• บทความ
  • Commoner’s Voice สามัญชนสนทนา

สามัญชนสนทนา ชวนทำความรู้จัก ‘ถั่วเขียว’ นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักกิจกรรมทางการเมืองผู้ใช้ศิลปะในการสื่อสารและขับเคลื่อนสังคม หรือที่หลายคนอาจรู้จักเธอในฐานะนักแสดง Performance Art ในกิจกรรมยืนหยุดโซตัสที่จัดขึ้นเมื่อช่วงมิถุนายน 2565 รวมถึงผลงานของเธอที่ผ่านมาในฐานะสมาชิกชมรมประชาธิปไตย มช. ชวนทำความรู้จักตัวตนและความฝันของเธอในการเป็นครูเพื่อสร้างพลเมืองที่ตื่นรู้

ที่มาของชื่อ ‘ถั่วเขียว’

“จริงๆชื่อ ไอติม ค่ะ แต่ว่าตอนนั้นเราไม่ชอบไอติมที่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่อยากชื่อซ้ำกับหลานอภิสิทธิ์ (หัวเราะ) ก็เลยตั้งชื่อตัวเองว่าถั่วเขียว ได้มาจากซีรีย์เกาหลีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Nokdu Flower แปลไทยว่า กบฏดอกถั่วเขียวค่ะ เป็นซีรีย์อิงประวัติศาสตร์ด้วยส่วนนึงเพราะมันเล่าเรื่องการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับผู้มีอำนาจ สุดท้ายประชาชนถูกตีตราว่าเป็นกบฏ แล้วแกนนำประชาชนก็ถูกประหาร ซึ่งเรารู้สึกประทับใจการสื่อสารของซีรีย์เรื่องนี้ก็ใช้ชื่อนี้เลย”

“ส่วนนึงเราก็ทำงานศิลปะก็อยากให้คนจำง่ายด้วย จะว่าเป็นศิลปินก็ได้ เราทำงานขายผ้าปัก”

เริ่มสนใจการเมือง

“ต้องบอกก่อนว่าเราเป็นวัยรุ่นทวิตเตอร์ เติบโตมากับข้อมูลข่าวสารทางทวิตเตอร์ ม็อบแรกที่เราไปกับเพื่อนก็จัดที่ลำพูน  ตอนนั้นเราอยู่ประมาณ ม.5 - 6 หลังประกาศไปว่าจะจัดงาน เพื่อนเราก็ถูกเจ้าหน้าที่ติดตาม ล่าแม่มดถึงที่โรงเรียน-บ้านเลย พอวันชุมนุมจริงเพื่อนที่เป็นแกนนำไม่มา เวทีเลยเป็นเหมือน free space ที่ไม่มีการนำใดๆ คนที่มาร่วมชุมนุมเขาก็ผลัดกันขึ้นพูดระบายความอัดอั้นตันใจจำได้ว่าเป็นช่วงหลังยุบพรรคอนาคตใหม่ ปี 2563 ค่ะ หลังจากนั้น เราก็สนใจการเมืองมาเรื่อยๆไปม็อบทุกครั้งจนพี่ๆจำหน้าได้ แล้วก็มีชวนไปทำกิจกรรม”

“กลุ่มนักเรียนนิรนาม เป็นกลุ่มแรกที่เราทำร่วมกับเพื่อนหลายโรงเรียนในลำพูนซึ่งเคลื่อนไหวในประเด็นเรื่องสิทธิของนักเรียนเช่นระเบียบทรงผม การแต่งกาย รวมถึงผลักดันพรบ. สมรมรสเท่าเทียมเราก็จัดทำแคมเปญโบกธงสีรุ้งตามแลนด์มาร์คต่างๆทั่วลำพูน และสถานศึกษาโดยแต่งชุดนักเรียน หลังมีภาพแพร่ออกไปฟีดแบคทางโรงเรียนก็ตอบกลับมาว่า ไม่ควรใส่ชุดนักเรียนในการแสดงออกทางการเมือง ก็มีคำสั่งให้ลบรูปภาพบริเวณสถานศึกษาให้หมด ”

“หลังจากนั้น เราก็เคลื่อนไหวหลายประเด็นเลย ที่ย่อยออกมาคือกลุ่มใหญ่ ลำพูนปลดแอก อันนี้เป็นกลุ่มที่มีเครือข่ายหลายจังหวัด ซึ่งเราก็มีเพื่อนที่รู้จักกันในลำปาง เชียงใหม่ แพร่ น่าน ขยายเครือข่ายกันไปกลุ่มนี้จะเคลื่อนไหวประเด็นข้อเรียกร้องสามข้อ,สิบข้อ มีจัดคาร์ม็อบ ”

ยืนหยุดโซตัส พลิกระบบที่ซ่อนอยู่ใต้พรม

“ขึ้นปี 1 ปุ๊บเราซ่าเลย (หัวเราะ) ตั้งแต่วันแรก ด้วยความที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงมีกลิ่นอายระบบโซตัสอยู่ แม้ว่าทางองค์กรนักศึกษาได้ประกาศยกเลิกกิจกรรมโซตัสแล้วตั้งแต่ปี 2565 และด้วยสถานการณ์การเมืองที่คนเริ่มตระหนักรู้แล้วเรื่องอำนาจนิยมในสถานศึกษาก็ทำให้เรื่องการรับน้องด้วยระบบโซตัสมันก็เพลาๆลงไปบ้าง”

Cr. ภาพจากประชาไท

“แต่เราก็ยังคงเห็นอะไรหลายๆอย่างผ่านกิจกรรม  ‘สานสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้อง’ ที่มันก็มีการใส่ป้ายชื่อห้อยคอ ชื่อน้องอะไร ต้องมีการไหว้รุ่นพี่ รุ่นน้อง มีความพยายามสร้างคอมมูนิตี้ที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่การสร้างบรรยากาศทำความรู้จักคนใหม่ๆเท่าไหร่”

“เช่น มันมีการเก็บตังรุ่นน้องปีหนึ่งคนละพันบาทเพื่อบูรณะพื้นที่กิจกรรมเงี้ย เราก็งงว่าทำไมไม่ให้คณะจัดการ ค่าเทอมก็จ่ายไปแล้ว ทีนี้เพื่อนเรามันก็ไม่มีใครกล้าคุยเพราะเป็นเด็กใหม่ ไม่มีใครกล้ามีปากมีเสียง เพื่อนเราบอกว่าเพราะเกรงใจ กลัวไม่มีเพื่อน แต่สุดท้ายเรากับเพื่อนก็ไม่จ่ายนะ แล้วก็เอาเรื่องไปแจ้งอาจารย์ เพราะอาจารย์ไม่รู้ว่ามันมีเรื่องแบบนี้ ”

Cr. ภาพจากประชาไท

“เราเป็นคนเดียวที่ไม่มีรุ่นนะ เราปฏิเสธการรับน้อง สายรหัสอะไรเราไม่เอาเลย”

“เลยเป็นที่มากิจกรรม Performance Art ยืนหยุดโซตัส แต่ก่อนทำเราก็มีไปลองสำรวจโพลในมช. เหมือนกันว่าคณะอื่นเขามีระบบโซตัสเหมือนกันไหม ไม่งั้นเราหน้าแตก…โชคดี ที่เพื่อนที่รู้จักกันในกลุ่มนักเรียนนิรนามก็ติดที่ มช. เราเลยทำโพลกันชวนทุกคนมาแปะสติ๊กเกอร์ซึ่งผลลัพธ์มันก็ค่อนไปทางว่ามีระบบโซตัส แล้วเราก็แลกเปลี่ยนกันกับเพื่อนๆคณะอื่นว่าโดนเหมือนกันหรอ”

Cr. ภาพจากประชาไท

“ถามว่ามีกระแสต่อต้านไหม ก็มีนะ จากบางคณะที่มีการเอื้อประโยชน์ หรือระบบอุปถัมป์ เขาก็จะว่ามันเหมือนเราไปเสือกเรื่องของเขาอะ ทำแบบนี้เสียชื่อเสียงของตัวคณะและมหาลัยนะ เพราะเหมือนเราไปแฉเขา ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันคือความจริงที่พวกคุณซุกซ่อนไว้ใต้พรมอะ แล้วมาไม่พอใจ”
“หลังจากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเข้าร่วมกับชมรมประชาธิปไตย”

ชมรมประชาธิปไตย มช.

“Performance Art ยืนหยุดโซตัสของเราที่อ่างแก้วครั้งนั้นคนกดไลค์ กดแชร์ไปครึ่งหมื่น สมาชิกชมรมประชาธิปไตยก็ทักมาชวนทำชมรมด้วยกัน”

Cr. ภาพจากประชาไท

“เริ่มแรกประมาณปี 2565 ทำชมรมก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะว่าสมาชิกเหลือกันอยู่สองคนคือคนที่ทักมาชวนเรา กับตัวเรา จริงๆชมรมนี้มีมาเกือบสิบปีแล้วนะ แต่ว่าช่วงโควิดมันซบเซา แล้วก็ฟื้นกลับมา เราก็ร่วมไปเคลื่อนไหวในนามชมรมเรื่องประเด็นการเมืองกระแสหลักเลย ข้อเรียกร้องสามข้อ, คืนสิทธิประกันตัว”

“ทีนี้ประเด็นที่เราเคลื่อนก็ค่อนข้างนอกรั้วมหาวิทยาลัยเนาะ เราก็คุยกันว่าเออมันไม่ได้มวลชนในมอเท่าไหร่ เลยหันมาทำประเด็นที่เกี่ยวกับภายในมหาลัยเพื่อจะได้หาสมาชิกเพิ่มด้วย ชมรมเรามีสมาชิกเพิ่มมาสักหลักสิบได้ เรามีการไปเรียกร้องเรื่องพื้นที่สูบบุหรี่ในมหาลัย ได้นักสโมคเกอร์มาร่วมกับเราเยอะเลย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้นะ เคยส่งหนังสือไปให้อธิการก็ไม่มีการตอบกลับ”  

“แต่ในการเปลี่ยนแปลงเราก็เห็นว่ามันมีหลายๆคณะที่เขาไปพูดคุยกันต่อในวงย่อยบางคณะก็ได้พื้นที่สูบบุหรี่ บางคณะก็ไม่ได้เพราะมันมีเรื่องความเหมาะสมด้วย ยิ่งคณะศึกษาศาสตร์ยิ่งไม่ได้เลยเพราะเป็นภาพลักษณ์ด้วย ”

ยืนหยุดขัง เรียกร้องสิทธิประกันตัว

“อีกกิจกรรมที่เราเคยไปจัดตอนอยู่ชมรมประชาธิปไตย คือ ยืนหยุดขัง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวคนที่ถูกคุมขังทางการเมือง หลังจากที่แบมกับตะวันประกาศอดอาหารและน้ำในคุก”

Cr. ภาพจากประชาไท

“ตอนนั้นประมาณวันที่ 20 ม.ค. 2566 จัดกิจกรรมที่หน้ามหาลัย ไอเราก็ไปยืนบนป้ายมช. อ่านข้อเรียกร้องสามข้อเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เครือข่ายเพื่อนๆเราก็พานักศึกษาไปร่วมกิจกรรมกัน ปกติเขาจะยืนหยุดขังกันที่ประตูท่าแพรค่ะ แต่วันนั้นยืนที่สถานศึกษาเพื่อสื่อสารว่าคนที่อยู่ในวัยเรียนก็อยากจะสื่อสารผูกโยงกับมอ”

มาตรา 116 และ หมิ่นศาล คดีการเมืองและการสร้างความเข้าใจในครอบครัว

“เราก็เห็นภาพการเติบโตของชมรมนะ เพราะเราก็มีการไปร่วมจัดงานกับกลุ่มอื่นๆในมช.ชัดเจนมากขึ้น แล้วกลุ่มใหม่ๆก็เกิดขึ้นมาด้วย เช่น กลุ่มนิติซ้าย, กำปั้นซ้าย ฯลฯ หลังๆ มาเวลาเราออกแถลงการณ์ก็มีโลโก้เครือข่ายทั้งในมหาลัยและนอกมหาลัยหลายแห่งร่วมด้วย มันก็ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆมีความหนักแน่นมากขึ้น”

“ถ้าถามถึงท่าทีของมหาลัยจริงๆก็ไม่ค่อยเปิดกว้างทางการเมืองนะ ไม่ได้ห้ามแบบพูดโดยตรงหรือต่อต้านอะไร แต่จะเทคแอคชั่นเลย เช่น รปภ.รู้จักกัน ถ้าเราจะใช้พื้นที่สาธารณะ เขาไม่ห้ามนะ เต็มที่เขาแค่ถ่ายรูปส่งตามหน้าที่เฉยๆ…แต่ถ้าบางทีเราเคยทำกิจกรรมแขวนป้ายพูดเรื่องประเด็นการศึกษาที่คณะ ไปทำอย่างอื่นกลับมาไม่ถึงห้านาทีป้ายหายไปแล้ว ”

“สำหรับครอบครัว แรกๆเราแอบพ่อกับแม่นะว่าทำกิจกรรมที่โรงเรียน กลัวเขาเป็นห่วงเพราะช่วงนั้นรัฐก็ควบคุมรุนแรง แต่หลังๆมาเราเริ่มขึ้นปราศรัยมากขึ้นก็เลยบอกพ่อกับแม่ให้รู้ ก็ทำความเข้าใจกันประมาณนึง พ่อแม่ไม่ได้ห้ามเรื่องการเมืองเขาก็จะบอกให้เราดูแลตัวเองให้ดี”

“พ่อจะค่อนข้างสนใจการเมืองมากกว่าแม่หน่อย แม่เราเป็นคนที่ออกทำงานหาเงิน ไม่ได้สนใจวิกฤติการเมืองเท่าไหร่ แม่เราเป็นอดีตคนเสื้อแดงที่เศร้าและอกหักและไม่สนใจการเมืองอีกเลย เรารู้เพราะว่าเคยเห็นเสื้อสัญลักษณ์ของแม่ที่เคยไปชุมนุมคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ”

“ส่วนพ่อเราอยู่ทันเห็นเหตุการณ์เดือนตุลา แต่ว่าพ่อไม่ได้เข้าร่วมนะ พ่อเราเคยทำงานอู่รถในกรุงเทพใกล้ๆกับธรรมศาสตร์ก็รับรู้ข่าวทางวิทยุ”

“จำได้ว่าประมาณเดือนตุลาคม ปี 2565 ช่วงนั้นเรียนอยู่ปีหนึ่ง เราโดนคดีเรื่องหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญจากการไปแปรอักษรด้วยผ้าดิบเป็นคำว่า “รามาตุลาการ” ตัวใหญ่ๆที่อ่างแก้ว และก็มีหุ่นฟางรูปศาลรัฐธรรมนูญตามจุดต่างๆ จากนั้น รูปมันก็ถูกเผยแพร่ออกไปก็โดนเลยที่ทำตอนนั้นมันมีที่มาจากเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าประยุทธ์ไม่ผิด ไม่ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”

Cr. ภาพจากประชาไท

“พอมาตอนปีสอง ก็โดนอีกคดีคือมาตรา 116 เมื่อปีที่แล้ว (2566) ในงาน “แห่ไม้ค้ำประชาธิปไตย ปักหมุดหมายกระจายอำนาจ” ที่จัดที่อนุสาวรีย์ลานสามกษัตรย์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 91 ปี อภิวัฒน์สยาม 2475 เราไปอ่านแถลงการณ์ของคณะก่อการล้านนา เนื้อหาก็ว่าด้วยเรื่องการกระจายอำนาจนี่แหล่ะ สุดท้ายโดน มทบ. 44 แจ้งมาตรา 116 หาว่ายุยงปลุกปั่นว่าเราจะแบ่งแยกดินแดน เราก็ตั้งคำถามต่อไปว่าแค่เรียกร้องการกระจายอำนาจให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าให้จังหวัดต่างๆออกแบบคุณภาพชีวิตตัวเองมากขึ้นนี่มันถึงขั้นหาว่าแบ่งแยกดินแดนเลยหรอ”

Cr.ภาพจากประชาไท

“เจ้าหน้าที่รัฐเคยไปกดดันถึงคนในครอบครัวที่บ้าน ดูเป็นเรื่องใหญ่เลย ซึ่งเราก็จะคุยกับพ่อไว้ก่อนแล้วว่าเราไปทำอะไรมา พ้อยคือการสร้างความเข้าใจร่วมกันในบ้านที่พ่อแม่และเรานี่ก็มีช่วงวัยต่างกัน เราต้องค่อยๆอธิบายให้ฟังว่าเราไม่ผิดยังไง ป๊าต้องทำยังไง ถ้าเจ้าหน้าที่จะมาถามเรื่องส่วนตัวเราไม่จำเป็นต้องบอกเขาก็ได้ ต้องถามก่อนว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน ขอดูบัตรเจ้าหน้าที่หรือมีหมายมาไหมก่อนประมาณนี้ ให้พ่อถ่ายรูปไว้ ซึ่งพ่อก็เข้าใจเรานะ”

แรงบันดาลใจ Performance Art ของถั่วเขียว

“จริงๆเราไม่ได้เป็นคนมีความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับ Performance Art ขนาดนั้น มันเป็นแค่ความรู้สึกว่า ฉันอยากระบายความอัดอั้นตันใจของฉันซะเหลือเกิน ไม่อยากแค่พิมพ์ในเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์แล้วจบ มือถือไมค์ไฟส่องหน้า มันอยู่ท่ามกลางแสงเกินไป”

“เราอยากระบายความเจ็บปวดของเราผ่านงานศิลปะโดยใช้ร่างกายในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเจ็บปวดของสิ่งที่ถูกกระทำจากผู้มีอำนาจรัฐ อยากถ่ายทอดความฝัน ความหวังของเราที่ไม่ใช่ผ่านคำพูดแต่ใช้ร่างกายเราสื่อสารไป เราก็พึ่งมารู้ทีหลังว่ามันเรียกว่า Performance art นี่แหล่ะ อีกอย่างชอบที่งานศิลป์มันอิสระในการตีความซึ่งเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ขึ้นอยู่กับคนดู”

Performance Art บทบาทป้าอัญชัญกับสภาวะสังคมไทย

“ ตอนปี 2567 กลุ่มนิติซ้ายจัดกิจกรรมที่มช. ช่วงนั้นมีแคมเปญนิรโทษกรรมประชาชน นิติซ้ายชวนเราไปทำ Performance Art เราก็สวมบทบาทเป็นป้าอัญชัญ ปรีเลิศ ”

Cr. ภาพจากประชาไท

“ที่เราเลือกป้าอัญชัญ เพราะเราเห็นข่าวป้าตั้งแต่ปี 63 ป้าอัญชัญคือคนที่ถูกขังคุกนานที่สุดในประวัติศาสตร์ เราก็รู้สึกนึกถึงแม่เรา เห็นถึงความเป็นผู้หญิง ความเป็นแม่ ป้าอัญชัญมีสามีมีลูกด้วย เราสัมผัสได้ถึงความธรรมดาของมนุษย์ หรือมิติอื่นๆที่ไม่ใช่การเมืองที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเดียวจากการไปอ่านจดหมายของแกที่ฝากทนายมา”

Cr. ภาพจากประชาไท

“ในจดหมายเราเห็นการอ้อนวอนของป้าที่ว่า ป้าก็หวังว่าศาลท่านจะเมตตาบ้าง เราว่ามันเป็นประโยคที่จุกอก เพราะทั้งๆที่มันเป็นสิทธิ ไม่จำเป็นต้องร้องอ้อนวอน มันก็สะเทือนใจ”

“Performance art อันนี้ถือว่าเป็นงานแรกที่ฉีกออกมาจาก Performance ครั้งก่อนๆเลย เพราะแต่ก่อนใช้มูฟเม้นท์ แต่งานนี้เราแทบไม่ขยับร่างกายเลย อยากจะสื่อสารอารมณ์กับคนที่ดูงานและพูดคำพูดของป้าจากจดหมาย บทสัมภาษณ์ แล้วก็เอาน้ำมาราดใส่หน้าตัวเอง ”

Cr.ภาพจากประชาไท

“เราเอาน้ำเทใส่หน้าตัวเอง ให้น้ำไหลผ่านหน้า สื่อถึงสังคมไทยที่ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่พูดได้ เราอยู่ในสภาวะที่น้ำผ่านหน้าตลอดเวลา คือพูดได้แต่พูดไม่ชัด หายใจได้ แต่ไม่สะดวก นี่คือเมสเสจ ”

ท้องถิ่นศึกษา ปลูกอาวุธทางปัญญา

“ด้วยความที่เราเรียนคณะศึกษาศาสตร์ เราก็มีความฝันอยากเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการศึกษา เรารู้สึกว่าการศึกษาคือหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนสังคม พอเราเป็นครูก็อยากผลิตหลักสูตรที่เรียกว่า ท้องถิ่นศึกษา ซึ่งเป็นวิชาเพิ่มที่ให้อำนาจครูในการทดลองออกแบบหลักสูตร”

“ขณะเดียวกัน หลักสูตรท้องถิ่นศึกษา เราก็ไม่ได้อยากให้ไปในแนวทางของการอนุรักษ์อย่างเดียว แต่จะทำไงให้เด็กรู้จักตัวตนของตัวเองว่าท้องถิ่นของเรามีดีอะไร ทำไงให้เด็กรู้ประเด็นทางสังคม โครงสร้างทางสังคมไปด้วยเพราะเราเรียนประวัติศาสตร์ไทยชุดเดียวที่ทำให้คนหลงลืมอัตลักษณ์ไทยอื่นๆ ชาติพันธุ์อื่น เรารู้แค่ว่าเราเป็นคนไทย แต่ไม่รู้เลยว่าแท้จริงไปคนชาติพันธุ์อะไร เราถูกบังคับให้พูดภาษาไทย ส่วนหนึ่งมันคือการปลดแอกประวัติศาสตร์ชาติกระแสหลัก”

“อีกอย่างตั้งใจสอนให้เด็กรู้จักตั้งคำถามด้วยอย่างภาคเหนือจะผูกโยงวิถีชีวิตความเชื่อไว้กับผีน้ำ ผีฟ้า ผีปู่ย่า เช่น พิธีเชือดควายสังเวยผีเพื่อขอให้ฝนตกตามฤดูกาล เกิดความอุดมสมบูรณ์ ก็ตั้งคำถามว่าทำไมต้องเชือดควาย ทำไมถึงฝากความหวังไว้กับความเชื่อพวกนี้  แต่ไม่ได้สอนให้ไปห้ามนะ แต่จะชี้ให้เห็นว่าทำไมไม่พึ่งพารัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่ตอบสนองคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริงในเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง มั่งคั่งรึเปล่า ชาวบ้านก็เลยไปยึดเหนี่ยวสิ่งลี้ลับ”

“ทีนี้ เราเป็นนักศึกษาเรียนคณะครู ก็จะมีค่านิยมแบบอนุรักษ์นิยมสูงที่มากดทับเสรีภาพของเราอาจารย์ฟีดแบคกลับมาเลยว่า หลักสูตรที่เราออกแบบมันจะทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมนะ ส่วนใหญ่ที่ผ่านๆไปก็จะเป็นพวกหลักสูตรทั่วไปที่ซ้ำๆกันเช่น CPR หรือแนววิชาพระพุทธศาสนา วิชาสังคม แต่ถ้าอะไรแหวกๆขนบก็จะไม่ค่อยผ่าน”


ชีวิตวัยรุ่นและความหวัง

“พอเรามาขับเคลื่อนการเมืองก็รู้สึกว่าอาจารย์ หรือเพื่อนๆบางคนที่เขาไม่เข้าใจสิ่งที่เราจะสื่อสาร เราก็รู้สึกว่าเราเป็นแกะดำในสังคม เหมือนไม่มีสังคมไหนต้อนรับเรา ไม่ค่อยมีใครอยากสุงสิงกับเรา”

“เคยมีอาจารย์เรียกเราไปคุยเหมือนปรับทัศนคติ เห็นว่าเราโดนคดีต่างๆ เขาก็ขอให้เราเพลาๆลงหน่อยได้มั้ย เราพยายามแลกเปลี่ยนกับอาจารย์อยู่เป็นชั่วโมงว่าจุดมุ่งหมายเราเป็นยังไง อาจารย์ก็ไม่เปิดรับความเห็นเราเท่าไหร่ เขาบอกว่าอาจารย์อายุเท่านี้แล้ว เห็นโลกมาก่อน สิ่งที่หนูเคยทำ อาจารย์ก็เคยทำมาก่อน อาจารย์รู้ว่าผลสุดท้ายจะเป็นยังไง อย่าไปทำเลย ทำนองนี้”

“สำหรับเราตอนนี้ในวัยอายุ 21 ปี รู้สึกว่าเราสูญเสียชีวิตวัยรุ่นไปกับการโดนคดีที่ไม่ใช่เรื่อง สูญเสียช่วงเวลาที่เราควรจะได้ไปใช้ชีวิต กินเที่ยวเล่นกับเพื่อน หาความฝันจินตนาการที่ชอบ หรือสิ่งที่อยากทำ”

“เรารู้สึกว่าถ้าการเมืองดี เราจะไม่ต้องมาเสียเวลาชีวิตวัยรุ่นของเราเลย เราจะมีเวลาอีกมากที่จะหานวัตกรรมใหม่ๆ ไปค้นหาตัวเอง”
“เรามองว่ากระแสม็อบที่ผ่านมา สุดท้ายคนรุ่นเราเหมือนมองมันแค่เป็นกระแสหรือแฟชั่นอะ เท่าที่เราเห็นนะ เรามองว่าเหมือนไมไ่ด้ตระหนักรู้สิ่งพวกนี้จริงๆ มองแค่ผิวเผิน”

“พอมาคิดๆดู มันเหมือนจะพาให้เรารู้สึกเศร้า หรือสิ้นหวังนะเรารู้ตัวเลย แต่สุดท้ายถ้าเราหมดหวังแปลว่าเขาทำสำเร็จนะ 
ฉะนั้นเราอย่าหมดหวัง เราก็ต้องใช้ชีวิตอย่างมีความหวังตลอดเวลา ”

 

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์ 

ภาพโดย อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์

สัมภาษณ์เมื่อ มิถุนายน 2567