- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
21 พฤศจิกายน 2567 พิพิธภัณฑ์สามัญชนจัดกิจกรรม ห้องสมุดสามัญชน ชวนคุยและโปรโมทหนังสือใหม่ สิ้นแสงดาวแดง โดยเฟื่องลดา และ พายุฝนบนภูผาจิ-ผาช้าง โดยไหมลี ที่พูดถึงเรื่องราวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) พร้อมเสวนาเปิดตัว ‘พรอพพะกันเด้อ’ กลุ่มนักกิจกรรมจากขอนแก่นที่ใช้เอกสารทางประวัติศาสตร์สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เปิดเวทีเป็นวงคุยแรกของกิจกรรม ณ อาคาร All Rise บ้านกลางเมืองรัชดา-ลาดพร้าว
คุยกับ ‘เมฆครึ่งฟ้า’ ผู้ปฏิบัติการทางศิลปะ นักแต่งกวีและนักสะสมตัวแทนจากกลุ่มพรอพพะกันเด้อ โดยมีอานนท์ ชวาลาวัณย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
พรอพพะกันเด้อ ศิลปะส่งต่ออุดมการณ์และความคิด
บอม หรือฉายา ‘เมฆครึ่งฟ้า’ หนึ่งในสมาชิกจากจำนวนทั้งหมดสามคนผู้ก่อตั้งกลุ่มพรอพพะกันเด้อเล่าว่ากลุ่มพรอพพะกันเด้อก่อตั้งขึ้นหลังได้รับแรงบันดาลใจจาก “ถนอม ชาภักดี” ผู้สร้างความเคลื่อนไหวในวงการศิลปะในหลายจังหวัดของภาคอีสานรวมถึงจังหวัดขอนแก่นจากการจัดงาน ขอนแก่นเมนิเฟสโต้ ที่ทำให้เห็นถึงความหมายของการทำงานศิลปะประชาธิปไตยในรูปแบบที่เปลี่ยนไปซึ่งมีส่วนช่วยจุดประกายความคิดและตั้งคำถามว่าการทำงานเผยแพร่อุดมการณ์ของกลุ่มเองก็คงมีลักษณะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ภายในขบวน ไม่ต่างจากรัฐที่กระทำต่อประชาชนรึเปล่า?

บอมเล่าต่อไปว่า ขอนแก่นเมนิเฟสโต้ ทำให้เขาเกิดการตั้งคำถามดังกล่าวกับตัวเองและเป็นที่มาของชื่อกลุ่มพรอพะกันเด้อ ที่เล่นคำภาษาอังกฤษ Propaganda (แปลว่าโฆษณาชวนเชื่อ) โดยเปลี่ยนคำลงท้ายเป็น “เด้อ” แบบภาษาลาว เนื่องจากสมาชิกทั้งสามคนเดิมทีก็เป็นนักสะสมที่เก็บหนังสือเก่าแนวการเมืองอยู่แล้ว เช่น ผลงานคลาสสิกอย่างศรีบูรพา, จิตร ภูมิศักดิ์, งานเขียนแนวคอมมิวนิสต์จีน และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในพื้นที่อีสานของตนเอง ประกอบกับการที่กลุ่มทำงานขับเคลื่อนแนวคิดในฐานะผู้ปฏิบัติการทางศิลปะที่ผลิตผลงานใหม่จากของเดิมที่มีอยู่จากการสะสมก็ทำให้หันมาสังเกตตัวเองว่าเรากำลังถูกครอบงำหรือผลิตซ้ำมายาคติที่ได้รับอิทธิพลจากงานเก่า และพยายามทำให้ผู้อื่นเชื่อตามเราหรือไม่
สำหรับบอม มองว่าเส้นแบ่งระหว่าง ‘การให้ข้อมูล’ กับ ‘การพรอพพะกันด้า’ หรือโฆษณาชวนเชื่อจึงไม่มีอยู่จริง เพราะการเผยแพร่ความเชื่อหรืออุดมการณ์เพื่อหวังผลลัพธ์บางอย่างมันคือการทำให้ผู้อื่นเชื่อหรือ เป็นพรอพพะกันด้าเสมอ กลุ่มพรอพพะกันเด้อจึงก่อตั้งขึ้นมาเพื่อตั้งคำถาม และทดลองผลิตงานที่มีลักษณะส่งผลต่อความคิดผู้อื่นว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เป็นการพยายามครอบงำรวมถึงต้องคิดค้นวิธีการสื่อสารอย่างไรไม่ให้ผู้อื่นรู้สึกด้อยกว่าในทางสติปัญญา ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายของกลุ่ม


สำหรับคำว่า “ผู้ปฏิบัติการทางศิลปะ” ที่บอมนำมาใช้ในนิยามตนเองมีที่มาจากมุมมองที่ว่าคนธรรมดาก็สามารถทำงานศิลปะได้ โดยไม่จำเป็นต้องนิยามหรือมีสถานะเป็นศิลปิน เพราะศิลปะควรจะเป็นสิ่งที่ทุกคนทำหรือพูดถึงได้ตั้งแต่เรื่องปัญหาในชีวิตประจำวันเล็กๆไปจนถึงปัญหาระดับโครงสร้าง เช่นเดียวกับที่บอมให้นิยามตนเองว่าเป็นเพียงคนทั่วไปที่ชื่นชอบเขียนกวี โดยไม่ต้องดำรงสถานะเป็นนักกวี
ห้องทดลองและหอจดหมายเหตุ ‘พรอพพะกันเด้อ’
บอมเล่าด้วยว่าจุดประสงค์ที่ก่อตั้งกลุ่ม ‘พรอพพะกันเด้อ’ คือการเก็บสะสมหนังสือและเอกสารต่างๆ ในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อเป้าหมายของการเป็นฐานข้อมูลสำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้าถึง โดยเนื้อหาที่เก็บส่วนใหญ่จะเป็น Propaganda ฝั่งรัฐบาลทหารไทย รวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวกับยุคคณะราษฏร กบฏบวรเดช และเอกสารทั้งไทยและต่างประเทศซึ่งมีการจัดระบบ ดิจิไทซ์และอัพโหลดเป็นรูปแบบไฟล์ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้วทางเว็บไซต์กว่า 500 - 600 เล่ม คิดเป็นเพียง 10% และอีกจำนวนมากที่ทางกลุ่มจะทยอยเผยแพร่ เพราะหัวใจสำคัญของการเพิ่มคุณค่าให้กับของสะสมนั้นก็คือการที่มันได้ถูกเผยแพร่หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางความคิดของคนในสังคม

บอมเล่าต่อไปว่าแรกเริ่มสมาชิกในกลุ่มต่างคนต่างซื้อและเก็บสะสมหนังสือหรือเอกสารที่ชอบตั้งแต่งานเขียนฝ่ายซ้ายทั้งไทย และต่างประเทศเรื่อยมาจนถึงงานฝ่ายขวา หากจะทำความเข้าใจสังคมการเมืองในยุคสมัยต่างๆได้ก็ต้องศึกษางานเขียนที่ผลิตโดยรัฐบาลในยุคนั้นๆ จนกระทั่งเกิดเป็นคอลเลคชันเผด็จการในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้นำทางการเมืองที่เข้าสู่อำนาจรัฐโดยไม่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลป. พิบูลสงคราม ยุควัฒนธรรมสร้างชาติและมายาคติต่างๆที่ตกค้างมาจนถึงปัจจุบัน เช่น วาทกรรมเกี่ยวกับชนชาติไทยจากสุจิตต์ วงษ์เทศ, การโฆษณาชวนเชื่อให้เกลียดคอมมิวนิสต์จีนที่มีการนำเสนอผ่านโยบายของพรรคต่างๆในยุคนั้นอย่างเห็นได้ชัด
เช่น หนังสือคอมฯในคอมฯของอดีตพรรคชาติไทยที่มีคำขวัญว่า “สามัคคี ก้าวหน้า มั่นคง” รวมไปถึงข้อมูลบางเล่มที่พบว่าเป็นสิ่งตกค้างหรืออาวุธที่มาอาจจะทิ่มแทงเรา อย่างเช่นที่มาของวัฒนธรรมการเหยียดเชื้อชาติและการนิยามความเป็นคนไทย

บอมเล่าว่าอีกเหตุผลหนึ่งของการเก็บสะสมของเหล่านี้ ก็เพราะพบข้อสังเกตว่าทุกปีที่มีการจัดงานรำลึก เช่น เหตุการณ์เดือนตุลาเราก็มักจะค้นพบข้อมูลหลักฐานชุดใหม่ทุกปีเหมือนความจริงค่อยๆคลี่คลายปรากฏออกมาทีละนิดซึ่งกว่าเราจะรู้ว่าเหตุการณ์ในอดีตเกิดอะไรขึ้นบ้างต้องใช้เวลานานพอสมควร อันเป็นผลมาจากข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ และมองว่านักเคลื่อนไหวไทยรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดประชาธิปไตยเองก็คงไม่ได้สนใจหรือปฏิเสธที่จะซื้อหนังสือของรัฐมาอ่านด้วยทำให้รายละเอียดบางอย่างอาจถูกมองข้ามไป

นอกจากนั้น ทางกลุ่มพรอพพะกันเด้อยังเปรียบตนเองเสมือนห้องทดลองเล็กๆห้องหนึ่งที่ทำการทดลอง พูดคุย ถอดบทเรียน และวิจารณ์ผลงานของกลุ่มตนเองที่สร้างขึ้นใหม่ด้วยว่าจะมีลักษณะเป็นการผลิตซ้ำ หรือสวนทางกับมายาคติหรืออุดมการณ์ชุดเก่าที่มีอยู่เดิม
บทบาทของ พรอพพะกันเด้อ ในขบวนการประชาธิปไตยจังหวัดขอนแก่น
สำหรับบทบาทหลักของกลุ่มพรอพะกันเด้อ คือการปฏิบัติการทางศิลปะ มุ่งเน้นผลิตงานศิลปะเพื่อเป้าหมายของการต่อต้านอำนาจรัฐหรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเอง เช่น นิทรรศการ Bangkok Resistant ที่คณะที่ราบสูงชวนกลุ่มมาร่วมจัด กลุ่มพรอพพะกันเด้อก็ได้มีส่วนร่วมสร้างสื่อวิดีโอตัดปะที่มีเนื้อหาพูดถึงการพัฒนาอีสานในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รวมถึงการแต่งบทกวีของบอม
ส่วนของบทบาทพรอพพะกันเด้อในขบวนการเคลื่อนไหวในจังหวัดขอนแก่นจะเป็นไปในแง่ของการสื่อสารถึงประเด็นประชาชนผู้ถูกกระทำและแนวคิดประชาธิปไตยในรูปแบบของงานศิลปะตามกิจกรรมต่างๆที่ทางกลุ่มจะเข้าไปมีส่วนร่วมซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นของทางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนสังคม



บอมเล่าต่อไปว่าส่วนเป้าหมายอนาคตในระยะยาวของกลุ่มพรอพพะกันเด้อ ก็คือการเป็นฐานข้อมูลบนเว็บไซต์ กลุ่มพรอพพะกันเด้อ (คลิก) รวมถึงเขียนบทความ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์บนเพจเฟซบุ๊ก พรอพพะกันเด้อ สำหรับประชาชนที่สนใจก็สามารถแวะไปกดไลค์ กดแชร์เพจเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานของกลุ่มต่อไปได้
ก่อนจบเสวนา ก็มีการประชาสัมพันธ์ มหกรรมรัฐธรรมนูญที่ขอนแก่น ในวันที่ 10 ธันวาคม 2567 โดยกลุ่มพรอพพะกันเด้อจะนำคอลเลคชันรัฐธรรมนูญฉบับจริงของสมาคมรัฐธรรมนูญของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ไปจัดแสดงในงานนี้ด้วย สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทางเพจ พรอพพะกันเด้อ
เรื่องและภาพโดย อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์