- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
23 พฤศจิกายน 2567 Bangkok through poster ร่วมกับพิพิธภัณฑ์สามัญชน จัดเสวนาเปิดตัวเทศกาล Bangkok through poster 2024 Thailand Postlitical inspired by true stories ในหัวข้อ การเมืองไทยบนจอเงิน ข้อจำกัดและความเป็นไปได้ ณ kinjai contemporary
พูดคุยกับกรรมการผู้คัดเลือกโปสเตอร์ ได้แก่ ผศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร, กนกนุช ศิลปวิศวกุล อาจารย์ คิวเรเตอร์ ผู้ก่อตั้ง Bangkok Illustration Fair และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Practical School of Design, ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์ ผู้กำกับหนังสารคดีอิสระ อาจารย์พิเศษด้านภาพยนตร์ และ Host รายการ Cinefile ที่ Salmon Podcast ดำเนินรายการโดย อานนท์ ชวาลาวัณย์
ธีรพันธ์: ขอบเขตเสรีภาพที่คลุมเครือของหนังการเมืองในประเทศไทย
ธีรพันธ์ระบุว่าสิ่งที่เห็นผ่านโปสเตอร์ปีนี้ พบว่าเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันผ่านกลวิธีการสื่อสารบนโปสเตอร์ และในขั้นของการคัดเลือกก็มีความยากอยู่เหมือนกัน แต่รู้สึกอุ่นใจขึ้นเมื่อรู้ว่ามีกรรมการท่านอื่นคอยช่วยบาลานซ์การตัดสินใจคัดเลือกผลงาน
ธีรพันธุ์ระบุว่าใจจริงต้องการให้โปสเตอร์ที่ส่งมาทุกชิ้นถูกนำมาจัดแสดงในแกลเลอรี เพราะโปสเตอร์แต่ละชิ้นต่างก็มีความหมาย และคุณค่าในตัวเอง แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่จัดแสดงก็จำเป็นที่จะต้องคัดเลือก วิธีการคัดเลือกโปสเตอร์สำหรับธีรพันธ์ในฐานะผู้กำกับหนังก็จะใช้จินตนาการว่าหากโปสเตอร์หนึ่งถูกทำเป็นภาพยนตร์จริงๆ จะมีหน้าตา หรือเรื่องราวประมาณไหน

สำหรับโปสเตอร์ในเทศกาลที่ชอบของธีรพันธ์จะเป็นโปสเตอร์รูป “ที่นี่สน.ดินแดง มีคนตายชื่อด.ช.วาฤทธิ์” ในแง่ของการออกแบบที่ดึดดูดสายตาตรงที่พูดถึงคนตัวเล็กตัวน้อย หรือประชาชนทั่วไปในพื้นที่ที่เฉพาะเจาะจงและสื่อสารตรงไปตรงมาซึ่งหากถูกสร้างเป็นภาพยนตร์จริงก็คงจะน่าสนใจมาก
ธีรพันธ์เล่าต่อไปถึงประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่มีพลอตเรื่องน่ามาทำเป็นหนัง คือ บทบาทของคณะราษฎรเพราะความที่ตัวคณะราษฎรแต่ละคนไม่ได้มีด้านดีที่สุด หรือด้านร้ายที่สุด หากแต่มองในฐานะอีเว้นท์หนึ่งก็ทำให้เรื่องราวดูมีมิติและน่าสนใจที่จะต่อยอดสร้างเป็นหนัง กับอีกเรื่องคือ กบฏผีบุญ
ไกลบ้าน ความท้าทายของการสร้างหนังการเมืองไทยในมุมมองผู้กำกับ
เมื่อถามถึงที่มาของภาพยนตร์สารคดีการเมืองเรื่องไกลบ้าน (2563) ธีรพันธ์ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เล่าว่าเริ่มต้นมาจากความรู้สึกที่อึดอัดตั้งแต่ช่วงเหตุการณ์ Shutdown Bangkok สะสมมาเรื่อยๆจนเกิดรัฐประหาร ประกอบกับช่วงก่อนจะมีสิบข้อเรียกร้องของธรรมศาสตร์ บรรยากาศทางการเมืองในช่วงนั้นมีความตึงเครียดมาก และการรับรู้ถึงประเด็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองทำให้เขารู้สึกไม่อยากนิ่งเฉยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมจึงต้องสร้างหนังเรื่องนี้ที่พูดถึงวัฒน์ วรรยางกูร หนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมือง ขึ้นมาเพื่อสื่อสารบางอย่าง
ธีรพันธ์ระบุว่าแต่ประเด็นที่ท้าทายของหนังการเมืองไทยคือ ขอบเขตเสรีภาพที่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนเพราะคำตอบของคำถามนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล ไม่มีขอบเขตที่แน่ชัด การทำหนังการเมืองหลายๆครั้งก็ใช้วิธีการซ่อนนัยยะ ขณะเดียวกันหนังเรื่อง ไกลบ้าน ก็พยายามพูดตรงๆทุกอย่างลงไปในหนัง แต่ก็พยายามทำให้เป็นหนังที่สามารถดูได้ทุกคนด้วยซึ่งก็มีความกังวลและเป็นความท้าทายในการสร้างหนัง
โอกาสการรับรู้ และเงินทุน ข้อจำกัดในการสร้างหนังการเมืองไทย
ธีรพันธ์พูดถึงข้อจำกัดที่ทำให้หนังการเมืองไทยไม่ปรากฎอย่างแพร่หลายว่ามีสาเหตุแรกมาจากการรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ถูกจำกัดตั้งแต่ในหนังสือเรียนที่พบว่าไม่ค่อยเห็นถึงบริบทรอบข้าง ที่มาที่ไป และไม่ค่อยได้รับโอกาสในการวิเคราะห์หรือตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์มากนัก มีประวัติศาสตร์ไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ถูกชำระว่าเหตุการณ์ต่างๆมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เช่น เหตุการณ์ตากใบ, การสลายการชุมนุม 2553 ซึ่งเรามักจะไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ไปแตะต้องมากนัก
อีกสาเหตุที่หนังการเมืองไทยไม่ถูกสร้าง เพราะเงินทุนที่มีจำกัด หรือไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินด้วยเหตุข้อกังวลเรื่องความสุ่มเสี่ยงทางกฏหมายในการทำหนังที่การวิพากษ์วิจารณ์สังคม และการคาดเดาว่าคงไม่มีคนดูจนอาจนำไปสู่การขาดทุนในอนาคต
ธีรพันธ์เล่าต่อไปว่าที่จริงแล้วหนังทุกเรื่องมีความเป็นการเมืองตั้งแต่ความสัมพันธ์ที่ประกอบสร้างขึ้นมา แม้แต่หนังรักเองก็อยู่ภายใต้การเมืองบางอย่างของสังคม ถ้าถามว่าทำไมหนังบางเรื่อง เช่น เรื่องพี่มากพระโขนง ที่สอดแทรกเนื้อหาเรื่องการต่อต้านชาตินิยมกลับไม่ถูกเพ่งเล็งเป็นเพราะว่าการนำเสนอที่ไม่ได้จะให้อารมณ์จริงจังมากเกินไปผสมกับความเป็นเรื่องแต่งที่ตลกขบขัน แต่ในทางกลับกันการเล่าเรื่องให้ดูเป็นจริงเป็นจังอย่างเข้มข้นก็จะยากหรือกลายเป็นหนังที่ปัญหาในสายตารัฐ เนื้อหาของหนังจะมีปัญหาหรือไม่ขึ้นอยู่กับการสมดุลระหว่างความ Realistic กับ satire หรือล้อเลียน ถ้ามากไปก็จะมีปัญหา
ทั้งนี้ ธีรพันธ์มองว่าการสร้างโปสเตอร์ หรือหนังเรื่องหนึ่งที่มีการสอดแทรกเกร็ดบางอย่างที่เน้นให้คนดูตีความจนนำไปสู่การถกเถียงต่อในสังคมและอาจนำไปสู่ข้อคิดเห็นใหม่ๆที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็จะเป็นวิธีที่เพิ่มความน่าสนใจให้กับตัวผลงานชิ้นนั้นและสังคมวงกว้าง
อาจารย์โดม: อารมณ์ขัน ตัวช่วยทำให้ภาพยนตร์ดูไม่มีเป็นพิษภัยทางการเมือง
ผศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว. ชี้ให้เห็นข้อสังเกตจากโปสเตอร์ที่ส่งมาปีนี้พบว่าผู้ออกแบบมีการหยิบภาพสะท้อนประวัติศาสตร์การเมืองในหลากหลายช่วงเวลา โดยที่เห็นได้ชัดส่วนมากจะเน้นเหตุการณ์ทางการเมืองในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะภาพตระกูลชินวัตรที่กลับมาอยู่ในอำนาจรัฐ และบทบาทของพรรคการเมือง อีกส่วนจะเป็นภาพขบวนการเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงปี 2563 - 65 รวมไปถึงเหตุการณ์เริ่มระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างคณะราษฏร และเหตุการณ์ในอดีตช่วงรัฐประหาร 2549 อย่างภาพที่สื่อถึงนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่พลีชีพด้วยการขับรถพุ่งชนรถทหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ออกแบบมีการตีโจทย์ถึงสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

สำหรับการคัดเลือกโปสเตอร์ อาจารย์โดมในฐานะที่ไม่มีทักษะทางศิลปะ ก็จะพิจารณาโดยเน้นดูวิธีการสื่อสาร และคำอธิบายประกอบภาพว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ เลือกโปสเตอร์ที่สื่อความเข้าใจง่าย ซึ่งการจะคัดออกอาจารย์ก็ยอมรับว่าหลายชิ้นมีความรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
อาจารย์โดมเล่าต่อไปว่านอกจากประเด็นประวัติศาสตร์แล้ว ยังเห็นถึงวัฒนธรรมการออกแบบภาพที่มีกลิ่นอายของลักษณะหนังเกาหลี และหนังฝรั่งเป็นส่วนมาก รวมถึงการเปลี่ยน actor ทางการเมืองจากในอดีตที่เป็นกรรมกร- ชาวนา เป็นนักศึกษาผู้หญิงซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในยุคปัจจุบัน
ถ้าถามว่าชอบโปสเตอร์ชิ้นไหนมากที่สุดในงานสำหรับอาจารย์โดมชื่นชอบผลงาน The letter ของ ‘สะอาด’ที่มีเนื้อหาพูดถึงการเขียนจดหมายคนนอก คนในเรือนจำ เพราะการออกแบบด้วยลายเส้นการ์ตูนน่ารักทำให้สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ดูเป็นมิตร ลายเส้นไม่โหดร้ายเกินไป ซึ่งอาจทำให้เนื้อหาสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่หลากหลายมากขึ้นจนอาจส่งผลให้ได้แนวร่วมใหม่ๆที่เข้าใจหรือเห็นใจเพิ่มมากขึ้นด้วย
ส่วนโปสเตอร์ที่อาจารย์โดมเห็นว่าน่านำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จริงๆ ก็คือ the letter ของสะอาด เพราะอยากเห็นภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมะที่บอกเล่าให้เห็นภาพของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทางการเมือง แต่ถ้ามองเป็นภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงจะสนใจโปสเตอร์ ‘นวมทอง’ บุคคลที่เป็นไอคอนทางการเมืองที่มีอุดมการณ์มุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะอยากให้มุมมองของสามัญชนคนตัวเล็กๆมีโอกาสปรากฏในภาพยนตร์การเมืองบ้าง
การเมืองในชีวิตประจำวันในภาพยนตร์ กฏหมาย และบริบททางสังคม
ความท้าทายการสร้างหนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย อาจารย์โดมชี้ให้เห็นว่าหากพูดถึงการเมืองก็มีหลายมิติโดยหลักจะเป็น การเมืองในระบบรัฐสภา กับ การเมืองในชีวิตประจำวัน ซึ่งมิติการเมืองในชีวิตประจำวันจะพบมากในภาพยนตร์ไทย เช่น ภาพยนตร์เรื่องโหมโรง (2547) กำกับโดยอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ที่สื่อถึงบทบาทอำนาจรัฐที่พยายามเข้ามาควบคุมกิจกรรมชีวิตประจำวันของประชาชนแม้กระทั่งการเล่นดนตรีซึ่งผูกโยงกับความเป็นไทย หรือเนื้อหาที่สื่อถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากรัฐ รวมไปถึงการเอารัดเอาเปรียบโดยนายทุน ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างชายหญิงซึ่งหนังประเภทนี้จะพบเห็นได้บ่อยเป็นระยะ เพียงแต่ว่าเราอาจไม่รู้สึกว่าเป็นหนังการเมือง

อาจารย์โดมยกตัวอย่างหนังการเมืองไทยในยุคแรกๆสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม เช่น เลือดทหารไทย (2477),ศึกถลาง (2499) ซึ่งเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อโปรโมทกองทัพควบคู่กับการนำเสนออุดมการณ์ชาตินิยมของจอมพลป. และอีกหลากหลายเรื่องที่ปรากฏเป็นหนังที่ได้รับความนิยมมากในยุคนั้น ส่วนหนึ่งเพราะมีเงินทุนสนับสนุนจากกองทัพ ขณะที่หนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือก (2483) ที่เขียนบทโดยปรีดี พนมยงค์ พบว่าได้ผลตอบรับไม่ดีเพราะเป็นหนังเข้าใจยากทั้งยังอธิบายเป็นภาษาอังกฤษทำให้คนดูไม่เข้าใจ อาจารย์โดมจึงเสนอว่าการเล่าเรื่องการเมืองในหนังจึงต้องมีกระบวนการทำให้สื่อสารได้ง่ายก็จะช่วยทำให้หนังการเมืองเป็นที่นิยม
อาจารย์โดมเล่าต่อไปว่า ขณะที่หนังการเมืองที่นำเสนอเหตุการณ์โดยตรงไปตรงมา เช่น ภาพยนตร์เรื่อง 14 ตุลา สงครามประชาชน (2544) ที่กำกับโดยบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ปรากฎว่าในภายหลังมีคนที่ผ่านเหตุการณ์ยุค 14 ตุลาออกมาโต้แย้งว่าข้อเท็จจริงที่หนังนำเสนอไม่ถูกต้อง
ด้วยเหตุนี้ หนังการเมืองจึงไม่ค่อยถูกสร้างขึ้นในมุมมองของอาจารย์โดมจึงสรุปได้ว่าเป็นเพราะเงินทุนที่ไม่ค่อยมีการสนับสนุนเพราะข้อสุ่มเสี่ยงทางกฏหมาย และในแง่ของผู้ชมที่เป็นเจ้าของความทรงจำในเหตุการณ์ก็มีส่วนทำให้หนังการเมืองไทยไม่ค่อยปรากฏอย่างแพร่หลายในสังคม
อาจารย์โดมชี้ให้เห็นว่าขณะเดียวกัน ในแง่การท้าทายมิติทางการเมืองที่ปรากฏในหนังเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น หนัง Mr.Bean และหนัง Johnny English ที่ตัวละครมีการล้อเลียนศาสนา หรือคนชนชั้นสูงทำไมผู้ชมกลับรู้สึกว่ามันเป็นเนื้อหาที่ไม่สุ่มเสี่ยงหรืออันตราย คำตอบเพราะว่าหนังมีการเล่นกับอารมณ์ตลกเพราะชีวิตคนเราก็เครียดมากพอแล้วถ้าเราหัวเราะบ้างก็ไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าทำไมเราสามารถหัวเราะกับมุขตลกเชิงเสียดสีการเมืองในหนังแบบนี้ได้ก็เพราะว่าสังคมอังกฤษไม่มีกฏหมายที่กดทับเสรีภาพอย่างเข้มข้นเหมือนสังคมไทย
กนกนุช: วิธีการเล่าเรื่องผ่านรายละเอียดของการออกแบบโปสเตอร์
กนกนุช นักออกแบบหนึ่งในกรรมการระบุว่าเธอจะพิจารณาที่ด้านดีไซน์ ชื่อและคอนเซปจากคำอธิบาย ในฐานะที่เคยเป็นผู้เข้าร่วมส่งผลงานมาก่อนก็จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมผู้ออกแบบถึงใช้เทคนิควิธีการสื่อสารแบบนี้ซึ่งจะพิจารณา Graphic element ตั้งแต่ภาษาในการเล่า ชื่อเรื่อง การเลือกใช้สี ลักษณะตัวอักษร สัญญะที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด การมองโปสเตอร์จากระยะไกล และระยะใกล้

กนกนุชระบุว่าโดยส่วนตัว เธอชอบงานออกแบบที่อาศัยการตีความมากกว่าการสื่อสารแบบชกหมัดตรงไปตรงมา สำหรับภาพยนตร์การเมืองที่กนกนุชสนใจอยากเห็นคือหนังการเมืองแนว Sci-fi ที่มีลักษณะหลุดออกจากกรอบความเป็นจริง เพราะอยากเห็นว่าถ้าเล่าเรื่องแบบใช้จินตานาการความเหนือจริงจะมีลักษณะการเล่าเรื่องอย่างไรได้บ้าง
การเซ็นเซอร์เนื้อหาในต่างประเทศ
กนกนุช ระบุว่าประสบการณ์ที่เคยไปดูงานในต่างประเทศพบว่ามีเทศกาลที่เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบได้แสดงผลงานเช่นกันอย่างประเทศญี่ปุ่น จะพบว่าไม่ได้เคร่งในการสกรีนหรือตรวจมาก ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศและวัตถุประสงค์การจัดงานด้วยเช่น ประเทศจีนจะมีการตรวจตั้งแต่แรกเลยโดยให้ศิลปินส่งไฟล์ผลงานมาเพื่อสกรีนก่อน โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่ให้ศิลปินต่างชาติเข้ามาร่วมจัดด้วย หากมีรายละเอียดที่สุ่มเสี่ยงก็จะห้ามจัดแสดง ความสุ่มเสี่ยงในบริบทจีน เช่น ภาพผู้หญิงเปลือย การใส่ภาษาที่อ่านไม่ออก และสัญลักษณ์อีลูมินาติ เป็นต้น
ก่อนจบเสวนา กนกนุชก็เชิญชวนให้ทุกคนมาชมงาน Bangkok through poster 2024 Thailand Poslitical fiction inspired by true stories ที่ Kinjai contemporary ด้วยตนเองที่แกลเลอรี่ด้วยประสบการณ์การรับชมโปสเตอร์ของจริงที่มีเสน่ห์มากกว่าการดูในรูปแบบไฟล์ภาพบนหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ซึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ความคิดสร้างสรรค์โดยเฉพาะการออกแบบที่มีเนื้อหาแนวการเมืองมักจะหาชมได้ไม่บ่อยนักในประเทศไทยก็เป็นโอกาสที่ดีหากได้มาเยี่ยมชมด้วยตนเอง ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความคิดกับผู้ชมท่านอื่นซึ่งจะเป็นประสบการณ์การเสพศิลปะที่ต่างจากการชมบนหน้าจอ
สำหรับเทศกาล Bangkok through Poster 2024 Thailand Poslitical Fiction inspired by true story จัดแสดงโปสเตอร์การเมืองที่ออกแบบในธีมภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงเปิดให้เข้าชมแล้วระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน - 22 ธันวาคม 2567 ณ Kinjai Contemporary สามารถเข้าชมได้ทุกวันยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 12.00 น.
เรื่องโดย อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์
ภาพโดย Theephrachan