• บทความ
  • Stories from the Commoner’s collections สามัญวัตถุ


(ภาพประกอบ ตัดต่อมาจากเอกสารหาเสียงของพรรคการเมืองที่ทางพิพิธภัณฑ์สะสมไว้)

หากคุณคือ

นักเรียน/นักศึกษาที่กำลังศึกษานโยบายของพรรคการเมือง วิเคราะห์กลยุทธ์การหาเสียง และรวมถึงวิเคราะห์การใช้ลูกเล่นทั้งด้านการใช้ภาษาหรือการออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ใช้ในการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ

นักวิจัยที่ต้องการศึกษานโยบายที่พรรคการเมืองนำมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึง

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการตรวจการบ้านพรรคการเมืองต่างๆเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนการใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งต่อไป

พิพิธภัณฑ์สามัญชน พร้อมให้บริการเอกสารการเลือกตั้ง จำนวน 791 ชิ้น ทั้งในและต่างประเทศ ที่จัดทำขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2543-2567 โดยเรามีทั้งเอกสารหาเสียง เลือกตั้งทั่วไปปี 2562 และ 2566 เอกสารการเลือกตั้งผู้ว่าและสมาชิกสภากรุงเทพปี 2565 เรายังมีเอกสารที่ใช้ในการหาเสียงของพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน รวมทั้งเอกสารที่ใช้ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและตัวอย่างเอกสารที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งในต่างประเทศถึงห้าประเทศ ด้วยห้าประเทศมาให้เลือกชมและค้นคว้า นอกจากนั้นเรายังป้ายหาเสียงขนาดใหญ่บางส่วน เสื้อ สัญลักษณ์พรรคการเมือง และสื่อมัลติมีเดียที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งไว้ให้บริการด้วย

สำรวจนโยบายพรรคการเมืองบนใบปลิวหาเสียง


จากการสำรวจเอกสารหาเสียงที่พิพิธภัณฑ์สามัญชนสะสมไว้ นโยบายที่น่าสนใจที่ถูกพรรคการเมืองนำมาใช้หาเสียงในการเลือกตั้งมีดังนี้

นโยบาย หารายได้ 24 ชั่วโมง ทำงานได้ 3 กะ หารายได้ 24 ชั่วโมงและฟรีโซล่าเซลล์ติดตั้งหลังคาบ้าน ปรากฎบนใบปลิวของพรรคภูมิใจไทย, นโยบายลดภาษีบุคคล รายได้ไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน ไม่ต้องเสีย ปรากฎบนใบปลิวของพรรคพรรคชาติพัฒนากล้า นโยบาย 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์, เทเลเมดิซีน ห้องตรวจสุขภาพ/พบแพทย์ออนไลน์ ปรากฎบนใบปลิวของพรรคเพื่อไทย นโยบายเกษตรกรขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มรายได้ ปรากฎบนใบปลิวของพรรคชาติไทยพัฒนา, นโยบายรัฐโปร่งใส ใช้ AI จับโกง, ทหารห้ามยุ่งการเมือง เลิกเกณฑ์ทหาร, รถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด น้ำประปาดื่มได้, ครูละเมิดสิทธิพักใบประกอบทันที, เติมเน็ตฟรี 1 GB ต่อเดือน, บ้านตั้งตัว 350,000 หลัง รัฐช่วยผ่อน ช่วยจ่ายค่าเช่า ปรากฎบนใบปลิวของพรรคก้าวไกล, นโยบายคืน 30% เงินสะสมชราภาพของผู้ประกันตน มาตรา 33 มาใช้ก่อนได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงาน ปรากฎบนใบปลิวของพรรครวมไทยสร้างชาติ, นโยบายลดอัตราการฆ่าตัวตายและโรคซึมเศร้าด้วยการแพทย์แผนไทย, ผ่าตัดยืนยันเพศ รับฮอร์โมนเพศเป็นสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพพื้นฐานไม่มีค่าใช้จ่าย, เรียนฟรีถึงปริญญาเอก ด้วยความดี นร. นศ. นั่งรถเมล์ฟรี ปรากฏบนใบปลิวของพรรคเสมอภาค, นโยบายรับจดแจ้งและจัดหา “ต้นกัญชา” ให้ทุกครัวเรือน อย่างสะดวกรวดเร็วแบบ One Stop Service ได้ทันที ปรากฏบนใบปลิวของของรสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกทม.แบบอิสระ และนโยบายน้อมนำคำสอน “พระพุทธเจ้า” มาปฏิบัติ เพื่อแก้ไขปัญหา “ทุกข์ร้อน” ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน ปรากฎบนใบปลิวของพรรคประชาชนปฏิรูป

5 เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง


1.ทำไมต้อง “เลือก+ตั้ง”

ข้อมูลจากสำนักงานราชบัณฑิตยสภาได้ระบุไว้ว่า เลือกตั้ง หมายถึง ก. เลือกสรรบุคคลให้เป็นผู้แทนหรือให้ดำรงตำแหน่งด้วยการออกเสียงลงคะแนน เช่น เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งกรรมการ
โดย แม่คำของ "เลือกตั้ง" คือ เลือก 1  หมายถึง ก. คัดสิ่งที่มีจำนวนมากกว่าหนึ่งขึ้นไปเพื่อเอาไว้หรือเอาออกตามต้องการ เช่น เลือกผู้ใหญ่บ้าน เลือกหัวหน้าชั้น
ส่วนคำว่า ตั้ง มาจาก
ตั้ง 3 ก. ทำให้มีขึ้น, สร้างให้มีขึ้น, เช่น ตั้งตำแหน่งใหม่ ตั้งบ้านตั้งเรือน ตั้งชื่อ

2.การเลือกตั้งครั้งแรกในสยาม (ชื่อประเทศไทยในขณะนั้น)

สยามมีนายกรัฐมนตรีคนแรก คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นการแต่งตั้งในฐานะประธานคณะกรรมการราษฎร วันที่ 27-28 มิ.ย.2475 และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 10 ธ.ค. 2475

ในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดเหตุการณ์รัฐประหารจำนวน 2 ครั้ง รัฐประหารครั้งที่สองเกิดขึ้นในวันที่ 20 มิ.ย. 2476 พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพันเอก พระยาพหลพลพยุเสนาได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลชั่วคราว แต่ผลจากความขัดแย้งระหว่างระบอบเก่าและระบอบใหม่ยังคงอยู่ นำไปสู่การเกิดของกบฏบวรเดชซึ่งถือเป็นการกบฏครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยหลังการการปฏิวัติสยาม กบฏบวรเดชต่อสู้ด้วยหวังล้มล้างการปกครองของพันเอก พระยาพหลพลพยุเสนา โดยหลังจากการปราบกบฏบวรเดช พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลได้ปราบกบฏเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว จำต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น การเลือกตั้งครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ซึ่งพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง 

3.การกำหนดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกตั้ง

การกำหนดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีการเปลี่ยนแปลง จำนวน 2 ครั้งตั้งแต่มีการออกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งครั้งแรก โดยในปี พ.ศ. 2476 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมจากปี พ.ศ. 2475) กำหนดไว้ว่าผู้ที่จะเลือกตั้งได้ต้องมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ถัดมาในปี พ.ศ. 2540 ได้ปรับเป็น ผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และฉบับที่ใช้เกณฑ์อายุในปัจจุบันคือ พ.ศ. 2560 ที่ระบุว่า จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง หมายความว่า หากอายุครบสิบแปดปีในวันที่เลือกตั้งก็เป็นผู้มีสิทธิออกเสียง
โดยมีรายละเอียดดังนี้

พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2476 ฉะบับที่ 2 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 สิงหาคม 2476 ได้ระบุไว้ว่า 
มาตรา 5 ราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนตำบล ต้องมีคุณสมบัติดั่งต่อไปนี้
    2 มีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์แล้ว

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
มาตรา 105 บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
    (2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
มาตรา 95 บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
    (2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง

4.ใครไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง?
 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน กำหนดลักษณะของต้องห้ามบุคคลที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งไว้ในมาตรา 96 ว่า 

บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 
(1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช 
(2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ 
(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย 
(4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

5.ห้ามขายเหล้าช่วงวันเลือกตั้ง จริงหรือไม่?

มาตรา 147 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ว่า ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้ง ในระหว่างเวลา 18.00 นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนถึงเวลา 18.00 นาฬิกา ของวันเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่องและภาพโดย ปทิตตา แสนสมัชญ์