- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
21 พฤศจิกายน 2567 พิพิธภัณฑ์สามัญชนจัดกิจกรรมห้องสมุดสามัญชน ณ อาคาร All rise บ้านกลางเมืองรัชดา-ลาดพร้าว
คุยกับ ไหมลี อดีตสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ผู้เขียนหนังสือพายุฝนบนผาจิ-ผาช้าง (2559) และหนังสือสหายน้านวล (2565) กับ เฟื่องลดา ลูกหลานของอดีตสหายผู้เขียนหนังสือ สิ้นแสงดาวแดง (2567) นิยายอิงประวัติศาสตร์
ที่ทั้งสองคนได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์ ความทรงจำเข้าป่าเอาชีวิตรอดในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่รัฐมีการปราบปรามนักศึกษาคนหนุ่มสาวผู้มีแนวโน้มฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ในยุคนั้นส่งผลให้หลายคนต้องหลบหนีเข้าป่าเกิดการสูญเสียชีวิตของสหายหลายคน และเหตุการณ์ต่างๆที่นำมาสู่เนื้อหาของหนังสือที่อยากมาป้ายยาทุกคนในวันนี้

ไหมลี: ความทรงจำการเข้าป่าของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่คิดถึงพื่อน
ไหมลี อดีตสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยผู้เขียนหนังสือพายุฝนบนภูผาจิเริ่มต้นเล่าที่มาที่ไปก่อนตัดสินใจเข้าป่าว่าสมัยวัยรุ่นเธอเรียนวิชาครูเอกสังคมที่มหาวิทยาลัยครูจังหวัดเชียงใหม่ เดิมทีไม่ได้เป็นคนที่สนใจการเมือง เป็นคนขี้เกียจเรียนหนังสือและชอบใช้เวลาสนุกสนานอยู่กับเพื่อนเวลามีค่ายกิจกรรมการเมืองก็จะชอบเข้าร่วมเพราะติดเพื่อนเฉยๆ แต่ไม่ได้สนใจการเมืองเลย สมัยเรียนปีสี่เธอดรอปเรียน เพื่ออาสาไปเป็นลูกสาวชาวนา ในโครงการ “นักศึกษาโครงการชาวนา” เธอเล่าว่าในปี 2518 นักศึกษาภาคเหนือเป็นเหมือนความหวังของชาวนา คนยาก คนจนในสมัยนั้นก็มีปัญหาเรื่องการแบ่งข้าวอย่างไม่เป็นธรรมที่ชาวนาจะต้องทำนาและแบ่งให้เจ้าของที่นาครึ่งหนึ่ง จึงมีโครงการดังกล่าวก่อตั้งขึ้นเพื่อหาอาสาสมัครไปช่วยเหลือชาวนา

ไหมลีเล่าต่อไปว่าหลังจากเธออาสาเป็นลูกสาวชาวนาไม่ถึงหนึ่งเดือนก็ถูกชาวนาส่งคืนเพราะชาวนาบอกว่าเธอขี้เกียจมาก ตื่นสาย พูดเรื่องการเมืองก็ไม่รู้เรื่อง จึงถูกส่งกลับมาแล้วเจอน้านวลซึ่งเป็นที่มาของ“สหายน้านวล” หนังสืออีกเล่มที่เธอเขียน จนกระทั่งช่วงต้นปี 2519 เป็นช่วงบริบทสังคมที่มีชาวนาถูกจับ นักศึกษาถูกฆ่า เธอเล่าต่อไปว่าเมื่อเธอเริ่มปรับตัวได้ก็ถูกส่งไปทำงานกับเยาวชนประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็พบข่าว “จับ 9 ผู้นำชาวนานักศึกษา” เธอเล่าว่าโชคดีที่ตอนนั้นหลังเสร็จงานเธอขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านก่อน แต่ว่าเธอทิ้งกระเป๋าที่ข้างในมีบัตรประชาชนไว้ที่สถานที่เกิดเหตุ พอจะกลับเข้าไปเอาของก็มีน้องผู้หญิงแจ้งเธอว่าไม่ต้องกลับเข้าไปเพราะตำรวจมาบุกจับแล้ว
ไหมลีเล่าต่อไปว่ายุคนั้นประชาชนทยอยเข้าป่ากันแล้วตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่ด้วยความรู้สึกที่เธอไม่อยากเข้าป่า เธอจึงพยายามบ่ายเบี่ยงเรื่อยมาจนกระทั่งหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาสถานการณ์บีบบังคับให้เธอจำเป็นต้องเข้าป่าเหมือนคนอื่นๆ เธอก็ยังคงใช้ข้ออ้างขอกลับเข้าบ้านเหมือนทุกครั้ง แต่พอเมื่อถึงบ้าน เธอเกิดความรู้สึกคิดถึงเพื่อน ถ้าถามว่าเหตุผลที่เธอตัดสินใจเข้าป่าเพราะอะไร เธอตอบว่าเพราะคิดถึงเพื่อน…
ออกเดินทางสู่ชีวิตของไหมลีที่กลายเป็นครูสอนภาษาไทยในผาจิและผาช้าง
ไหมลีเล่าต่อไปว่าเธอเดินทางด้วยรถโดยสารสีเขียวจากเชียงใหม่มุ่งหน้าไปเชียงรายฐานที่มั่นเขต 8 ดอยยาวผาหม่น หรือที่รู้จักว่า ภูชี้ฟ้า ถึงที่หมายประมาณบ่ายๆ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ีรู้สึกทุกข์ใจมากสำหรับเธอที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี ตอนนั้นเธอรับรู้แค่ว่าไปอยู่กับพวกคอมมิวนิสต์ ไม่ได้รู้ว่ามันมีการบาดเจ็บล้มตายจริงๆ เธอได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านกลางทุ่งนา เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าและตะโกนว่าอยากกลับบ้าน เธอพูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วยว่าเธอมีพี่ชายที่เป็น ตชด. (ตำรวจตระเวนชายแดน) พี่ชายจะโกรธทุกครั้งตั้งแต่รู้ว่าเธอทำกิจกรรมการเมือง พอกลับบ้านเธอจะถูกขังให้อยู่บ้าน แต่เธอก็หาทางหนีได้เสมอ

ไหมลีเล่าต่อไปว่าหลังอยู่ที่ดอยยาวผาหม่นได้หนึ่งเดือน ก็เดินเท้าต่อเป็นเวลา 10 วันมุ่งหน้าไปยังดอยยาวผาจิ จังหวัดพะเยา เพราะนักศึกษาภาคเหนือต้องไปรวมตัวที่นั่นเพื่อเรียนวิชาการเมืองการทหารเป็นเวลาประมาณ 4-5 เดือน หลังจากนั้นก็หากใครไม่ติดปัญหาสุขภาพใดๆก็จะถูกส่งไปฝึกงานใหม่ๆ สุดท้ายมีคนแนะนำว่าให้เธอเป็นครูสอนภาษาไทยให้กับเด็กชาวม้ง โดยเริ่มต้นจากสอนที่ผาจิให้กับเด็กชาวม้งขาวก่อนจะข้ามไปสอนที่ผาช้างให้กับเด็กชาวม้งดำตั้งแต่ช่วงปลายปี 2520 จนถึงปี 2522
ไหมลีเล่าต่อไปว่าหลังจากเป็นครูแล้ว เธอก็ถูกส่งมากับเพื่อนอีกคนหนึ่งเพื่อเตรียมย้ายหน่วยศิลป์ของกองทัพไปจังหวัดตากโดยจะมีคนเดินทางมารับพวกเธอไป เธอเล่าว่าหลังจากเตรียมเสื้อผ้าและข้าวของเสร็จเรียบร้อยก็เห็นข่าวจากแผงขายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐพาดหัวว่า “ผาจิแตก”ทำให้เธอและเพื่อนอีกคนถูกทิ้งไว้ไม่มีใครมารับ เธอเล่าว่าชีวิตเธอช่วงนั้นงงมาก ไปไหนไม่ถูกอยู่ครึ่งค่อนปี เพราะไม่มีใครส่งสัญญาณอะไรมาแจ้งเลย
หนังสือพายุฝนบนภูผาจิ-ผาช้าง อุทิศแด่สหายผู้เสียสละ
ไหมลีเล่าว่าหลังกลับออกมาจากป่าในปี 2525 เธอประกอบอาชีพเป็นนักข่าว ทำหนังสือ ถ้าถามว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ ‘พายุฝนบนภูผาจิ-ผาช้าง’ ไหมลีตอบว่าเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี 2559 เพื่อรำลึกความหลัง 40 ปี 6 ตุลา เธอตัดสินใจเขียนเล่มนี้เนื่องจากหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับพคท.พบว่ามีเฉพาะเรื่องราวประสบการณ์ของนักศึกษาหรือปัญญาชนที่ออกมาถ่ายทอด แต่คนตัวเล็กตัวน้อย เช่น คนชาติพันธุ์ม้ง หรือ คนที่เสียสละชีวิตไปแล้วยังไม่ค่อยพบเห็นมากนัก แรงบันดาลใจของเธอจึงต้องการบันทึกเรื่องราวของคนธรรมดาตัวเล็กที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงหรือไม่มีโอกาสได้พูดแล้วว่าพวกเขาเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไร เหตุใด และประสบชะตากรรมอย่างไร ไม่คิดที่จะเขียนเรื่องของตัวเธอเองมาก เพราะเธอคิดว่าตัวเธอเองไม่มีอะไร

ไหมลีระบุว่าแรงบันดาลใจอีกส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ตรงที่ฝังใจลึกๆของเธอซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านหนังสือเล่มนี้หลังเหตุการณ์ผ่านมาแล้วหลายปี เธอเขียนหนังสือเล่มนี้ตอนอายุ 50 ปี ในแง่ของการจัดการอารมณ์ความรู้สึกขณะเขียนถึงเหตุการณ์ที่สะเทือนใจส่วนตัวเธอรู้สึกว่าแก่ชราแล้ว วันเวลาที่เยียวยาทางจิตใจและทางความคิด ก็ทำให้ไม่มีความฟูมฟายทางอารมณ์มากขนาดนั้นแล้ว เพียงแต่เป็นความทรงจำที่ทำให้เธอรู้สึกเศร้าเมื่อนึกถึง
โดยเฉพาะเนื้อหาในหนังสือ พายุฝนบนภูผาจิ-ผาช้าง บทแรก “ความตายริมเถียงนา” ที่พูดถึงสหายห้าคน ได้แก่ สหายนักศึกษามช. นักศึกษามก.,ชาวม้งขาว, ชาวม้งดำ และชาวนา ที่เสียสละให้กับการปฏิวัติบริเวณริมเถียงนาขณะเฝ้ายามในคืนที่มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดตั้งแต่ช่วงเวลา 22.00 น. จนถึง 02.00 น. ส่วนเธอถูกปืนตบเข้าที่หน้าขณะกำลังวิ่งหนีแล้วสลบลงที่สำนัก (“สำนัก” คำเรียกของพคท.ทางภาคเหนือ ส่วนทางใต้จะใช้คำว่า “ค่าย”)

ไหมลีเล่าต่อไปว่าเหตุการณ์ดังกล่าวฝังใจเธอมากจนทำให้มองพระจันทร์เต็มดวงไม่ได้อยู่ 2-3 ปี เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนวันเพ็ญ ภาพเครื่องบินที่ปักหัวลงที่นา และภาพกราดยิงโดยเจ้าหน้าที่รัฐยังคงติดตา รุ่นน้องของเธอที่เป็นนักศึกษาปี 1 ก็เสียชีวิตด้วย เธอระบุว่าถ้าให้เขียนหนังสือหลังจากออกมาสัก 4-5 ปีเลยก็คงเขียนไม่ออก เพราะยังตกผลึกไม่ได้ ประกอบกับสถานการณ์ต่างๆที่ไม่เอื้ออำนวย
พายุฝนที่โหมกระหน่ำ รอยแผล ความทรงจำอันเลือนลาง
บทถัดมาในหนังสือยิ่งเป็นตอนที่สะเทือนใจหนักเลย ไหมลีพูดถึงเรื่องราวของปัญญาชนสองคนรวมถึงตัวเธอด้วยที่ถูกส่งไปเป็นครูในผาจิและผาช้างซึ่งมีเหตุการณ์อันเจ็บปวดจนรุ่นพี่ของเธอที่ถูกส่งไปเหมือนกันเลือกที่จะลืมเหตุการณ์เมื่อเธอถามตอนกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง ส่งผลให้ตอนเขียนเธอต้องหาข้อมูลเพิ่มเพื่อที่จะเป็นปากเสียงให้กับพวกเขา
ไหมลีระบุว่าที่มาของชื่อ “พายุฝนบนภูผาจิ-ผาช้าง” มาจากการเปรียบเทียบถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นเหมือนพายุโหมกระหน่ำสำหรับเธอในวัยเด็กอายุ 19-20 ปี และขบวนการปฏิวัติ ณ เวลานั้นที่พวกเขาเข้าร่วมด้วยใจรักประเทศชาติ แต่ต้องตายเหมือนสหายห้าคน รวมถึงประชาชนชาวม้งที่กลับถูกพิพากษาว่าเป็นสปาย (spy)
เกร็ด ตำราเรียนภาษาไทยที่ได้รับจากลูกศิษย์ในผาช้าง
ไหมลีเล่าด้วยว่าคอลเลคชัน ตำราเรียนภาษาไทย ที่เธอบริจาคให้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สามัญชนเป็นตำราที่เธอเคยใช้สอนภาษาไทยให้กับเด็กชาวม้งอายุ 6-12 ปี ในผาจิและผาช้างซึ่งเธอได้รับมาจากลูกศิษย์ผาช้างของเธอที่เก็บมาให้ เธอระบุเกร็ดให้ฟังว่าเนื้อหาเขียนโดยนักศึกษารุ่นน้องของเธอที่เรียนวิชาครูที่รวมกลุ่มกันเขียนขึ้นซึ่งจะสังเกตได้ว่าแต่ละคำที่ใช้สอนเด็กค่อนข้างมีความรุนแรงปนอยู่ด้วย เช่น ด้ามปืน ซ้อมยิง ทิ่มแทง ฯลฯ ไหมลีระบุเหตุผลเพราะว่าเด็ก ณ เวลานั้นอยู่ท่ามกลางสงครามทำให้ตำราเรียนก็จะถูกเขียนขึ้นโดยอิงจากโลกของความจริงบนฐานที่มั่น ตำรานี้ความจริงมีขนาดหนาและใช้สำหรับการคัดลายมือของเด็กซึ่งต่อมาลูกศิษย์ได้โทรมาหาเธอเพื่อขอบคุณและรู้สึกดีใจหลังจากเห็นคอลเลคชันนี้ของตัวเองบนเพจเฟซบุ๊กพิพิธภัณฑ์สามัญชน ไหมลีระบุว่าลูกศิษย์คนนี้เคยสมัครเกือบได้เป็นสส.พรรคก้าวไกลด้วย


ทั้งนี้ ไหมลีระบุด้วยว่าการหยิบเรื่องเล่า พคท.มาเขียนเป็นหนังสือไม่ได้มีเจตนาที่จะฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่เป็นการบันทึกเรื่องราวประสบการณ์ตรงของเธอ และเชื่อว่าเรื่องราวต่างๆก็สามารถดำเนินต่อไปข้าง
หน้าได้โดยตัวเองอยู่แล้ว ไม่คิดว่าการเล่าเรื่องในอดีตจะทำให้กลายเป็นประเด็นการเมือง ส่วนคนรุ่นใหม่ รุ่นลูกหลานจะมูฟออนหรือไม่ก็ขอให้เป็นสิทธิของลูกหลาน
เฟื่องลดา: มุมมองในฐานะลูกหลาน พคท. จังหวัดสุราษฏร์ธานี
เฟื่องลดา เล่าถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่รับรู้ว่าครอบครัวเธอเป็นอดีต พคท. ว่าแอบตกใจเพราะที่ผ่านมาครอบครัวไม่เคยพูดเลยว่าพคท. จนกระทั่งสมัยที่เธอเรียนมัธยมต้น 1-2 (ประมาณปี 2547) ครอบครัวพาไปเจอพรรคพวกที่เข้าช่องช้าง 508 จังหวัดสุราษฏธานี ซึ่งเป็นสถานที่ในหนังสือ สิ้นแสงดาวแดง ของเธอเล่มที่พูดถึง ในตอนนั้นเธอแอบรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ว่าทำไมครอบครัวเธอไม่เป็นข้าราชการ เพราะว่าในหัวตอนนั้นไม่ได้มีมุมมองในแง่ดีต่อพคท.เลยจากสิ่งที่เธอรับรู้มาในหนังสือเรียน


เฟื่องลดาเล่าว่าเมื่อเดินทางด้วยรถจี๊บขึ้นไปด้านบนเป็นเขตค่ายรอยต่อระหว่างสุราษฏธานีกับชุมพรกับครอบครัว เธอก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่พบเห็นธงแดงโบกสะบัดระหว่างทางขึ้น กองไฟ และการแต่งกายของทุกคนที่นั่นรวมถึงแม่ของเธอที่แต่งตัวชุดสีเขียวลายดาวแดงจัดเต็มพร้อมหมวก เธอเล่าว่าเหตุผลที่ต้องไปที่นั่นเพราะมีการจัดงานรำลึกทุกปีที่อนุสรณ์สถานรำลึกบ้านช่องช้าง ซึ่งบรรจุรวมอัฐิของผู้เสียชีวิตนักปฏิวัติวีรบุรุษโดยหนึ่งในนั้นมีอัฐิคุณตาของเธอด้วย
สิ้นแสงดาวแดง แรงบันดาลใจจากคุณตาและคุณยาย
เฟื่องลดาระบุว่าคุณตาของเธอถูกยิงเสียชีวิตในวัย 35 ปี ในป่าโดยสหายด้วยกันซึ่งเรื่องราวของคุณตาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ก่อนจะเล่าต่อไปว่าเธอได้ร่วมกินข้าว และทำกิจกรรมต่างๆในป่าเหมือนตอนที่พวกเขาอยู่ในค่าย มีการต่อแถวรอล้างจานสมัยนั้นยังเป็นป่าแต่ตอนนี้พื้นที่เจริญขึ้นแล้ว เธอเล่าว่าพอย้ายมาอยู่กรุงเทพฯเธอก็ไม่ค่อยได้กลับไปที่นั่นแล้ว

เฟื่องลดาเล่าว่าปกติเธอชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว เช่น สมรภูมิเลือดฉงชิง อีกทั้ง ที่บ้านก็เต็มไปด้วยหนังสือดาวแดงเธอเล่าว่าตอนเธอเป็นเด็กมักจะมีคนแปลกหน้ามาที่บ้านเพื่อถามหาคนชื่อสหายอ้อย เธอก็จะตอบไปว่าไม่มีคนชื่อนี้ก่อนจะมารู้ทีหลังตอนโตว่าเป็นชื่อจัดตั้งของแม่เธอเอง
เนื่องด้วยบริบททางการเมืองระหว่างคนในภาคใต้กับเจ้าหน้าที่รัฐจะค่อนข้างเข้มข้นหรือถูกกดดันมากกว่าพื้นที่อื่น เฟื่องลดาเล่าเนื้อหาในหนังสือสิ้นแสงดาวแดงโดยเริ่มเปิดบทแรกด้วยเรื่องราวของคุณตาและคุณยายของเธอที่เล่าให้ฟังว่าถูกกดขี่และไล่ล่าจากเจ้าหน้าที่รัฐที่จะมาปราบปรามผู้ที่มีแนวโน้มฝักใฝ่คอมมิวนิวสต์ คุณยายของเธอเล่าให้ฟังโดยใช้คำว่า “โหดเหี้ยม”บรรยายถึงสถานการณ์ที่ประสบพบเจอให้เห็นภาพของชาวบ้านที่กำลังเก็บแตงกวาในป่าทึบ ขณะตกเป็นเป้าจากปืน M16 สามกระบอกที่เล็งเพื่อไล่ล่าพวกคอมมิวนิสต์จนกระทั่งชาวบ้านไหวตัวทันก็เริ่มวิ่งหนีย้ายเข้าป่ากัน คุณยายเล่าถึงความลำบากในการหาน้ำดื่ม กระทั่งต้องดื่มน้ำที่ขังอยู่จากใบกล้วย หลังจากฟังจบเฟื่องลดาก็รู้สึกว่าเหตุการณ์นี้มันสามารถนำไปสร้างเป็นหนังเรื่องหนึ่งได้

เฟื่องลดาระบุว่าเรื่องราวทั้งหมดใน สิ้นแสงดาวแดง หนังสือนวนิยายกึ่งประวัติศาสตร์ที่เธอเขียนนั้นมาจากข้อมูลเรื่องจริง ผสมกับบทพูดที่แต่งเติมเท่านั้น ชื่อตัวละครก็ใช้ชื่อจัดตั้งของสหายตามจริง ประกอบกับการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมและการสัมภาษณ์อดีตสหายอีกจำนวนเกือบ 20 คน
ดาวแดงที่ค่อยสิ้นแสงไปทีละดวง และประโยคสุดท้ายของ ‘ธง แจ่มศรี’ ที่พูดกับสหายทางใต้
สำหรับที่มาของชื่อเรื่อง “สิ้นแสงดาวแดง” เฟื่องลดาระบุว่าเป็นการเปรียบเทียบสัญลักษณ์ดาวแดงว่าเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ในอดีตมาพร้อมกับอุดมการณ์ที่เคยแข็งกร้าเหนือภูพานกำลังค่อยๆสิ้นแสงหรือดับไปทีละดวงรวมไปถึงตัวละครเอกในเรื่องที่ก็สิ้นแสงไปด้วย เหตุผลที่เขียนเรื่องนี้เฟื่องลดาเล่าว่านอกจากจะเป็นบันทึกเรื่องราวครอบครัวของเธอแล้ว ยังมาจากแรงบันดาลใจที่ฟังและเก็บข้อมูลที่ซึมซับมาเรื่อยๆจนอยากเขียนมันออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้

เฟื่องลดาแอบสปอยเนื้อหาภายในหนังสือด้วยว่ามีสหายคนหนึ่งที่เป็นคนสุดท้ายที่เจอ ‘ธง แจ่มศรี’ นักปฏิวัติก่อนจะปลีกวิเวกหายไปในป่าโดยมีประโยคสุดท้ายที่ธง แจ่มศรีพูดไว้กับสหายทางใต้คนนี้ซึ่งเป็นประโยคที่สำคัญมากอยู่ในหนังสือ
ฟื้นฝอยหาตะเข็บกับเรื่องเล่า พคท. ที่จบไปแล้ว?
เมื่อเฟื่องลดาถูกถามว่าการหยิบเรื่องเล่าของพคท. ซึ่งเป็นเหตุการณ์อดีตที่ผ่านไปนานแล้วจะถือว่าเป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บเพื่อให้กลับมาเป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ เฟื่องลดาตอบว่าเจตนาของเธอไม่ได้ต้องการเช่นนั้นและในฐานะคนรุ่นใหม่ก็รู้สึกมูฟออน ก้าวต่อไปข้างหน้ากับชีวิตอยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงการบันทึกเรื่องราวความทรงจำซึ่งข้อมูลบางอย่างก็หาไม่ได้บนอินเทอร์เน็ตและหนังสือ เช่น เรื่อวราว วัฒนธรรม ภาษาถิ่นที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องของคนธรรมดาด้วย ทั้งยังเป็นประสบการณ์ที่เด็กรุ่นใหม่ๆก็ไม่เคยประสบพบเจอชะตาชีวิตที่ต้องหนีเข้าไปอยู่ในป่าเหมือนคนรุ่นก่อนแล้ว หรืออาจจะมีประสบการณ์ร่วมกันในบริบทที่ต่างออกไปซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่จะได้ศึกษาเรียนรู้ไปด้วย


ก่อนจบเสวนา สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือ “พายุฝนบนภูผาจิ-ผาช้าง” และ “สหายน้านวล” ที่เขียนโดยไหมลีและหนังสือ “สิ้นแสงดาวแดง” ที่เขียนโดยเฟื่องลดา สามารถติดต่อสอบถาม สั่งซื้อได้ทางเพจเฟซบุ๊กพิพิธภัณฑ์สามัญชน หรือร้าน Swiftlet Bookshop จังหวัดพัทลุง
ในส่วนของเนื้อหาวงเสวนานี้ สามารถรับชมวิดีโอย้อนหลังได้ทางเพจ เฟซบุ๊กพิพิธภัณฑ์สามัญชน
เรื่องและภาพโดย อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์