• บทความ
  • Commoner on tour สามัญชนออนทัวร์

This is us Museum พิพิธภัณฑ์ ‘นี่คือเรา’ ของมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์การค้าประเวณีในประเทศไทยและที่รวบรวมผลงาน แนวคิดในการทำโครงการต่างๆ ของมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติเพื่อเปิดมุมมอง ทัศนคติและสร้างความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ที่ทำงานในภาคบริการเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักสิทธิมนุษยชนในสังคม

พิกัดอยู่ที่ซอยเชียงใหม่แลนด์ ถนนช้างคลาน ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์ ‘นี่คือเรา’ จัดแสดงสิ่งของ อุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบอาชีพบริการ หรือ Sex workers ของเหล่าหญิงสาว เช่น โต๊ะเครื่องแป้ง รองเท้าส้นสูง เสื้อผ้า โต๊ะรับแขก รวมไปถึงผลงานของมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์

ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 3 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นแรกเป็นพื้นที่ร้าน Can do bar ใช้สำหรับต้อนรับลูกค้าและผู้เข้าชมที่จะได้เห็นจุดเริ่มต้นการเล่าประวัติอาชีพค้าประเวณีในประเทศไทย ชั้นสองจะเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานของมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ และชั้นสามจะเป็นห้องเรียนสอนภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนที่ประกอบอาชีพให้บริการและผู้เรียนที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single Mom)

ก่อนชมพิพิธภัณฑ์ ขอเกริ่นที่มาสั้นๆของ Can do bar บาร์ยุติธรรมทำเองได้ หนึ่งในผลงานสำคัญภายใต้มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ที่ผู้เข้าชมจะต้องเห็นเป็นสิ่งแรก Can do bar เป็นบาร์ในฝันก่อตั้งเมื่อ 15 กันยายน 2549 โดยผู้หญิงบริการที่ร่วมกันลงเงินทุนสร้างบาร์ยุติธรรมเป็นของตนเองเพื่อขจัดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบทุกรูปแบบและสร้างความปลอดภัยให้กับทั้งผู้ให้บริการ และลูกค้าจากประสบการณ์ตรงของพวกเธอที่เคยทำงานในบาร์มาก่อน โดยใช้สัญลักษณ์รูปกระป๋องเปิดตัวเองเป็นโลโก้ของร้านที่สื่อสารถึงชื่อของบาร์ด้วยคำว่า Can ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า กระป๋อง และความสามารถในการทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง

ด้วยความที่ชั้นแรกของพิพิธภัณฑ์ถูกจัดเป็นร้าน Can Do Bar ที่ใช้ต้อนรับลูกค้าอยู่แล้วจึงทำให้แสง สี และองค์ประกอบที่ตกแต่งภายใน เช่น โต๊ะสนุ๊ก บาร์เครื่องดื่ม โต๊ะรับแขกที่ออกแบบคล้ายอ่างอาบน้ำ ก็สร้างความรู้สึกให้ผู้เข้าชมเห็นบรรยากาศและรับรู้ถึงเมสเสจที่แสดงถึงคาแรกเตอร์ของพิพิธภัณฑ์

บนผนังกำแพงจะมีการเกริ่นประวัติศาสตร์การค้าประเวณีตั้งแต่สมัยอยุธยา พ.ศ. 1893-2310 ที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องเล่ามุมมองต่อโสเภณีในสังคมอดีตที่มีการอนุญาตให้ข้าราชการเปิดซ่อนโสเภณีได้ขณะเดียวกันก็มีมาตราการการค้าประเวณีในกฏหมายตราสามดวงว่าไม่ให้เอาโสเภณีมาเป็นพยานในคดีความ และเตือนผู้ชายไม่ให้แต่งงานกับโสเภณีพร้อมบทลงโทษผู้หญิงที่นอกใจสามี 


แม้ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 อาชีพค้าประเวณีเคยถูกบัญญัติหรือยอมรับว่าเป็นอาชีพถูกต้องตามกฏหมาย เพื่อให้มีการเรียกเก็บภาษีจนมีย่านที่เรียกว่า “บ้านนางโสเภณี” ในบางกอก (กรุงเทพฯ) แต่มุมมองแง่ลบต่อผู้หญิงเหล่านี้ก็ยังคงอยู่เรื่อยมา


จนกระทั่งในสมัยสงครามเวียดนามที่การยอมรับอาชีพค้าประเวณีเริ่มกลับมาถดถอยลงตั้งแต่มีพรบ.ปราบปรามการค้าประเวณีของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี 2503 ที่ทุกวันนี้ก็ยังคงใช้อยู่

ประวัติอาชีพค้าประเวณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าค่านิยมและการตีตราผู้หญิงในสังคมนั้นเกิดขึ้นผ่านกฏหมายที่เขียนโดยผู้ชายที่พยายามจะควบคุมพฤติกรรมและลดคุณค่าของผู้หญิงด้วยกรอบบรรทัดฐานบางอย่างเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายชายมากกว่าเนื่องจากหากผู้ชายนอกใจภรรยา หรือมีภรรยาหลายคนสังคมกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมชายเป็นใหญ่และความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ดำรงอยู่ ดังนั้น เราจึงเห็นข้อความบนผนังภายในร้านที่ส่งเสริมพลังและสิทธิสตรี ก่อนเข้าสู่โซนจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์แบบเต็มรูปแบบด้านบนชั้นสอง

เมื่อเดินขึ้นด้านบนชั้นสองจะพบกับเวทีมวยไทยเป็นสิ่งแรกที่สื่อถึงศิลปะการป้องกันตัวที่เปรียบเทียบกับการทำอาชีพบริการที่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรู้เท่าทันคนเหมือนจังหวะ foot work รู้ว่าจังหวะไหนควรปล่อยหมัด หรือควรถอยและต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน รวมถึงเป็นจุดแสดงสัญญะที่บอกถึงปัญหาการตีตราอาชีพนี้ว่าเป็นอาชญากรรม การค้ามนุษย์  

ในภาพรวมพื้นที่ชั้นสองจะเน้นจัดแสดงผลงานของมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษและโรงเรียนกศน.ก่อตั้งโดยกลุ่มพนักงานบริการย่านพัฒน์พงษ์ที่รวมตัวกันเพื่อเรียนภาษาตั้งแต่ปี 2528  จนกระทั่งก่อตั้งเป็นมูลนิธิที่ทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตตามสิทธิอันพึงมีให้กับพนักงานบริการซึ่งจะเห็นได้จากรูปภาพ ผลงานและรางวัล เช่น

คอลเลคชันหนังสือพิมพ์เอ็มพาวเวอร์ ที่นอกจากแจ้งข่าวสารแล้วก็ยังสอดแทรกเนื้อหาการสอนภาษาอังกฤษไว้ด้วยตั้งแต่ปี 2529 ผ่านตัวการ์ตูนสาวน้อยฮันนี่บี เดิมหนังสือพิมพ์เคยชื่อว่า “พัฒน์พงษ์”ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “เอ็มพาวเวอร์” และ “Bad Girls” ในเวลาต่อมาซึ่งบางฉบับก็มีการสื่อสารถึงเรื่องการปฏิรูปภาคแรงงานที่จะต้องมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งแจกให้ sex workers ในย่านพัฒน์พงษ์ และเชียงใหม่ด้วย

ผ้ามิดะ เป็นผ้าปักลวดลายเพื่อเล่าเรื่องราวที่ร้านมิดะคาราโอเกะโดย sex worker ผู้ปักผ้านี้ด้วยความรู้สึกแย่จากการบุกทลายของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติกับเพื่อนร่วมงานของเธอซึ่งเป็นชาติพันธุ์โดยเล่าเหตุการณ์ผ่านมุมมองของเธอตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่า ทำไมต้องมาจับพวกเธอเยอะขนาดนี้, ฟังก็ไม่รู้เรื่อง อ่านก็ไม่ออก, สงสัยว่าพวกเขาถ่ายรูปทำไม อีกทั้งยังถูกจับไปตรวจอายุฟันเพราะเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อเอกสาร และถูกจับขังแยกกันเพราะเพื่อนอีกกลุ่มเป็นแรงงานข้ามชาติกระทั่งปล่อยตัวออกมาพร้อมหนี้ิสินและไม่ได้รับค่าชดเชย

รางวัลคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนดีเด่น ที่มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์เคยไปร่วมเป็นคณะกรรมการที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

ตุ๊กตาดินเผา ที่จัดแสดงในตู้กระจกก็เป็นอีกคอลเลคชันที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะงานของพนักงานบริการหรือ sex worker ที่ไม่ได้มีแค่การมีเพศสัมพันธ์อย่างเดียว แต่มีภาระหน้าที่อื่นที่พวกเธอต้องรับผิดชอบด้วย เช่น กวาดถูพื้น จัดเรียงสต็อกสินค้า เสิร์ฟอาหาร เล่นเกม นวดและดูแลลูกค้า เพื่อชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันของพนักงานบริการมีอะไรบ้าง ทว่าการมีเพศสัมพันธ์เพียง 5 นาทีก็ทำให้พวกเธอกลายเป็นคนผิดกฏหมายในทันที ทั้งๆอีก 7 ชั่วโมง 55 นาทีที่เหลืออยู่ในสถานบริการกลับไม่ได้ถูกยอมรับให้เป็นแรงงาน


ด้วยเหตุนี้ จึงนำมาสู่กิจกรรมการยื่นหนังสือที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ของมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เพื่อเรียกร้องให้มีการยอมรับอาชีพบริการให้มีสถานะเป็นแรงงานเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองและสวัสดิเทียบเท่ากับแรงงานทั่วไป รวมถึงมีการจัดกิจกรรมการประชุมหยุดล่อซื้อที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้

นอกจากในประเทศแล้ว มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ก็เคยมีการยื่น shadow report ให้กับคณะกรรมการ CEDAW (คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติสตรีทุกรูปแบบ) ซึ่งเป็นการแอบส่งรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการปกป้องดูแลผู้หญิงในประเทศของตนคู่ขนานกับรัฐไทย จนกระทั่งคณะกรรมการ CEDAW มีมติให้รัฐบาลไทยทบทวนเนื้อหากฏหมายปราบปรามการค้าประเวณี โดยให้แก้ไขที่รากเหง้าและหยุดการล่อซื้อ รีดไถ ตรวจค้น หากเจ้าหน้าที่ยังกระทำการดังกล่าวต่อผู้หญิงก็ให้มีการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ รวมถึงให้มีการบังคับใช้กฏหมายแรงงานและสวัสดิการกับพนักงานบริการ

ผลงานอีกชิ้นที่น่าสนใจคือคอลเลคชัน “ตุ๊กตาคำจิ่ง” ตุ๊กตาชาติพันธุ์ที่สร้างขึ้นเนื่องจากปัญหานโยบายของรัฐไทยที่ไม่อนุญาตให้กลุ่มชาติพันธุ์เดินทางข้ามพรมแดนโดยพาสปอร์ตของพวกเขาจะถูกเก็บไว้กับนายจ้าง ตุ๊กตาคำจิ่งจึงเป็นสิ่งที่เอ็มพาวเวอร์นำไปทุกที่เพื่อเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของพวกเขาที่มีฝันอยากเดินทางได้อย่างอิสระเหมือนคนอื่นๆ

และผลงานอื่นๆอีกมากมาย เช่น หนังสือให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ งานวิจัยเกี่ยวกับ sex worker ที่จัดทำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หนังสือเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2546  และวิธีการสื่อสารกับลูกค้าด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ฯลฯ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในขบวนการต่อสู้ที่ผ่านมา มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ได้ทำทุกวิถีทางทั้งในแง่ของการพัฒนาชุมชนและการสร้างความเข้าใจ sex worker ในฐานะแรงงานเหมือนคนทั่วไปและในทางกฏหมายผ่านการยื่นเอกสารเรียกร้องด้วย

ส่วนชั้นสาม จะเป็นห้องเรียนภาษาอังกฤษ และโรงเรียนกศน. (การศึกษานอกระบบ)สำหรับผู้เรียนที่เป็นพนักงานบริการและแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single mom) ความพิเศษของหลักสูตรนี้คือ การกำหนดการท่อง ก - ฮ ที่เป็นศัพท์เฉพาะที่เข้าใจกันในกลุ่มซึ่งปรากฏอยู่บนผนังรอบห้อง อย่างไรก็ตาม ในส่วนชั้นสามเป็นพื้นที่ที่สงวนเฉพาะผู้เรียนเท่านั้น บุคคลภายนอกอาจต้องได้รับการอนุญาตก่อนเข้าชมซึ่งจะขอเผยแพร่ภาพแค่บางส่วนเท่านั้น

นอกจากจะเป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์และห้องเรียนแล้ว ก็มีมุม club สำหรับปรึกษาเรื่องกฏหมาย พูดคุยปรึกษาปัญหาในชีวิตประจำวันในลักษณะคอมมูนิตี้ที่คอยช่วยเหลือและหาทางออกให้กันและกันอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมพิพิธภัณฑ์สามารถเดินทางมาได้ตั้งแต่เวลา 19.00 - 20.00 น. ทุกวันพุธ-ศุกร์ มีค่าเข้าชมคนละราคา 200 บาท แลกเครื่องดื่ม 1 แก้ว


เรื่องและภาพโดย อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์