- บทความ
- Red Star Diaries ไดอารีดาวแดง
หลังเหตุการณ์ล้อมปราบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาหลายคนพกพาความฝันในการเปลี่ยนแปลงสังคมมุ่งหน้าเข้าสู่เขตป่าเขาเพื่อร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปความเปลี่ยนแปลงที่หลายๆ คนคาดหวังไว้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมาถึง ขณะเดียวกันนักศึกษาบางส่วนก็เริ่มมีความเห็นไม่ตรงกับแนวทางการต่อสู้ของพรรคและฝ่ายนำของพรรค
ในปี 2523 รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ปรับนโยบายการต่อสู้รัฐร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ด้วยการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 66/2523 มาใช้มาตรการทางการเมืองแทนการทหารมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการให้โอกาสผู้ที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกลับคืนเมืองมาใช้ชีวิตปกติแทนการมุ่งปราบปรามดำเนินคดี ปัจจัยต่างๆ ทั้งความขัดแย้ง ความผิดหวัง รวมถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของทางการไทย ทำให้นักศึกษาและประชาชนที่เข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยบางส่วนตัดสินใจออกจากป่ากลับมาใช้ชีวิตของตัวเอง นักศึกษาบางส่วนเมื่อออกจากป่าก็กลับเข้าศึกษาต่อและแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพตามความฝันของตัวเอง บางคนเลือกทำงานในแวดวงวิชาการ บางคนเลือกไปประกอบธุรกิจ และบางส่วนเลือกเข้าสู่แวดวงการเมือง
สหายยุทธหรือภุชงค์ หนึ่งในอดีตนักศึกษาที่เข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สหายยุทธได้พบกับ "องค์กรจัดตั้ง" ของพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาอยู่ที่บ้านเกิด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมจากจังหวัดบ้านเกิดสหายยุทธเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้เขาจะไม่มีทักษะด้านศิลปะแต่ก็ตัดสินใจสมัครเข้าชมรมที่ทำกิจกรรมด้านศิลปะและการละครเพื่อหวังจะเข้าไปทำงานด้านการเมืองในชมรมและตัวเขาก็ได้มีส่วนร่วมในการทำงานเบื้องหลังละครล้อการเมืองที่ลานโพธิ์ในวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ซึ่งได้กลายเป็นชนวนเหตุนองเลือดในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งหลังเหตุการณ์ดังกล่าวเขาก็ตัดสินใจเดินทางเข้าร่วมการต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในเขตป่าเขา
นักเลงโบราณกรุงเก่า
"ผมเกิดที่อยุธยาเมื่อปี 2502 ในชุมชนโรงเหล้า พ่อของผมเป็นนักเรียนช่างกลปทุมวันรุ่นแรก พอพ่อเรียนจบก็มาร่วมบุกเบิกทำโรงเหล้าที่อยุธยา ส่วนแม่เป็นลูกชาวนาที่เกิดและโตในชุมชน บ้านผมมีฐานะปานกลางไม่ได้ดีมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อผมเป็นคนโผงผางและรักความเป็นธรรม เวลาแกเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็จะพูดออกมาตรงๆ บางทีพอแกเห็นความไม่ชอบมาพากลของผู้บริหารโรงเหล้าแกก็จะรู้สึกไม่พอใจ พอตกเย็นนั่งดื่มที่บ้าน แกก็จะชอบพูดเรื่องนี้ด้วยเสียงดัง บางทีก็ตะโกนด่าผู้บริหารทั้งๆ ที่บ้านของผู้บริหารโรงเหล้าก็อยู่แถวนั้น จนทำให้หน้าที่การงานไม่ได้ก้าวหน้าเท่าที่ควร ส่วนแม่ของผมมีนิสัยแบบนักเลงโบราณคือไม่ยอมคนแต่ก็ใจกว้าง ผมยังจำได้ว่าที่บ้านจะมีกะทะใบบัวใบใหญ่เพราะแม่จะใช้กะทะใบบัวหุงข้าวเลี้ยงคน โดยเฉพาะลูกน้องพ่อที่โรงงานอยู่บ่อยๆ"
"สภาพแวดล้อมในครอบครัวและชุมชนที่ผมเติบโตมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผมใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างโลดโผน ผมเคยรวมกลุ่มกับเพื่อนแถวบ้านไปมีเรื่องกับวัยรุ่นต่างถิ่นเป็นระยะ ปืนผาหน้าไม้นี่ไม่ต้องพูดถึง เป็นหมดทุกอย่าง พอมาถึงช่วง มศ.2 ชีวิตผมก็มาถึงจุดเปลี่ยน ครั้งนั้นผมกับเพื่อนๆ ไปมีเรื่องกับวัยรุ่นต่างถิ่นที่อายุมากกว่าพวกผมที่จังหวัดชัยนาท ครั้งแรกพวกผมถูกเจ้าถิ่นตีกระเจิงกลับมา ผมกับพวกเลยกลับไปล้างแค้นกันอีกครั้งปรากฏว่าระหว่างที่ตะลุมบอนกันก็มีนักเลงเจ้าถิ่นคนหนึ่งถูกปืนยิงตาย นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคนตายต่อหน้า"
จุดเปลี่ยนชีวิต
"หลังกลับมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้นผมกลัวมากว่าจะมีตำรวจมาตามจับ เลยเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเอง ทุกครั้งที่ไปโรงเรียนแล้วมีเวลาว่างผมจะหลบไปอยู่ในห้องสมุดเพราะกลัวตำรวจมาตามตัว พอเข้าไปอยู่ในห้องสมุดผมก็มีโอกาสอ่านหนังสือหลายๆ เล่มโดยเฉพาะพวกหนังสือประวัติศาสตร์ที่ช่วยเปิดโลกทางการเมืองให้ผม ได้อ่านเรื่องของเลนิน (Vladimir Lenin) ได้รู้จักว่าอะไรคือ "ฝ่ายซ้าย" อะไรคือการปฏิวัติ พออ่านหนังสือมากเข้าผมก็เริ่มสนใจเรื่องสังคมและเรื่องการเมืองมากขึ้น"
"หลังจากอ่านหนังสือจนเริ่มมีความตื่นตัวผมก็เริ่มขยับมาทำกิจกรรมทางการเมือง เริ่มจากเรื่องในโรงเรียน ผมเคยทำใบปลิวเรื่องการทุจริตในการก่อสร้างโรงอาหารออกแจกจ่าย จนทำให้ถูกโรงเรียนเพ่งเล็ง พอถึงปี 2514 ก็มีตัวแทนจากศูนย์นิสิตฯ (ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย - ศนท.) เข้ามาเคลื่อนไหวในโรงเรียน ตอนนั้นน่าจะเป็นเรื่องการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ตัวผมเองก็ได้รับอิทธิพลการเคลื่อนไหวจากศูนย์นิสิตฯจนถึงขั้นทำหนังสือพิมพ์ทำมือเล่มเล็กๆ ที่มีเนื้อหาต่อต้านคนจีนออกแจกจ่าย แล้วก็เลยเถิดไปถึงขั้นมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนคนหนึ่งที่มีเชื้อจีน"
"มองย้อนกลับไปผมก็ต้องยอมรับว่าช่วงที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวผมยังสะเปะสะปะในแนวทางอยู่บ้าง อย่างตอนที่ทำหนังสือต่อต้านคนจีนนั่นก็เป็นการเคลื่อนไหวด้วยแนวคิดชาตินิยมแบบฝ่ายขวา แต่ในเวลาต่อมาเมื่อได้อ่านหนังสือมากขึ้นและเติบโตทางความคิดมากขึ้นผมก็เริ่มเอนเอียงมาทางฝั่งซ้ายหรือฝั่งสังคมนิยม"
"ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ผมกำลังเรียนอยู่ชั้น มศ.3 ผมกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งก็นึกครึ้มอยากเข้าไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ แต่ครั้งนั้นก็ไปไม่ถึงเพราะพอไปถึงประตูน้ำพระอินทร์ก็เจอด่านตรวจ ตำรวจถามผมกับเพื่อนๆ ว่าจะไปไหนกัน ด้วยความห้าวผมก็ตอบไปตรงๆ เลยว่าจะเข้าไปม็อบ เท่านั้นแหละผมกับเพื่อนๆ ก็ถูกตำรวจตบหัว แล้วไล่ให้กลับบ้าน เป็นอันว่าครั้งนั้นก็ไม่ได้เข้าไปเห็นเหตุการณ์ 14 ตุลาโดยตรง แต่ได้กลับมาเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของนักศึกษาประชาชนอยุธยา ที่วิทยาลัยครูโดยการแห่ศพวีรชนที่เป็นคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปรอบเกาะเมือง"

เข้าวงการ
"หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา บรรยากาศการเมืองในประเทศเปิดกว้างขึ้น มีกลุ่มนั้นกลุ่มนี้จัดชุมนุมกันอย่างคึกคัก ที่อยุธยาเองก็มีการจัดชุมนุม จัดปราศรัยเป็นระยะ ฝ่ายขวาเองก็มีการตอบโต้กับพวกผู้ชุมนุมบ้างเหมือนกัน อย่างในปี 2517 มีการชุมนุมที่ตลาดหัวรอ ครั้งนั้นคนจัดชุมนุมชวนวงคาราวานมาแสดงด้วย ปรากฏว่าระหว่างที่คาราวานกำลังเล่นก็มีเสียงปืนดังขึ้นถี่ยิบ เข้าใจว่าน่าจะเป็นการยิงขู่ จนคนที่มาชุมนุมแตกกระเจิงกันไป สำหรับตัวผมเองช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาก็ไปร่วมการชุมนุมที่จัดขึ้นในอยุธยาเป็นระยะ แล้วก็ยังเคลื่อนไหวในโรงเรียนทั้งเรื่องทรงผมและเรื่องสภาพของห้องน้ำและเรื่องอื่นๆ ที่เป็นปัญหาภายในโรงเรียนควบคู่ไปด้วย ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวในโรงเรียนน่าจะมีส่วนอยู่ไม่น้อยที่ทำให้บทบาทของผมไปเข้าตา "จัดตั้ง" (คนที่เข้ามาทำงานทางความคิดและชักชวนให้เข้าร่วมการเคลื่อนไหว) ของ พคท. ที่ทำหน้าที่หาคนในพื้นที่จังหวัดอยุธยาจนสุดท้ายผมได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติ โดยเข้าสังกัด ส.ย.ท. (องค์กรสันนิบาตเยาวชนแห่งประเทศไทย)
"ช่วงปี 2518 มีเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งมาบอกผมว่ามีอาจารย์จากวิทยาลัยการช่างคนหนึ่งมาชวนผมไปร่วมกลุ่มศึกษา ผมตัดสินใจว่าจะลองไปดู พอถึงวันผมก็ไปยังสถานที่นัดหมายซึ่งเป็นซุ้มเก่าๆ ในวัดร้างแห่งหนึ่งที่อยู่กลางป่าหญ้าคา คนที่มาร่วมกลุ่มศึกษาในวันนั้นน่าจะมีประมาณสิบคน มีทั้งกรรมกร ชาวนา แล้วก็นักศึกษาวิทยาลัยครู ในวันนั้นผมน่าจะเป็นคนที่เด็กที่สุดในวงเพราะในขณะที่คนอื่นเป็นผู้ใหญ่ตัวผมยังนุ่งขาสั้นอยู่เลย วันนั้นคนที่เป็นคนนำคุยเป็นอาจารย์จากวิทยาลัยการช่างที่เป็นคนชักชวนผมมา ผมมารู้ทีหลังว่าอาจารย์ท่านนี้เป็นสมาชิกพรรคระดับสูงที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง"
รั้วแม่โดมและละครแขวนคอ
"หลังผมเข้าร่วมกลุ่มศึกษา ผมก็เริ่มได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์ที่เป็นจัดตั้งมากขึ้นตามลำดับ กระทั่งได้รับมอบหมายให้ไปประสานงานกับกลุ่มแรงงาน นักศึกษาและชาวนา ตอนที่ผมเข้าไปประสานงานครั้งแรกพวกพี่ๆแรงงานกับนักศึกษาก็งงกันว่าทำไมอาจารย์ที่เป็นจัดตั้งถึงให้เด็กนักเรียนอย่างผมเป็นคนมาประสานงาน"
"พอถึงช่วงที่จะต้องเข้ามหาวิทยาลัย ผมคุยกับจัดตั้งว่า ผมจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อจะได้ไปขยายงานปฏิวัติต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งจัดตั้งก็บอกผมว่าถ้าเข้าธรรมศาสตร์ได้ อยากให้ไปขยายงานปฏิวัติในหมู่นักศึกษาที่ทำกิจกรรมด้านวัฒนธรรม พอผมสอบเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ได้ในปี 2519 ผมเลยไปสมัครเข้าชมรมศิลปะ แต่ตัวผมเองไม่มีความสามารถพิเศษด้านศิลปะ บทบาทของผมในชมรมเลยจำกัดอยู่ที่งานแรงงานเสียเป็นส่วนใหญ่ แบกพร็อพ (อุปกรณ์ประกอบฉาก) บ้าง แบกเครื่องดนตรีบ้าง หรือไม่ก็ช่วยงานเวที อย่างตอนที่เกิดกรณีฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้าที่นำใบปลิวต่อต้านจอมพลถนอมไปแจกแล้วนักศึกษาที่ชมรมก็จัดการแสดงละครจำลองฉากการฆาตกรรม ที่ตอนหลังมีคนเอาภาพไปตัดต่อจนเกิดเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมก็เป็นผู้มีส่วนร่วมคนหนึ่งในการจัดการแสดงนั้น"
"ละครแขวนคอนี่จริงๆ แล้วแสดงตั้งแต่วันที่ 4 ตุลา คือช่วงตุลามันเป็นช่วงสอบ นักศึกษาตอนนั้นก็เลยใช้เทคนิคเดียวกับสมัย 14 ตุลาคือปิดห้องสอบ การแสดงละครล้อก็เป็นเหมือนกิจกรรมที่จะดึงให้นักศึกษาที่ไม่ได้เข้าสอบมารวมตัวกันที่ลานโพธิ์ จริงๆ ตอนนั้นอาจารย์ป๋วยเข้ามาปรามนักศึกษาให้ยุติกิจกรรมตั้งแต่ก่อนการแสดงละครแล้ว เพราะกระแสต่อต้านนักศึกษาตอนนั้นมันแรง จำได้ว่าตอนที่อาจารย์ป๋วยมาขอให้เลิกมีเพื่อนบางคนต่อว่าอาจารย์อย่างรุนแรงจนแกเดินร้องไห้กลับไป ตอนนั้นผมก็รู้สึกไม่พอใจและไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ป๋วยถึงมาห้าม กระทั่งตอนหลังผมมาเป็นพ่อคนพอหวนนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นก็รู้สึกเสียใจเพราะผมเข้าใจแล้วว่าที่อาจารย์ป๋วยมาห้ามพวกเราวันนั้น เป็นเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยของลูกศิษย์ ผมคิดว่าตอนนั้นอาจารย์คงรู้ว่ากระแสมันรุนแรงมากหลังมีกรณีแสดงละครเลยอยากให้หยุดการชุมนุมไปก่อนเพื่อไม่ให้สถานการณ์มันบานปลาย"
รุ่งสาง 6 ตุลา
"ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลา มีการชุมนุมทั้งที่สนามหลวงและในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอกระแสเริ่มแรงขึ้นช่วงวันที่ 5 ตุลาก็มีการคุยกันในหมู่นักศึกษาที่จัดการชุมนุมว่าถ้าสถานการณ์มีความรุนแรง ควรจะย้ายเข้าไปชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีรั้วรอบขอบชิดเพื่อให้ง่ายในการรักษาความปลอดภัย ตัวผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตัดสินใจแบบนั้นเพราะคิดว่าถ้ามีการปิดล้อม การอยู่ในที่โล่งอย่างสนามหลวงคนก็ยังพอหลบหนีออกไปได้ แต่ถ้าเข้าไปอยู่ในธรรมศาสตร์แล้วถูกปิดล้อมก็จะเหมือนกับถูกปิดกล่องตี"
"คืนวันที่ 5ตุลา ผมอยู่ในธรรมศาสตร์แถวๆ คณะนิติศาสตร์ ตั้งแต่ช่วงดึกก็มีการก่อกวน มีเสียงปืนดังเป็นระยะซึ่งช่วงแรกๆก็ยังเป็นเสียงปืนที่น่าจะเป็นปืนพกธรรมดา ในคืนนั้นผมทำหน้าที่เป็นการ์ด พอฝั่งโน้นยิงมาผมก็ใช้ปืนพกของตัวเองยิงโต้ตอบกลับไปบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าที่ยิงตอบโต้ไปจะไปโดนอะไรไหม กระทั่งเกือบหกโมงเช้าผมก็ต้องตกใจก็มีเสียงตูม ซึ่งไม่น่าจะใช่ปืนเล็กแล้ว ตอนนั้นผมรู้สึกใจไม่ดี คือก่อนหน้านั้นตอนที่ผมร่วมทำม็อบขับไล่จอมพลประภาสพวกที่มาก่อกวนอย่างมากก็ใช้พวกปืนพก แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่แล้ว เหมือนจะมีการใช้พวกอาวุธหนักด้วย เสร็จแล้วก็เห็นพวกตำรวจถืออาวุธเข้ามา จังหวะนั้นคนที่ชุมนุมในธรรมศาสตร์บางส่วนก็พยายามหนีขึ้นไปอยู่บนตึก ผมเองก็ทิ้งปืนแล้วก็หนีปะปนกับผู้ชุมนุมคนอื่นขึ้นไปบนตึกด้วยแต่ก็ไม่รอด สุดท้ายก็โดนจับ"
"ถ้าถามว่าตอนนั้นกลัวไหม ? ถ้าไม่กลัวก็คงแปลกแล้ว แต่ผมคิดว่านอกจากกลัวแล้วผมก็รู้สึกโกรธมากกว่า เพราะผมได้เห็นว่าที่ตรงบันไดหอประชุมใหญ่มีคนนอนทับๆ กันอยู่ ผมคิดว่าคนที่นอนอยู่ตรงนั้นคงจะตายกันหมดแล้ว หลังเหตุการณ์เช้านั้นผมถูกพาตัวไปจำคุกอยู่ที่โรงเรียนตำรวจภูธร จังหวัดนครปฐม ประมาณสามเดือน เพราะตอนนั้นที่บ้านผมยังไม่มีเงินก้อน ต้องไปวิ่งหาเงินประกัน สุดท้ายพี่สาวของผมก็เอาบ้าน (โฉนดที่ดิน) มาเป็นหลักประกันให้"
"หลังได้ประกันตัวออกมา ผมก็กลับไปอยู่บ้านที่อยุธยา แต่ผมก็พอจะรู้ว่าตัวเองน่าจะถูกเพ่งเล็งเพราะมีคนแปลกหน้ามาคอยติดตาม ตอนแรกผมก็ย้ายที่อยู่ไปตามบ้านญาติคนนั้นคนนี้แต่ด้วยสถานที่บีบคั้นประกอบกับอาจารย์วิทยาลัยเทคนิคที่เป็นจัดตั้งของผมถูกยิงเสียชีวิต ช่วงปลายปี 2519 ผมก็เลยตัดสินใจว่าถ้าจะอยู่ในเมืองต่อไปคงไม่ปลอดภัย จึงได้ประสานงานกับคนของพรรคเพื่อขอเข้าป่า"
สู่เขตป่าเขา
"หลังประสานงานเรื่องการเข้าไปร่วมการปฏิวัติในเขตป่าเขาได้พักหนึ่ง ผมก็ได้รับการติดต่อให้เข้ากรุงเทพฯไปอยู่ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งย่านหัวลำโพงเพื่อเตรียมการเดินทาง ระหว่างนั้นก็จะมีคนมาอบรมเตรียมความพร้อมให้ การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปแบบปิดลับ ผมได้รับการบอกแค่ว่าจะต้องเดินทางไปภาคเหนือแต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นจังหวัดไหน ตอนนั้นก็เข้าใจเอาเองว่าน่าจะเป็นเขตเชียงรายหรือพะเยาที่การต่อสู้กำลังเข้มข้น ระหว่างที่อยู่ที่ บ้านเช่า ผมก็เจอนักศึกษาชายอีกสามคน ผมรู้แค่ว่าพวกเขาเรียนที่ธรรมศาสตร์แต่ก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนักเพราะพวกเราถูกควบคุมด้วยกฎ "ห้ามสัมพันธ์ขวาง" คือห้ามทำความรู้จักกันเองในหมู่สหายหรือผู้ปฏิบัติงานเพื่อป้องกันความลับรั่วไหล"
"หลังอยู่ที่บ้านเช่าได้ประมาณสิบคืนพวกเราก็ออกเดินทางด้วยรถกระบะ ผมเองก็งงอยู่เหมือนเพราะตอนแรกผมได้รับแจ้งว่าจะต้องเข้าป่าทางภาคเหนือ แต่ปรากฏว่ารถกลับพาพวกเราไปส่งที่จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างการเดินทางพวกเราได้รับการกำชับว่าถ้ามีคนถามว่าไปไหนก็ให้บอกว่าจะไปเที่ยวเขื่อนกระเสียว"
"เมื่อรถทางมาถึงแนวป่าแห่งหนึ่งที่น่าจะอยู่ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี พวกเราได้รับคำสั่งให้รีบลงจากรถ ในเวลาเดียวกันนั้นก็มีคนใส่หมวกดาวแดงโผล่ขึ้นมาจากแนวป่า ทหารป่ากลุ่มนั้นรีบมาคว้าเป้จากพวกเราพร้อมๆ กับสั่งให้พวกเราวิ่งเข้าไปในแนวป่า ทหารป่าที่มารับพวกเรามีทั้งสหายที่เป็นคนพื้นราบและสหายที่เป็นคนกระเหรี่ยง พวกเขาคงเห็นว่าถ้าปล่อยให้พวกเราแบกเป้ไปวิ่งไปน่าจะสุ่มเสี่ยงที่ไปไม่ถึงค่าย เลยเอาเป้ไปถือให้แทน การเดินเท้าในช่วงแรกยังไม่ลำบากมากนักเพราะยังเป็นพื้นราบ แต่พอเดินไปสักพักทางก็เริ่มชันเป็นทางขึ้นเขา การเดินเท้าของพวกเราใช้เวลาประมาณสิบวันจากสุพรรณบุรี ผ่านทุ่งใหญ่นเรศวร ผ่านป่าห้วยขาแข้ง กระทั่งไปถึงบ้านแม่จันทะ ที่เป็นศูนย์กลางของพรรคในจังหวัดตาก"
สถานการณ์ปฏิวัติที่จังหวัดตาก
"สภาพในฐานที่มั่นจังหวัดตากน่าจะแตกต่างจากเขตอื่นๆ มวลชนและผู้ปฏิบัติงานที่เป็นกำลังหลักของที่นี่เป็นสหายชนชาติกระเหรี่ยงที่ยังดำรงชีวิตด้วยวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ทำไร่ทำนาหาอยู่หากิน ไม่ได้มีบรรยากาศของการปฏิวัติ สภาพการณ์นี้ทางหนึ่งก็ทำให้เขตนี้เป็นเหมือนผ้าขาวที่นักศึกษาพื้นราบจะมีอิสระในการดำเนินการปฏิวัติได้ตามแบบที่พวกเขาคิด มากกว่านักศึกษาที่อยู่ในเขตงานที่เต็มไปด้วยสหายนำที่เป็นคนจีน แต่ในเวลาเดียวกันความห่างไกลและความยากลำบากในการเดินทางก็ทำให้เขตงานนี้มีข้อจำกัดเรื่องกำลังคน"
"หลังไปอยู่ที่เขตแม่จันทะซึ่งเป็นศูนย์กลางของจังหวัดตากได้ระยะหนึ่ง ผมก็ถูกส่งไปอยู่ที่บ้านหม่องกั๊วะซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของเขตงานอุ้มผาง ที่บ้านหม่องกั๊วะนี่เองที่ผมได้เข้าฝึกในโรงเรียนการทหาร ซึ่งการฝึกก็อาจจะไม่เข้มข้นเท่ากับที่เขตงานอื่น ตัวผมเองฝึกคลาน ฝึกยิงได้ไม่กี่วันก็เตรียมออกไปรบแล้ว"
"เนื่องจากพื้นที่จังหวัดตากค่อนข้างอยู่ห่างไกล การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองก็เลยมีข้อจำกัด นักศึกษาที่เข้าป่ารุ่นผมคือรุ่นแรกมีจำนวนสิบคน ในเขตงานนี้เลยตระเวนไปแสดงละครเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ตามหมู่บ้านต่างๆ ในละแวกนั้น ซึ่งแม้ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา จะไม่เป็นที่รับรู้ในหมู่คนกะเหรี่ยง แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์ร่วมที่พวกเขามีต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ผ่านละครของพวกเรา ระหว่างที่เราตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ คนกะเหรี่ยงก็จะจัดพิธีผูกข้อไม้ข้อมือหรือ "ผูกเสี่ยว" เพื่อต้อนรับพวกเรา"
เลือดร้อนจนเฉียดตาย
"หลังมาอยู่ที่บ้านหม่องกั๊ว ผมได้รับมอบหมายให้เข้าไปอยู่ในส่วนกองทหารท้องถิ่น ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ตอนใต้ของจังหวัดตากซึ่งก็คือเขตอุ้มผาง กองกำลังหมวดที่ผมเข้าไปดูแลมีประมาณสามสิบคน อย่างที่เล่าไปตอนต้นว่าบรรยากาศการปฏิวัติที่อุ้มผางค่อนข้างจะเงียบ ต่างจากเขตงานอื่นๆ ที่มีการปฏิบัติการทางทหารเข้มข้น จนผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นอย่างงี้ต่อไปคงไม่มีทางปฏิวัติชนะ พอเข้ามามีหน้าที่ในกองกำลังทหารท้องถิ่นผมก็เลยอยากจะทำให้งานปฏิวัติที่นี่มีความเคลื่อนไหวบ้าง ผมเลยจัดกำลังทหาร เดินเท้าไปตีค่ายตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ในเขตอุ้มผางที่มีกำลังระดับกองร้อยซึ่งอยู่ห่างจากเขตฐานที่มั่นของเราไปไม่มาก"
"พอไปถึงค่าย ตชด. ผมก็สั่งให้ทหารที่ไปด้วยกันยิงเข้าไปในค่าย ตชด. ตอนแรกทางฝั่ง ตชด.น่าจะกำลังแปลกใจที่อยู่ๆ พวกเราก็ยิงเข้าไปในค่าย เลยยังไม่ทันตอบโต้อะไร ตัวผมเองตอนนั้นอารมณ์กำลังพลุ่งพล่านด้วยความแค้นที่ถูกปราบตอน 6 ตุลา ผมเลยออกไปยืนอยู่หน้าค่าย ตชด. แล้วไปยืนตะโกนด่าพวก ตชด.ว่า "ตอน 6 ตุลาพวกมึงมายิงทั้งๆ ที่พวกกูมือเปล่า ทีแบบนี้เอาแต่มุดหัวอยู่ในบังเกอร์" ผมพูดไปยิงปืนไปด้วยความโกรธได้ไม่เกินสองนาที ก็มีเสียงระเบิดตูมใกล้ๆ เสร็จแล้วทหารที่มากับผมก็เข้ามาลากตัวผมออกไป ตอนที่มีเสียงตูมผมยังไม่รู้สึกอะไร อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นอะดรีนาลีน (Adrenaline) กำลังหลั่ง แต่พอถูกลากตัวออกมาจนผมสงบลง ผมก็เริ่มรู้สึกอุ่นๆ ที่หน้าอก กลายเป็นว่ามีสะเก็ดของ M79 เข้ามาปักตามตัวผมรวมถึงจุดหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลหัวใจ สหายที่เป็นทหารท้องถิ่นบ่นผมใหญ่ว่าพวกเขาอยู่กันมาตั้งนานไม่เคยมีใครถูกยิง แต่พอผมเข้ามาไม่เท่าไหร่ก็ได้เรื่องเลย เหตุการณ์ที่หน้าค่าย ตชด. ทำให้ผมต้องพักรักษาตัวประมาณสามเดือน ครั้งนั้นผมถูกตำหนิทั้งจากจัดตั้งและจากทหารในหมวดของผม หลังรักษาตัวจนหาย ผมก็ออกมาเคลื่อนไหวทางการทหารต่อ โดยส่วนใหญ่จะใช้วิธียิงก่อกวนฝ่าย ตชด. เพราะตอนนั้นพวกเราไม่มีกำลังพอที่จะไปทำการปิดล้อมฝ่ายตรงข้าม"
"ถ้านับรวมๆ กัน ผมน่าจะเคยออกสู้รบรวมๆ กันประมาณสามสิบถึงสี่สิบครั้ง ครั้งหนึ่งผมเคยนำกำลังทหารสิบสองคน จากกองกำลังหลัก เคลื่อนที่จากเขตอุ้มผาง เดินข้ามทุ่งใหญ่นเรศวร มาแตกเสียงปืนที่อุทัยธานี ที่ว่าแตกเสียงปืนหมายถึงไปเปิดการสู้รบในพื้นที่ที่ไม่เคยมีการสู้รบระหว่างทหาร ทปท. (กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย - กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) กับฝ่ายทางการไทยมาก่อน"
"คือจริงๆ บริเวณนั้นก็ไม่ใช่พื้นที่ที่ผมประจำการอยู่และทางจัดตั้งก็ไม่ได้สั่งให้ไปเคลื่อนไหวหรือไปปฏิบัติการณ์ในบริเวณนั้น แต่ผมก็ตัดสินใจพาทหารไปปฏิบัติการเพื่อให้เป็นเรคคอร์ด (Record) ปรากฏว่าการไปแตกเสียงปืนครั้งนั้นทำให้ฝ่ายทางการไทยเกิดความตื่นตัวเพราะมันดูคล้ายกับว่าคอมมิวนิสต์เคลื่อนเข้าพื้นที่ภาคกลางซึ่งถือว่าอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แล้ว เลยมีการส่งทหารเข้ามาในพื้นที่จรยุทธ์ที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 2 - 3 กองพัน ตัวผมเองก็เลยเข้าไปทำการสู้รบแบบกองโจรอยู่ในพื้นที่แถบอำเภอด่านช้างและเขตต่อเนื่องประมาณสามเดือน"
"เนื่องจากกำลังของฝ่ายเราเป็นรอง พวกเราเลยต้องทำสงครามแบบจรยุทธ์ คือซุ่มปะทะโดยมีเป้าว่าให้เกิดความสูญเสียกับฝ่ายตรงข้ามสักหนึ่งหรือสองคนก็พอ แล้วก็หนีออกมา ผมนำกองกำลังไปปะทะกับกองกำลังของรัฐในลักษณะนี้หลายสิบครั้งตลอดระยะเวลาสามเดือน และมีครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมต้องพบประสบการณ์เฉียดตายเป็นครั้งที่สอง ครั้งนั้นมีสหายชนชาติกะเหรี่ยงคนหนึ่งเสียสละ (เสียชีวิต) ระหว่างการปะทะ หลังการปะทะสงบลงพวกผมล่าถอยออกไปและรอเวลาประมาณวันสองวันก่อนจะย้อนกลับไปกู้ศพสหาย ปรากฏว่าที่ศพมีระเบิดคล้องอยู่หลายลูก เดาว่าฝ่ายตรงข้ามหวังจะให้เกิดความสูญเสียกับฝ่ายเราระหว่างที่มากู้ศพ ก่อนขนย้ายศพผมเลยต้องเอาระเบิดออกจากศพก่อน จากนั้นถึงใช้เสื่อพันศพแล้วแบกขึ้นบ่า ปรากฏว่าระหว่างที่แบกศพขึ้นมาก็มีระเบิดตกลงมาลูกหนึ่ง เดาว่าระเบิดน่าจะถูกซ่อนในจุดที่ผมไม่เห็น ตอนนั้นผมนึกว่าตัวเองคงไม่รอดแล้วแต่ปรากฏว่าเลือดกับน้ำหนองของศพน่าจะเข้าไปทำให้ระเบิดขัดข้อง พอตกถึงพื้นระเบิดก็ไม่ทำงาน ผมเลยรอดมาอย่างหวุดหวิด"
หลงทางกลางสี่แยก
"หลังเข้าร่วมการปฏิวัติตั้งแต่ปลายปี 2519 สิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจผมมาตลอดคือความคืบหน้าของการปฏิวัติที่ดูจะดำเนินไปอย่างล่าช้าโดยเฉพาะที่เขตงานอุ้มผาง ตัวผมเองแม้จะเข้าไปเพราะเหตุผลด้านความปลอดภัยจากการถูกคุกคามตอนอยู่ในเมือง แต่ผมก็มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าเมื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนแล้วก็อยากจะผลักดันการปฏิวัติให้สำเร็จ ทว่าล่วงมาจนถึงปี 2524 ความสำเร็จก็ไม่มีทีท่าว่าจะมาถึง ในช่วงเวลานั้นเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายๆ คนก็ทยอยออกจากป่าไปด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน"
"นอกจากเรื่องความล่าช้าของการปฏิวัติ ก็มีอีกสองปัจจัยที่ทำให้ผมเริ่มคิดทบทวนเรื่องการออกจากป่าอย่างจริงจัง เรื่องแรก คือ แนวทางของพรรคโดยเฉพาะการเดินตามแนวทางการปฏิวัติของจีน เช่น การใช้ทฤษฎีป่าล้อมเมืองโดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์เฉพาะในประเทศว่าจะมีโอกาสสำเร็จมากน้อยแค่ไหน และทฤษฎีสามโลก จริงๆ เรื่องนี้มีคนทักท้วงฝ่ายนำพอสมควรแต่สภาพการนำภายในพรรคค่อนข้างแข็งตัวทำให้ยากที่จะมีการปรับทิศทาง ส่วนเรื่องที่สอง คือ ปัญหาความขัดแย้งภายในทั้งระหว่างจัดตั้งกับนักศึกษา และความขัดแย้งกันเองในหมู่จัดตั้ง เงื่อนไขทั้งหมดทำให้ผมรู้สึกว่าการปฏิวัติไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง ช่วงก่อนที่ผมจะตัดสินใจลงจากป่ามีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะก่อนหน้าการประชุมสมัชชาครั้งที่สี่ของ พคท. ได้เกิดความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรงในเขตพื้นที่จังหวัดตาก เป็นเหตุผลสุดท้ายที่ผลักดันให้พวกเราส่วนที่เห็นต่างเดินทางกลับคืนสู่เมือง ซึ่งผมอาจจะไม่สามารถนำมาเล่าต่อสาธารณะได้ แต่พอจะบอกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นกระทบกับจิตใจผมอยู่พอสมควร"
"ในปี 2525 ซึ่งเป็นปีที่พรรคจัดประชุมสมัชชาครั้งที่สี่ผมตัดสินใจเดินทางออกจากป่า วันเดินทางผมอาศัยรถสิบล้อคันหนึ่งออกมา ระหว่างทางรถบรรทุกวิ่งผ่านด่านตรวจของเจ้าหน้าที่แห่งหนึ่งที่ผมเคยเป็นคนนำกำลังไปเผา ตอนนั้นผมก็แอบกลัวอยู่ว่าตัวเองจะถูกจับ เพราะปกติจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่ด่านคอยตรวจรถที่วิ่งเข้าออก แต่ปรากฏว่าสุดท้ายวันนั้นรถบรรทุกที่ผมอาศัยมาไม่ถูกตรวจค้น เลยรอดตัวไป"
"หลังออกป่า ผมตัดสินใจกลับไปเรียนต่อที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนจบ หลังจากนั้นผมก็ออกมาทำงานเป็นนักข่าวที่สำนักข่าวแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะเข้ามาทำงานในแวดวง NGO เพราะยังหวังจะทำงานที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ นอกจากนั้นผมก็ยังเคยไปทำงานกับนักการเมืองบางคนแต่ก็จะเป็นลักษณะการทำงานหลังบ้าน พวกงานวางแผน วางยุทธศาสตร์ ส่วนที่ทำให้ผมตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองเป็นเพราะผมยังอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับประเทศ เพียงแต่วิธีการอาจจะต่างออกจากสมัยที่เข้าป่าจับปืน"
"ชีวิตผมมาถึงจุดพลิกผันอีกครั้งช่วงปี 2548 ที่ผมเริ่มเป็นพาร์กินสัน (Parkinson's disease) ช่วงแรกเริ่มจากอาการมือสั่นเล็กน้อย ซึ่งผมก็ยังพอทำงานได้ ขับรถได้ แต่ตอนหลังอาการเริ่มหนักขึ้นจนทำให้ผมต้องออกจากงานมาอยู่กับบ้านเฉยๆ เงินที่ผมเคยสะสมไว้ตอนทำงานก็ค่อยๆ ร่อยหรอลงไป ถึงตรงนี้ผมคงต้องขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณสหายหลายๆ คน โดยเฉพาะสหายเขตงานจังหวัดตากที่ช่วยสนับสนุนด้านการเงินให้กับผมในวันที่ผมล้มลง พอมาถึงช่วงปี 2564 - 2565 ชีวิตผมก็ต้องมาเจอกับวิกฤตหนักอีกรอบหนึ่ง หลังป่วยเป็นพาร์กินสันผมยังพอจะเดินเหินไปไหนในบ้านตัวเองได้บ้างแต่ก็เดินได้ไม่ค่อยถนัด วันหนึ่งตอนที่ผมกำลังจะเดินลงบันไดบ้านปรากฏว่าผมก้าวไม่ดีจนทำให้ตกบันได ตั้งแต่นั้นมาผมก็กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง กระทั่งล่าสุดช่วงต้นปีนี้ (2568) ผมก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ ชีวิตผมทุกวันนี้ก็เหมือนกำลังนับถอยหลังไปถึงตอนจบ"
"การใช้ชีวิตเป็นคนป่วยติดเตียง ทำให้ผมมีเวลามากมายที่จะคิดใคร่ครวญถึงชีวิตตัวเองในอดีต ครั้งหนึ่งผมเคยคุยกับอดีตสหายที่เป็นนักวิชาการชื่อดังว่า ชีวิตผมตอนออกจากป่าเหมือนลงรถตรงสี่แยกแล้วหาทางไปต่อไม่เจอ ในขณะที่พวกพี่ๆ เพื่อนๆ บางคนพอลงจากป่าก็ไปเรียนต่อต่างประเทศบ้าง ไปทำธุรกิจส่วนตัวบ้าง แต่ตัวผมยังวนเวียนอยู่กับงานทางการเมือง วนเวียนอยู่กับความฝันเดิมๆ อย่างช่วงที่ผมไปทำงานเป็นผู้ช่วยนักการเมือง ผมก็ทำงานหนักอยู่เบื้องหลังไม่ได้ออกหน้า ไม่ได้รับเครดิตความดีความชอบอะไร แต่พอถึงวันที่ผมล้มป่วยคนที่ผมเคยทำงานให้ส่วนหนึ่งก็ทยอยหายไป ตอนนี้ก็มีแค่ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือไม่กี่คนกับอดีตสหายที่คอยช่วยเหลือจุนเจือผมในช่วงชีวิตที่ยากลำบากนี้"
สัมภาษณ์และเรียบเรียง : อานนท์ ชวาลาวัณย์
ภาพ : พิพิธภัณฑ์สามัญชนทำสำเนาดิจิทัลจากภาพถ่ายส่วนตัวของสหายยุทธ
ไดอารีดาวแดง: บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองทัพไทย กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นถือเป็นประวัติศาสตร์ความแย้งที่ยาวนานช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หากนับช่วงเวลาเฉพาะจากวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังของ พคท. ปะทะกับตำรวจที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่ พคท. ถือเป็นวันเริ่มการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับทางการไทย จนถึงวันที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรีออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมตรีที่ 66/2523 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2523 เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์มาใช้กระบวนการทางการเมืองนำการทหาร ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท. ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็จะกินเวลาอย่างน้อย 15 ปี กับอีก 8 เดือน
ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยเข้าไปร่วมการต่อสู้กับ พคท. ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทว่าเรื่องราวของคนที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนั้นหลายๆ คนอาจยังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบและเสี่ยงที่จะหล่นหายไปตามกาลเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของผู้ผ่านเหตุการณ์หลายๆ คนล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย
พิพิธภัณฑ์สามัญชนหวังว่างานเขียน "ไดอารีดาวแดง" ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเรื่องเล่าของคนธรรมดาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกระแสธารประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกหล่นไปจากความรับรู้ของสาธารณชนและให้พวกเขาได้ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์