณ์ และความไว้วางใจถึงคนรุ่นใหม่

ขณะที่กลุ่ม ศิลปิน artn’t ทำงานบนพื้นฐานของการวิพากษ์วิจารณ์สังคม ในทำนองเดียวกัน สมาชิกกลุ่มระบุว่าสำหรับตัวกลุ่มเองก็รู้สึกพึงกระลึกไว้เสมอว่าผลงานของตนจะล้าหลังไปได้ จึงต้องหมั่สำรวจ วิจารณ์และพัฒนาตนเองเสมอ เพราะการถูกวิจารณ์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะอยู่สถานะหรือชนชั้นใดก็ตามในสังคม และการมีอยู่ของสถาบันต่างๆ ในแง่หนึ่งก็สะท้อนถึงความเป็นตัวแทนของอำนาจซึ่งเป็นอำนาจที่บ่อยครั้งก็มีความแข็งกระด้าง และมักจะหาข้ออ้างไม่ให้ตนเองถูกวิจารณ์ด้วยซ้ำ โดยมองว่าสถาบันต่างๆในสังคมควรจะเปิดกว้าง หรือรับความเห็นต่างมากกว่านี้

กลุ่ม artn’t ระบุว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราไม่เคยเห็นการบันทึกเลยว่ารัฐจะรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ทำกับประชาชน อีกบทเรียนที่สะท้อนสังคมไทยว่ารัฐไม่เคยยอมรับความผิดพลาด หรือเอ่ยปากขอโทษประชาชนเลย เช่น การบริหารจัดการอันย่ำแย่ในช่วงโรคระบาดโควิดที่ส่งผลให้มีประชาชนล้มตาย รวมไปถึงในอีกหลายกรณีที่รัฐถึงขั้นใช้ความรุนแรงกับประชาชน

ก่อนจบ กลุ่ม artn’t ฝากทิ้งท้ายว่า ปัญหาสังคมจะได้รับการแก้ไขได้ต้องอาศัยความร่วมมือและความสนใจจากคนในสังคม ฉะนั้น งานของเราทุกคนก็ยังไม่เสร็จ นอกจากนั้น สิ่งที่อยากสื่อสารไปถึงผู้ที่เคลื่อนไหวเหมือนกันก็คือ การไม่ส่งต่อประสบการณ์ร้ายๆ หรือความบอบช้ำให้กับคนรุ่นใหม่ที่จะมายืนอยู่บนซากศพของเราต่อไปในอนาคต โดยหวังว่าคนรุ่นใหม่ที่จะมาแทนจะสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ไกลกว่าคนยุคเรา

“เราเป็นเพียงซากศพที่คนรุ่นใหม่จะยืนเหยียบเพื่อให้อุดมการณ์ไปต่อ ส่วนสังคมอุดมคติจะเกิดขึ้นหรือไม่ เป็นเรื่องโกหกทั้งนั้น เพราะสิ่งที่เป็นความจริงคือ สิ่งที่เราทำอยู่ ณ ปัจจุบัน”


ขอบคุณภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก artn't และ ประชาไท